“พาณิชย์” ฉะพวกทุบราคาข้าว ย้ำลั่น! อย่าตกใจดันเพิ่มได้-ตลาดรองรับเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ต.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760097

 

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยกรณีมีกระแสข่าวว่าราคาข้าวเปลือกของไทยตกต่ำลงต่อเนื่อง จนเกิดความวิตกกังวลว่า จะกระทบต่อตลาดข้าวและการส่งออกข้าวของไทยว่า เป็นการกระทำของผู้ไม่หวังดี ทำให้ภาพลบเกิดขึ้นทั้งที่สถานการณ์จริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะราคาข้าวที่ลดลงในช่วงนี้มาจากฝนตกหนักทำให้ข้าวเปียกและมีความชื้นสูง ราคาไม่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาตกต่ำและไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เป็นข่าว

“เดิมคาดว่าผลผลิตข้าวไทยจะลดลงจากภัยแล้ง แต่ปริมาณกลับเพิ่มขึ้น และไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากมายจนผลผลิตข้าวล้นตลาด ที่สำคัญผลผลิตค่อยๆทยอยออก จึงไม่ได้ส่งผลให้ราคาตกต่ำอย่างที่มีความพยายามทำให้เกิดขึ้น ไม่อยากให้ตกใจกับการมโนที่เกินเลย อยากให้เอาความจริงมาพูดกันมากกว่า”

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตลาดส่งออกข้าวไม่ได้ชะงัก ยังมีตลาดรองรับ ล่าสุดอยู่ระหว่างการส่งมอบข้าวให้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ตามสัญญาที่ประมูลได้ก่อนหน้านี้ 100,000 ตัน และกำลังจะส่งมอบให้รัฐบาลจีน ภายใต้สัญญาการขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) งวดแรก 100,000 ตัน จากทั้งหมด 1 ล้านตัน ซึ่งจีนได้ส่งเรือมารับข้าวแล้ว ซึ่งจะช่วยดึงข้าวออกจากตลาด และผลักดันให้ราคาสูงขึ้น

นางดวงพรกล่าวว่า กรมยังมีแผนหาตลาดข้าวรองรับผลผลิตฤดูกาลใหม่ โดยเดือน พ.ย.59 นี้ จะนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปเยือนประเทศคู่ค้าหลัก คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเจรจากับผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อให้นำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้น รวมทั้งจะเข้าร่วมประมูลขายข้าวให้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่เร็วๆนี้จะเปิดประมูลซื้ออีก 250,000 ตัน หากไทยชนะประมูลจะมีคำสั่งซื้อข้าวล่วงหน้าเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันได้กำหนดจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ โดยเชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน ฟิลิปปินส์ เป็นต้น มาพบปะเจรจาซื้อข้าวกับผู้ประกอบการไทย และขณะนี้อยู่ระหว่างเชิญผู้แทนจากอิรักและอิหร่านให้เดินทางมาไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กลับมานำเข้าข้าวจากไทยอีกครั้ง “การเปิดประมูลข้าวในสต๊อกรัฐจะยังไม่มีการเปิดประมูลในช่วงนี้ เพราะผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่กำลังออกสู่ตลาด”.

 

ปิ๊ง! ตั้ง “สำนักครีเอทีฟอีโคโนมี” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแนวใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ต.ค. 2559 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760092

 

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (ครีเอทีฟ อีโคโนมี) ว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) จัดตั้งทีมงานมาดูแลการจัดตั้งสำนักครีเอทีฟ อีโคโนมี ซึ่งจะเป็นสำนักงานใหม่ ภายในกระทรวงอุตฯ เพื่อกำหนดนโยบายขับเคลื่อนงานด้านครีเอทีฟ ให้ตอบโจทย์การพัฒนาใน 4 กลุ่มหลัก คือ ศิลปะ ผลิตภัณฑ์ วัฒนธรรม และบริการ ที่ส่งผลต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) โดยทีมงานดังกล่าวจะต้องนำผลการศึกษาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่หลายหน่วยงานเคยศึกษาไว้ เช่น กระทรวงวัฒนธรรม และศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (ทีซีดีซี) มากลั่นกรอง เพื่อกำหนดคำนิยามของครีเอทีฟ อีโคโนมีให้ชัดเจน เพราะเป็นการชี้ทิศทางและเป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นรูปธรรม รวมถึงวางแนวทางเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และบริการในอนาคต

“ภารกิจของทีมงานชุดนี้จะต้องไปศึกษารูปแบบการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของแต่ละประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี แล้วนำมาประยุกต์กับรูปแบบการศึกษาของไทยที่หลายหน่วยงานได้ทำไว้แล้ว เพื่อมาวางแนวทางให้เห็นภาพว่า ครีเอทีฟ อีโคโนมี คืออะไร และจะเดินไปในทิศทางไหน รวมถึงมีสัดส่วนเท่าไหร่ต่อจีดีพี มีกรอบเวลาศึกษาแล้วเสร็จภายใน 3 สัปดาห์หรือช่วงกลางเดือน พ.ย.นี้”.

 

ลูกจ้างเฮ!ปีนี้มีแจกโบนัส เศรษฐกิจซบแห่ขายประกันเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ต.ค. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760087

 

ลูกจ้างเฮ! นายจ้างชี้ปีนี้ยังแจกโบนัส แม้เศรษฐกิจไม่ดี พร้อมจับตาแรงงานต่างด้าวลดฮวบ 3 แสนกว่าคน จี้หาสาเหตุว่าเป็นผลจากเศรษฐกิจฟุบหรือแรงงานกลับบ้านหรือหนีการจดทะเบียน ขณะที่อีกด้านพบแห่สมัครขายประกันพุ่งบัณฑิตปริญญาตรีครองแชมป์

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) เปิดเผยถึงแนวโน้มการจ่ายเงินพิเศษ (โบนัส) ของห้างร้านและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆช่วงสิ้นปี 59 ว่า ภาพรวม คาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 58 โดยสำรวจเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการส่วนใหญ่ 70% ยังจ่ายโบนัสเฉลี่ย 1 เดือน ซึ่งแต่ละที่จะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับแต่ละกิจการ เนื่องจากผลกำไรย่อมต่างกัน “ธุรกิจปีนี้หลายอุตสาหกรรมยังไปได้ดี แต่บางธุรกิจที่เน้นส่งออกแม้ภาพรวมส่งออกจะติดลบแต่ในแง่ของมูลค่านั้นไม่ได้ติดลบมากนัก เฉลี่ยแล้วก็ใกล้เคียงกับปีก่อน เชื่อว่าธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงจ่ายโบนัสปกติ มีเพียง 30% ที่จะไม่มีการจ่าย ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่มีปัญหาขาดทุนต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา”

นายธนิตกล่าวต่อว่า สำหรับการจ้างงานใหม่ปี 60 คาดว่าช่วงต้นปีจะทรงตัวเพื่อรอสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่สิ่งที่ต้องติดตามขณะนี้คือ ตัวเลขแรงงานต่างด้าวที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของไทยนั้นปกติที่ผ่านมาเฉลี่ยจะอยู่ระดับ 1.5 ล้านคน แต่ล่าสุดอยู่ที่เพียง 1.178 ล้านคน ตัวเลข ที่หายไปกว่า 300,000 คนนั้น คงต้องหาปัจจัยที่แท้จริงว่าเพราะเหตุใด เนื่องจากรัฐบาลเข้มงวดการลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมายตัวเลขควรเพิ่มขึ้น แต่การลดลงอาจมองได้ว่าเป็นการถูกให้ออก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยเฉพาะการส่งออกที่พึ่งแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก หรือแรงงานกลับประเทศ แต่เชื่อว่าไม่มากซึ่งต้องหาข้อเท็จจริงต่อไป

ส่วนกรณีที่รัฐบาลได้แจ้งปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 69 จังหวัดมีผลเดือน ม.ค.60 โดย 7 จังหวัด จาก 69 จังหวัด ได้ปรับขึ้นค่าจ้าง 10 บาท เป็น 310 บาทต่อวัน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และภูเก็ต ขณะที่ 13 จังหวัดได้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่ม 8 บาทต่อวัน เป็น 308 บาทต่อวัน เช่น ขอนเเก่น ปราจีนบุรี ชลบุรี และปรับขึ้น 5 บาท ใน 49 จังหวัด และจังหวัดที่ไม่ได้ปรับขึ้น ค่าจ้างขั้นต่ำมี 8 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี ชุมพร นครศรี- ธรรมราช ตรัง ระนอง นราธิวาส ปัตตานี และยะลานั้น ถือเป็นอัตราที่เอกชนยอมรับได้เพราะต้องการให้ต่างกันไม่ใช่เท่ากันทั่วประเทศ ค่าจ้างเฉลี่ยขึ้นไม่ถึง 3% มีเพียง กทม.และปริมณฑลที่ขึ้น 3% ภาพรวม จึงถือว่ามีความเหมาะสม ซึ่งคงไม่มีนัยสำคัญต่อการ ขึ้นราคาสินค้า แต่สิ่งที่เอกชนวิตกคือต่อไปจะมีการพิจารณาใบรับรองฝีมือแรงงาน ที่รัฐนำร่องกับช่างไฟฟ้า บ้านและอาคาร หากลูกจ้างมีใบรับรองฝีมือแรงงานต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่ม บางครั้งเอกชนก็ไม่ได้ต้องการทักษะเช่นนั้น ที่สำคัญใครจะเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน

ด้านนายพิชา สิริโยธิน ผู้อำนวยการบริหารสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ยอดผู้สมัครสอบขอรับใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตทั่วประเทศผ่านสมาคมประกันชีวิตไทยรอบ 9 เดือน ตั้งแต่ม.ค.-ก.ย.59 มีทั้งสิ้น 149,563 คน เพิ่มขึ้น 11,977 คน หรือ 8.70% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี 137,586 คน ซึ่งมีผู้เข้าสอบจริง 105,190 คน และสอบผ่าน 39,290 คน หรือ 37.35% ของผู้เข้าสอบ “ยอดสมัครตัวแทนประกันที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้คนไทยหันมายึดอาชีพตัวแทนประกันหารายได้ เสริมเพื่อให้เพียงพอกับค่าครองชีพ ประกอบกับบริษัทประกันชีวิตต้องการรับตัวแทนเพิ่มเพื่อใช้เป็นช่องทางหลักการขายประกัน รวมถึงระยะหลังคนไทยใส่ใจ ทำประกันชีวิตมากขึ้นทำให้มีโอกาสขายประกันได้เพิ่ม”

นายพิชากล่าวต่อว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าระยะหลังผู้สมัครสอบส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่อายุ 20-30 ปี ทั้งที่เพิ่งเรียบจบใหม่หรือบางคนเพิ่งเข้าทำงาน แต่อยากมีรายได้เสริม และยังพบอีกว่าวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นกลุ่มที่สมัครตัวแทนประกันชีวิตมากสุด สะท้อนว่าอาชีพตัวแทนประกันเป็นที่ยอมรับของสังคมและคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น ประกอบกับระยะหลังบริษัทประกันชีวิตได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของตัวแทน ทั้งนี้ สถิติยังระบุว่ามีผู้สมัครสอบมากสุดที่อายุ 20-30 ปี และมีผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเข้าสอบเป็นตัวแทนประกันชีวิตมากที่สุดถึง 43.79% จังหวัดที่มีผู้สมัครสอบสูงสุด 5 อันดับแรก นำโดยกรุงเทพมหานคร รองลงมาคือ ขอนแก่น เชียงใหม่ อุดรธานี และอุบลราชธานี.

 

ลวงลูกค้าซื้อหุ้นIPOแต่ไม่มีจริง ก.ล.ต.สั่งเชือดมาร์เกตติ้ง11ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760086

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ลงโทษผู้แนะนำการลงทุน 11 ราย สังกัดบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) 6 แห่ง ฐานแสวงหาประโยชน์จากผู้ลงทุนโดยอาศัยโอกาสในการปฏิบัติงาน จากการติดต่อชักชวนลูกค้าซื้อหุ้นที่เสนอขายต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) และหุ้นนอกตลาด โดยได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์จากเงินส่วนต่างของราคา เสนอขายให้ลูกค้า โดย ก.ล.ต.ตรวจสอบพบว่าผู้แนะนำการลงทุน 11 ราย จาก บล. 6 แห่ง ได้แก่ บล.โนมูระ พัฒนสิน, บล.กสิกรไทย, บล.โกลเบล็ก, บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง และ บล.เออีซี ได้ติดต่อชักชวนและเสนอขายหุ้น IPO ให้แก่ลูกค้าหลายราย ทำให้ลูกค้าได้รับความเสียหายจากการจ่ายเงินค่าซื้อหุ้นแล้ว แต่ไม่ได้หุ้นหรือไม่มีหุ้นอยู่จริง นอกจากนี้ ยังพบว่านายชานนท์ บุญเนย์ ผู้แนะนำการลงทุนจาก บล.บัวหลวง ได้ชักชวนให้ลูกค้าซื้อหุ้นนอกตลาดของบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง อ้างว่าจะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาด แต่หุ้นดังกล่าวไม่ได้ขออนุญาตเสนอขายและไม่ได้เข้าตลาดตามคำกล่าวอ้างทำให้ลูกค้าได้รับความเสียหาย

การกระทำของผู้แนะนำการลงทุนทั้ง 11 ราย เป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ หรือให้บริการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยแสวงหาประโยชน์จากผู้ลงทุนโดยอาศัยโอกาสในการปฏิบัติงาน ฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกำกับตลาด ทุน ก.ล.ต. จึงสั่งพักการให้ความเห็นชอบเป็นผู้แนะนำการลงทุนของบุคคลทั้ง 11 ราย ดังนี้ น.ส.ณปภัช ต่อศิริกุลฑล น.ส.วาสนา สมศักดิ์ น.ส.กิตติมา เครือฟู น.ส.สุพรรณี สุดสวาสดิ์ น.ส.เมธาวดี ถนอมธรรม น.ส.จุฑามาส แซ่ลิ้ม นายณัฐกานต์ ทรัพย์เย็น นายกิตติ จงสมจิตต์ น.ส.นุจรี โชคชัย-กตัญญู น.ส.ปิยนุช บุญประเสริฐ และนายชานนท์ ทั้งนี้ ผู้แนะนำการลงทุนต้องไม่ใช้โอกาสในการปฏิบัติหน้าที่แสวงหาประโยชน์ ไม่ว่าผู้ลงทุนจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม หาก ก.ล.ต.ตรวจพบจะลงโทษอย่างเคร่งครัด.

 

แบงก์กรุงเทพกำไรงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ต.ค. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760081

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิ ไตรมาส 3 ปี 59 จำนวน 8,061 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.4% จากไตรมาส 2 ปี 59 เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการดำเนินงานทั้งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 16,066 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 2.33% เนื่องจากการบริหารต้นทุนเงินรับฝากให้ลดลง สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมี 10,887 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.7% ส่วนใหญ่มาจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุน

ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการมี 6,157 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% มาจากค่าธรรมเนียมบริการอิเล็กทรอนิกส์และการโอนเงินและค่าธรรมเนียมจากบริการกองทุนรวมและบริการประกันชีวิตผ่านธนาคาร ทั้งนี้ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าๆ ธนาคารยังยึดหลักความระมัดระวังโดยตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญคู่กับการบริหารสินเชื่อด้อยคุณภาพให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ณ สิ้น ก.ย.59 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อ 1,901,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32,997 ล้านบาท หรือ 1.8% จากสิ้นปี 58 เป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และรายกลางและสินเชื่อลูกค้าบุคคล ขณะที่มีสินเชื่อด้อยคุณภาพ 73,187 ล้านบาท คิดเป็น 3.4% ของเงินให้สินเชื่อรวม และมีเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 116,757 ล้านบาท หรือ 6.1% ของเงินให้สินเชื่อ และมีเงินรับฝาก 2,106,870 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15,905 ล้านบาทจากสิ้นปีก่อน.

 

เปิดแลกธนบัตรที่ระลึกฯเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ต.ค. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760076

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารกรุงเทพขอเบิกธนบัตรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสพระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพิ่มเติมอีก 800,000 ฉบับ ซึ่งเป็นธนบัตรที่จัดทำขึ้นในปี พ.ศ.2554 เป็นธนบัตรที่ระลึกชนิดราคา 100 บาท โดยจ่ายแลกพร้อมแผ่นบรรจุในราคา 200 บาท ซึ่ง รายได้ส่วนต่างได้นำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ธนบัตรที่ระลึกดังกล่าวจะเป็นจำนวนสุดท้ายที่มีอยู่ โดยธนาคารกรุงเทพ จะเริ่มเปิดให้จ่ายแลกที่สำนักงานใหญ่ สาขาในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่าง จังหวัดบางสาขา ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.59 จนกว่าธนบัตรที่มีอยู่จะหมด เพื่อให้ ลูกค้าและประชาชนน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ขณะที่ธนาคารกรุงไทย ได้แจ้งเบิกธนบัตรที่ระลึกฯ ชนิดราคา 100 บาทกับ ธปท.ไว้ 200,000 ฉบับ และจะเปิดให้แลกเฉพาะบางสาขา ซึ่งยังไม่กำหนดวัน นอกจากนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ เบิกธนบัตรที่ระลึกฯ ราคา 100 บาท จาก ธปท. จำนวน 130,000 ฉบับ และจะเปิดให้ประชาชนแลกวันที่ 28 ต.ค.นี้ ส่วนธนาคาร กสิกรไทย จะนำธนบัตรที่ระลึกฯที่ค้างอยู่ตามสาขานำมาให้ประชาชนที่สนใจแลกได้.

 

ประชาชนแห่เข้ากรุง! จุดหมายเดียวกันแสดงอาลัยช่วงหยุดยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760072

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงวันหยุดปิยมหาราช 22-24 ตุลาคมนี้ว่า ประชาชนบางส่วนใช้โอกาสนี้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางมากรุงเทพฯค่อนข้างมาก โดยจะเป็น กลุ่มประชาชนที่มีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย เพราะต้องยอมรับว่าประชาชนอีกจำนวนมากต้องการเดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ แต่ด้วยข้อจำกัดทางการเงิน หากไม่มีหน่วยงานรัฐหรือเอกชนในพื้นที่พาประชาชนเข้ามา ก็ค่อนข้างลำบากที่จะเดินทางมาด้วยตนเอง ประกอบกับช่วงนี้ ภาวะเศรษฐกิจอยู่ในภาวะซบเซา ทำให้ประชาชนที่มีรายได้ปานกลางลงไป ต่างค่อนข้างต้องเก็บออมเงิน เพื่อเก็บไว้ใช้หรือชำระหนี้สิน อย่างไรก็ตาม ประชาชนบางส่วนใช้โอกาสช่วงวันหยุดนี้ เดินทางไปเที่ยวกับครอบครัวในพื้นที่ต่างจังหวัด หรือพื้นที่ใกล้เคียง ด้านสายการบินไทย แอร์เอเชีย รายงานข้อมูลการเดินทางตั้งแต่วันที่ 1-20 ตุลาคม 2559 พบว่าอัตราบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ย (โหลดแฟกเตอร์) เฉลี่ยอยู่ที่ 80-90% โดยเส้นทางที่มีโหลดแฟกเตอร์สูงสุดจะเป็นดอนเมือง-ภูเก็ต และดอนเมือง-เชียงใหม่อยู่ที่ 80-90%

ขณะที่นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่าต้นปีหน้าแอตต้าเตรียมนำผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ทำตลาดจีน 200-300 ราย ไปออกงานโรดโชว์ครั้งใหญ่ เพื่อเปิดโต๊ะเจรจาซื้อขายธุรกิจ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้คู่ค้าในตลาดจีนทราบว่าขณะนี้ไทยได้ทำตลาดทัวร์ให้เป็นตลาดคุณภาพอย่างเต็มรูปแบบแล้ว เชื่อว่าจะช่วยฟื้นฟูตลาดและสร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการได้ดียิ่งขึ้นหลังปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ.

 

‘คมนาคม’เตรียมพร้อมรถสาธารณะรับปชช. เดินทางแสดงความอาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ต.ค. 2559 02:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760062

 

“คมนาคม” เตรียมพร้อมรถสาธารณะรับประชาชน เดินทางแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพระบรมมหาราชวัง ท้องสนามหลวง พร้อมแนะจอดรถยนต์ตามจุด อย่าขับเข้าไป

เมื่อวันที่ 20 ต.ค.59 นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานการประชุมศูนย์ประสานงานงานศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์(ศตส.)ของกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า กระทรวงคมนาคมได้จัดเตรียมรถโดยสารสาธารณะไว้รองรับประชาชนในช่วงวันหยุดยาว 22-24 ตุลาคมนี้ ในการเดินทาง แสดงความอาลัยและถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งนอกจากรถโดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ที่ปกติจะวิ่งผ่านสนามหลวง 25 เส้นทาง จำนวนทั้งสิ้น 620 คันแล้ว ยังมีรถเอกชนร่วมให้บริการอีก 11 เส้นทาง และเพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน ขสมก.ยังได้จัดรถวิ่งวน(ชัดเติ้ลบัส)ฟรี จำนวน 95 คัน เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางไปยังสนามหลวงด้วย คือ จากสถานีหมอชิต (จตุจักร) สถานีเอกมัย สถานีสายใต้ใหม่ สถานีหัวลำโพง อนุสาวรีย์ชัย วงเวียนใหญ่ และบางใหญ่

นายจิรุตม์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมยังได้จัดเตรียมจุดจอดสำหรับประชาชนที่เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว ไว้จำนวน 8 จุด คือ เมืองทองธานี รองรับได้ 5,000 คัน เซ็นทรัลพระราม 2 ได้ 3,700 คัน เซ็นทรัลศาลายา 1,800 คัน บางใหญ่ (เซ็นทรัลเวสเกต) 1,000 คัน ลานพุทธมณฑลสาย 4 ได้ 5,000 คัน เมกะบางนา 1,500 คัน สโมสรตำรวจ 450 คัน แอร์พอร์ตลิ้งก์มักกะสัน 1,500 คัน รวม 19,950 คัน และฟิวเจอร์พาร์ครังสิต อีก 1,000 คัน ซึ่งทุกจุด ขสมก.ได้จัดเตรียมรถชัตเตอร์บัสไว้ ให้บริการเชื่อมต่อการเดินทาง รวม 120 คัน

นายจิรุตม์ กล่าวว่า ทั้งนี้ในส่วนของจุดให้บริการรับ-ส่งที่บริเวณท้องสนามหลวงนั้น ขสมก.กำหนดไว้ 4 จุด คือ หน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์(ร้านสกายไฮ) หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน(วงเวียน รด.) บริเวณใต้สะพานพระปิ่นเกล้า(ถนนพระอาทิตย์) และหน้ากองสลาก(เดิม)

สำหรับรถบัสเช่าเหมาที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเมื่อส่งผู้โดยสารบริเวณที่ สนามหลวงแล้วให้ไปจอดรถได้ ใน 4 จุด ดังนี้ คือ ถนนพุทธมณฑล สาย 1 จอดได้ 400 คัน ถนนพุทธมณฑล สาย 2 จอดได้ 500 คัน ถนนกาญจนาภิเษก จอดได้ 500 คัน ถนนไฟฉายตัดถนนกาญจนาภิเษก จอดได้ 500 คัน และบริเวณสายใต้เก่า จอดได้ 150 คัน

นายจิรุตม์ กล่าวว่า ในส่วนของกรุงเทพมหานคร(กทม.) ได้จัดรถวิ่งวนให้บริการรับ-ส่ง จากจุดจอดของ ขสมก.เข้าไปในบริเวณพื้นที่จัดงาน รวม 9 จุด คือ สถานี 1 สวนสันติพร สถานี 2 อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย(สตรีวิทยา) สถานี 3 ผ่านฟ้า สถานี 4 ร้านสกายไฮ สถานี 5 ศาลหลักเมือง สถานี 6 สวนเจ้าเชษฐ์ สถานี 7 สนามหลวง สถานี 8 อนุสาวรีย์ทหารอาสาฯ สถานี 9 กองการท่องเที่ยว กทม.

ทั้งนี้กระทรวงขอแนะนำให้งดนำรถส่วนบุคคล เข้ามาบริเวณท้องสนามหลวง ขอให้ใช้ระบบการขนส่งสาธารณะ โดยให้นำรถยนต์ไปจอดตามจุดต่างๆที่เตรียมให้ไว้

รายงานข่าวจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือทอท.แจ้งว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้เริ่มวิ่งรถบัสปรับอากาศเส้นทางระหว่างสุวรรณภูมิและโรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนินกลางฟรี ให้กับผู้ที่ประสงค์จะเดินทางไปร่วมแสดงความอาลัยและถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระบรมมหาราชวัง โดยจะเริ่มให้บริการไปจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ ระหว่างเวลา 09.00-14.00 น. รถจะออกทุกๆ 1 ชั่วโมง ซึ่งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังมีน้ำดื่ม ลูกอม ให้บริการด้วย โดยสามารถขึ้นรถได้ที่บริเวณชานชาลาด้านหน้าประตู 8 ชั้น 1 อาคารผู้โดยสาร.

 

กพร. จับมือ 5 องค์กร ลงนามความร่วมมือ สร้างช่างไฟฟ้ามืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ต.ค. 2559 22:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/759721

 

กพร. จับมือ 5 องค์กร ลงนามความร่วมมือ จัดฝึกอบรม สร้างบุคลากรช่างไฟฟ้ามืออาชีพ พร้อมร่วมกันพัฒนาฝีมือแรงงานสาขาอาชีพอื่น รองรับการเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

วันที่ 20 ต.ค. พล.อ.เจริญ นพสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานและสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือการสร้างช่างไฟฟ้ามืออาชีพ ระหว่าง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับ 5 องค์กร ประกอบด้วยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สภาวิศวกร และสมาคมช่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกลไทย


นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ มุ้งเน้นพัฒนาบุคลากรช่างไฟฟ้าภายในอาคาร และส่งเสริมให้มีหนังสือการรับรองความรู้ความสามารถ และร่วมกันพัฒนาฝีมือแรงงานในสาขาอาชีพอื่นๆ รองรับการเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 แนวทางความร่วมมือ คือ 1. การใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น วิทยากร ครูฝึก อาคารสถานที่ วิทยาการ เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาช่างไฟฟ้าและสาขาอาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 2. ผลักดันให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สมาคมช่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกลไทย และสภาวิศวกร เป็นศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานสาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร และศูนย์ประเมินความรู้ความสามารถในสาขาดังกล่าว

3. ผลักดันให้เป็นศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร รองรับเข้าสู่การประเมินรับรองความรู้ความสามารถ 4. ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในการจัดฝึกอบรมให้แก่พนักงานของการไฟฟ้าในหลักสูตรสาขาผู้ปฏิบัติงานใต้น้ำ ระยะเวลาการฝึก 217 ชั่วโมง และจะขยายแผนการฝึกในระดับพื้นที่ต่อไป

นายธีรพล กล่าวอีกว่า การร่วมมือกันพัฒนาช่างตามแนวทางประชารัฐในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่กำลังแรงงานและครอบครัวแล้ว ช่างมืออาชีพที่ผ่านการฝึกอบรมและทดสอบ ก็จะสามารถสรรค์สร้างงานที่มีมาตรฐาน สร้างความปลอดภัยให้แก่สังคมและชุมชน สอดรับกับการกำหนดให้ช่างไฟฟ้าภายในอาคารเป็นอาชีพควบคุม ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2557 ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 26 ตุลาคมนี้

 

พาณิชย์ ฉะคนปล่อยข่าวทุบราคาข้าว ยันผลผลิตมีตลาดรองรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ต.ค. 2559 20:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/759597

 

พาณิชย์ ฉะคนปล่อยข่าวทุบราคาข้าว ยันเหตุราคาร่วงเพราะฝนตก ความชื้นสูง ชี้ ข้าวที่กำลังออกมีตลาดรองรับ ทั้งฟิลิปปินส์-จีน แย้ม มีแผนลุยขายข้าวต่อเนื่อง มั่นใจช่วยดันราคาเพิ่มขึ้นได้ ส่วนการเปิดประมูลข้าว ยังชะลอไปก่อน …

วันที่ 20 ต.ค. 59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีมีกระแสข่าวว่า ราคาข้าวเปลือกของไทยตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความวิตกกังวลว่า จะกระทบต่อตลาดข้าวและการส่งออกข้าวของไทย ว่า เป็นการกระทำของผู้ไม่หวังดี ทำให้ภาพลบเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่สถานการณ์จริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะราคาข้าวที่ลดลงในช่วงนี้ มาจากฝนตกหนัก ทำให้ข้าวเปียกและมีความชื้นสูง ราคาไม่ดี แต่ราคาไม่ได้เลวร้ายอย่างที่มีการพยายามสื่อให้เกิดขึ้น

“เดิมคาดว่า ผลผลิตข้าวไทยจะลดลงจากภัยแล้ง ตอนนี้ปริมาณกลับเพิ่มขึ้น เพราะมีฝน แต่ปริมาณไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากมาย จนผลผลิตล้นตลาด และที่สำคัญ ผลผลิตค่อยๆ ทยอยออกมา ไม่ได้ออกมาทีเดียวหมด จึงไม่ได้ส่งผลให้ราคาตกต่ำอย่างที่มีความพยายามทำให้เกิดขึ้น จึงไม่อยากให้ตกใจกับการมโนที่เกินเลย อยากให้เอาความจริงมาพูดกันมากกว่า”

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ตลาดส่งออกข้าวไม่ได้ชะงัก ยังมีตลาดรองรับ ล่าสุด อยู่ระหว่างการส่งมอบข้าวให้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ตามสัญญาที่ประมูลได้ก่อนหน้านี้ 100,000 ตัน และกำลังจะส่งมอบให้รัฐบาลจีน ภายใต้สัญญาการขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) งวดแรก 100,000 ตัน จากทั้งหมด 1 ล้านตัน ซึ่งจีนได้ส่งเรือมารับข้าวแล้ว ซึ่งจะช่วยดึงข้าวออกจากตลาด และผลักดันให้ราคาสูงขึ้นได้

นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีแผนหาตลาดข้าวรองรับผลผลิตฤดูกาลใหม่ โดยในเดือน พ.ย. 59 จะนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางไปเจรจาการค้ากับเประเทศคู่ค้าหลัก คือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย รวมทั้งจะเข้าร่วมประมูลขายข้าวให้กับรัฐบาลฟิลิปปินส์ ที่ในเร็วๆ นี้ จะเปิดประมูลซื้ออีก 250,000 ตัน ขณะเดียวกัน ได้กำหนดจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (บิสสิเนส แมชชิ่ง) โดยเชิญผู้ซื้อผู้นำเข้าจากประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน ฟิลิปปินส์ เป็นต้น มาพบปะเจรจาซื้อข้าวกับผู้ประกอบการไทย และอยู่ระหว่างเชิญผู้แทนจากอิรักและอิหร่านให้เดินทางมาเยือนไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กลับมานำเข้าข้าวจากไทยอีกครั้ง

นางดวงพร กล่าวต่อถึงการเปิดประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาล ว่า จะยังไม่เปิดประมูลในช่วงนี้ เพราะผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่กำลังออกสู่ตลาด โดยล่าสุด มีข้าวคงเหลืออยู่ในสต๊อก 8.4 ล้านตัน ในจำนวนนี้ 50% เป็นข้าวที่สามารถนำมาประมูลเป็นการทั่วไปได้ ส่วนอีก 50% จะประมูลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ทั้งที่บริโภคได้ และไม่ได้ สำหรับการส่งออกข้าวของไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-18 ต.ค. 59 อยู่ที่ 7.9 ล้านตัน ลดลง 8.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่ารวม 126,000 ล้านบาท ลดลง 8.4% โดยราคาข้าวขาว 5% ของไทยตันละ 372 เหรียญสหรัฐ ลดลง 6% ขณะที่ราคาข้าวข้าว 5% ของเวียดนามตันละ 348 เหรียญฯ อินเดียตันละ 350 เหรียญฯ