แบงก์ชาติวอนปชช.อย่ากังวล ธนบัตรแบบปัจจุบัน ยังใช้ชำระหนี้ได้ตามปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/759142

20 ต.ค. 2559 07:51

แบงก์ชาติวอนปชช.อย่ากังวล ธนบัตรแบบปัจจุบัน ยังใช้ชำระหนี้ได้ตามปกติ

20 ต.ค. 2559 07:51

วิรไท’ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย วอนประชาชนอย่างกังวลเรื่องธนบัตรที่ใช้หมุนเวียนอยู่ในระบบ แจงยังใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย เผยหากจะมีการออกธนบัตรแบบใหม่จะต้องได้รับพระบรมราชานุญาต และจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบแน่นอน

เมื่อวันที่ 19 ต.ค.59 ที่ผ่านมา นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ทำหนังสือชี้แจงโดยมีเนื้อหาดังนี้ ขอให้ประชาชนอย่ากังวลเรื่องธนบัตรที่ใช้หมุนเวียนอยู่ในปัจจุบัน เพราะธนบัตรแบบปัจจุบันสามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายโดยไม่มีกำหนด และเมื่อมีการออกธนบัตรแบบใหม่ในอนาคต ประชาชนก็ยังสามารถใช้ธนบัตรแบบเดิมร่วมกับธนบัตรแบบใหม่ได้ต่อไป

สำหรับการออกธนบัตรแบบใหม่นั้น ต้องได้รับพระบรมราชานุญาต ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการผลิต ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่จะมีธนบัตรแบบใหม่ออกใช้ ธปท.จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบล่วงหน้าโดยทั่วกัน

มหาปราชญ์ กับ การทูตหยุดโลก ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ถวายความอาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/758997

20 ต.ค. 2559 06:30

มหาปราชญ์ กับ การทูตหยุดโลก ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ถวายความอาลัย

20 ต.ค. 2559 06:30ทุกคนทราบว่าราชวงศ์ไทย–ญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์เป็นพิเศษ หลายคนทราบว่าปลานิลมาจากความสัมพันธ์ดังกล่าว แต่น้อยคนทราบว่า # ก่อนปลานิลยังมีปลาบู่ # เมื่อสองกษัตริย์ชวนไปชมปลา # การทูตหยุดโลก #คือความหมายของเหลือเชื่อ

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ทรงเป็น “มีนกร” (คำนี้หมายถึงผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลา เด็กประมง ม.เกษตรศาสตร์ เรียกตัวเองว่า “มีนกร” มาแต่ไหนแต่ไร) พระองค์สนใจเรียนรู้เรื่องปลา จนจบการศึกษาจากคณะวิทยาศาสตร์ ขณะนั้นพระองค์ดำรงตำแหน่งเป็นมกุฎราชกุมาร

ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างสองกษัตริย์ เริ่มจากกษัตริย์ของไทยเสด็จเยือนญี่ปุ่นใน พ.ศ.2506 (27 พฤษภาคม-3 มิถุนายน) ก่อนเชิญมกุฎราชกุมารเสด็จเยือนไทย

มกุฎราชกุมารจากญี่ปุ่นเสด็จเยือนไทยในเดือนธันวาคม พ.ศ.2507 ในครั้งนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ และจัดโปรแกรมช่วงหนึ่งให้ “ไปทอดพระเนตรปลา”…หากอ่านผ่านๆ คุณอาจไม่คิดอะไร แต่ถ้าพิจารณาสักนิด มกุฎราชกุมารจากญี่ปุ่น มหาอำนาจแห่งเอเชีย เสด็จมาไทยเป็นครั้งแรก เราจะชวนไปดู “ปลา” ไหมครับ?…เป็นใครก็คงส่ายหน้า เป็นใครก็คงคิดไม่ถึง

เขามาเยือนเป็นครั้งแรก เราต้องจัดประชุมให้หนัก พูดคุยกันเรื่องการบ้านการเมือง มีงานเลี้ยงใหญ่โต ใครจะคิดถึงโปรแกรม “ไปดูปลา”

…แต่พระมหากษัตริย์ไทยคิด และเป็นความคิดที่ “หลุดกรอบ” มากที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอะเจอ.

คนคิดนอกกรอบ “ตัวจริง”

คนรุ่นนี้มักพูดกันถึงความคิดแปลกใหม่ เราเบื่อการยึดติด เบื่อโน่นนี่นั่น ถึงเวลานอกกรอบ เคยทราบไหมครับว่า ใครคือผู้ “นอกกรอบ” ที่แท้จริง และนอกกรอบมาเมื่อกว่า 50 ปีก่อน

คนชอบปลามาเยือน ก็ต้องพาเขาไปดูปลาสิ…เป็นความคิดที่ห้าวหาญจนสุดจะจินตนาการไหว เมื่อคิดว่าทั้งผู้ต้อนรับ และผู้มาเยือนเป็นกษัตริย์…ไม่มีใครทราบว่าพระมหากษัตริย์ของไทยคิดเช่นไร แต่ถ้าให้ผมวิเคราะห์ ผมคิดว่าท่านอาจคิดถึงประวัติศาสตร์ เพราะเคยมีคนทำมาก่อนหน้านั้น และทำจนสำเร็จ

ย้อนไปเดือนมีนาคม พ.ศ.2433 มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย ตอบรับคำเชิญของรัชกาลที่ 5 ถือเป็นครั้งแรกที่ราชวงศ์ชั้นสูงจากประเทศมหาอำนาจในยุโรปเสด็จมาเยือนไทย

ในครั้งนั้นคือการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา รวมถึงการ “คล้องช้างครั้งสุดท้าย” ที่ช้างป่าถูกต้อนมากว่า 300 ตัวกลายเป็นความประทับใจที่ไม่มีวันลืมของมกุฎราชกุมารผู้ต่อมาทรงขึ้นเป็นกษัตริย์ซาร์นิโคลัสที่ 2 เมื่อสยามเดือดร้อนถึงขีดสุด รอบด้านล้วนตกเป็นอาณานิคม มหาอำนาจต่างชาติถึงขั้นเตรียมแบ่งประเทศเรา รัชกาลที่ 5 จำเป็นต้องเสด็จยุโรปเพื่อแสดงว่าเราเจริญแล้วมิใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน ประเทศเดียวที่ต้อนรับเราด้วยไมตรีจิตคือรัสเซีย

เมื่อภาพคิงจุฬาลงกรณ์ประทับคู่ซาร์นิโคลัสที่ 2 ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ยุโรป ประเทศอื่นถึงยอมรับ และต้อนรับพระองค์ จนทำให้ไทยยังคงเป็นไทยจนทุกวันนี้ และนั่นคือการทูตหยุดโลกที่เริ่มต้นจาก “ช้าง”

การทูตหยุดโลกเริ่มต้นอีกครั้ง จาก “ปลา” ที่กษัตริย์แห่งไทย พามกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นไปทอดพระเนตร…สถานที่คือ พิพิธภัณฑ์ประมง ตั้งอยู่ในคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ที่ทำงานของผม

บันทึกบอกไว้ มกุฎราชกุมารทรงพระสำราญมาก หยิบขวดโน้นยกขวดนี้ขึ้นมาดู (สังเกตในภาพ) รวมถึง “ปลาบู่”…ปลาบู่ดังกล่าวเป็นปลาบู่ที่พบในเมืองไทยเป็นครั้งแรกของโลก ตัวแรกๆ ที่ค้นพบและถูกนำมาศึกษาจนเป็นตัวอย่างต้นแบบอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้.

จากปลาบู่ ถึง ปลานิล

นั่นยังไม่แปลกอะไร แต่ความสำคัญมี 2 ประการ 1) ปลาบู่ชนิดนี้มีชื่อว่า “ปลาบู่มหิดล” ตั้งชื่อเพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก 2) ปลาบู่ชนิดนี้ค้นพบ และตั้งชื่อโดย ดร.ฮิว แมคคอร์มิค สมิธ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นรักปลาเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อทราบว่า ปลาบู่ถูกตั้งชื่อตามพระราชบิดาของกษัตริย์ไทย ความประทับใจย่อมก่อเกิด…อย่าเอาความคิดเราไปตัดสินครับ ในสายของนักอนุกรมวิธาน การที่จะมีชื่อใครสักคนเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ของสัตว์ชนิดหนึ่ง เป็นเกียรติสุดๆ และชื่อนั้นถูกบันทึกไว้ใน พ.ศ.2496 นานแสนนานในครั้งที่โลกเรายังไม่ก้าวหน้าเช่นทุกวันนี้

การตั้งชื่อสัตว์ต้องมีที่มาที่ไป ในครั้งนั้น ดร.สมิธถวายชื่อให้เพราะพระบรมราชชนกทรงช่วยกิจการประมงไทยให้ตั้งต้นได้ รวมถึงพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ ส่งคนไปเรียนเมืองนอกในสาขาวิชาด้านนี้ ก่อนกลับมาเป็นบรมครูสอนพวกเรารุ่นต่อมา
ผมยังมีข้อ 2 นั่นคือ ดร.สมิธ ผู้เชี่ยวชาญจากอเมริกา รัชกาลที่ 6 ขอตัวมาเมื่อจัดตั้ง “กรมรักษาสัตว์น้ำ” เพื่อเป็นเจ้ากรมคนแรก เพราะคนไทยยังไม่มีความรู้ทางนี้เลย…ดร.สมิธถือเป็น “ระดับเทพ” แห่งวงการมีนวิทยาในยุคนั้น ใครศึกษาเรื่องปลา ล้วนต้องรู้จักท่าน จึงไม่น่าแปลกใจที่มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นทรงหยิบขวดนี้ขึ้นมาดู พร้อมอุทานว่า “นี่เป็นปลาที่ ดร.สมิธเก็บหรือ?” (มีบันทึกอ้างอิง มิใช่คิดเอาเองครับ) และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความประทับใจสุดๆ จนกลายเป็นความสนิทสนมเป็นการส่วนพระองค์

เมื่อได้ใจ “คนรักปลา” ต่อมาใน พ.ศ.2508 พระองค์จึงขอพระราชทาน “ปลานิล” จากมกุฎราชกุมารญี่ปุ่น ผมเชื่อเหลือเกินว่า พระองค์ทรงเล็งเห็นอยู่แล้ว คนไทยต้องการโปรตีนเพื่อพัฒนาร่างกาย พัฒนาสมอง แต่โปรตีนจากเนื้อสัตว์อื่นใดล้วนมีราคาแพงเกินกว่าที่ชาวบ้านสามัญชนจะหากินได้ทุกวี่วัน

มีแต่ปลา และปลาเท่านั้น ที่ชาวบ้านจับได้กินได้ และคนไทยก็กินปลามาแต่โบราณ เพียงแต่ขาดปลาที่เลี้ยงง่ายโตไวอยู่ได้ในทุกแหล่งน้ำ และไม่รบกวนระบบนิเวศเกินไป…ปลานิลอ้วน เนื้อเยอะ และอร่อย ปลานิลที่มีถิ่นกำเนิดจากลุ่มแม่น้ำไนล์ จึงเป็นปลาที่น่าจะเหมาะสมที่สุด.

สิ้นสงสัยในคำว่า มหาปราชญ์

ตรงนี้มีข้อสงสัย พระองค์ทราบได้อย่างไรว่าต้องเป็นปลานิล?

คำตอบคือเรากำลังพูดถึงใคร? กรุณาเข้าใจว่าเรากำลังพูดถึง “มหาปราชญ์”

มกุฎราชกุมารถวายปลานิล 50 ตัวให้ด้วยความยินดี จากนั้นก็ตายไป 40 ตัว (ตามคำบอกเล่า) เหลือเพียง 10 ตัว พระองค์จึงรีบนำกลับมาเลี้ยงเองในวังสวนจิตรลดา

หากใครสงสัยคำว่า “มหาปราชญ์” ที่ผมระบุไว้ น่าจะสิ้นสงสัยตรงนี้

คนที่แต่งเพลงได้เกือบ 50 เพลง สร้าง และเล่นเรือใบก็ได้ ทำฝนเทียมก็ได้ เลี้ยงปลาที่คนอื่นเลี้ยงไม่รอดให้รอด คนแบบนั้นควรจะเรียกว่าอะไรครับ? และอย่าลืมว่าท่านเป็นกษัตริย์ มีภารกิจมากมายมหาศาล

มหาปราชญ์จึงเป็นคำที่ถูกต้องทุกประการ ไม่ได้มีการยอยศให้เกินเหตุ

หนึ่งปีผ่านไป พระองค์ตั้งชื่อ “ปลานิล” ให้เชื่อมโยงกับชื่ออังกฤษ (Nilotica–ปลาแม่น้ำไนล์) ก่อนพระราชทานให้กรมประมง 10,000 ตัว เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนเลี้ยง

ขอบอกวันที่สักนิด มกุฎราชกุมารถวายปลานิล 50 ตัวในวันที่ 25 มีนาคม 2508

พระองค์มีปลาเหลือ 10 ตัว เลี้ยงและขยายพันธุ์ พระราชทานให้กรมประมง 10,000 ตัว ในวันที่ 17 มีนาคม 2509…ในเวลาไม่ถึง 1 ปี ปลา 10 ตัวกลายเป็น 10,000 ตัว (ยังไม่รวมที่พระองค์เก็บไว้) ผมไม่ทราบจะอธิบายเช่นไร? มีอิทธิฤทธิ์ บุญบารมี?
แต่มีคำบอกเล่าว่าพระองค์ไม่ทรงเสวยปลานิลด้วยเหตุผลง่ายๆ“เลี้ยงมาเหมือนลูก จะไปกินลงไปได้อย่างไร” (ถ้อยคำจากคำบอกเล่า)…บุญบารมีคงมีจุดเริ่มมาจาก “เลี้ยงมาเหมือนลูก” ทรงทุ่มเทฟูมฟัก เหมือนเศรษฐีดูแลเอาใจใส่ปลาราคาแพง เพื่อเลี้ยงไว้ประดับบารมี

เผอิญพระองค์ฟูมฟักปลานิล ไม่ใช่เพราะสวยดีประดับบารมีได้ แต่เพราะปลานิล คือปลาที่พระองค์ตั้งใจไว้ว่าจะเป็นทางออกให้ประชาชนชาวสยาม

เวลาผ่านมา 50 ปี ผมไม่ต้องหาตัวเลขใดๆมายืนยันว่า พระองค์ประสบความสำเร็จ ขอเพียงคุณเดินไปตามตลาด คุณเห็นปลานิลย่าง ปลานิลทอดบนตะแกรงบ้างไหม?

มีปลาใดราคาถูกเท่านี้ มีเนื้อมากเท่านี้ และทุกคนกินได้กินดี ดังเช่นปลานิล

ผมเพิ่มตัวเลขให้เพื่อความชัดเจน ปัจจุบันเมืองไทยผลิตปลานิลได้ปีละ 220,000 ตัน จากฟาร์ม 300,000 แห่ง สร้างงานให้ผู้คนเรือนล้าน…ประเทศไทยยังส่งออกปลานิลไปทั่วโลก สร้างรายได้มหาศาล จนเป็นปลาส่งออกลำดับต้นๆของเมืองไทย

นำทุกอย่างกลับมาคิดใหม่…2506 เสด็จเยือนญี่ปุ่น…2507 มกุฎราชกุมารเสด็จมา พาไปดูปลาบู่… 2508 ขอปลานิลมาเลี้ยง 50 ตัว…2509 พระราชทานปลา 10,000 ตัวให้กรมประมง…2559 ปลามากกว่า 220,000 ตันต่อปี สร้างงานให้คนนับล้าน เป็นโปรตีนราคาถูก และดีที่สุดของประเทศนี้.

การทูตหยุดโลกของ ดร.ธรณ์

ผมพูดถึง “การทูตหยุดโลก” มาหลายครั้ง แต่ยังไม่อธิบายความหมายให้ชัดเจน ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว

การทูตหยุดโลก = ปลาบู่ = ปลานิล = คนไทยมีกิน = คนมีงานทำ…เป็นสมการแสนง่าย แต่ใคร่ขอถามว่า แล้วใครจะคิดได้? …แล้วใครจะคิดได้เมื่อกว่า 50 ปีก่อน แล้วใครจะมองการณ์ไกลขนาดนั้น

สมัยผมเป็น สปช. เราช่วยกันทำยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี แค่นั้นยังปวดหัวแทบตาย บางคนพูดว่าจะคิดไปได้ยังไงไกลขนาดนั้น บางคนบอกว่าสิงคโปร์ มาเลเซียเขาทำหมดแล้ว เขาก้าวหน้าไปไกลกว่าเราตั้งนาน 20 ปี? ก้าวไกลไปกว่าเราตั้งนาน?

50 ปี ปลาบู่ ปลานิล คน 66 ล้าน คิดคนเดียว ทำจนจบยังไม่พูดถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นของสองประเทศ ไม่พูดถึงปรากฏการณ์ที่ไม่มีมาก่อนเมื่อองค์จักรพรรดิญี่ปุ่น“ไว้ทุกข์” ให้พระสหายผู้สนิทสนมกว่า 50 ปี

ไว้ทุกข์ให้กับ “บุรุษผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดในเรื่องปลา” ไม่ใช่ค้นพบปลาสายพันธุ์ใหม่ ไม่ใช่เชี่ยวชาญเก่งกาจในวิทยาศาสตร์เรื่องปลา แต่ทำให้ปลา 10 ตัวกลายเป็น 220,000 ตันต่อปี… ทำให้ “ปลา” กับ “คน” มาเชื่อมต่อกันอย่างสุดที่ใครจะเปรียบได้

ผมไม่ตั้งใจเขียนบทความนี้ให้คุณร้องไห้ เพราะผมเขียนไม่ไหวแล้ว บทความ “โลกร้อน” ทำเอาผมเกือบตาย ผมตั้งใจจะสื่อให้ชัดเจนว่า ทำไมผมถึง “กราบ” ?…ผมไม่เคยกราบเพราะเขาบอกให้กราบ ไม่เคยกราบเพราะเขาสอนให้กราบ ไม่เคยกราบเพราะคนอื่นเขากราบกัน ผมไม่กราบอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์

ผมกราบ “ความจริง” เท่านั้น…ผมกราบสยบแทบเท้า กราบด้วยหัวจิตหัวใจ…กราบเพราะผมเห็นประจักษ์ กราบแทบเท้าพระองค์ท่าน

คำว่า “เหลือเชื่อ” ถูกใช้กันจนเกร่อ แต่สำหรับผมแล้ว อย่างนี้สิถึงเป็น “เหลือเชื่อ” คิดได้ไง…ทำได้ไง…เหลือเชื่อ

จึงทรุดกายกราบซบหน้าแนบดินด้วยความอาลัย บุรุษผู้สร้างสิ่งที่ไม่สามารถแม้แต่จะจินตนาการได้

อย่างนี้สิถึงต้องกราบ อย่างนี้สิถึงต้องร้องไห้…ร้องให้ใจสลาย…ร้องเพราะยิ่งค้นยิ่งเขียน จึงยิ่งรู้ว่า เราสูญเสียมากเกินไป…มากเกินไปจริงๆ!

หมายเหตุ-ผมไม่เคยก้าวล่วงความคิดส่วนตัวของใคร จะคิดอย่างไรกับพระองค์ท่านเป็นสิทธิของคุณ ว่าแต่…คุณเคยกินปลานิลไหมครับ?

ที่มา-งานเขียนชุดนี้ ผมตั้งใจทำเพื่อเป็นบทเรียนของนิสิต ม.เกษตรศาสตร์ ที่ผมกำลังจะนำไปสอน มีทั้งหมด 3 ตอน “โลกร้อน” “จากปลาบู่ถึงปลานิล” และ “จับปลาอย่างไร”…ผมใช้ถ้อยคำธรรมดาเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากไม่ถนัดในการใช้ราชาศัพท์ และผมตั้งใจเขียนให้คุณอ่านเข้าใจง่าย ผมยินดีให้คุณแชร์ไปใช้ประโยชน์ได้ แต่หากมีการตีพิมพ์ รบกวนติดต่อผมก่อนครับ เพราะแต่ละเรื่องใช้เวลานานมาก และใช้เวลาร้องไห้นานกว่า.

www.facebook.com/thon.thamrongnawasawat 

ส.อ.ท.ร่วมผลิตเสื้อราคาถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ต.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/759082

 

สีดำย้อมผ้าขาดตลาดต้องรอสัปดาห์หน้า

กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มของ ส.อ.ท.จับมือกรม การค้าภายใน จัดงาน “เทใจถวายอาลัย” นำเสื้อสีดำ 700,000 ตัว จำหน่ายราคาถูก ระหว่างวันที่ 21–24 ต.ค.นี้ เร่งผลิตผ้าผืนและเสื้อสำเร็จรูปสีดำ มั่นใจปัญหาขาดตลาดและราคาแพงจะคลี่คลายปลายสัปดาห์นี้ ขณะที่สีย้อมผ้าสีดำขาดตลาดบ้าง

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มของ ส.อ.ท.ได้เร่งผลิตผ้าผืนและเสื้อผ้าสำเร็จรูปสีดำ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งคาดว่าปัญหาการขาดแคลนจะยุติลงในปลายสัปดาห์นี้ เมื่อปริมาณเสื้อผ้าสีดำมีจำนวนมาก ราคาจำหน่ายก็จะทยอยลดลง และระหว่างวันที่ 21-24 ต.ค.นี้ กรมการค้าภายในได้ร่วมกับกลุ่มเครื่องนุ่งห่มหรือสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มนำผู้ผลิตเครื่องนุ่งห่ม 80 รายร่วมกันจัดงาน “เทใจถวายอาลัย” ขึ้น เพื่อจำหน่ายเสื้อผ้าสีดำ 700,000 ตัว ที่ศูนย์แสดงสินค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถ.รัชดาภิเษก “ราคาจำหน่ายเสื้อคอกลม ตัวละ 79 บาท เสื้อโปโล ตัวละ 149 บาท เสื้อเชิ้ต ตัวละ 229 บาท แต่เสื้อบางตัวอาจมีราคาสูงกว่านี้บ้าง ตามคุณภาพเนื้อผ้า นอกจากนั้น กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอได้เตรียมพร้อมผลิตผ้าดำสำหรับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่จะต้องใส่ชุดดำตลอด 1 ปีด้วย”

นายเจน นำชัยศิริ ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า การขาดแคลนเสื้อผ้าสีดำเป็นสถานการณ์ชั่วคราว ยืนยันว่าปริมาณสต๊อกผ้าผืนสีดำมีมากกว่าความต้องการอยู่แล้ว มั่นใจไม่ขาดตลาด สิ่งที่ ส.อ.ท.กังวลคือการย้อมสีผ้าเองมากกว่า ว่าจะทำอย่างไรให้ถูกวิธีโดยไม่มีผลกระทบต่อน้ำเสียหรือสิ่งแวดล้อม ข้อกังวลการแยกชนิดผ้า วัสดุมีหลากหลาย สีเคมีก็มีหลากหลายเช่นกัน การย้อมต้องดูชนิดของผ้า สีย้อม จึงควรจะดูว่ามีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ด้วยหรือไม่ ถ้าย้อมถูกวิธีน้ำย้อมสีจะหลงเหลือน้อยมาก แต่เกรงว่าจะใช้สีไม่ตรงกับชนิดผ้าหรือไม่ใช้สารเคมี ไม่ถูกต้องสีจะคงอยู่ในน้ำ ก็จะทำให้เกิดปัญหาน้ำเสียได้ เช่น ผ้าฝ้ายจะย้อมง่าย สีหาซื้อได้ดู มอก. กระบวนการจะมีคำแนะนำระบุไว้เรียบร้อย ถ้าเป็นโพลีเอสเตอร์ต้องใช้อุณหภูมิ 130 องศา ซึ่งชาวบ้านจะทำไม่ได้ ควรไปย้อมตามสถานที่รับย้อม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้สีย้อมผ้าสีดำตามร้านค้าทั่วไปและการสั่งซื้อระบบออนไลน์ได้แจ้งลูกค้าว่าสินค้าหมดจากสต๊อก และคงต้องรอไปอีก 1 สัปดาห์ โดยบริษัท วรภาสดี จำกัด ผู้จำหน่ายสีไดล่อน แจ้งว่า ได้เช็กตัวแทนจำหน่ายทุกสาขาแล้วสีย้อมผ้าสีดำหมดเกลี้ยง และขอปิดรับการสั่งซื้อทางระบบออนไลน์ไว้ก่อน ขณะที่พบว่าร้านรับย้อมผ้าทั่วไป อาทิ บริษัทกึกก้อง ยูนิฟอร์ม ย่านสามแยกพระประแดง ถ.สุขสวัสดิ์ จ.สมุทรปราการ ได้แจ้งลูกค้าผ่านเว็บไซต์ว่า ขณะนี้มีลูกค้าโทรศัพท์เข้ามาจำนวนมาก จึงขอรับย้อมสีดำเฉพาะเสื้อผ้าลูกค้าใส่เอง ส่วนร้านค้าที่จะย้อมเสื้อโปโล คอกลม เป็นลอตจำนวนมากและนำไปขายต่อ ทางร้านไม่รับย้อม เพราะเนื้อผ้าจะมีไนลอนผสมมาก การดูดสีจะไม่ดี สีจะดำไม่สนิท แต่ถ้าเป็นเสื้อมียี่ห้อซื้อในห้างจะย้อมติดดำสนิทดี เพราะเป็นคอตตอน 100%

นอกจากนี้ ร้านยายีนส์ ซ.รามคำแหง 65 รับย้อมผ้าให้ผู้มีทุนทรัพย์น้อย แต่หากลูกค้าคนใดมีทุนทรัพย์ก็ขอเก็บค่าสี โดยคิดราคาย้อมสีดำสำหรับเสื้อยืดแขนสั้น 40 บาท เสื้อเชิ้ตแขนยาว 50 บาท กางเกงขายาว 100 บาท อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊กว่าขอปิดรับงานย้อมผ้าชั่วคราว เนื่องจากทำไม่ทัน และงดรับงานเร่งทุกกรณี เมื่อเข้าสู่สภาวะปกติแล้วจะเปิดรับใหม่ คาดว่าคงเป็นหลังวันที่ 1 พ.ย.2559

ด้านบริษัท ศิวะสัมพันธ์ จำกัด ผู้จำหน่ายสีเคมีย้อมฝ้าย ตราสำเภา ยอมรับว่าขณะนี้สีย้อมผ้าสีดำขาดตลาด คงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในสัปดาห์หน้า แต่ทางบริษัทยังพอมีสินค้าเหลืออยู่บ้าง เพียงแต่จำกัดการซื้อของลูกค้าให้เฉลี่ยกันไป โดยทางสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ก็เข้ามาซื้อสีย้อมกับทางบริษัท สิ่งที่เป็นห่วงตอนนี้คือ คนจำนวนมากยังย้อมสีผ้าไม่เป็น หรือย้อมไม่ถูกวิธี จึงเกรงว่าจะเสียของ จึงขอให้เลือกชนิดผ้าของผ้าฝ้ายเท่านั้นจึงจะย้อมติดได้ดี.

 

เกษตรฯสานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/759077

 

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเกษตรกรเข้าร่วมโครงการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการเกษตรทฤษฎีใหม่ 70,000 ครัวเรือน โดยกำหนดระยะเวลาโครงการเสร็จสิ้นในวาระครบรอบ 100 วันพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต นอกจากนี้ ยังจัดทำโครงการต่างๆ ผ่านศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ โดยเป็นโครงการที่ให้เกษตรกรในพื้นที่เสนอความต้องการมาที่กระทรวงเกษตรฯ เช่นเดียวกับแผนงานโครงการตามมาตรการที่ 4 การช่วยเหลือภัยแล้งให้เกิดขึ้นจริง จำนวน 9,999 โครงการ เพื่อตอบสนองพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงทำไว้ อีกทั้งยังมีประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นการให้เกษตรกรสามารถนำไปขยายผลในช่วงฤดูแล้งต่อไปด้วย

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงการเกษตรทฤษฎีใหม่ รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการมานานแล้ว ให้ดำเนินการจัดกลุ่มเกษตรกรที่มีความสนใจเกษตรทฤษฎีใหม่ 3 กลุ่ม แบ่งเป็น 1.กลุ่มที่เคยทำอยู่แล้ว และต้องการการสนับสนุน จำนวน 23,000 ราย 2.มีความคิดจะเข้าร่วมเกษตรทฤษฎีใหม่แต่ไม่ได้ดำเนินการ จำนวน 35,000 ราย 3.ไม่ได้มีแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ 17,000 ราย ทั้งหมด 75,000 ราย โดยจะใช้งบปกติของแต่ละหน่วยงานดำเนินงานในรูปแบบประชารัฐ โดยโครงการนี้จะทำให้คุณภาพชีวิตเกษตรกรดีขึ้น รายจ่ายลดลง และรายได้เพิ่มขึ้น

“โครงการนี้เราเตรียมการไว้ก่อน และจะเปิดตัววันที่ 5 ธ.ค.59 แต่เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตก่อน จึงต้องดำเนินโครงการให้เร็วขึ้น แต่การดำเนินการจะเป็นไปตามวางแผนที่วางไว้”.

 

เน็ตหมู่บ้านล่มเหตุทีโอทีชักช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ต.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/759076

 

นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะออกประกาศยกเลิกการประมูลโครงการขยายโครงข่ายอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านระยะที่ 1 วงเงิน 13,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ขาดคุณสมบัติ เพราะเอกสารไม่ครบถ้วน และจะทบทวนเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) ใหม่ ตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ท้วงติง และให้สอดคล้องกับนโยบายของ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการ รมว.ดีอี โดยคาดว่าจะเปิดประมูลใหม่ได้ในเดือน ธ.ค.นี้ และเริ่มทยอยติดตั้งในเดือน ม.ค.60 และประชาชนจะได้ใช้อินเตอร์เน็ตในเดือน มี.ค.60

สำหรับเงื่อนไขในทีโออาร์ที่ต้องปรับปรุงใหม่นั้น คือการกำหนดจุดติดตั้งให้ชัดเจน ไม่ให้ซ้ำซ้อนกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งจากเดิมก็ไม่ซ้ำซ้อนอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ระบุจุดติดตั้งชัดเจนเท่านั้น เนื่องจากต้องไปสำรวจแต่ละหมู่บ้านว่าจะให้จุดให้บริการไวไฟฟรี ณ ที่ใด ซึ่งส่วนใหญ่จะติดตั้งที่ศาลาประชาคมหมู่บ้านอยู่แล้ว โดยกระทรวงดีอีจะเน้นพื้นที่ที่โครงข่ายอินเตอร์เน็ตยังเข้าไม่ถึงราว 44,352 หมู่บ้าน โดยช่วงแรกจะเริ่มติดตั้งก่อน 27,820 หมู่บ้าน ขณะที่การติดตั้งของ กสทช.จะติดตั้งในพื้นที่ห่างไกลมาก และเน้นติดตั้งในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ราว 3,920 หมู่บ้าน.

 

ดัชนีความเชื่อมั่น ก.ย.เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการห่วงปัจจัยภายนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/759067

 

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 84.8 เพิ่มขึ้นจากเดือน ส.ค. ที่อยู่ที่ระดับ 83.3 โดยเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากมีคำสั่งซื้อทั้งในและจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น จากเดือน ส.ค. โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องปรับอากาศ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องสำอาง อาหารและยา โดยเฉพาะอาหารทะเลแปรรูป

นายเจน กล่าวว่า เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาได้มีการจัดงานบางกอกเจมส์ และโมบายเอ็กซ์โป จึงทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นในกลุ่มสินค้าดังกล่าว ประกอบกับการส่งออกยังมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อส่งมอบ สินค้าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ แต่ยอมรับว่าค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯเมื่อเดือน ก.ย.ที่ยังต่ำกว่าระดับ 100 เป็นเพราะผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยนที่กระทบต่อการแข่งขันของผู้ประกอบการส่งออก รวมทั้งการปรับขึ้นของราคาน้ำมันและความกังวลต่อปัญหาการก่อการร้าย

“ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 102.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือน ส.ค. อยู่ที่ระดับ 101.6 โดยผู้ประกอบการได้คลายความกังวลจากการเมืองในประเทศ แต่ความกังวลจากเศรษฐกิจโลก และราคาน้ำมัน มีมากขึ้น ส่วนความกังวลต่อผลกระทบเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในระดับทรงตัว”

จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการผ่านการตอบแบบ สอบถาม ล่าสุด ได้ระบุว่าต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อให้แข่งขันกับต่างประเทศได้ รวมถึงแก้ไขปัญหาผังเมือง ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม และผ่อนปรนเงื่อนไขสินเชื่อเพื่อให้เอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น.

 

จี้ “กทพ.” นำร่องตั้งกองทุน TFF ลงทุนด่วนพระราม 3-วงแหวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ต.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/759062

 

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการติดตามการดำเนินงาน การเร่งรัดเงินเบิกจ่ายงบประมาณและมอบนโยบายให้กับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ว่า ภายในสิ้นปีนี้จะเห็นความชัดเจนการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต (Thailand Future Fund : TFF) ซึ่ง กทพ.จะเป็นหน่วยงานแรกที่นำร่องระดมทุนจากกองทุนนี้ เพื่อการก่อสร้างทางด่วนสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯด้านตะวันตก จึงถือว่ามีส่วนสำคัญที่จะทำให้กองทุนนี้ประสบความสำเร็จ และแผนดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามกรอบที่วางไว้

“ส่วนการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของ กทพ.ดีพอประมาณ ก็มีการติดตามเร่งรัด เพราะมีส่วนสำคัญในการช่วยดูแลเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ และมีผลต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในการช่วยกระตุ้นการลงทุนด้วย”

พลเอกวิวรรธน์ สุชาติ ประธานบอร์ด กทพ. กล่าวว่า ประเมินวงเงินที่จะระดมทุนจากกองทุนนี้ ประมาณ 30,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในการก่อสร้างทางด่วนสายดังกล่าวโดยจะเร่งสรุปเพื่อเสนอขออนุมัติ ครม.ภายในปีนี้.

 

กระตุกรัฐหยุดกระตุ้นระยะสั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/759061

 

“ศุภชัย” ชี้เอกชนผวาเศรษฐกิจไม่แห่ลงทุนตาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.00 น. วานนี้ (19 ต.ค.) ธนาคาร กรุงเทพ จัดงาน AEC Business Forum ประจำปี 2016 ภายใต้หัวข้อ “AEC 2025” โดยนายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตรอง นายกรัฐมนตรี และอดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษ หัวข้อประเทศไทยกับทศวรรษใหม่แห่งการพลิกโฉมเศรษฐกิจภายใต้ความร่วมมือเออีซีว่า ขณะนี้รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ระยะสั้นมาสุดทางแล้ว โดยได้ทำครอบคลุมครบทุกด้าน ทั้งการช่วยเหลือเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย และอื่นๆ ซึ่งต่อจากนี้
หากรัฐบาลทำต่อเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อภาวะหนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งตอนนี้เกือบ 90% แล้ว หากถึง 100% ถือเป็นจุดที่น่าวิตก

“ผมไม่เห็นด้วยหากรัฐบาลจะทิ้งการส่งออก และหันมาพึ่งการกระตุ้นภายในประเทศอย่างเดียว ทางออกที่ดีควรสร้างความสมดุล กระตุ้นการเติบโตการค้า การส่งออกคู่ขนานกันไป เพราะแม้เศรษฐกิจโลกไม่ดีแต่ยังมีบางตลาดที่ไปได้ รวมถึงควรวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจในระดับโครงสร้างเพื่อหวังผลในระยะยาว 10-20 ปี เพราะการใส่เงินระยะสั้นใช้แล้วก็หมดไป ไม่งอกเงย ซึ่งเป็นปัญหาของไทยในตอนนี้ว่าทำไมรัฐกระตุ้นแล้วแต่ไม่เห็นการลงทุนของเอกชนตามมา หรือแม้รัฐบาลจะจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ก็ยังไม่ได้รับความสนใจจากเอกชนเท่าที่ควร รัฐจึงควรรับฟังเอกชน และดูว่าติดอะไรเพื่อแก้ไขให้ตรงจุด”

นายศุภชัยกล่าวอีกว่า ขอน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มากล่าวย้ำอีกครั้ง เพราะเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับจากนักเศรษฐกิจทั่วโลก และสหประชาชาติ สามารถนำไปใช้วางแผนรอดพ้นจากวิกฤติได้ โดยประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างความสมดุล ซึ่งเป็นเรื่องความพอดีที่ระบบเศรษฐกิจใหม่มักหลงลืมจนทำให้การเติบโตขาดคุณภาพและเกิดวิกฤติตามมา ปรัชญาความมั่นคงที่เน้นการวางแผนรองรับสิ่งที่คาดไม่ถึง และปรัชญาความยั่งยืน ทำให้เกิดการพัฒนาระยะยาวถึงคนรุ่นหลังได้.

 

พระบิดาพลังงานไทย “ไบโอดีเซล”พอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/758402

 

“…ที่ไม่ย่อท้อในการศึกษาแก๊ส โซฮอล์ ก็เพราะทราบดีว่าวันหนึ่งเชื้อเพลิงจะน้อยลง เมื่อของมีน้อยราคาก็ต้องแพง…” พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่เอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก เกี่ยวกับพืชทดแทนพลังงาน ณ วังไกลกังวล เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2548

อีกทั้งเรื่องการพัฒนา “ไบโอดีเซล” ในปีเดียวกัน พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสว่า…

“ถ้าไม่ได้ทำเชื้อเพลิงทดแทน เราก็เดือดร้อน แล้วก็เป็นห่วง แต่เราไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าคนอื่นเขาไม่ทำเขาอาจจะไม่มีน้ำมันไบโอดีเซลใช้ แต่ว่าเรามี เราคือข้าพเจ้า ทำเอง…

คนอื่นอาจจะไม่มี ก็ไม่เป็นไรต้องเห็นแก่ตัว แต่ละคนถ้าเห็นแก่ตัว ก็รู้ว่าไม่เป็นไร เพราะแต่ละคนก็ต้องพยายามที่จะหาพลังงานทดแทนกันทั้งนั้น”

วิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน บอกว่า ไบโอดีเซลเกิดมานานแล้ว สมัยก่อน พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเห็นว่าบ้านเราเป็นประเทศเกษตรกรรมเป็นหลัก ถ้าเกิดพึ่งพาการใช้น้ำมันจากฟอสซิลมากเกินไปก็จะเกิดความไม่มั่นคงไม่ยั่งยืน พระองค์ท่านก็อยากจะช่วยเกษตรกรส่วนหนึ่ง…แล้วก็เพื่อให้เกิดความมั่นคงของประเทศส่วนหนึ่ง ท่านก็คิดมานานนับสิบปีแล้ว

“การเอาเอทานอลมาผสมน้ำมันเบนซิน การเอาน้ำมันจากพืช… พระองค์ท่านก็คิดจากน้ำมันถั่ว น้ำมันปาล์ม น้ำมันอะไรสารพัดน้ำมัน เอามาเพื่อที่จะทำเป็นน้ำมันที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง พัฒนาและก็ทำให้ทางภาคเอกชน ภาครัฐเห็นและก็รับสนองนโยบายมาเพื่อที่จะปรับให้อยู่ในเชิงเศรษฐกิจ ทำธุรกิจได้”

นับจากวันวานจนถึงวันนี้ก็เกิดผลขึ้นมา “เอทานอล” ชัดเจนมาก เอามาใช้ผสมกับน้ำมันเบนซินเป็น “แก๊สโซฮอล์” ได้ ส่วนน้ำมันปาล์มส่วนหนึ่งก็มีการปลูกไม่ได้มากนัก พอน้ำมันแพงขึ้นก็เลยหันเอาน้ำมันปาล์มมาทำเป็นไบโอดีเซล เพื่อทำให้ราคาน้ำมันถูกลง ในช่วงแรกๆ…น้ำมันพวกนี้ใช้ได้เฉพาะรถที่เครื่องรอบต่ำพวกเครื่องยนต์การเกษตร เครื่องสูบน้ำ เครื่องอีแต๋น ทำได้แล้วก็พัฒนาคุณภาพขึ้นมาให้ใช้งานได้ทั่วไป

วิฑูรย์ บอกว่า กรมฯเองก็มีส่วนกำหนดคุณภาพของน้ำมันไบโอดีเซล เพื่อใช้ในรถยนต์จริงๆ โดยการคุยกับต่างประเทศ คุยกับผู้ประกอบการผลิตรถยนต์จนได้มาตรฐานขึ้นมาตัวหนึ่ง สามารถผลิตไบโอดีเซลมาผสมในดีเซลได้ในสัดส่วน ตอนแรกเราผสมกัน 3%…สมัยก่อนผสม 3% พอบอกว่าเป็น 5% ปุ๊บ…เราก็บอกว่าโอเคอันนี้เป็นดีเซล ถ้าเป็นไบโอดีเซลก็เป็น 5% ตอนหลังมาบอกว่าไม่เอาแล้วเราจะไม่มีดีเซลธรรมดาอีกต่อไป ก็เลยผสม “ไบโอดีเซล” ใน “ดีเซล” แล้วก็ไม่ต้องเรียกไบโอดีเซลอีกแล้ว ให้เรียก เป็น “ดีเซล” เฉยๆ ทุกวันนี้ผสมที่ 3%

“กรมฯกำหนดว่าดีเซลทุกหยดในน้ำมันที่ขายในประเทศไทยให้ผสมไบโอดีเซล ไม่เหมือนเบนซินนะ…เบนซินที่ไม่ผสมแก๊สโซฮอล์ก็เป็นเบนซิน เบนซินที่ผสมแก๊สโซฮอล์ก็เรียกว่าแก๊สโซฮอล์”

เหตุผลที่มีการแยกก็เพราะว่า “เอทานอล” มีปฏิกิริยากับวัตถุบางอย่างในเครื่องยนต์…เครื่องยนต์สมัยโบราณก็เลยใช้ไม่ได้ ไม่เหมือนดีเซลที่ปรับคุณภาพจนกระทั่งสามารถใช้กับทุกเครื่องยนต์ได้ ปัจจุบันมีสัดส่วนการผสมไปสูงที่สุดที่อุตสาหกรรมรถยนต์ยอมรับอยู่ที่ 7% แต่เราพยายามที่จะปรับเป็น 10%

จับตาไปที่ “ภาคขนส่ง” สัดส่วนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ช่วงเดือน ม.ค.–ก.ย. 2559 น้ำมันดีเซลถูกใช้ 61%, แก๊สโซฮอล์ 24%, เอ็นจีวี 8%, แอลพีจี 6%, เบนซิน 1%

“ไบโอดีเซล” หลายคนอาจจะสงสัยเติมแล้วมีผลทำให้ประสิทธิภาพ “เครื่องยนต์” เพิ่มลดมากน้อยหรือไม่ อย่างไร? วิฑูรย์ อธิบายว่า ผสม เท่าไหร่ประสิทธิภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงไม่เหมือนแก๊สโซฮอล์ แต่ที่ผสมมากผสมน้อยขึ้นอยู่กับดีมานด์ ซัพพลายของ “ปาล์ม” หรือตัว “ไบโอดีเซล” เอง

หมายความถึงว่า…บางช่วงผลผลิตของปาล์มออกมามาก กระทรวงพลังงานก็ช่วยดูดซับส่วนเกินในการใช้บริโภค ในการใช้อุตสาหกรรมหมายถึง มาใช้ในภาคขนส่ง พูดง่ายๆคือตัวปาล์มเมื่อผลิตมาผลผลิตจากปาล์มเอามาทำปาล์มน้ำมัน จากปาล์มน้ำมันก็มาทำไบโอดีเซล ส่วนหนึ่งไปทำน้ำมันพืช ใส่ปี๊บ…บรรจุขวดสำหรับบริโภค และก็เอาไปใช้กับอุตสาหกรรมส่วนหนึ่ง แยกง่ายๆ 2 หลักใหญ่ ก็คือ 1.เอาไปกิน 2.เอาไปใส่น้ำมันรถ “สัดส่วนก็ประมาณอย่างละครึ่ง ครึ่งหนึ่งของการบริโภคจะคงที่ คนเราบริโภคน้ำมันปาล์มค่อนข้างนิ่ง ตัวเลขจะไม่ค่อยขยับเท่าไหร่ แล้วก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากร ฤดูกาล แต่ไม่สวิงมาก…

ฉะนั้น ถ้าผลผลิตปาล์มออกมามากหักด้วยตัวคงที่ตัวหนึ่งคือเอามากิน ส่วนที่เหลือก็จะเป็นเรื่องของการเอามาผสมในรถยนต์ เรื่องของพลังงาน ถ้าเหลือมากเราก็เอามาใช้มาก ถ้าเหลือน้อยเราก็ใช้น้อย”

“ช่วงที่ผ่านมาแล้งมาก ผลผลิตปาล์มออกมาน้อย ถ้าเอามาผสมมากก็จะดูดมามาก ส่วนที่ใช้กินก็จะไม่พอกิน…ก็จะขาด มีอยู่ช่วงที่ก่อนหน้านี้เราไปสำรวจดูปรากฏว่าน้ำมันปาล์มขวดตามชั้นในห้างหายไป จำกัดการขาย คนซื้อ ซื้อได้ไม่เกิน 2 ขวด ก็แสดงว่าสถานการณ์เริ่มตึงตัว”

ในขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาน้ำมันสำหรับบริโภคอยู่ที่ขวดหนึ่งไม่เกิน 42 บาท ช่วงที่น้ำมันปาล์มขาด ราคาก็สูง จึงกำหนดเพดานไว้ไม่ให้สูงเกินนี้ ปัญหามีว่าพอชนปุ๊บโรงงานก็ไม่อยากทำเพราะว่าขาดทุน ปาล์มซื้อมาต้นทุนสูงให้ขายแค่ 42 บาท ส่วนต่างกำไรมีนิดเดียว

แต่ว่า…เพดานราคาฝั่งพลังงานไม่ได้กำหนด ฉะนั้น พอเพดานทางนี้ (ด้านบริโภค) ไปไม่ได้ก็มีแผนส่งไปภาคพลังงานมาก พอส่งมาที่ภาคพลังงานมากบริโภคก็ขาด วิธีการของกรมฯ ของกระทรวงพลังงานคือ…เราต้องการที่จะสมดุลรอบด้านทั้งเรื่องราคาและปริมาณ ก็ลดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลลงเพื่อให้เหลือมากพอที่จะไปบริโภค

กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เป็นหน่วยงานที่จะช่วยดูแล ดูกลไกที่เกี่ยวข้อง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเลขที่ว่ามีมากมีน้อย ราคาเป็นเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักในการพิจารณา

ถ้าเกิดไบโอดีเซลต้นทุนสูงขึ้น ราคาน้ำมันจะสูงตามก็จะกลายเป็นโยนภาระมาให้ผู้บริโภคน้ำมันดีเซล และให้รู้ความสำคัญต่อไปอีกว่า “ดีเซล”…เป็นพลังงานที่เอามาใช้กับรถยนต์ขนส่งสินค้าเป็นหลัก ส่วนใหญ่ เป็นต้นทุนของสินค้าเกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุก รถโดยสาร

“น้ำมันดีเซล…แพงขึ้นเมื่อไหร่ สินค้า ภาคขนส่ง…ค่าขนส่งก็แพงขึ้น พอค่าขนส่งสินค้าแพงขึ้น “สินค้า”…ก็แพงขึ้น พอสินค้าแพงขึ้นผู้บริโภคก็รับภาระอยู่ดี”

อนาคต…เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย ต้องบอกว่า…ถ้าสมมติว่าเรานำเข้ามาก บริโภคมาก ราคามูลค่าก็สูง แปลว่า เราก็ขาดดุลการค้ามาก เราอาจจะต้องปลูกข้าวมากขึ้นเพื่อที่จะเอาข้าวไปแลกน้ำมันเขามาใช้ เหมือนกับชาวนาปลูกข้าวแทบตายขายได้เงินอยู่ 10 บาท เอาไปซื้อน้ำมันได้ 1 ลิตร

…ก็ไม่รอด มีชีวิตอยู่ไม่ได้ มูลค่าสู้กันไม่ได้

“ลดการนำเข้า พึ่งพาตนเอง” เป็นหัวใจสำคัญที่ต้องทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม…ราคาน้ำมันจะสวิงขึ้นสูงแค่ไหนในอนาคตเราต้องอยู่ได้ด้วย… อยู่ได้ยังไง อยู่ได้ด้วยพืชพลังงาน เพราะว่าเราสามารถปลูกเองได้

วิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ฝากทิ้งท้ายว่า “คนเรามักจะมองการหาเงิน หารายได้ แต่ผมมองว่าถ้าเกิดคุณประหยัด ได้ ลดรายจ่ายลงก็เท่ากับหาเงินได้…ไม่จำเป็นต้องไปหาเงินมา

…น้ำมัน…พลังงานก็เหมือนกัน วันนี้ดูเหมือนราคาจะถูกลงต่อให้เหลือลิตรละ 20 กว่าบาทก็ไม่ได้แปลว่าถูก คุณต้องใช้อย่างประหยัด ให้คุ้มค่า…คุณทำได้เท่าไหร่ก็ช่วยประเทศชาติได้เท่านั้น”.

 

รฟท. ร่วม ตำรวจรถไฟ อำนวยความสะดวกคนเข้ากรุงฯ-จัดระเบียบหัวลำโพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/758817

19 ต.ค. 2559 19:27

รฟท. ร่วม ตำรวจรถไฟ อำนวยความสะดวกคนเข้ากรุงฯ-จัดระเบียบหัวลำโพง

19 ต.ค. 2559 19:27

การรถไฟฯ ร่วมกับกองบังคับการตำรวจรถไฟ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เดินทางทางรถไฟมายังกรุงเทพมหานคร เพื่อเดินทางต่อไปสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

วันที่ 19 ตุลาคม นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย และ พันตำรวจเอกสุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้บังคับการตำรวจรถไฟ ร่วมปล่อยแถวเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของการรถไฟ ตำรวจรถไฟ และเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่ภายในสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) ดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวกการเดินทาง และจัดการจราจรให้แก่ประชาชน ที่เดินทางโดยสารทางรถไฟ มายังกรุงเทพมหานคร เพื่อเดินทางต่อไปร่วมสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งการดูแลในพื้นที่นี้ จะประกอบด้วยภารกิจสำคัญ เช่น การจัดการจราจร ให้ผู้เดินทางที่จะมีการเดินทางต่อเชื่อมไประบบขนส่งอื่นให้เกิดความคล่องตัว ทั้งในส่วนของรถไฟฟ้าใต้ดิน และรถเมล์โดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) การอำนวยการจราจรหน้าสถานี ไม่ให้เกิดการติดขัด การจัดพื้นที่ บริเวณที่มีจิตอาสานำอาหารและเครื่องดื่มน้ำมามอบให้กับประชาชนที่เดินทางโดยสารทางรถไฟจากต่างจังหวัดมาถึงกรุงเทพฯ เพื่อให้พื้นที่เกิดความเป็นระเบียบ สะอาด ไม่กีดขวางการสัญจรเดินทางภายในสถานี เนื่องจากขณะนี้บรรยากาศในสถานีรถไฟหัวลำโพงมีประชาชนจำนวนมาก ที่เดินทางเข้าสู่กรุงเทพ แล้วจะเดินทางต่อไปยังท้องสนามหลวง

นอกจากนี้ การรถไฟฯ ร่วมกับหลายหน่วยงาน ภาครัฐและเอกชน แจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม เสื้อสีดำ และโบดำแก่ประชาชนที่เดินทางเข้ารวมถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า รฟท.ได้ผนึกหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐและเอกชน แจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม เสื้อสีดำ แลโบดำแก่ประชาชนที่เดินทางเข้ารวมถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมสั่งเปิดพื้นที่ใช้สถานีกรุงเทพ เป็นจุดอำนวยความสะดวกให้ภาครัฐและเอกชน ใช้เป็นจุดแจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม ข้าวของการเดินทางประชาชน ตลอดจนจัดโครงการอุปสมบทหมู่ พนักงานและลูกจ้างการรถไฟฯ 89 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล 15 วัน.