พาณิชย์ ห้ามผู้ประกอบการ อ้างต้นทุนเพิ่ม ฉวยขึ้นราคาสินค้าเด็ดขาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ต.ค. 2559 17:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760596

 

พาณิชย์ เผย ครม. ยังไม่อนุมัติให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ย 5-10 บาท ใน 69 จังหวัด ห้ามผู้ประกอบการ อ้างต้นทุนเพิ่ม ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า หากพบเห็นการเอารัดเอาเปรียบ จำหน่ายสินค้าเกินราคา กระทรวงจะตรวจสอบ เชิญหารือทันที …

วันที่ 21 ต.ค. 59 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในขณะนี้ ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้ แม้ว่าคณะกรรมการค่าจ้าง มีมติให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ย 5-10 บาท ใน 69 จังหวัด แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังนั้น ผู้ประกอบการจะอ้างเป็นสาเหตุของต้นทุนเพิ่มขึ้น และฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาขายสินค้าไม่ได้ หากพบการฉวยโอกาส กระทรวงพาณิชย์จะเชิญมาหารือทันที และหากประชาชนพบเห็นการเอารัดเอาเปรียบ หรือจำหน่ายสินค้าเกินราคา สามารถร้องเรียนมาได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 จะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ หากพบการฉวยโอกาสจริง จะดำเนินการตามกฎหมาย

ขณะเดียวกัน ยังติดตามดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยในต่างจังหวัดได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ติดตามราคาสินค้า และรายงานเข้ามายังส่วนกลางทุกวัน นอกจากนี้ ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ได้ออกตรวจตลาดสด เพื่อสำรวจราคาสินค้าสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อเป็นการควบคุมดูแลราคาสินค้าให้อยู่ในภาวะปกติด้วย ซึ่งจากการรายงานยังพบว่า ราคาสินค้ายังปกติ และยังคงมีสินค้าจำหน่ายเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

 

เริ่มแล้ว! พาณิชย์ จับมือผู้ผลิตขนเสื้อดำ 7 แสนตัว ขายราคาถูกให้ ปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ต.ค. 2559 14:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760496

 

พาณิชย์ เปิดงาน “รวมใจแสดงความอาลัย” จับมือผู้ผลิตขนเสื้อดำกว่า 7 แสนตัว พร้อมเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ มาจำหน่ายราคาถูกให้ประชาชนแล้ว เริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึง 24 ต.ค. ณ อาคารแสดงสินค้า ถนนรัชดา พร้อมจับมือห้างสรรพสินค้า-ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ จำหน่ายเสื้อดำราคาถูกในช่วงเดียวกันนี้ด้วย …

วันที่ 21 ต.ค. 59 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “รวมใจแสดงความอาลัย” ณ อาคารศูนย์แสดงสินค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษกว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับผู้ผลิตและจำหน่าย สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กลุ่มเครื่องนุ่งห่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัทห้างร้านและผู้ประกอบการธงฟ้า นำเสื้อผ้าชุดดำและเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าเกษตรคุณภาพดี ราคาประหยัดมาจัดจำหน่ายให้กับประชาชนโดยตรง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการซื้อเสื้อผ้าชุดดำและเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ให้มีเพียงพอต่อความต้องการในราคาประหยัด รวมทั้งเป็นการช่วยเหลือลดค่าครองชีพของประชาชน โดยเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 21-24 ต.ค.59 นี้

ทั้งนี้ ภายในงานมีโรงงาน ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย จำนวนไม่น้อยกว่า 210 คูหา จำหน่ายสินค้าเสื้อผ้าชุดดำ เครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ ประกอบด้วยเสื้อผ้าชุดดำ ประมาณ 700,000 ชิ้น โดยจำหน่ายในราคาถูกเป็นพิเศษ เช่น เสื้อยืดคอกลมสีดำ เริ่มต้นตัวละ 60 บาท เสื้อยืดโปโลสีดำเริ่มต้นตัวละ 149 บาท และเสื้อเชิ้ตสีดำ เริ่มต้นตัวละ 229 บาท และยังจำหน่ายเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ เช่น เนกไท รองเท้า รวมถึงยังได้ให้มีจุดบริการย้อมผ้าให้กับประชาชนฟรี และแจกเข็มกลัดริบบิ้นสีดำให้แก่ประชาชนด้วย

ขณะเดียวกัน ได้นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจากผู้ประกอบการธงฟ้า เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก แชมพู เครื่องนุ่งห่ม อาหารกระป๋อง เครื่องปรุงรส น้ำผลไม้ เป็นต้น โดยจะจำหน่ายราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป 20–40% และยังมีสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปจากกลุ่มเกษตรกร เช่น ผลไม้ ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปมาจำหน่ายอีก

“การจัดงานครั้งนี้ ทำให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อเสื้อผ้าชุดดำและเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งสามารถซื้อสินค้าอื่นๆ ในราคาถูกเป็นพิเศษ ซึ่งจะช่วยลดค่าครองชีพประชาชนได้”

สำหรับประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางไปเลือกซื้อได้ภายในงานดังกล่าวได้ สามารถเลือกซื้อได้ที่ห้างสรรพสินค้าและห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น ห้างเซ็นทรัล, เดอะมอลล์, เทสโก้โลตัส และเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส ทุกสาขา, ห้างบิ๊กซี เฉพาะสาขาราชดำริ สาขารังสิต 1 (ฟิวเจอร์ปาร์ค) สาขาพัทยา 2 สาขาเชียงราย สาขาขอนแก่น สาขาภูเก็ต 1 และร้านสะดวกซื้อ (เซเว่นอีเลฟเว่น, แฟมิลี่มาร์ท) ในบางสาขา โดยสังเกตได้จากป้าย “รวมใจแสดงความอาลัย” หน้าร้าน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ได้รับความร่วมมือจากห้างสรรพสินค้า จัดจำหน่ายเสื้อผ้าชุดแต่งกายไว้ทุกข์และสินค้าในราคาพิเศษ ในช่วงวันที่ 21–24 ต.ค.นี้ เช่นเดียวกัน รวมทั้งจะจัดให้มีการจัดงานธงฟ้า และลดราคาจำหน่ายเสื้อผ้าชุดดำราคาถูกในต่างจังหวัดต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเปิดให้มีการจำหน่าย ได้มีประชาชนเดินทางมารอซื้อเสื้อดำกันเป็นจำนวนมาก และได้จำกัดให้ประชาชนซื้อได้ไม่เกินคนละ 10 ตัว จากเดิมที่ไม่จำกัดปริมาณ เพราะเกรงว่าจะนำไปขายต่อ เพื่อทำกำไร เพราะราคาจำหน่ายเสื้อดำภายในงานถูกว่าท้องตลาดมาก และเพื่อให้เสื้อดำมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ที่จะเดินทางมาซื้อในวันที่เหลือของการจัดงาน

 

สมาคมป้ายและโฆษณาแจ้งแนวทางในการขึ้นป้ายเพื่อร่วมแสดงความอาลัยในระยะเวลา 30 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 21 ต.ค. 2559 14:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760477

 

สำหรับช่วงเวลาโศกเศร้าของประชาชนไทย กับเหตุการณ์สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมาคมป้ายโฆษณาได้ออกประกาศ แนวทางในการขึ้นป้ายโฆษณาจากประกาศของสมาคมป้ายและโฆษณา มาแจ้งให้สมาชิกสมาคมได้ปฏิบัติเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

คุณจักรกฤษณ์ เข็มทอง นายกสมาคมป้ายและโฆษณา พร้อมคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ กล่าวว่า “จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นสมาคมฯ มีการติดตามข้อมูลข่าวสารตลอดเวลา ทั้งเรื่องของมาตรการจากรัฐบาลและความคืบหน้าของสื่อต่างๆ ในส่วนของเนื้อหา และแนวทางในการเปิดให้มีโฆษณาได้ในช่วงไหนรูปแบบใด และจากทุกสื่อมีการปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นหลัก”

ทั้งนี้ สมาคมป้ายและโฆษณา ได้ออกจดหมายขอความร่วมมือไปยังสมาชิกสมาคม สำหรับฏิบัติในการขึ้นป้ายโฆษณาต่างๆ ดังนี้

1. สื่อประเภทป้ายบิลบอร์ด (Static) ให้ดำเนินการปิดไฟป้ายโฆษณาในเวลากลางคืนเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม–13 พฤศจิกายน 2559

2. สื่อประเภทป้ายดิจิทัลบิลบอร์ด (Digital Billboard) ให้ดำเนินการหยุดการโฆษณา และแสดงข้อความถวายอาลัย และ/หรือตามดุลพินิจ

3. สื่อประเภท In-Stores และ กล่องไฟ และสื่อ Transit ให้ดำเนินการหยุดการโฆษณา และแสดงข้อความถวายอาลัย และ/หรือตามดุลยฃพินิจ

4. ดำเนินการเปลี่ยนเว็บไซต์ของบริษัทท่านเป็นสีเทา และ/หรือตามดุลพินิจ

5. ห้ามนำรูปพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงประกอบพิธีการใดๆ รอประกาศสำนักพระราชวังเท่านั้น

6. สื่ออื่นๆ ให้ดำเนินการปฏิบัติตามประกาศทางราชการ

ทั้งนี้ ผมขอเป็นตัวแทนในการเรียนแจ้งข้อมูลไปยังทุกท่าน ได้ปฏิบัติตามประกาศสมาคมป้ายและโฆษณา เพื่อเราทุกคนจะได้ร่วมถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิอย่างหาที่สุดมิได้ไปด้วยกันครับ” นายจักรกฤษณ์ กล่าว

 

บิ๊กซี ร่วมกับ บชน.ดูแลประชาชนที่มาร่วมถวายสักการะพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 21 ต.ค. 2559 13:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760487

 

บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล นำอาหารและของใช้จำเป็นแจกจ่ายให้ประชาชน ที่เดินทางไปร่วมถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี) โดยกลุ่มจิตอาสา บิ๊กซีสาขาราชดำริห์ ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจนครบาล นำอาหารสด, ขนมขบเคี้ยว, เครื่องดื่ม และเสื้อกันฝน มาแจกจ่ายให้กับประชาชนจำนวนมากที่เดินทางเข้ามากรุงเทพมหานคร เพื่อมาร่วมถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

จัดเรือฟรีหลายเส้นทาง ให้ประชาชนเดินทางถวายสักการะ-ถวายบังคมพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/760351

21 ต.ค. 2559 12:42

จัดเรือฟรีหลายเส้นทาง ให้ประชาชนเดินทางถวายสักการะ-ถวายบังคมพระบรมศพ

21 ต.ค. 2559 12:42

กรมเจ้าท่า ร่วม ส.เรือไทย จัดเรือฟรีหลายเส้นทาง บริการประชาชนเข้าถวายสักการะและถวายบังคมพระบรมศพ เริ่ม 19 ต.ค. – 15 พ.ย. 59

เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 59 กรมเจ้าท่า ร่วมกับ สมาคมเรือไทย เตรียมการอำนวยความสะดวกและดูแลรักษาความปลอดภัย ด้านการขนส่งทางน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชนในการเดินทางด้วยเรือโดยสารสาธารณะ เพื่อถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม 2559 โดยจัดให้มีเรือข้ามฟาก เรือด่วนเจ้าพระยา และเรือภัตตาคาร ให้บริการประชาชนฟรี

นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า ตามประกาศสํานักพระราชวัง เรื่อง การถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า ด้วยสำนักพระราชวังได้รับพระราชานุญาตในการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.00 น. และพระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ทุกวัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2559 เวลา 13.00 น. นั้น คาดว่าจะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางเข้าร่วมพิธีดังกล่าว และการโดยสารเรือสาธารณะในแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีผู้ใช้บริการจำนวนมากกว่าปกติ

ทั้งนี้ กรมเจ้าท่า จึงได้ประสานขอความร่วมมือสมาคมเรือไทย ในการจัดเตรียมเรือโดยสารให้บริการฟรี ดังนี้

1. เรือข้ามฟาก เส้นทางท่าเรือพรานนก – พระจันทร์ใต้ และท่าเรือวัดระฆัง – พระจันทร์ใต้ เวลา 10.00 – 20.00 น. ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป
2. เรือด่วนเจ้าพระยา จำนวน 1 ลำ สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 120 คน/เที่ยว เส้นทางท่าเรือสาทร – ท่าช้าง เวลา 10.00 – 16.00 น. ออกให้บริการทุก 1 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม – 15 พฤศจิกายน 2559
3. เรือภัตตาคาร สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 200-400 คน/เที่ยว (ขึ้นอยู่กับสถานการณ์) ในวันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม 2559 เวลา 10.00 – 14.00 น. ให้บริการ 2 เส้นทาง ดังนี้ เส้นทางเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าบางซื่อ – ขสมก. – เรือโดยสารบริเวณท่าเรือเขียวไข่กา – ปิ่นเกล้า – เส้นทางเชื่อมต่อ ขสมก. – สถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสิน – เรือโดยสาร บริเวณท่าเรือสาทร – ปิ่นเกล้า

พร้อมทั้ง จัดเจ้าหน้าที่รักษาการณ์ เรือตรวจการณ์ ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ประชาชนที่ใช้บริการเรือและท่าเรือโดยสารสาธารณะที่มีการใช้งานจำนวนมาก และจัดพนักงานขนส่งประจำท่าเทียบเรือสาธารณะที่มีประชาชนใช้บริการจำนวนมาก เพื่ออำนวยความสะดวก ดูแลความปลอดภัยในการขึ้น-ลงเรือ พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการเดินทาง เพื่อให้เกิดความสะดวกและปลอดภัยในการร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และร่วมถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

หากพบเหตุไม่ปลอดภัยหรือประสบเหตุทางน้ำ สามารถขอความช่วยเหลือจากเรือตรวจการณ์ กรมเจ้าท่า โดยใช้สัญญาณเสียงหรือแสง หรือทางโทรศัพท์หมายเลข 0-2639-4782, ‪0-2233-1311-8‬ ต่อ 353 หรือสายด่วนกรมเจ้าท่า 1199 ตลอด 24 ชั่วโมง.

คมนาคมพร้อมอำนวยความสะดวก ปชช. เดินทางลงนามแสดงความอาลัย 22-24 ต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/760302

21 ต.ค. 2559 11:33

คมนาคมพร้อมอำนวยความสะดวก ปชช. เดินทางลงนามแสดงความอาลัย 22-24 ต.ค.

21 ต.ค. 2559 11:33

คมนาคม เตรียมพร้อมอำนวยความสะดวกประชาชน ช่วง 22-24 ต.ค. 59 คาด จะมีผู้เดินทางมาร่วมลงนามแสดงความอาลัยเป็นจำนวนมาก ยัน มีรถให้บริการเพียงพอจากทุกจังหวัดเข้าสู่กทม. รองรับการเดินทางเชื่อมต่อไป-กลับสนามหลวง ด้าน ขนส่ง คุมเข้ม รถโดยสารสาธารณะทุกประเภท ห้ามฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน …

วันที่ 21 ต.ค.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน เตรียมพร้อมเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางเข้าร่วมลงนามแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งคาดว่า จะมีประชาชนเดินทางมาร่วมลงนามแสดงความอาลัยเป็นจำนวนมาก ในช่วงวันที่ 22-24 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นวันหยุดต่อเนื่อง

ในส่วนของกรมการขนส่งทางบก ได้ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมทุกหน่วยงาน จัดเจ้าหน้าที่ให้บริการประชาชนภายในเต็นท์ที่กระทรวงคมนาคมจัดไว้เป็นจุดรับรองประชาชน บริเวณประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากร พร้อมแจกน้ำดื่ม “ฟรี” แก่ประชาชน
ด้านความสะดวกและความปลอดภัยในการรองรับประชาชนที่เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัย กรมการขนส่งทางบก ได้กำชับสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนอย่างใกล้ชิด จัดเตรียมรถโดยสารประจำทางและรถโดยสารไม่ประจำทางให้เพียงพอกับความต้องการเดินทางของประชาชนจากทุกจังหวัดมายังกรุงเทพมหานคร

สำหรับในส่วนกลาง ได้จัดเจ้าหน้าที่แนะนำบริการรถสาธารณะและบริหารจัดการระบบขนส่งสาธารณะให้เพียงพอ รองรับการเดินทางเชื่อมต่อจากสถานีขนส่งผู้โดยสาร จุดจอดที่สำคัญต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลไปกลับสนามหลวง โดยให้หน่วยงานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกและจัดเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำการใช้บริการรถสาธารณะซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมจัดไว้บริการฟรีเพื่อประชาชน พร้อมทั้งขอขอบคุณสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย ที่จัดบริการรถปรับอากาศรับ-ส่ง ให้บริการประชาชนที่เดินทางมาร่วมลงนามถวายความอาลัยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จำนวน 40 คัน 4 เส้นทาง

ส่วนของมาตรการดูแลความปลอดภัยรองรับประชาชนที่เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัย ได้จัดเจ้าหน้าที่ตรวจการขนส่งทางบกลงพื้นที่อำนวยความสะดวก ควบคู่กับการลงพื้นที่อำนวยความสะดวกและคุมเข้มความปลอดภัย ตรวจสอบการให้บริการรถโดยสารสาธารณะตามจุดจอด จุดเชื่อมต่อทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการให้บริการของรถสาธารณะทุกประเภทให้มีคุณภาพและห้ามเอาเปรียบประชาชนโดยเด็ดขาด และขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่งช่วยกันดูแลและให้บริการประชาชนให้ดีที่สุด และเพิ่มจำนวนพนักงานประจำศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เพียงพอต่อการบริการสอบถามข้อมูลการเดินทางและรับเรื่องร้องเรียนของประชาชน และพร้อมดำเนินการติดตามตัวผู้ถูกร้องเรียนทันที โดยจะแจ้งผลการดำเนินการให้ผู้ร้องเรียนทราบโดยตรงทาง SMS ภายใน 1-2 วัน

ทั้งนี้ ขอให้ผู้ร้องเรียนระบุรายละเอียดรถและผู้ขับรถคันที่กระทำความผิด เช่น หมายเลขทะเบียนรถ ชื่อ-นามสกุลผู้ขับรถ วันเวลาสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งจะทำให้กระบวนการติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทั้งนี้ หากพบรถโดยสารสาธารณะฝ่าฝืนกฎหมายจะถูกลงโทษสูงสุดทันทีทุกกรณี และหากเป็นการกระทำผิดซ้ำพิจารณาถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตขับรถด้วย

กกจ. แจง 4 ขั้นตอน นายจ้างนำแรงงานต่างด้าวเข้าประเทศด้วยตนเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ต.ค. 2559 10:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760271

 

กกจ. แจงนายจ้างที่ต้องการนำคนต่างด้าวทำงานในประเทศด้วยตนเอง เมื่อรับรายชื่อจากประเทศต้นทาง ให้ยื่นขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว ที่ สนง.จัดหางาน พร้อมวางหลักประกันเงินสด หากนำมาไม่เกิน 99 คน วางเงิน 1,000 บ. ต่อต่างด้าว 1 คน

เมื่อวันที่ 21 ต.ค.59 นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวว่า นายจ้างที่ต้องการนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศด้วยตนเอง สามารถดำเนินการได้ โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. เมื่อนายจ้างรับบัญชีรายชื่อ (Name List) จากประเทศต้นทางแล้ว ให้ยื่นขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด หรือ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ โดยเสียค่ายื่นคำขอและค่าใบอนุญาตทำงาน 1,000 บาท/คน/ปี 2. นายจ้างจะต้องวางหลักประกันเป็นเงินสด หรือ พันธบัตรของรัฐบาลไทย หรือ สัญญาค้ำประกันของธนาคาร ที่สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน โดยนายจ้างที่นำคนต่างด้าวมาทำงานด้วยตนเองในจำนวนไม่เกิน 99 คน กำหนดให้วางหลักประกัน 1,000 บาท ต่อคนต่างด้าว 1 คน หากนำคนต่างด้าวมาทำงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ให้วางหลักประกัน 100,000 บาท

3. สำนักงานจัดหางานจังหวัด, สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ จะรวบรวมเอกสารที่นายจ้างยื่นขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าวส่งให้สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว เพื่อพิจารณาตรวจสอบและแจ้งสถานเอกอัครราชทูตไทย ที่ประเทศต้นทาง และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อพิจารณาตรวจลงตราให้กับคนต่างด้าว 4.นายจ้างนำบัญชีรายชื่อ (Name List) ไปแจ้งนัดศูนย์แรกรับเข้าทำงานและสิ้นสุดการจ้าง โดยสัญชาติกัมพูชาติดต่อที่ศูนย์ฯ จ.สระแก้ว สัญชาติลาวติดต่อที่ศูนย์ฯ จ.หนองคาย และสัญชาติเมียนมาติดต่อที่ศูนย์ฯ จ.ตาก เพื่อนำคนต่างด้าวมาอบรมก่อนที่จะเดินทางไปทำงานกับนายจ้าง

ทั้งนี้ นายจ้างสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานทั่วประเทศ สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน โทร. 0-2354-1721 หรือ สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694.

 

คนไทยแห่ลงทุนนอกประเทศ หอบเงินซื้อกิจการ-ย้ายฐานผลิต 26 ล้านล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ต.ค. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760111

 

ธปท.ออกรายงานคนไทยไปลงทุนอะไรในต่างประเทศ สิ้นปี 58 พบคนไทยมีสินทรัพย์ที่ไปลงทุนในต่างประเทศรวมกว่า 26.56 ล้านล้านบาท ทั้งย้ายฐานการผลิต และซื้อกิจการ ประเทศที่คนไทยเข้าไปลงทุนมากสุด คือ กลุ่มประเทศอาเซียน รองลงมา คือ หมู่เกาะเคย์แมน ฮ่องกง และมอริเชียส ปี 59 ยังมีเงินทุนไทยไหลออกต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมสถิติฐานะการลงทุนระหว่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกรายงานเรื่อง การลงทุนโดยตรง : คนไทยไปทําธุรกิจอะไรในต่างประเทศ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ ธปท.ได้จัดทําและเผยแพร่สถิติดังกล่าว โดยจำแนกการลงทุนโดยตรงของไทยตามประเภทธุรกิจ และปลายทางที่นักลงทุนไทยนำเงินออกไปลงทุน ซึ่งจะช่วยให้ทราบทิศทางการลงทุนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ข้อมูลสถิติชุดนี้ ธปท.ได้ทำข้อมูลรายปีย้อนหลังไปถึงปี 2554 จนสิ้นปี 2558 ที่ผ่านมา จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นว่าการลงทุนของคนไทย ในส่วนของทุนเรือนหุ้นเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ในระยะเวลา 5 ปี จาก 23,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 833,333 ล้านบาท (35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) ณ สิ้นปี 2554 เพิ่มเป็น 44,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,543,500 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2558

ขณะที่การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (Thailand’s outward direct investments: TDI) หมายถึง การที่นักลงทุนไทย (resident investors) เข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการของผู้มีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศ (nonresident enterprises) โดยมีการถือหุ้นในกิจการตั้งแต่ 10% ขึ้นไป เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดย ณ สิ้นปี 2558 การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของไทยโดยรวมมียอดคงค้างรวมทั้งสิ้น 759,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 26.56 ล้านล้านบาท (35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) โดยประเทศที่ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนมากที่สุด คือ กลุ่มประเทศอาเซียน มีสัดส่วนการลงทุน 28.2% รองลงมา คือ หมู่เกาะเคย์แมน ฮ่องกง และมอริเชียส ตามลำดับ

สำหรับการลงทุนในประเทศอาเซียนนั้น พบว่า ส่วนใหญ่นักลงทุนไทย ยังคงลงทุนในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค รองลงมา เป็นการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เนื่องจากมีศักยภาพเศรษฐกิจที่จะเติบโตได้ในอนาคต ประกอบกับข้อได้เปรียบในแง่ของระยะทางทําให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และปัจจัยด้านการชําระเงินจากการที่เงินบาทเป็นที่ยอมรับในภูมิภาค ช่วยให้ลดต้นทุนด้านธุรกรรม และความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งนับเป็นปัจจัยที่ช่วยผลักดันให้การลงทุนโดยตรงของไทยในกลุ่มประเทศ CLMV เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ขณะที่การลงทุนของไทยในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน

ทั้งนี้ จากรายงานยังพบว่า การลงทุนในภาคการเงิน และธุรกิจด้านทรัพยากรเหมืองแร่และพลังงาน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และขยายตัวเร็วกว่าภาคการผลิตและบริการ ขณะที่เมื่อมองลึกลงในภาคการผลิต ธุรกิจที่มีการลงทุนขยายตัวดี คือ ธุรกิจผลิตภัณฑ์จากแร่อโลหะ ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม และการผลิตเครื่องจักรเครื่องมือ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่การลงทุนหดตัว คือ ธุรกิจการผลิตเหล็ก ผลิตภัณฑ์ยาง และพลาสติก ส่วนภาคบริการธุรกิจไฟฟ้า ก๊าซไอน้ำ และระบบการปรับอากาศ ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเป็นธุรกิจที่มีนักลงทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

การคำนวณข้อมูลแบบเมทริกซ์แสดงว่า เงินลงทุนโดยตรงจากธุรกิจไทย กลุ่มใดจะลงทุนในธุรกิจหมวดเดียวกับที่ตนทําอยู่สูงที่สุด ขณะเดียวกันมีแนวโน้มลงทุนผ่านบริษัทโฮลดิ้งในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อใช้เป็นฐานในการนำเงินไปลงทุนต่อในประเทศที่สาม นอกจากนี้ยังพบว่า ปี 2559 นี้ยังมีนักธุรกิจไทยไปลงทุนต่างประเทศอย่าง
ต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในลักษณะการย้ายฐานการผลิต เพื่อลดต้นทุนการผลิตแสวงหาค่าแรงที่ต่ำกว่า และใกล้ชิดตลาดมากขึ้น รวมทั้งการลงทุนเพื่อเป็นหุ้นส่วน หรือซื้อกิจการทั้งหมดของกิจการในต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับยอดการออกไปลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทย หรือ TDI ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2559 (ม.ค.-ส.ค.) นั้น ฝ่ายเศรษฐกิจการเงิน ธปท.รายงานว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือน ส.ค. มีเงินทุนของนักธุรกิจ และบริษัทไทยไปลงทุนในต่างประเทศแล้วทั้งสิ้น 9,828 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 343,980 ล้านบาท โดยเป็นการไหลออกต่อเนื่อง ทั้งไตรมาสแรก ไตรมาส 2 และไตรมาส 3 โดยการออกไปลงทุนของบริษัทไทยในต่างประเทศ ยังคงมีทั้ง 2 รูปแบบ คือ ออกไปลงทุนย้ายฐานการผลิต ขยายโรงงาน หรือพื้นที่เพาะปลูก รวมทั้งเข้าไปใกล้ชิดตลาดในประเทศนั้นๆมากขึ้น รวมทั้งเข้าซื้อหุ้นหรือซื้อกิจการ เพื่อบริหารงานต่อยอดจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย แต่ก็มีบางรายที่ซื้อกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ทำอยู่ในประเทศไทย.

 

แจกโบรชัวร์นำต่างชาติเที่ยวไทย เป้ารายได้สะพัด2.4ล้านล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ต.ค. 2559 07:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760106

 

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติว่า ในที่ประชุมได้หารือเพื่อติดตามสถานการณ์ท่องเที่ยวของประเทศโดยในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ย.2559 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาประเทศไทยจำนวน 24.82 ล้านคน และประเทศมีรายได้รวม 1.23 ล้านล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยวขยายตัว 12.37% และรายได้ขยายตัว 16.22% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ยังคงเป้าหมายตัวเลขนักท่องเที่ยวทั้งปี 2559 อยู่ที่ 32 ล้านคน และรายได้อยู่ที่ 2.4 ล้านล้านบาทเช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศจัดทำโบรชัวร์คำแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปวางไว้ที่สนามบินในจุดที่หยิบได้ง่าย เพื่อให้รับทราบแนวทางการปฏิบัติตัวในช่วงที่มีพระราชพิธีในประเทศไทย พร้อมประสานกับกรมราชทัณฑ์ทำริบบิ้นสีดำไปวางไว้ให้นักท่องเที่ยวหยิบด้วย เพื่อให้เกิดความสะดวกกรณีที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องการถวายความอาลัยร่วมกับคนไทยด้วย หรือหากนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องการเข้ามาร่วมสัมผัสบรรยากาศพระราชพิธีก็จะมีคนคอยให้คำแนะนำต่างๆให้ด้วย

“ขณะนี้นักท่องเที่ยวจากยุโรป อาเซียน และฝั่งตะวันออก ยอดเดินทางมาประเทศไทยยังเหมือนเดิม ส่วนนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกาลดลงบ้าง ที่สำคัญคือนักท่องเที่ยวที่เป็นคนไทยในประเทศไม่มีอารมณ์ที่จะออกไปท่องเที่ยวกัน ช่วงนี้จึงชะลอลง สำหรับเทศกาลลอยกระทงที่จะถึงในเดือน พ.ย.นี้ ยังจัดได้ตามประเพณี แต่ที่ห้ามจริงๆคือการแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ และการจัดประกวดนางนพมาศ และจุดพลุแสงสีเสียง ส่วนกิจกรรมอื่นยังดำเนินไปได้”

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมแผนกระจายนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเที่ยววัดพระแก้วในช่วงนี้ให้ไปเที่ยววัดโพธิ์แทน หรือไปท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ หรือพิพิธภัณฑ์ ซึ่งในวันที่ 21 ต.ค.นี้จะเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ สถานแห่งชาติ และโบราณสถานเช่นที่สุโขทัยและอยุธยาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และคาดว่าวัดพระแก้วจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในไม่ช้านี้ โดยจะหารือกับสำนักพระราชวังถึงแนวทางจัดแบ่งโซนการเข้าชม เพื่อไม่ให้กระทบต่อพระราชพิธี.

 

หวังกระตุ้นเศรษฐกิจวิ่งฉิวทั่วไทย คมนาคมดันเมกะโปรเจกต์แสน ล. ชง ครม.สร้าง “ทางคู่-รถไฟเร็วสูง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ต.ค. 2559 07:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760102

 

นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ทางกระทรวงคมนาคมจะเสนอโครงการรถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง ประกอบด้วย เส้นทางลพบุรี-ปากน้ำโพ 148 กิโลเมตร วงเงิน 25,000 ล้านบาท เส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ 90 กิโลเมตร วงเงิน 10,000 ล้านบาท และเส้นทางนครปฐม-หัวหิน 165 กิโลเมตร วงเงิน 20,000 ล้านบาท ระยะทางรวมกว่า 400 กิโลเมตร ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมกำลังสอบถามความเห็นเรื่องโครงการรถไฟฟ้าสีม่วงใต้ เส้นทางเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ จากหน่วยงานต่างๆ และคาดว่าจะเสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาได้ในเดือน พ.ย.นี้เช่นกัน โดยโครงการนี้มีระยะทาง 23.6 กิโลเมตร วงเงิน 1.31 แสนล้านบาท

“โครงการรถไฟฟ้าที่กำลังเปิดประมูลยังคงเป็นไปตามแผน เพราะรัฐบาลไม่อยากให้เลื่อน โดยสายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี จะให้ยื่นซองข้อเสนอวันที่ 31 ต.ค.นี้ ส่วนสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี และสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง จะให้ยื่นข้อเสนอวันที่ 7 พ.ย.”

นายชาติชายกล่าวต่อว่า ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน และกรุงเทพฯ-ระยองนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ รมว.คมนาคม คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงต้นเดือน พ.ย.นี้ จากนั้นจะเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) พิจารณาตามลำดับ โดยคณะกรรมการพีพีพีจะตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 13 เพื่อพิจารณาเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) และคาดว่าจะเปิดประมูลเป็นการทั่วไปแบบพีพีพีในช่วงต้นปี 2560.