ยันเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760997

 

“วิรไท” มั่นใจก้าวข้ามช่วงการเปลี่ยนแปลง

ผู้ว่าการ ธปท.ยันเศรษฐกิจไทยยังมีประสิทธิภาพที่ดี สามารถข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงไปได้ ยันนักลงทุนยังมีความเชื่อมั่น เงินทุนไม่ผันผวน พร้อมดูแลตลาดเงินตลาดทุนสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป ส่วนทางเอกชนประสานเสียงเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังนี้ยังไม่ดี ภาคค้าปลีกอยากได้มาตรการกระตุ้นใช้จ่ายเพิ่มให้คนระดับกลาง–สูง ธนาคารโลกจี้รัฐเพิ่มลงทุนกันเศรษฐกิจทรุดตัว

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยยังมี เสถียรภาพ และสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ภายใต้ช่วงเปลี่ยนผ่านและความโศกเศร้าของคนไทยทั้งประเทศ จากพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่ยังดีอยู่ โดย ธปท.จะติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและดูแลให้ตลาดเงินตลาดทุนของไทยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภท เช่น ภาคที่เกี่ยวข้องกับนันทนาการ และการใช้จ่ายในบางภาคส่วนอาจจะชะลอตัวลงบ้าง ซึ่ง ธปท.จะติดตามการชะลอตัวอย่างใกล้ชิด แต่ในส่วนของการลงทุนนั้น คาดว่าจะกระทบไม่มากนัก ขณะที่การประเมินผลกระทบเพื่อปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ใหม่คงไม่มีความจำเป็นในขณะนี้

“ค่าเงินบาทในขณะนี้ยังคงมีเสถียรภาพที่ดี ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อประเทศไทยยังมีอยู่ ซึ่งจะเห็นได้จากการปรับดีขึ้นอย่างรวดเร็วของค่าเงินบาทและตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นมุมมองที่ดีและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งของไทยและนักลงทุนต่างประเทศ ส่วนเงินทุนเคลื่อนย้ายยังไม่ผันผวนมากนัก และที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมาย ดังนั้น จึงเชื่อว่าภายใต้ การเปลี่ยนแปลงนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีประสิทธิภาพที่ดีเพียงพอที่จะเดินหน้าต่อไปได้”

นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา Thailand’s Economic Outlook 2017 Towards Sustainability ว่า ธปท.มองว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ปีนี้จะยังโตได้อย่างค่อยเป็นไปค่อยไป ขณะที่ไตรมาสที่ 4 อาจจะได้รับผลกระทบบ้างจากความเศร้าโศกของคนไทยทั้งประเทศ แต่พื้นฐานของเศรษฐกิจไม่มีการเปลี่ยนแปลงไป ขณะที่การเพิ่มขึ้นของการลงทุนภาคเอกชนจำเป็นต้องรอให้ความต้องการซื้อของประเทศเพิ่มขึ้นทั้งความต้องการซื้อในประเทศและจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ธปท.มองว่าในอนาคตการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ควรจะเป็นการสนับสนุนภาคเอกชนมากกว่าการใส่เงินระยะสั้นเข้าไปในระบบ ขณะที่นโยบายการเงินจะมีหน้าที่ประคับประคองเศรษฐกิจให้เกิดการฟื้นตัว

ขณะที่นายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย กล่าวว่า การเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ ทั้งการประมูลทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) รถไฟทางคู่ หรือถนนใหม่ๆ จะช่วยให้เกิดการกระจายเงินทุนออกไปยังธุรกิจรายย่อย และสร้างงานเพิ่มขึ้นได้ โดยเท่าที่ประมาณกันมีการประมูลโครงการรัฐในปีนี้ไปแล้ว 100,000 ล้านบาท และอาจจะไปได้ถึง 200,000 ล้านบาท แต่จะยังไม่เห็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในปีนี้ จะเริ่มเห็นการกระจายเม็ดเงิน และกิจกรรมที่คึกคักขึ้นในต้นปีหน้า และจะเห็นชัดเจนในประมาณกลางปี แต่ในส่วนของการก่อสร้าง ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์อาจจะไม่ดีเท่ากับโครงการรัฐ

ด้านนายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า กำลังซื้อในปีนี้ยังไม่ดีเท่าที่ควร โดยคาดว่าจะโตได้ประมาณ 3-3.2% เท่านั้น จากที่เคยโต 8% ในปี 2545-2555 และในปีหน้าจะดีขึ้นอีกไม่มากโดยคาดว่าค้าปลีกไทยจะขยายตัวประมาณ 3.0-3.5% โดยสินค้าคงทนในปีนี้โตได้ไม่มาก จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว ทำให้เครื่องเรือน เครื่องไฟฟ้าขายได้ไม่มาก โตได้ประมาณ 3% กว่าเท่านั้น ขณะที่สินค้ากึ่งคงทน เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ น่าจะดีแต่ไม่ดี แต่สินค้าไม่คงทนไม่ดีที่สุด โดยเฉพาะกำลังซื้อจากคนระดับกลาง-ล่าง แต่ตรงกันข้ามกำลังซื้อของคนระดับกลาง-บน กลับดีกว่ามาก โตเป็นเลข 2 หลัก ดังนั้น รัฐบาลควรคิดหาทางที่จะทำให้คนกลุ่มนี้หันมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น

สำหรับด้านการลงทุน นางศรีวรรณ เอี่ยมรุ่งโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาวะกำลังซื้อของโลกและเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง รวมทั้งการค้นพบผลิตภัณฑ์น้ำมันแบบใหม่ๆ ทำให้ปีนี้ราคาน้ำมันมีความผันผวนมาก ซึ่งส่งผลต่อการลงทุนของภาคธุรกิจอีกทางหนึ่ง เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนของทุกธุรกิจ ในขณะที่ในส่วนของ ปตท.ได้ ลด ละ และยกเลิกโครงการลงทุนใหม่ไปจำนวนมาก ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ที่ชะลอการลงทุนในขณะนี้ แต่ยังหวังว่าในปีหน้าการลงทุนของเอกชนอาจจะเริ่มขยับตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชชา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจในระยะต่อไปมาจากทั้งภายในและภายนอก โดยภายนอกมาจากความผันผวนของตลาดการเงินโลกที่เกิดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไปของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่วนในประเทศนั้น กำลังซื้อที่ยั่งยืนอาจจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องคิด เพราะครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยโตจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ และปัจจัยส่งเสริมการขายชั่วคราว เช่นการเปลี่ยนรุ่นของรถยนต์ ดังนั้น กำลังซื้อในไตรมาสที่ 3 และ 4 ปีนี้ จะชะลอลง ดังนั้น รัฐต้องคงการใช้จ่ายและเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เศรษฐกิจไม่ทรุดตัวลง.

 

ปั้นงบปี 61 ขับเคลื่อนสู่กระทรวง 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ต.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760992

 

“บิ๊กตู่” กำกับเดินตามแผนฯ 12 เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณปี 2561 แก่ส่วนราชการว่า รัฐบาลต้องการให้การทำงบประมาณปี 2561 ของส่วนราชการ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งกำหนดไว้แล้วว่าประเทศต้องการอะไร เช่น การลงทุนในโครงการถนน รถไฟทางคู่ รถไฟ รถเมล์ เขตเศรษฐกิจพิเศษ ระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก ตะวันออก เพราะทั้งหมดเป็นเรื่องระยะยาวต้องการวางแผนและส่งผลต่องบประมาณทั้งสิ้น

“การทำงบประมาณปี 2561 ทุกกระทรวงต้องมองเรื่องของการปรับนโยบายไปสู่การเป็นกระทรวง 4.0 ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรม 4.0 โดยให้คิดสิ่งใหม่ แต่ขณะเดียวกันก็รักษาสิ่งเก่าที่ดีไว้ และต้องไม่ลืมว่าตอนนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วแสดงว่าจะมีความต้องการใช้เงินเพื่อดูแลรัฐสวัสดิการมากขึ้น ประเทศต้องมีรายได้ให้มากขึ้น ปรับตัวไปสู่การใช้แรงงานที่น้อยลง ดังนั้น แต่ละกระทรวงต้องคิดทั้งเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การต่างประเทศ รวมถึงวาระแห่งชาติต่างๆ ที่กำหนดไว้ หากไม่วางยุทธศาสตร์ก็จะกลับไปที่เดิม เสียเวลา”

ด้านนายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า งบประมาณรายจ่ายปี 2561 คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัว โดยคาดว่าส่วนของการขาดดุลงบประมาณนั้นจะใกล้เคียงหรือลดลงจากปี 2560 ที่ตั้งไว้ 390,000 ล้านบาท เนื่องจากคาดว่ารัฐจะมีรายได้สูงขึ้นทั้งจากการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี และยังมีรายได้จากการประมูล 4 จี ทั้งนี้ สำนักงบประมาณจะจัดทำรายละเอียดงบประมาณเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 11 เม.ย. 2560.

 

ปลัดคลังลงนามเรียกค่าเสียหายจำนำข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760991

 

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วยนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ได้ลงนามเรียกร้องค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในสัดส่วน 20% ของมูลค่าเสียหายรวม 178,000 ล้านบาท คิดเป็นวงเงิน 35,000 ล้านบาท เรียบร้อยแล้ว “การลงนามเรียกค่าเสียหายของ รมช.คลัง เป็นการลงนามแทนท่านนายกรัฐมนตรี ส่วนปลัดกระทรวงการคลังนั้น ลงนามแทนนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เนื่องจาก รมว.คลังติดภารกิจไปต่างประเทศ โดยในสัปดาห์นี้ กระทรวงการคลังได้ส่งหนังสือดังกล่าวออกจากกระทรวงการคลังไปแล้ว และคาดว่าจะถึงมือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว” ทั้งนี้ กระบวนการทำงานของกระทรวงการคลัง กรณีเรียกร้องค่าเสียจากอดีตนายกรัฐมนตรีถือว่าดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว และหากอดีตนายกรัฐมนตรีจะขอสู้คดีก็ดำเนินการได้ตามกระบวนการของกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา นายมนัส แจ่มเวหา อดีตอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ได้สรุปค่าเสียหายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชอบจากกรณีละเลยโครงการจำนำข้าวที่เกิดขึ้นจากช่วงปี 2555/56 และ 2556/57 วงเงินความเสียหายรวม 178,000 ล้านบาท โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในสัดส่วน 20% ที่เหลือ 80% ผู้ทำให้เกิดความเสียหายรองลงมาต้องรับผิดชอบตามสัดส่วน ขณะนี้ ทาง รมว.ยุติธรรม กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา

 

แบงก์พาณิชย์กำไรอู้ฟู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ต.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760987

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง แจ้งผลประกอบการงวดไตรมาส 3 และงวด 9 เดือนแรกของปี 59 ปรากฏว่า ในงวด 9 เดือนแรก มีกำไรสุทธิรวมกัน 155,710 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2,213.51 ล้านบาท หรือ 1.42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิ 153,496.49 ล้านบาท ขณะที่งวดไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิรวมกัน 54,017.19 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7,313.63 ล้านบาท หรือ 13.53% จากไตรมาส 3 ปี 58 มีกำไรสุทธิ 46,703.56 ล้านบาท โดยธนาคารขนาดใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ กำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรก ปรับตัวลดลง หลังมีการกันสำรองหนี้เสียเพิ่มขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

สำหรับงวด 9 เดือนแรก ปี 59 ธนาคารกรุงเทพ กำไรสุทธิ 23,547.39 ล้านบาท ลดลง 2,952.02 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่กำไรสุทธิ 26,499.41 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทย กำไรสุทธิ 24,838.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,885.98 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่กำไรสุทธิ 21,724.42 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย มีกำไรสุทธิ 29,929.82 ล้านบาท ลดลง 4,067.24 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่กำไรสุทธิ 33,997.06 ล้านบาท ธนาคารไทยพาณิชย์ กำไรสุทธิ 34,896.70 ล้านบาท ลดลง 490.82 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่กำไรสุทธิ 35,387.52 ล้านบาท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กำไรสุทธิ 16,248.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,721.08 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่กำไรสุทธิ 13,527.16 ล้านบาท ธนาคารทหารไทย กำไรสุทธิ 6,087.87 ล้านบาท ลดลง 624.54 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่กำไรสุทธิ 6,712.41 ล้านบาท.

 

“บัวหลวง” ซื้อ “อาร์เอส”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760986

 

เข้าฮุบ 4.85% จากตระกูลเชษฐโชติศักดิ์

นายดามพ์ นานา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS เปิดเผยว่า ช่วงหลังปิดตลาดวันที่ 21 ต.ค.2559 ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าซื้อหลักทรัพย์ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS ผ่านการซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ หรือ Big Lot จากตระกูลเชษฐโชติศักดิ์ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้แก่ นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอาร์เอส จำนวน 49 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 4.85% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด

“การซื้อขายหุ้นครั้งนี้ ส่งผลให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของอาร์เอส ขณะที่นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ยังคงเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งเช่นเดิม โดยเหตุผลของการเข้ามาถือหุ้นครั้งนี้ เป็นการลงทุนระยะยาวตามนโยบายการลงทุนของธนาคารกรุงเทพ และจะไม่มีผลกระทบใดๆ เกี่ยวกับโครงสร้างการบริหารงานของบริษัทฯ”

นายดามพ์ กล่าวว่า กว่า 30 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มบริษัทอาร์เอสฯ อีกทั้งยังเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินหลักของกลุ่มบริษัทอาร์เอสฯ มาโดยตลอด ทำให้ธนาคารมีความรู้และเข้าใจในธุรกิจหลัก โดยเฉพาะธุรกิจสื่อ เช่น โครงการทีวีดิจิทัล สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ธุรกิจสุขภาพและความงาม และธุรกิจอื่นๆ ของกลุ่มบริษัทอาร์เอสฯ ดังนั้น ด้วยศักยภาพและทิศทางการดำเนินธุรกิจของอาร์เอสฯ รวมทั้งพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง จึงตอบโจทย์การลงทุนครั้งนี้ของธนาคารกรุงเทพ เป็นอย่างดี.

 

ลุ้น! ถกร่วมรถไฟไทย-จีน 26-28 ต.ค.-คมนาคมเตรียมชงเข้า ครม. พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ต.ค. 2559 02:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/761031

 

คมนาคมปรับแผนรถไฟไทย-จีน เลื่อนเข้าครม.เป็นเดือนพ.ย. ลุ้นประชุมร่วมรถไฟไทย-จีน 26-28 ต.ค. จีนเตรียมชงเงื่อนไขเงินกู้-ดอกเบี้ย เป็นทางการให้ไทยพิจารณา หากตกลงกันได้ คาดกู้ไม่เกิน 5.823 หมื่นล้าน…

เมื่อวันที่ 21 ต.ค.59 นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมเตรียมการประชุมคณะกรรมการร่วม เพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพ ฯ -นครราชสีมา ระยะทาง 252.5 กม วงเงิน 179,412 ล้านบาท ครั้งที่ 15 จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 26-28 ต.ค. ว่า จีนจะมีการนำเสนอเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ วงเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เป็นทางการ ให้ฝ่ายไทยพิจารณานำไปใช้ในการซื้อตัวรถและระบบอาณัติสัญญาณจากจีน ซึ่งก่อนหน้านี้ฝ่ายไทยยืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยไม่ควรเกิน 2%

ส่วนวงเงินกู้นั้นคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 53,823 ล้านบาท หรือคิดเป็นวงเงินไม่เกิน 30% ของวงเงินลงทุนทั้งโครงการที่ 179,412 ล้านบาท ทั้งนี้หากเงื่อนไขเงินกู้ที่จีนเสนอมา ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของไทย ฝ่ายไทยจะหันมากู้เงินในประเทศแทน เพราะหากกู้จากจีนทั้งที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าภายในประเทศ รัฐบาลจะตอบสังคมไม่ได้ว่าทำไมต้องกู้

นอกจากนี้ที่ประชุมจะหารือเพื่อติดตามความคืบหน้าการทำงานของคณะทำงาน 3 ด้าน 1.เทคนิคการออกแบบก่อสร้าง 2.ร่างสัญญา และ3.การเงิน โดยขณะนี้ฝ่ายจีน ได้จัดส่งรายละเอียดแบบก่อสร้าง ตอนที่ 1 (สถานีกลางดง-ปางอโศก) ระยะทาง 3.5 กม. มาให้ไทยพิจารณาแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์ โดยฝ่ายจีนจะต้องปรับแก้ไขมาตรฐานแบบก่อสร้างให้สอดคล้องกับมาตรฐานไทย เพื่อให้ฝ่ายไทยสามารถกำหนดราคากลางในการประกวดราคาได้ ซึ่งจีนจะนำกลับมาเสนอในการประชุมครั้งที่ 15

นายพีระพล กล่าวต่อถึงการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ว่า สำหรับระยะแรก ช่วงกทม.-บ้านภาชี ซึ่งอยู่ในตอนของ กทม.-พิษณุโลก ได้รับความเห็นชอบแล้ว ส่วนช่วงบ้านภาชี-นครราชสีมา นั้น สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กำลังจัดทำเอกสารเพื่อชี้แจงเพิ่มเติมไปยังผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อม

สำหรับขั้นตอนการเสนอขออนุมัติโครงการจากคณะรัฐมนตรี(ครม.)นั้นขณะนี้ สนข.กำลังสรุปรายละเอียดโครงการ โดยอยู่ในขั้นตอนสอบถามความเห็นไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ จากนั้นจึงจะนำเสนอให้ ครม.พิจารณาอนุมัติโครงการได้ โดยสำหรับขั้นตอนการนำเสนอโครงการให้ครม.พิจารณานั้นอาจจะต้องเลื่อนจากเดือนต.ค.เป็นพ.ย.

ส่วนการเปิดประมูลและเริ่มก่อสร้างยังเป็นไปตามแผนเดิม คือในเดือนพ.ย.และธ.ค.ปีนี้ตามลำดับ แต่ทั้งนี้ต้องรอดูว่าในการประชุมระดับรัฐมนตรีในวันสุดท้ายในวันที่ 28 ต.ค. ทั้ง 2 ฝ่ายจะได้ข้อยุติเรื่องการถอดแบบก่อสร้างและการร่างสัญญาหรือไม่ เพราะหากไม่ได้ข้อสรุปก็ไม่สามารถเสนอขออนุมัติโครงการจาก ครม.ได้ ส่วนตัวร่างสัญญานั้นฝ่ายไทยได้เสนอขอให้แก้ไขให้เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายไทยแล้ว ซึ่งต้องรอดูว่าฝ่ายจีนมีการแก้ไขตามที่ไทยเสนอหรือไม่ หากได้ข้อยุติร่วมกัน จะต้องส่งให้อัยการพิจารณารายละเอียดต่อไป.

“การถอดแบบก่อสร้าง ขณะนี้ยังไม่เป็นไปตามระเบียบไทยซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ให้จีนไปปรับแก้ไขมาเสนอใหม่ในการประชุมครั้งนี้ รวมทั้งร่างสัญญาด้วย ซึ่งต้องรอดูในการประชุมระดับรัฐมนตรีวันสุดท้ายในวันที่ 28 ต.ค. ว่า 2 ฝ่ายจะได้ข้อยุติร่วมกันหรือไม่ หากไม่ได้ข้อสรุปจะกระทบกับแผนการดำเนินโครงการ” นายพีรพลกล่าว

 

จัดระเบียบรถตู้ กทม.-ตจว. ดีเดย์ 25 ต.ค.ใช้พื้นที่สถานีขนส่ง 3 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ต.ค. 2559 02:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/761026

 

คณะกรรมการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมสรุปความพร้อมก่อนดำเนินการจัดระเบียบรถตู้ หมวด 2 วิ่งเส้นทางกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด ให้เข้าใช้สถานีขนส่งจตุจักร-สายใต้-เอกมัย ในวันที่ 25 ต.ค. เป็นวันแรก

เมื่อวันที่ 21 ต.ค. พ.อ.สุวิทย์ เกตุศรี รองผบ.พล.ม.2 รอ. ในฐานะประธานคณะทำงานจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะฯ กล่าวว่า การดำเนินงานจัดระเบียบรถตู้เป็นไปตามแผนและกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ ให้รถตู้ประจำทาง หมวด 2 วิ่งเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ ไปยังต่างจังหวัด ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร เข้าใช้พื้นที่สถานีขนส่งฯ ทั้ง 3 แห่ง ในวันที่ 25 ต.ค.นี้ และเพื่อให้การจัดระเบียบรถตู้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามการปฏิบัติในการนำรถตู้โดยสารสาธารณะ หมวด 2 เข้าสถานีขนส่งผู้โดยสารทั้ง 3 แห่ง อำนวยความสะดวกผู้ใช้บริการและผู้ประกอบการรถตู้ จำนวน 5 ศูนย์ โดยศูนย์หลักตั้งอยู่ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร)

ด้านนายนพรัตน์ การุณยะวนิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารการเดินรถ บขส. กล่าวว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ และเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบรถร่วม บริษัท ขนส่ง จำกัด พ.ศ. 2547 ข้อ 42,75 ขอให้ผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะ (รถร่วม) ทุกราย ที่จำหน่ายตั๋วอยู่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และบริเวณอื่น ๆ นอกสถานีขนส่ง ย้ายเข้ามาจำหน่ายตั๋วบริเวณที่กำหนด และนำรถเข้ารับ-ส่งผู้โดยสาร ภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร, เอกมัย, สายใต้ปิ่นเกล้า) ภายในวันที่ 25 ต.ค.นี้ พร้อมห้ามจำหน่ายตั๋วบริเวณใต้ทางด่วน ด้านหน้าสถานีฯ และพื้นที่โดยรอบสถานีฯ หากไม่ปฏิบัติหรือละเลยการปฏิบัติตาม บขส. จะพิจารณาลงโทษตามระเบียบขั้นสูงสุดต่อไป

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการรถตู้ที่จะนำรถเข้ามาวิ่งให้บริการที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร ต้องนำหลักฐานประกอบด้วยบัตรประจำรถ และบัตรประจำตัวผู้ขับขี่ ซึ่งออกโดยบริษัท ขนส่ง จำกัด มาแสดงเพื่อซื้อใบเวลาให้เรียบร้อยก่อน จึงจะนำรถออกวิ่งให้บริการได้ ซึ่งการออกใบวิ่งจะช่วยให้ บขส. สามารถควบคุมดูแลเรื่องความปลอดภัย ทั้งพนักงานขับรถ และตัวรถได้

สำหรับผู้ใช้บริการที่ต้องการเดินทางไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารทั้ง 3 แห่ง องค์กรขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้นำรถ ชัตเตอร์บัส มาวิ่งให้บริการรับส่ง เส้นทาง อนุสาวรีย์ – หมอชิต 2 , รถไฟฟ้า BTS จตุจักร – หมอชิต 2 จำนวน 9 คัน ,เส้นทางอนุสาวรีย์ – เอกมัย จำนวน 4 คัน และเส้นทางอนุสาวรีย์ – ปิ่นเกล้า จำนวน 4 คัน โดย ขสมก. พร้อมปรับเปลี่ยนจำนวนเที่ยวรถโดยสารเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการ.

 

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ร่วมประชาชน ถวายสักการะ แสดงความอาลัย ในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 21 ต.ค. 2559 21:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760897

 

คุณศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการ นำคณะผู้บริหาร พนักงาน บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด และบริษัทในเครือ ผู้ประกอบการภายในศูนย์การค้า และประชาชนทั่วไปกว่า 2,000 คน รวมพลังดวงใจเป็นหนึ่งเดียว ร่วมถวายสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ โดยทุกคนร่วมขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จากนั้นร่วมยืนไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นเวลา 9 นาที และก้มกราบถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์โดยพร้อมเพรียงกัน ทั้งนี้ คณะผู้บริหารและพนักงานยังได้ร่วมลงนามแสดงความอาลัย ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์

สำหรับประชาชนทั่วไปสามารถลงนามแสดงความไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดชฯ ณ จุดลงนามที่เดอะมอลล์ทุกสาขา ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม ดิเอ็มควอเทียร์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน และศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน.

 

ผู้ส่งออกข้าว อุ้มชาวนา จ่อซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิ 2 แสนตัน ตามราคาตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ต.ค. 2559 21:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760881

 

พาณิชย์ เผยผู้ส่งออกข้าว โดดอุ้มชาวนา เตรียมซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิ 2 แสนตัน ตามราคาตลาด ตั้งแต่ 1 พ.ย.-15 ธ.ค.นี้ หวังดูดผลผลิตออกจากตลาด ดันราคาข้าวขึ้น ตั้งเป้าพยุงราคาข้าวเปลือกหอมมะลิปีนี้ไม่ต่ำกว่าปีก่อนที่ตันละ 1.2 หมื่นบาท …

วันที่ 21 ตุลาคม นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เพื่อหาแนวทางในการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปี 59/60 ที่กำลังทยอยออกสู่ตลาดขณะนี้ว่า สมาคมฯ จะสนับสนุนให้สมาชิกช่วยรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิจากเกษตรกร ปริมาณรวม 200,000 ตัน ในราคาตลาด โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก เพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกินออกจากตลาด และผลักดันให้ราคาสูงขึ้น โดยมาตรการนี้ เป็นส่วนเสริมจากมาตรการของรัฐที่ได้ออกมาแล้ว ทั้งการรับจำนำข้าวเปลือกหอมมะลิที่ยุ้งฉางของเกษตรกร ที่ดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตันละ 11,700 บาท และโครงการลดต้นทุน โดยลดราคาปัจจัยการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นตันละ 3,700 บาท

นอกจากนี้ วันที่ 13-15 พ.ย.นี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้เชิญผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่จากหลายประเทศทั่วโลก เช่น ฮ่องกง จีน สหรัฐฯ เป็นต้น เดินทางมาไทย เพื่อเจรจาจับคู่ทางธุรกิจกับผู้ผลิตและผู้ส่งออกข้าว รวมถึงผลิตภัณฑ์จากข้าวของไทย คาดว่า น่าจะมีคำสั่งซื้อทันทีจำนวนมาก ประกอบกับขณะนี้ อิหร่านได้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบโรงงานผู้ส่งออกข้าวของไทย และผ่านการตรวจสอบแล้ว 1 ราย และกำลังจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบโรงงานผู้ส่งออกรายอื่นๆ ในเร็วๆ นี้ หากผ่านการตรวจสอบทั้งหมด เชื่อว่า อิหร่านจะกลับมานำเข้าข้าวจากไทยไม่ต่ำกว่า 700,000-800,000 ตันเท่ากับปริมาณที่เคยนำเข้าในอดีต

“มั่นใจว่า มาตรการเหล่านี้ จะช่วยทำให้ราคาข้าวเปลือกที่กำลังจะออกสู่ตลาด โดยเฉพาะข้าวเปลือกหอมมะลิ สูงขึ้นได้ โดยราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอยากให้ราคาไม่ต่ำกว่าปีก่อนที่ตันละ 12,000 บาท” นางอภิรดี กล่าว

ด้าน ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ในการส่งเสริมให้สมาชิกซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิมาเก็บไว้ก่อนนั้น สมาคมฯ จะช่วยเหลือค่าฝากเก็บ และชดเชยดอกเบี้ยให้สมาชิก ขณะนี้ได้เตรียมวงเงินไว้แล้ว 60 ล้านบาท โดยจะเริ่มรับซื้อตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.-15 ธ.ค.59 ซึ่งผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 7.64 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,500.37 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ต.ค. 2559 17:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760676

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายส่งท้ายสัปดาห์ เพิ่มขึ้น 7.64 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,500.37 จุด มูลค่าการซื้อขาย 48,511.96 ล้านบาท …

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 21 ต.ค. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายส่งท้ายสัปดาห์ เพิ่มขึ้น 7.64 จุด เปลี่ยนแปลง 0.51% ดัชนีอยู่ที่ 1,500.37 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 48,511.96 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน).