ปชช.แห่แลกธนบัตรที่ระลึกในหลวง ร.9 แน่นธนาคารกรุงเทพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ต.ค. 2559 12:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763717

 

ธนาคารกรุงเทพ เปิดจำหน่ายธนบัตรที่ระลึก 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รอบที่ 2 จำนวน 8 แสนฉบับ รวมทั้งกล่องมิวสิกบ็อกซ์สำหรับใส่ธนบัตร ขณะที่สำนักงานใหญ่ใช้เวลาเพียง 2 ชม.ก็จำหน่ายหมดเกลี้ยง

เมื่อวันที่ 25 ต.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนจำนวนมากมาเข้าแถวยาวบริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่สีลม ตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนธนาคารเปิดทำการเวลา 08.30 น. เพื่อแลกธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 เป็นธนบัตรที่ระลึกชนิดราคา 100 บาท จ่ายแลกพร้อมแผ่นบรรจุในราคาฉบับละ 200 บาท

ทั้งนี้ธนาคารกรุงเทพได้เบิกมาเพิ่มเติมจากธนาคารแห่งประเทศไทย จำนวน 800,000 ฉบับ เพราะทุกคนต่างต้องการเก็บธนบัตรไว้เป็นที่ระลึก และให้ลูกหลานได้เตือนความจำว่าครั้งหนึ่งได้เคยใช้ธนบัตรในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ที่มารอต่างรู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก

สำหรับธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ เปิดให้แลกธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติฯ 10,000 ฉบับ หรือแลกได้ประมาณ 2,000 คน และจำกัดให้แลกได้เพียงรายละ 5 ฉบับ ส่วนที่เหลือกระจายไปยังสาขาทั่วประเทศ ทั้งนี้สาขาสำนักงานใหญ่เปิดแลกธนบัตรตั้งแต่ช่วงเช้า ปรากฏว่า 10.00 น. ก็ต้องปิดการรับแลก เพราะธนบัตรหมด เนื่องจากได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ธนาคารกรุงเทพยังเปิดจำหน่ายกรอบใส่ธนบัตร พร้อมกล่องมิวสิกบ็อกซ์ไม่รวมธนบัตร กล่องละ 100 บาท จำนวน 4,000 กล่อง จำกัดสิทธิ์ซื้อได้คนละ 1 กล่อง โดยรายได้จากการจำหน่ายกล่อง จะมอบให้มูลนิธิในพระบรมราชูปถัมภ์ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช.

 

บขส. เพิ่มรถ 7,500 เที่ยว รองรับผู้โดยสาร เดินทางสักการะพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ต.ค. 2559 11:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763656

 

บขส. เตรียมอำนวยความสะดวกประชาชนเดินทางสักการะพระบรมศพต่อเนื่อง เพิ่มเที่ยววิ่ง 7,500 เที่ยว รองรับผู้ใช้บริการกว่า 150,000 คน ขณะที่ยอดผู้โดยสารที่ใช้บริการรถ บขส.-รถร่วม ระหว่างวันที่ 21–24 ต.ค. เดินทางไป-กลับ 1,010,000 คน…

วันที่ 24 ต.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บขส. จัดรถรองรับผู้โดยสารจากกรุงเทพมหานครไปต่างจังหวัดประมาณ 7,200 เที่ยว รองรับผู้โดยสารเดินทางได้ประมาณ 120,000 คน และเที่ยวกลับจากต่างจังหวัด เข้า กทม. จัดรถประมาณ 7,400 เที่ยว รองรับผู้โดยสารเดินทางประมาณ 130,000 คน รวมไป-กลับ ประมาณ 250,000 คน จำนวนผู้ใช้บริการต่ำกว่าประมาณที่ตั้งไว้ทำให้การจัดรถรองรับเพียงพอ สรุปยอดผู้โดยสารที่ใช้บริการรถ บขส.-รถร่วม ระหว่างวันที่ 21–24 ต.ค.59 เดินทางไป-กลับ 1,010,000 คน

ทั้งนี้ บขส. ได้เตรียมการรองรับประชาชนที่จะเดินทางมาสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มเที่ยววิ่งจากเที่ยวปกติร้อยละ 25 รวมประมาณ 7,500 เที่ยว สามารถรองรับผู้ใช้บริการได้ประมาณกว่า 150,000 คน.

 

กรรมการ คณะผู้บริหารและพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ร่วมทำบุญตักบาตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 25 ต.ค. 2559 10:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763602

 

กรรมการ คณะผู้บริหารและพนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ นำโดยนายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 90 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล สัตตมวาร พร้อมร่วมยืนแสดงความอาลัย แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร โดยผู้บริหารและพนักงานได้ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ด้วยรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ นอกจากนี้ที่บริเวณโถงหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ยังได้จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นำเสนอโครงการในพระราชดำริและพระราชดำรัสที่พระราชทานโอกาสต่างๆ เพื่อเชิญชวนชาวไทยน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปลงนามแสดงความอาลัย ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00–17.30 น.



ธนาคารกรุงไทย เปิดแลกธนบัตรที่ระลึกฯ ในหลวง 27 ต.ค. นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ต.ค. 2559 10:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763621

 

ธนาคารกรุงไทย เปิดให้ประชาชนแลกธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่ 27 ต.ค. นี้ เป็นต้นไป จนกว่าธนบัตรจะหมด จำกัดคนละไม่เกิน 2 ชุด …

วันที่ 25 ต.ค.59 มีรายงานว่า ธนาคารกรุงไทย ได้ประสานไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอเบิกธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 และได้รับการจัดสรรธนบัตรชนิดราคา 100 บาท จ่ายแลกพร้อมแผ่นบรรจุในราคาชุดละ 200 บาท จำนวน 200,000 ชุด ซึ่งธนาคารจะเปิดให้จ่ายแลกในวันที่ 27 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป หรือจนกว่าธนบัตรหมด เพื่อให้ลูกค้าและประชาชนน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ คนละไม่เกิน 2 ชุด

ทั้งนี้ ในกรุงเทพฯ แลกได้ที่ 5 สาขา ได้แก่ สาขาสำนักนานาเหนือ สาขาสวนมะลิ สาขาปทุมวัน สาขาเยาวราช และสาขาถนนศรีอยุธยา ส่วนต่างจังหวัด แลกได้ที่ 17 สาขา ได้แก่ สาขาบางปลาสร้อย จังหวัดชลบุรี สาขาระยอง สาขานครสวรรค์ สาขาสิงห์บุรี สาขาชัยนาท สาขาถนนสิงหวัฒน์ จังหวัดพิษณุโลก สาขาข่วงสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ สาขาถนนศรีจันทร์ จังหวัดขอนแก่น สาขาอุดรธานี สาขาอุบลราชธานี สาขาสกลนคร สาขาเลย สาขาหนองคาย สาขาบึงกาฬ สาขาเซกา จังหวัดบึงกาฬ สาขาราษฎร์ยินดี จังหวัดสงขลา และสาขาถนนศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี.

 

จัดระเบียบรถตู้วันแรกยังเรียบร้อย คาดผู้โดยสารคับคั่ง ช่วงเย็น-ค่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ต.ค. 2559 10:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763572

 

ดีเดย์จัดระเบียบรถตู้ กทม.-ตจว. เข้าใช้พื้นที่สถานีขนส่ง 3 แห่ง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มี ปชช. เดินทางไม่มาก คาด จำนวนผู้โดยสารจะคับคั่งในเที่ยวขากลับ ช่วงเย็น-ค่ำ ขณะที่ ขนส่ง-บขส. เตรียมพร้อมอำนวยสะดวกประชาชน จัดรถ Shuttle bus ให้บริการฟรี รับ-ส่งจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปทุกสถานีอย่างเพียงพอ

วันที่ 25 ต.ค. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศวันแรกที่หลายหน่วยงานซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ กรมการขนส่งทางบก บริษัทขนส่งจำกัด หรือ บขส. องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ หรือ ขสมก. ดีเดย์บังคับใช้กฎหมาย ในการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะหมวด 2 กรุงเทพฯ ไปต่างจังหวัด ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตรทุกคัน ต้องเข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารทั้ง 3 แห่ง คือ จตุจักร สายใต้ปิ่นเกล้า เอกมัย โดยช่วงเช้านี้ ที่ทั้งสามสถานี ยังเป็นไปได้ความเรียบร้อย มีประชาชนเดินทางไม่มากนัก เป็นปกติของการเดินทาง คาดว่า จำนวนผู้โดยสารจะคับคั่งในเที่ยวขากลับช่วงเย็นถึงค่ำ

ในวันนี้ กรมการขนส่งทางบก และ บขส. ได้เตรียมพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกให้ประชาชน เช่น การจัดรถ Shuttle bus ให้บริการฟรี รับ-ส่งจากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปทุกสถานีอย่างเพียงพอ พร้อมตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วม 4 จุด ตามสถานีขนส่งทั้ง 3 แห่ง และอนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อประเมินผลการให้บริการทุกวัน

ล่าสุด นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประชุมติดตามผลการให้บริการรถตู้โดยสารของทั้งสามสถานีในช่วงเช้าวันนี้ เพื่อวางกรอบแนวทางการปรับปรุงการให้บริการต่อไป

อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนไม่นำรถตู้เข้าใช้สถานีทั้ง 3 แห่ง จะมีความผิดทั้งพนักงานขับรถ และผู้ประกอบการขนส่ง โดยกรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการมาตรการลงโทษสูงสุดตามกฎหมายทุกกรณี และหากพบการกระทำผิดซ้ำซาก จะพิจารณาเพิกถอนรถออกจากบัญชีประกอบการ และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการเดินรถด้วย ประชาชนสามารถสอบถามรายละเอียดการเดินทาง หรือร้องเรียนปัญหาจากการใช้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะ โทร. 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ศึกชิงขุมทรัพย์ “เอสเอ็มอี” รอ “สมคิด” ชี้ขาดมึน 3 กระทรวงแย่งบริหารงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ต.ค. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763417

 

ลุ้นระทึก “สมคิด” ชี้ขาดแผนปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงอุตสาหกรรม ครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 73 ปี เผยเอสเอ็มอี-โอทอป กลายเป็นขุมทรัพย์ที่ถูกกระทรวงพาณิชย์และมหาดไทย ยืนยันพร้อมดูแลต่อไป ตีกันไม่ให้กระทรวงอุตสาหกรรมกินรวบมาดูแลทั้งระบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จนถึงขณะนี้ ผู้บริหารของกระทรวงอุตสาหกรรมก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปในเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างการทำงานของกระทรวงที่ถือได้ว่าเป็นครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ก่อตั้งกระทรวงมาตั้งแต่ปี 2486 หรือในรอบ 73 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าก่อนหน้านี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เร่งปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ที่ทุกกระทรวงจะต้องดำเนินการ

ล่าสุดเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมานายสมคิด ได้มาตรวจการบ้านที่ได้ให้ไว้กับนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม และนายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ปรากฏว่ารายละเอียดของแผนปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าวถูกนายสมคิดตีกลับและสั่งให้ไปปรับปรุงมาใหม่ ซึ่งคาดว่าในต้นเดือน พ.ย.นี้ นายสมคิดพร้อมด้วยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะมาตรวจเยี่ยมกระทรวงอุตสาหกรรมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเร่งรัดการทำงานดังกล่าว เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นต้นทางของการขับเคลื่อนภาคการผลิตของประเทศไทย

สำหรับแผนงานที่กระทรวงได้เตรียมไว้และถูกตีกลับเนื่องจากนายสมคิดพิจารณาว่าแผนดังกล่าวถูกจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ ระยะ 20 ปี ข้างหน้า ถือว่าเป็นแผนที่ใช้เวลานานเกินไป จึงได้สั่งให้กลับไปแก้ไข โดยใช้หลักเกณฑ์ประกอบด้วย 1.แผนงานต้องทำให้เกิดการทำงานที่รวดเร็วขึ้น 2.ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย 3.ต้นทุนการทำงานลดลง 4.การทำงานต้องคล่องตัว 5.ต้องมีความทันสมัย เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นหลักๆที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ของโครงสร้างกระทรวงอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะการทำหน้าที่สนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน (โอทอป) ที่มีผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 2.5 ล้านกิจการ ที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ 3 หน่วยงาน คือกระทรวงอุตสาหกรรมดูแลด้านการผลิตและออกใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) กระทรวงพาณิชย์ รับผิดชอบช่องทางการตลาด กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ดูแลการขึ้นทะเบียน และสนับสนุนโอทอป

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอแนวคิดว่าต้องการรวบรวมการทำงานด้านเอสเอ็มอีมาไว้ที่กระทรวงอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยอาจจัดตั้งเป็นหน่วยงานระดับกรมขึ้นมาบริหาร เพื่อให้คล่องตัวในการดูแลเนื้อหางานทั้งระบบ แต่ล่าสุดผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทยก็ได้โทรศัพท์หารือกับนายสมชาย และแสดงความไม่เห็นด้วยหากจะมีการรวบรวมงานเกี่ยวกับเอสเอ็มอีและโอทอปมาไว้ที่กระทรวงอุตสาหกรรมเพียงแห่งเดียว โดยให้เหตุผลว่าในบางเรื่องของการสนับสนุนเอสเอ็มอีและโอทอป ทั้ง 2 หน่วยงาน ก็มีขีดความสามารถในการบริหารจัดการได้ตามปกติ จึงไม่ควรมาลดบทบาทของหน่วยงานข้ามกระทรวง ทำให้ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในเรื่องนี้ ในขณะนี้คาดว่าจะต้องรอให้นายสมคิดมาเป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายแทน

สำหรับแผนการปรับปรุงโครงสร้างการทำงานอื่นๆ มีอาทิ การเพิ่มอำนาจให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ทั่วประเทศ ทำหน้าที่แทนกรมในสังกัดได้เช่น การออกใบอนุญาต มผช.ให้โอทอป แทนที่ผู้ประกอบการต้องมายื่นขอที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือการออกใบอนุญาตโรงงานอุตสาหกรรมประเภททั่วไป ที่ไม่เสี่ยงต่อมลพิษ แทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เป็นต้น

นอกจากนี้ คาดว่ายังจะมีการตั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (สอช.) เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายการส่งเสริมการทำงานในรูปแบบคลัสเตอร์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และมีการตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ และสำนักงานการเพิ่มประสิทธิภาพ นวัตกรรม และมาตรฐานแห่งชาติ ทำหน้าที่ดูแลสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขาต่างๆที่เป็นหน่วยงานในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เป็นต้น

ทั้งนี้ การพัฒนาเอสเอ็มอีและโอทอป จะมีการแยกกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ออกมาเป็น 2 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ เพื่อที่จะขยายขอบข่ายการดูแลผู้ประกอบการ จากปัจจุบันที่ดูแลเฉพาะภาคการผลิต แต่ในโครงสร้างใหม่จะขยายการดูแลไปยังผู้ประกอบการในทุกๆด้าน

ขณะที่ในเรื่องการส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบการ ก็จะมีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่เป็นหน่วยงานหลักตามเดิม และเพิ่มเติมหน่วยงานใหม่ๆขึ้นมา อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอุตสาหกรรมชีวภาพ ที่แปรสภาพมาจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อย และน้ำตาลทราย ที่ขณะนี้ดูแลเรื่องอุตสาหกรรมอ้อย แต่เนื่องจากอ้อยเป็นวัตถุดิบขั้ นต้นของอุตสาหกรรมชีวภาพ จึงจะขยายเนื้องานไปดูแลเรื่องการแปรรูปปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง เพื่อต่อยอดไปเป็นอุตสาหกรรมชีวภาพ.

 

ก่อสร้างรถไฟฟ้าสีม่วงใต้-น้ำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ต.ค. 2559 07:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763412

 

นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายใหม่ตามแผนของกระทรวงคมนาคมว่า ขณะนี้มีรถไฟฟ้า 2 สาย ที่ได้เสนอรายละเอียดการดำเนินโครงการไปให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้วคือ 1.รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ระยะทาง 23.6 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน (งานโยธา) 101,112 ล้านบาท และ 2.รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4 ระยะทาง 8 กม. วงเงิน (งานโยธา) 14,790 ล้านบาท โดยหลังจากนี้กระทรวงคมนาคมจะพิจารณาในรายละเอียดก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติโครงการ จากนั้น รฟม.จึงจะเปิดประกวดราคาเพื่อหาผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยตั้งเป้าหมายเริ่มก่อสร้างปี 60

สำหรับรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนต่อขยายช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่ง ประเทศไทย-ตลิ่งชัน ระยะทาง 17.5 กม. ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดต่างๆ ซึ่งเริ่มได้ข้อสรุปเกือบครบทั้งหมดแล้ว จากนั้นจะนำเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม. ที่มี พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ เป็นประธาน พิจารณาอนุมัติก่อนเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา โดยคาดจะเสนอให้ ครม.พิจารณาปี 60 และเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงปลายปี 60 ส่วนสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี ระยะทาง 23 กม. วงเงิน 82,907 ล้านบาท เอกชนสามารถยื่นซองข้อเสนอได้ในวันที่ 31 ต.ค.นี้ ขณะที่สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ระยะทาง 34.5 กม. วงเงิน 53,490 ล้านบาท และสาย
สีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.4 กม. วงเงิน 51,810 ล้านบาท กำหนดยื่นซองข้อเสนอวันที่ 7 พ.ย.นี้

นายพีระยุทธกล่าวถึงความคืบหน้าการเชื่อมต่อ 1 สถานี ระยะทาง 1 กม. ระหว่างรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที (สายสีน้ำเงิน) ที่สถานีบางซื่อกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่สถานีเตาปูนว่า ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัท ทางด่วน และบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ที และรถไฟฟ้าสายสีม่วง โดยน่าจะได้ข้อสรุปเดือน พ.ย.นี้ “ยืนยันว่า 1 สถานี ต้องก่อสร้างแน่นอน ความล่าช้าที่เกิดขึ้นอาจกระทบต่อเป้าหมายการเปิดให้บริการในเดือน มี.ค.60 แต่จะรีบเจรจากับบีอีเอ็มให้จบโดยเร็ว”.

 

ชงครม.ไฟเขียวงบ 1.7 หมื่นล้าน คลังหว่านเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ แจกแหลกหมู่บ้าน 2.5 แสนบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ต.ค. 2559 07:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763407

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 25 ต.ค.59 กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านหมู่บ้านกว่า 70,000 แห่งทั่วประเทศ โดยจะจ่ายเงินให้หมู่บ้านละ 250,000 บาท หรือคิดเป็นวงเงินรวม 17,500 ล้านบาท เพื่อให้แต่ละหมู่บ้านนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในโครงการขนาดเล็กตามแนวทางประชารัฐ ในปีงบประมาณ 2560 ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่รัฐบาลเห็นว่า ควรดำเนินการต่อเนื่อง จากปีงบประมาณ 2559 เพราะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนและยังสร้างความเข้มแข็งให้แก่ทุกภูมิภาคของประเทศได้ด้วย

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2559 รัฐบาลได้จัดสรรเงินงบประมาณในโครงการดังกล่าว ให้แก่หมู่บ้านกว่า 70,000 แห่ง หมู่บ้านละไม่เกิน 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 14,918 ล้านบาท โดยทุกโครงการต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการหมู่บ้าน ที่ขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทยภายใต้หลักการดังนี้ 1.การขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2.การส่งเสริมอาชีพ คุณภาพชีวิตและการมีงานทำของประชาชน 3.การส่งเสริมด้านสาธารณสุข การศึกษา ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมของหมู่บ้าน 4.การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม 5.การพัฒนาแหล่งน้ำ 6.การซ่อมแซมสิ่งสาธารณประโยชน์ในหมู่บ้าน และ 7.โครงการที่เคยเสนอตามโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท แต่ไม่ได้รับการอนุมัติเนื่องจากหมดวงเงินและไม่เป็นโครงการที่มีลักษณะเป็นการก่อสร้างโดยในปีงบประมาณ 2559 ที่ผ่านมา สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้เกือบ 100%

ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2560 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จึงสั่งกระทรวงการคลังร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าวอีกครั้งเป็นรอบที่ 2 โดยมีวัตถุ-ประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยตั้งเป้าหมายที่จะเบิกจ่ายให้หมดภายในไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 หรืออย่างช้าไม่เกินไตรมาสแรกของ 2560 เนื่องจากกรมบัญชีกลางรายงานว่า ผลการเบิกจ่ายเงินของโครงการนี้ในปีงบประมาณ 2559 ระยะแรกเกิดความล่าช้า เนื่องจากเป็นโครงการใหม่และไม่เคยทำมาก่อน แต่เมื่อคณะกรรมการหมู่บ้านมีความเข้าใจมากขึ้น และทางกระทรวงมหาดไทยได้ลงไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถเบิกจ่ายเงินได้เกือบครบ 100% แต่ใช้ระยะเวลานานถึง 12 เดือน

ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน โดยมีหลักการคือการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนภายในประเทศเป็นหลัก และคงไม่ใช่มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการซื้อสินค้า 15,000 บาท ส่วนเรื่องการแจกเสื้อดำฟรีให้แก่ประชาชน 8.3 ล้านตัว ขณะนี้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 3 แห่งคือ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารกรุงไทย กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า เพราะในแต่ละปีธนาคารเหล่านี้มีงบช่วยเหลือสังคมอยู่แล้ว.

 

สุดปลื้ม! มูลค่าส่งออก ก.ย.สูงสุดรอบ 2 ปี พาณิชย์คาดทั้งปีมีโอกาสขยายตัวเป็นบวก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ต.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763402

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า วันที่ 27 ต.ค.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะแถลงมูลค่าการส่งออกเดือน ก.ย.59 ซึ่งพบว่ามีมูลค่า 19,460.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.43% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย.58 หากไม่คิดรวมมูลค่าการส่งออกทองคำ และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องน้ำมัน เช่น น้ำมันสำเร็จรูป ปิโตรเคมี จะขยายตัว 5% ส่วนมูลค่าส่งออกในช่วง 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ปี 59 อยู่ที่ 160,467.7 ล้านเหรียญฯ หดตัว 0.65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นมูลค่าและอัตราขยายตัวที่น่าพอใจในช่วงที่เศรษฐกิจและการค้าโลกซบเซา หากรักษาอัตราการขยายตัวเช่นนี้ได้ในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้ มีโอกาสที่การขยายตัวทั้งปีเป็นบวกได้

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่กลางเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ได้หารือกับผู้ส่งออกรายใหญ่ ที่มีมูลค่าการส่งออกมาก ทั้งยานยนต์ อาหาร อัญมณีและเครื่องประดับ ถึงสถานการณ์ส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ และหาแนวทางผลักดันให้การส่งออกเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มยานยนต์ คาดว่ามูลค่าส่งออกปีนี้ จะติดลบ 1% หรือลดลงจากปี 58 ที่มีมูลค่า 31,300 ล้านเหรียญฯ ส่วนกลุ่มอาหาร คาดมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 17,100 ล้านเหรียญฯ และกลุ่มอัญมณี คาดขยายตัว 5% จากปีก่อน ที่มีมูลค่า 7,187 ล้านเหรียญฯ แต่เฉพาะอาหารทะเล ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายน่าจะไม่ขยายตัว เพราะไทยยังขาดแคลนวัตถุดิบ และหลายตลาดมีมาตรการกีดกันทางการค้าเข้มงวดขึ้น โดยทั้งปีคาดว่าการส่งออกอาหารทะเลจะเติบโต 0% มูลค่า 4,035 ล้านเหรียญฯ เท่าปีก่อน.

 

วืด 2 ปี! ลุ้นธปท.ปรับกรอบเงินเฟ้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ต.ค. 2559 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763397

 

นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 9 พ.ย.ที่จะถึงนี้ ธปท.จะนำเสนอกรอบเป้าหมายเงินที่ใช้ในการดำเนินนโยบายการเงินของปี 2560 เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป ซึ่งหลังจากที่ กนง.อนุมัติเป้าหมายดังกล่าวแล้วจะนำเสนอ รมว.คลัง และ รมว.คลังนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 2.5% บวกลบ 1.5% หรือ 1-4% นั้น เป้าหมายในปี 2560 อาจจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ยอมรับว่าเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้เฉลี่ยจะยังอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ได้ตั้งไว้ หรือตกเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นปีที่ 2 โดย ธปท.ได้ประมาณการไว้ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2559 จะขยายตัวได้ 0.3% แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ อัตราเงินเฟ้อของไทยน่าจะกลับขึ้นมาขยายตัวได้ในระดับ 1% ซึ่งถือว่าเข้าสู่กรอบล่างของเป้าหมายเงินเฟ้อ โดยหลังจากนี้ ธปท.จะต้องมีจดหมายเปิดผนึกชี้แจงให้ รมว.คลัง และที่ประชุม ครม.รับทราบเหตุผลของการดำเนินนโยบายการเงินที่หลุดเป้าหมายเงินเฟ้อต่อไป ขณะที่ในปี 2560 นั้น การประมาณการล่าสุดของ ธปท.ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับขึ้นมาอยู่ในระดับ 2% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1% ซึ่งถือว่าดีขึ้นกว่าปีนี้ และเข้าไปอยู่ในเป้าหมายเงินเฟ้อได้

นางรุ่งยังได้กล่าวถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าด้วยว่า ยังอยู่ในประมาณการเดิมว่าจะขยายตัวได้ 3.2% เท่ากับการขยายตัวของปีนี้ โดยคาดว่าการใช้จ่ายภาคเอกชนจะปรับตัวดีขึ้นได้จากรายได้ของเกษตรกรที่จะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากคาดว่าปีหน้าจะไม่มีปัญหาภัยแล้งรุนแรงเช่นเดียวกับปีนี้ นอกจากนั้น ในส่วนของการท่องเที่ยวน่าจะไปได้ต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ธปท.มีความเป็นห่วงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งกำลังประเมินผลกระทบที่แท้จริงอยู่ สำหรับการส่งออก ซึ่งเป็นผู้ร้ายในปีนี้ จะปรับตัวดีขึ้นซึ่งคงกลับมาเป็นพระเอกไม่ได้ แต่จะไม่ถึงกับเป็นผู้ร้ายเหมือนปีนี้ ขณะที่แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มากที่สุดจะเป็นการใช้จ่ายและการลงทุนของรัฐบาล ด้านความเสี่ยงในปีหน้า ความเสี่ยงสำคัญยังคงมาจากความผันผวนของเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินในต่างประเทศ และประชาชนอาจจะมีความกังวลในเรื่องการเมืองที่อาจจะมีความไม่แน่นอนในอนาคต.