ยึดอำนาจ ขสมก.ดูแลรถเมล์-รถร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ย. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736567

 

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบยกเลิกมติ ครม.เดิมเมื่อวันที่ 11 ม.ค.2526 ที่ระบุให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เป็นผู้ประกอบการเดินรถเพียงรายเดียว และรถร่วมฯเอกชนจะต้องทำสัญญาเข้าร่วมเดินรถกับ ขสมก. โดยหลังจากที่มติ ครม.เดิมดังกล่าวยกเลิกแล้ว จะทำให้รถร่วม ขสมก.จะต้องมาขอใบอนุญาตกับกรมการขนส่งทางบก ซึ่งจะทำให้เกิดความชัดเจนในบทบาทและแนวทางกำกับดูแลการเดินรถโดยสารในกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยกำหนดให้กรมการขนส่งทางบกเป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) แต่เพียงผู้เดียว และให้ ขสมก.เป็นเพียงผู้ประกอบการเดินรถ (Operator) รายหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันด้านการให้บริการเดินรถประจำทางในกรุงเทพฯอย่างเป็นธรรม

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า รถร่วม ขสมก.ที่มีสัญญากับ ขสมก.ในปัจจุบันมีทั้งสิ้น 111 สัญญา มีเส้นทางให้บริการรวมทั้ง ขสมก. และรถร่วม ขสมก.กว่า 225 เส้นทาง ครอบคลุมระยะทางกว่า 6,000 กิโลเมตร และหากให้มาอยู่ภายใต้การกำกับของกรมการขนส่งทางบก ขนส่งก็ได้มีการเตรียมความพร้อมด้วยการปรับเส้นทางที่จะให้บริการของ ขสมก.และรถร่วม ขสมก.เพิ่มเป็น 250-256 เส้นทาง ครอบคลุมระยะทาง 7,000 กิโลเมตร ส่วนสัญญาที่เอกชนรถร่วมมีอยู่กับ ขสมก.ขณะนี้ให้ดำรงอยู่ต่อไปจนกระทั่งปี 2561 จากนั้นหากรถเมล์ ขสมก.และรถร่วม ขสมก.ประสงค์ให้บริการ ต้องมาขออนุญาตกับกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น

“แผนปฏิรูประบบรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล จะแก้ไขปัญหาการเดินรถโดยสารประจำทาง ที่มีเส้นทางทับซ้อนและไม่ครอบคลุม ให้สามารถตอบสนองความต้องการเดินทางของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”.

 

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเจาะคุกสหรัฐ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736562

 

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ทูตพาณิชย์และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ (เอชทีเอ) ในสหรัฐฯ ได้ร่วมกันทำการตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยเข้าสู่เรือนจำของสหรัฐฯ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเปรียบเสมือนสินค้ามูลค่าสูงทดแทนการใช้จ่ายในรูปเงินตรา อีกทั้งมีรสชาติถูกปากและมีความหลากหลาย จึงกลายเป็นอาหารยอดนิยมสำหรับนักโทษในเรือนจำ ทั้งนี้ ภายในเรือนจำสหรัฐฯ มีระบบเศรษฐกิจของตนเอง นักโทษไม่ได้ใช้จ่ายด้วยเงินสด แต่ใช้ระบบการแลกเปลี่ยนสินค้า โดยสินค้าแต่ละประเภทจะมีมูลค่าแตกต่างกัน ซึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกยกให้เป็นมาตรฐานทองคำในระบบเรือนจำ “ปัจจัยหลักที่ทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้รับความนิยมในหมู่นักโทษ เพราะคุณภาพและรสชาติที่ไม่ถูกปากของอาหารในเรือนจำ ส่งผลให้นักโทษจำนวนมากต้องบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทดแทนอาหารหลัก นอกจากราคาถูกมีรสชาติดีกว่าอาหารเรือนจำแล้ว ยังง่ายต่อการปรุงและให้พลังงานสูง อีกทั้งยังหาซื้อได้ที่ร้านค้าของเรือนจำด้วย”

นางมาลีกล่าวต่อว่า การส่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้าไปเจาะตลาดเรือนจำสหรัฐฯ ตามยุทธศาสตร์ผลักดันการส่งออกที่เน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม (นีช มาร์เก็ต) เนื่องจากได้ศึกษาระบบเศรษฐกิจในเรือนจำสหรัฐฯ พบว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นเงินตราสำคัญในเรือนจำและประยุกต์ใช้หลากหลาย เช่น นำมาบริโภค หรือใช้แลกเปลี่ยนซื้อสินค้าอื่น เช่น แปรงสีฟัน เสื้อผ้า ผลไม้ สำหรับสถิติการส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและอาหารสำเร็จรูปไทยไปทั่วโลกพบว่า ปี 58 ส่งออกรวม 1,069 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยส่งออกไปสหรัฐฯสูงเป็นอันดับหนึ่ง 170 ล้านเหรียญฯ ส่วน 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) ปี 59 ส่งออกเพิ่มขึ้น 4.6% คิดเป็น 640 ล้านเหรียญฯ โดยส่งออกไปสหรัฐฯ 95 ล้านเหรียญฯ ตามด้วยจีน ฟิลิปปินส์ และเมียนมา.

 

เอไอเอสกระตุกราคาเน็ตบ้าน เทกระจาดอัดแพ็กเกจลดสะใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ย. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736556

 

นายศรัณย์ ผโลประการ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานบริหารธุรกิจฟิกซ์ บรอดแบนด์ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า ในฐานะน้องใหม่ในวงการ เอไอเอสได้ตัดสินใจปรับลดราคาอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงบรอดแบนด์ตามบ้าน (ฟิกซ์ บรอดแบนด์) ลงอีก โดยแพ็กเกจล่าสุดเริ่มต้นที่เดือนละ 590 บาท สำหรับความเร็ว 20/7 Mbps โดยหากเป็นลูกค้าเอไอเอส ราคาจะได้ปรับลดลงอีกเหลือ 531 บาท ต่ำกว่าบรอดแบนด์บนเทคโนโลยี VDSL ของคู่แข่งที่กำหนดราคาที่ 590 บาทต่อเดือนในความเร็ว 20/4 Mbps

ทั้งนี้ เมื่อต้นปี 2559 เอไอเอสไฟเบอร์มีลูกค้าอยู่ที่ 45,000 ราย แต่ปัจจุบันลูกค้าขยับขึ้นเป็น 200,000 รายแล้ว และคาดว่าสิ้นปี น่าจะจบลงที่ 300,000 ราย ส่วนสิ้นปีหน้าคาดว่าลูกค้าน่าจะขยับขึ้นเป็น 800,000 รายได้ โดยเอไอเอสมีเป้าหมายในระยะยาวในการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ให้บริการเบอร์ 3 ในตลาดร่วมกับทรูและทีโอที

“ลูกค้าเอไอเอส ไฟเบอร์ ครึ่งหนึ่งมาจากลูกค้าที่ใช้บริการรายอื่นมาก่อน แต่ต้องการใช้ไฟเบอร์แท้ 100% ที่มีคุณภาพมากกว่า ADSL และ VDSL ซึ่งเอไอเอสเป็นผู้ให้บริการรายแรกและรายเดียวในประเทศที่ให้บริการผ่านไฟเบอร์ออพติก โดยลูกค้าอยู่ใน กทม. 40% และต่างจังหวัด 60% และกว่า 70% เป็นลูกค้ามือถือเอไอเอส”.

 

นิตยสาร The End EP.1 ปิดตำนาน ‘สกุลไทย C KiDs’ หมดแรงสู้ ขออำลาแผง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736087

 

62 ปี ของนิตยสารเก่าแก่อย่าง ‘สกุลไทย’ เป็นอันต้องหยุดการพิมพ์ จากพิษเศรษฐกิจ และความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้อ่าน ขณะเดียวกัน C-KiDs Express นิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ที่เหลืออยู่เพียงหัวเดียวก็อำลาแผงเช่นกัน วันนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกับวงการสิ่งพิมพ์?

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอนำเสนอรายงานพิเศษ ซีรีส์นิตยสาร The End เจาะลึกปัญหาของวงการสิ่งพิมพ์กับสิ่งที่พวกเขาต้องประสบพบเจอ รวมทั้งมุมมองของเอเจนซี่แหล่งเงินทุนของนิตยสารว่า เกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงต้องลดเม็ดเงินในการลงสื่อประเภทนี้ …

ไล่เรียงไทม์ไลน์นิตยสารไทยเก่าแก่ที่สุด 5 อันดับ

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยประวัติศาสตร์สื่อสารมวลชนในประเทศไทย โดยมีนิตยสารที่เก่าแก่ที่สุด 5 อันดับ ได้แก่

1. “สตรีสาร” เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2490 ฉบับสุดท้ายของนิตยสารสตรีสาร คือ ฉบับที่ 52 เดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2539

2. “สกุลไทย” เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2497 เป็นนิตยสารเน้นนวนิยายเป็นหลัก และมีสารคดี คอลัมน์ปกิณกะบันเทิงประกอบ จะปิดตัวลงปี พ.ศ. 2559

3. “สังคมศาสตร์ปริทัศน์” เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2499 เป็นวารสารทางวิชาการยุคแรกของไทย ปิดตัวลงในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519

4. “ขวัญเรือน” เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2511 เป็นนิตยสารสำหรับผู้หญิงและครอบครัวที่รวบรวมสาระและความบันเทิงทุกแขนงไว้เพื่อกล่อมเกลาชีวิต ปัจจุบันยังวางจำหน่ายอยู่

5. “กุลสตรี” เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2513 เป็นนิตยสารสำหรับกลุ่มผู้หญิงเช่นกัน ปัจจุบันยังวางจำหน่ายอยู่


C-KiDs ปี 2537 (ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก C-KiDs Express)

ปิดตำนาน 22 ปี นิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ฉบับสุดท้าย
ปิดฉากนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ ‘C-KiDs Express’

C-KiDs Express นิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ที่เหลืออยู่เพียงหัวเดียวบนแผงหนังสือ ของสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมิกส์ ในที่สุด ก็ได้เดินทางมาถึงเล่มที่ 43/2016 เป็นเล่มสุดท้ายแล้ว วางแผงเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 59 ที่ผ่านมา โดยถือเป็นการปิดตำนานนิตยสารการ์ตูนไทยลงอย่างสมบูรณ์ หลังนิตยสารการ์ตูนคู่แฝด ที่เปิดตัวมาพร้อมกัน อย่าง BOOM ยุติการวางจำหน่ายไปเมื่อปี 57 ที่ผ่านมา

แม้นว่า… C-KiDs จะมีการปรับกลยุทธ์ เพื่อต่อสู้กับสารพัดปัญหาที่รุมเร้าวงการสิ่งพิมพ์ในระยะหลัง ชนิดที่เรียกว่า “สู้ขาดใจ ด้วยจิตวิญญาณอันลุกโชน” ถึงขนาดลงทุนไปเปิดการเจรจากับเจ้าของลิขสิทธิ์การ์ตูนดังในประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นที่ชื่นชอบของแฟนการ์ตูนในประเทศไทย อาทิ วันพีช ยอดนักปรุงโซมะ รักลวงใจ เป็นต้น เพื่อขอนำต้นฉบับมาตีพิมพ์ในประเทศไทย ให้เร็วเกือบจะเท่าทันกับที่วางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นก็ยอม!

แต่แล้ว การแพร่ระบาดของบรรดาเว็บสแกนการ์ตูนเถื่อน ที่ทั้งหาอ่านได้แสนง่ายดายและฟรี แถมยังไร้อำนาจรัฐ เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย …22 ปี ที่สร้างตำนานให้กับวงการการ์ตูนไทย ก็ถึงคราว The End!

และบทสนทนาสุดท้าย ระหว่าง ลูฟี่ พระเอก จาก วัน พีช มังงะที่โด่งดังที่สุดในทศวรรษนี้ กับ เรือ Going merry ในซีนที่ทรงพลังที่สุด จนทำให้บรรดาสาวก หลั่งน้ำตาอย่างช่วยไม่ได้ ที่น่าจะเหมาะกับช่วงเวลาแห่งการร่ำลา ตำนานการ์ตูนฉบับนี้ ก็คือ…

Going merry ได้กล่าวอำลาพวกพ้องโจรสลัดหมวกฟาง เอาไว้ว่า “ขอโทษนะ อยากจะพาทุกคนไปให้ไกลมากกว่านี้ อยากจะอยู่กับทุกคนตลอดไปจริงๆ มีความสุขที่สุดเลย ขอบคุณที่ดูแลกันมาจนถึงวันนี้”

‘สกุลไทย’ ยุติบทบาทสื่อสิ่งพิมพ์จากพิษเศรษฐกิจ ปัดเกี่ยวเจ้าของเสียชีวิต

นิตยสารหัวเก่าแก่ที่เพิ่งมีข่าวว่ากำลังจะปิดตัว คือ ‘สกุลไทย’ ทีมข่าวฯ ได้พูดคุยกับแหล่งข่าว ผู้ทำงานอยู่ในนิตยสารสกุลไทยมากว่า 20 ปี โดย แหล่งข่าวได้ออกมาเปิดเผยถึงสาเหตุที่สกุลไทยต้องปิดตัวลงว่า เนื่องด้วยสภาพเศรษฐกิจเป็นระยะเวลามากกว่า 1 ปีแล้วที่ทำให้นิตยสารต้องขาดทุนมาโดยตลอด คนที่เคยซื้ออ่านก็หันมาอ่านตามห้องสมุด ทำให้ยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มคนอ่านรุ่นใหม่ก็อ่านตามพ่อกับแม่ ขณะที่กลุ่มผู้อ่านที่เป็นวัยรุ่นก็ไม่ได้ซื้ออ่าน ประกอบกับเรื่องของโฆษณาค่อยๆ ลดน้อยลง และเอเย่นต์สายส่งเริ่มปิดตัว เรื่องราวต่างๆ เริ่มส่งสัญญาณมาเป็นระยะๆ แล้ว ในท้ายที่สุด เมื่อไปต่อไม่ไหวผู้บริหารจึงเล็งเห็นว่า ควรจะปิดตัวดีกว่า ซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินใจที่นานและยากมาก แต่อย่างไรก็ตาม ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเจ้าของที่เพิ่งเสียชีวิต เพราะป่วยมานานแล้ว


แฟนเพจสกุลไทยรายสัปดาห์ โพสต์ประกาศการปิดตัวลงเพราะพิษเศรษฐกิจ
หนังสือหัวเก่า รูปลักษณ์ไม่งาม ตัวอักษรเยอะ ดึงคนรุ่นใหม่หยิบอ่านยาก

แหล่งข่าว (ไม่ประสงค์ออกนาม) เล่าต่อว่า สกุลไทยจะมีกลุ่มผู้อ่านตั้งแต่อายุ 35 ปีขึ้นไปจนถึงวัยสูงอายุ หากเป็นวัยรุ่นก็จะต้องเป็นนักอ่าน เนื่องจากนิตยสารมีตัวหนังสือค่อนข้างเยอะ ส่วนคอนเทนต์จะมีนวนิยายเป็นเนื้อหาหลักมากถึง 15 เรื่อง จนล่าสุดปรับให้เหลือ 11 เรื่อง มีสารคดี คอลัมน์ปกิณกะบันเทิงต่างๆ เป็นส่วนประกอบ และมีนักเขียนเก่งๆ ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในสังคมมาร่วมแชร์ไอเดียลงในหนังสือควบคู่กันไปด้วย

สำหรับปัญหาของคนทำนิตยสารนั้น ด้วยความที่สกุลไทยเป็นหนังสือหัวเก่าแก่ จะมีปัญหาในเรื่องของการดึงคนอ่านรุ่นใหม่ให้มาอ่านสกุลไทย และรูปลักษณ์ที่ไม่ได้เป็นหนังสือสวยงาม แต่จะเน้นไปที่เนื้อหามากกว่าทำให้คนรุ่นใหม่ไม่คิดจะจับ จนมีช่วงหนึ่งที่ถือเป็นปรากฏการณ์ของสกุลไทย คือ เปลี่ยนรูปแบบเป็นสไตล์เปรี้ยว คนอ่านรุ่นเก่าๆ ก็ไม่ค่อยชอบ แต่รุ่นใหม่จะชอบ แต่ด้วยความที่ช่วงอายุห่างกันมาก รสนิยมความสวยงามย่อมมองต่างกัน ซึ่งปัจจุบันปรับให้เปรี้ยวน้อยลง แต่ยังคงความสวยงามแบบเดิมๆ อยู่ให้คุณยายรับได้ เลือกตรงกลางให้ถูกใจทุกคน เพราะสุดโต่งในด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ หากต้องการลูกค้าใหม่ก็ต้องทิ้งลูกค้าเก่า ซึ่งเป็นความยากของการทำนิตยสาร โดยเฉพาะนิตยสารเก่าแก่อย่างสกุลไทย


บุญปรุง ศิริธร นางแบบบนปกสกุลไทยฉบับแรกออกวางตลาดเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2497
‘สกุลไทย’ ขอยอมปิดตัว! หากต้องตัดนักเขียน ลดคุณภาพ

อย่างไรก็ดี หลายๆ คนมักจะตั้งคำถามว่า เพราะสกุลไทยไม่ปรับตัวใช่ไหม ในฐานะผู้คลุกคลีกับสกุลไทยมานาน ขอยืนยันว่า สกุลไทยได้พยายามอย่างที่สุดในการปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นปรับคอนเทนต์ เพิ่มคอลัมน์ตอบปัญหาวัยรุ่นให้มีเซกชั่นของนักเรียนนักศึกษาวัยรุ่นมากขึ้น กราฟิกหน้าปกก็ปรับมาแล้ว ลดหน้ามาจาก 130 เหลือ 100 กว่า ทั้งหน้าสี ขาวดำ ปรับให้กระชับ และบอกกับคอลัมนิสต์ทุกท่านให้พยายามทำให้เนื้อหากระชับ แต่คงความสละสลวยของเนื้อหาอยู่ ให้มีคุณภาพอยู่ในจุดที่ทำได้และอยู่ได้ ทำได้เท่านี้จริงๆ หากรูปเล่มสวยงาม มีกระดาษสีเพื่อให้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ แต่ต้นทุน โฆษณาไม่มี ซึ่งเวลานี้สกุลไทยพิมพ์ในราคาที่เกินต้นทุนอยู่แล้ว

“ในสมัยหนึ่งสกุลไทยมียอดพิมพ์ที่สูงมากในขั้นที่สามารถอยู่ด้วยยอดขายได้ แต่ด้วยภาวะทุกๆ อย่างคนอ่านก็ลดลง คนที่เหนียวแน่นเป็นแบรนด์ลอยัลตี้กับเราอาจจะเสียชีวิตไปบ้างก็ส่งต่อมาถึงรุ่นหลานก็ยังมีซื้อกันอยู่บ้าง มีจำนวนยอดพิมพ์ที่พอสมควรเมื่อเทียบกับเล่มอื่นๆ ที่อยู่ในระดับเดียวกันก็ยังพอได้แต่มันไม่คุ้มทุน ด้วยการพิมพ์ จำนวนต้นฉบับ เราเองก็มีนักเขียนนอกเยอะ ถ้าเราตัดคนใดคนหนึ่งไปคุณภาพก็ลดลง ซึ่งเรายอมที่จะปิดดีกว่าถ้าเป็นแบบนั้น” ผู้เติบโตกับสกุลไทย กล่าว


สกุลไทย พยายามอย่างยิ่งในการปรับตัว เพื่อให้อยู่รอด
“ราคานิตยสารเล่มเดียว ถูกกว่ากาแฟแก้วหนึ่งเสียอีก”

ทีมข่าวฯ ถามต่อว่า การที่มีคนนำเนื้อหาไปลงให้อ่านฟรีในเว็บ เป็นผลทำให้คนไม่ซื้ออ่านหรือเปล่า? แหล่งข่าว ระบุว่า “สกุลไทยยังไม่ได้มองถึงจุดนั้น อาจจะไม่ได้เจอและไม่ได้ไปหา แต่เข้าใจว่ามีอยู่บ้าง แต่ถ้ามันเป็นจริงแบบนั้นก็น่าเสียใจ แต่ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็ไม่เป็นไร เราโฟกัสกับการทำหนังสือมากกว่า เราก็อยากจะได้รับการสนับสนุนที่เราทำงานเต็มที่ เพราะการทำหนังสือเล่มหนึ่งไม่ง่าย มันต้องใช้ศาสตร์และศิลป์ในการทำ จำนวนคนอีกเกิน 100 คนกว่าจะออกมา 1 เล่ม ราคาแค่ 55 บาท อย่างที่คนในวงการพูดกันว่า ราคานิตยสารเล่มเดียวถูกกว่ากาแฟแก้วหนึ่งเสียอีก เราก็อาจจะทำหนังสือไม่ดีหรือไม่โดนใจผู้อ่านก็ได้ ส่วนเรื่องราคาก็ถือว่าถูกมากแล้ว”

ขอพิสูจน์ฝีมือ ‘สกุลไทย’ ฉบับสุดท้ายให้ดีที่สุด

อยากให้พูดถึงความรู้สึกหลังจากที่ร่วมงานมากว่า 20 ปี? แหล่งข่าว นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “เรื่องใจหายก็มีบ้าง สกุลไทยเป็นออฟฟิศเล็กๆ เป็นเจ้าของเดียวมาตลอดตั้งแต่ก่อตั้ง เราทำกันแบบครอบครัว บางคนอยู่มา 50 ปีน่าจะได้ ประกอบกับเราเป็นคนที่อ่านสกุลไทยตั้งแต่เด็ก มีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดเนื้อหาไปสู่สังคม เราจะไม่ได้มีโอกาสที่ทำงานที่หล่อหลอมตัวเราเพราะสกุลไทยให้อะไรกับเราเยอะ เติบโตมาพร้อมกันก็เสียใจ แต่ในความเสียใจเราก็ได้ทำเต็มที่ของคนที่ทำหนังสือแล้ว ในฐานะคนทำหนังสือในสิ่งที่เราทำได้ให้ดีที่สุด เป็นการพิสูจน์ฝีมือว่าฉบับสุดท้ายเราจะทำอะไรให้กับคนอ่านได้บ้างให้ดีที่สุด ก็ต้องแปลความรู้สึกพวกนี้มาเป็นพลังให้สามารถทำงานต่อไปได้”

ท้ายที่สุดนี้ อยากบอกอะไรกับนักอ่านหนังสือบ้าง? หนึ่งในผู้ร่วมหัวจมท้ายกับสกุลไทย กล่าวว่า “เราอยากเห็นวงการนิตยสารอยู่ต่อไปได้ยาวๆ กับคนอ่าน นิตยสารเล่มหนึ่งใช้พลังเยอะมาก ถ้าเป็นไปได้ชอบเล่มไหนให้อุดหนุนเล่มนั้น อย่าให้ล้มหายตายจากไป มันเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย เพราะมันไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้อีกแล้ว”


อุดหนุนนิตยสารที่ชื่นชอบ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้อ่านอีก
เปิดใจเจ้าของคู่สร้างคู่สม วิกฤติสิ่งพิมพ์ยังฝ่าไหว

ขณะเดียวกัน ในฐานะนิตยสารรุ่นเก๋าอย่าง ‘คู่สร้างคู่สม’ ก็ถือว่าเป็นนิตยสารเก่าแก่อีกหัวหนึ่งเช่นกัน วันนี้ ทีมข่าวฯ มีโอกาสพูดคุยกับนายดำรง พุฒตาล เจ้าของนิตยสารคู่สร้างคู่สม ถึงจุดยืนที่ทำให้คู่สร้างคู่สมยังคงยืนหยัดฝ่าวิกฤติมาจวบจนทุกวันนี้ได้

นายดำรง เปิดเผยกับทีมข่าวฯ ว่า เมื่อ 37 ปีที่แล้ว คู่สร้างคู่สมเลือกกลุ่มคนอ่านที่เป็นผู้หญิง เนื้อหาจะไม่ค่อยใส่ใจกับกลุ่มผู้ชาย แต่หลังจากนั้นมาเริ่มขยายกลุ่มผู้อ่านมาเป็นทั้งกลุ่มผู้หญิงและผู้ชาย โดยเพิ่มเนื้อหาที่ผู้ชายชอบอ่าน เช่น เรื่องผจญภัย ไปท่องเที่ยวในทวีปแอฟริกา ซึ่งมาจากประสบการณ์ของตัวเอง ส่วนกลุ่มผู้อ่านที่เป็นวัยรุ่นนั้น มองว่าปัจจุบันสถิติเด็กเกิดน้อย ทำให้ในอนาคตอาจจะมีกลุ่มวัยรุ่นน้อยกว่ากลุ่มผู้ใหญ่ ฉะนั้น การเลือกกลุ่มผู้อ่านจึงเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง

ทั้งนี้ สิ่งที่คนทำนิตยสารกระทบอย่างมาก คือ เรื่องของเศรษฐกิจ สำหรับคู่สร้างคู่สมเองหากไม่มีโฆษณาก็สามารถอยู่ได้ มีกำไรบ้างพอสมควร ขณะเดียวกัน หากมีโฆษณาก็ทำให้อยู่ได้ดีขึ้น เดิมทีคู่สร้างคู่สมออกเป็นรายสัปดาห์ เดือนละ 4 เล่ม เล่มละ 30 บาท และได้ปรับมาเป็นรายทศ ออกทุกๆ 10 วัน เดือนละ 3 เล่ม เพราะผู้อ่านบางคนเลือกที่จะนำเงินที่ซื้อหนังสือไปซื้ออย่างอื่นดีกว่า เพราะสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีด้วย


สำหรับคู่สร้างคู่สมเองหากไม่มีโฆษณาก็สามารถอยู่ได้ มีกำไรบ้างพอสมควร ขณะเดียวกัน หากมีโฆษณาก็ทำให้อยู่ได้ดีขึ้น
ดิจิตอลป่วนโลก พฤติกรรมผู้อ่านเปลี่ยน เงินโฆษณาถูกแบ่งไปช่องทางอื่น

นายดำรง กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีระบบโทรทัศน์หลากหลายช่อง ทำให้เงินค่าโฆษณาต้องถูกแบ่งเป็นก้อนเค้ก และไม่น่าเชื่อว่า ปัจจุบันสปอตโฆษณาบางรายการบางสถานี ราคาถูกพอๆ กับสปอตโฆษณาทางวิทยุด้วยซ้ำ รวมทั้งมีระบบดิจิตอลเข้ามาป่วนโลก ทำให้ผู้อ่านสามารถหาข้อมูลข่าวสารบันเทิงได้จากระบบดิจิตอล อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ จากที่สมัยก่อนหากผู้อ่านต้องการจะไปเที่ยวต่างประเทศ ก็อาจจะต้องเปิดคู่สร้างคู่สม ซึ่งมีคอลัมน์ท่องเที่ยวอยู่มาก แต่ปัจจุบันนี้สามารถเปิดในอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมีข้อมูล รูปภาพละเอียดกว่านิตยสาร ซึ่งก็เป็นสิ่งที่มาดึงผู้อ่านนิตยสารไป

“คนปัจจุบันไม่ค่อยอ่านหนังสือ เพราะคนสามารถหาอะไรได้ง่ายกว่า แต่ว่าข้อมูลที่มาในระบบโซเชียลมีเดียมันไม่ได้มีการกลั่นกรองออกมาก่อน เชื่อถือแทบไม่ได้ ไม่เหมือนนิตยสารที่ต้องมีคนรับผิดชอบก่อนผลิต ซึ่งคู่สร้างคู่สมกำลังทำอยู่ คือการให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและไม่ผิดเพี้ยน” ผู้ก่อตั้งคู่สร้างคู่สม กล่าว


36 ปีของคู่สร้างคู่สม ยังคงสามารถผงาดอยู่บนแผงหนังสือได้จนถึงปัจจุบัน (ขอบคุณภาพจาก Magazinedee)
คู่สร้างคู่สม ไม่อหังการแม้ยอดขายหลักแสน ย้ำยังปรับตัวเสมอ

36 ปีของคู่สร้างคู่สม ยังคงสามารถผงาดอยู่บนแผงหนังสือได้จนถึงปัจจุบัน แม้จะมีโฆษณาลดลง แต่ยังมียอดขายแต่ละฉบับเป็นแสนเล่ม หัวเรือใหญ่แห่งคู่สร้างคู่สม กล่าวว่า “คู่สร้างคู่สมเราเป็นกันเองกับผู้อ่าน เราไม่มีแฟชั่น เราไม่มีนิยาย ไม่มีเรื่องเหนือจากความเป็นจริง เราเป็นมิตรกับผู้อ่าน เราช่วยเหลือผู้อ่าน คือ จุดขายของคู่สร้างคู่สม

แต่อย่างไรก็ดี คู่สร้างคู่สมยังอยู่ได้แต่ไม่ได้อหังการว่าจะอยู่ได้นาน เพราะว่ามันเป็นปัจจัยภายนอก ในตัวคู่สร้างคู่สมเราปรับตัวแทบจะทุกเล่ม ปรับตัวอยู่ตลอดเลย เช่น ปรับคอลัมน์ เนื้อหา ไม่ปรับอย่างเดียวคือหน้าปก ซึ่งมันจะอยู่ได้นานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของโลก เราไม่กล้าอหังการว่าจะอยู่ได้ตลอดไป แต่ว่าก็จะตั้งใจทำเท่าที่ผู้อ่านจะติดตามอ่านเราต่อไป”

เมื่อถามถึงทางรอดของนิตยสารว่า มีวิธีใดบ้างให้นิตยสารยังคงอยู่ต่อไปนั้น นายดำรง ไม่สามารถให้คำตอบในข้อนี้ได้ เพราะกำลังหาคำตอบให้กับคู่สร้างคู่สม เพื่อจะให้คงอยู่ต่อไปได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม รายงานพิเศษซีรีส์ นิตยสาร The End ในตอนหน้านั้น จะเป็นการวิเคราะห์ถึงวิกฤติสื่อสิ่งพิมพ์ จากความเห็นของคนดังที่คิดต่างกัน ฝั่งหนึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ และฝั่งหนึ่งเป็นนักการตลาด…อายุขัยของนิตยสารคือวันใด และทางรอดของนิตยสารมีหรือไม่ ต้องติดตาม!

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

ขอบคุณภาพจาก

C-KiDs Express
สกุลไทยรายสัปดาห์ (Sakulthai Weekly Magazine) 

อ่านเพิ่มเติม

นิตยสาร The End EP.2 สื่อกระดาษ vs สมาร์ทโฟน เดิมพันสุดท้ายใครแน่กว่า?

นิตยสาร The End EP.3 ใต้แอดมินรวยมาก เอเจนซี่เทใจ ทำสิ่งพิมพ์เจียนตาย?


    • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
      reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

 

ยอดร้องเรียนบริการห่วยพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ย. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736542

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลสถิติรับเรื่องร้องเรียนด้านโทรคมนาคมของสำนักงาน กสทช. ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 54-31 ส.ค.59 พบว่า เรื่องที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามายังสำนักงาน กสทช. มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยปี 55-56 มีปริมาณเพิ่มขึ้นจาก ปี 54 ราว 3-8% โดยปี 54 มียอดร้องเรียน 2,184 เรื่อง ต่อมาปี 55 เพิ่มเป็น 2,265 เรื่อง และปี 56 เพิ่มเป็น 2,437 เรื่อง ขณะที่ปี 57 มียอดร้องเรียน 2,210 เรื่อง

ปี 58 ยอดร้องเรียนเพิ่มเป็น 2,913 เรื่อง หรือเพิ่มขึ้นจากปี 57 มากถึง 30% ต่อมาปี 59 เพียง 8 เดือนแรก (ม.ค.-ส.ค.) มี 3,224 เรื่อง ซึ่งยอดร้องเรียนที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการประชาสัมพันธ์ให้ร้องเรียน มายังศูนย์รับเรื่องร้องเรียนโทร. 1200 กรณีพบปัญหาจากการใช้บริการโทรคมนาคม อาทิ สายหลุด ย้ายค่ายมือถือเลขหมายเดิมไม่ได้ เป็นต้น

สำหรับปี 59 ตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 ส.ค.59 ที่มีเรื่องร้องเรียนเข้ามามากถึง 3,224 เรื่องนั้น กสทช.สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนและยุติเรื่องร้องเรียนได้ทั้งสิ้น 2,588 เรื่อง คิดเป็น 80.27% และปีนี้ได้แบ่งเรื่องร้องเรียนดังนี้ 1.การบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2,407 เรื่อง 2.บริการอินเทอร์เน็ต 637 เรื่อง 3.บริการโทรศัพท์พื้นฐาน 45 เรื่อง 4.สถานีวิทยุคมนาคม/เสาสัญญาณ 95 เรื่อง.

 

ทางลัดเลื่อนสถานะบัตรทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735772

 

ธีรพล โชติชนาภิบาล จากการบินไทย และ มร.ซานดีพ บาตระ จากซิตี้แบงก์ ร่วมกันเปิดแคมเปญ “Fast Track to Gold Status”.

ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของสมาชิกทั้งสององค์กร ด้วยบริการบินแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ธนาคารซิตี้แบงก์ ร่วมกับ การบินไทย สานต่อความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่แน่นแฟ้นมากว่า 15 ปี มอบสิทธิ์เลื่อนสถานภาพสู่บัตรทอง รอยัล ออร์คิด พลัส ที่ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น แก่สมาชิก รอยัล ออร์คิด พลัส และผู้ถือบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ ในแคมเปญ “Fast Track to Gold Status” เพียงใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ ตั้งแต่ 1.2 ล้านบาทขึ้นไป ภายใน 6 เดือน ระหว่างวันที่ 1 กันยายนนี้ ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2560 และมีการสะสมไมล์จากการเดินทางกับการบินไทย ครบ 28,000 ไมล์ ภายใน 1 ปี และได้รับเอกสิทธิ์มากมายจากการบินไทย และสายการบินพันธมิตร สตาร์ อัลไลแอนซ์ อาทิ ได้รับการอัพเกรดชั้นโดยสารเที่ยวบินไป-กลับ 1 ครั้ง, รับโบนัสพิเศษ 5,000 ไมล์เมื่อได้รับสถานภาพบัตรทอง, สามารถใช้ห้องรับรองรอยัล ซิลค์ เลานจ์ ของการบินไทย และห้องรับรองของ สตาร์ อัลไลแอนซ์ โกลด์ ทั่วโลก สำหรับสมาชิกบัตรทองและผู้ติดตาม 1 ท่าน, การได้ที่นั่งก่อนขณะจอง และเมื่อรอที่สนามบิน รวมถึงการได้รับสัมภาระก่อน อีกทั้งการได้เพิ่มน้ำหนักกระเป๋าอีก 20 กก. หรือการได้เพิ่มกระเป๋าอีก 1 ชิ้น เมื่อมีการจำกัดจำนวนชิ้น.

 

คุมแบงก์ขายประกัน-กองทุน! “บุญทักษ์”หนุนก.ล.ต.-ธปท.จัดระเบียบดูแลลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736541

 

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า พร้อมให้ความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการจัดระเบียบการขายผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุน และกรมธรรม์ประกันภัยผ่านธนาคารพาณิชย์ ยอมรับว่าที่ผ่านมาการขายของพนักงานอาจมีบางส่วนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ธนาคารทหารไทยได้นำระบบเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนการซื้อขายที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า โดยนำระบบวีดิโอคอนเฟอเรนซ์มาใช้ มีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำซื้อขายผลิตภัณฑ์การเงินผ่านระบบออนไลน์ รวมถึงบันทึกบทสนทนาและภาพไว้เป็นหลักฐานด้วย ที่สำคัญธนาคารได้กำชับให้พนักงานเน้นบริการลูกค้าด้วยความจริงใจ ในใบแนะนำผลิตภัณฑ์ห้ามใส่ข้อความตัวอักษรเล็กๆ ต้องอธิบายรายละเอียดให้ลูกค้ารับทราบทุกครั้ง “ผมว่าเป็นเรื่องดี ซึ่งสมาคมธนาคารไทยได้ตั้งกลุ่มงานมากำกับดูแลการขายผลิตภัณฑ์การเงินโดยเฉพาะ เพื่อพัฒนาและดูแลลูกค้าให้ลงทุนในสินค้าที่ตรงความต้องการสูงสุด ห้ามบีบบังคับ”

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า ต.ค.นี้ คปภ.จะลงนามความตกลงกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อกำชับให้ทุกแห่งต้องปฏิบัติตามประกาศ คปภ.เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการออกและเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัย พร้อมทำคู่มือแนะนำการซื้อขายกรมธรรม์แก่ประชาชน หลังพบธนาคารไม่ปฏิบัติตามประกาศ โดยเฉพาะสาขาต่างจังหวัด มีการขายผลิตภัณฑ์การเงินพ่วงประกันโดยไม่ชี้แจงให้ลูกค้ารับทราบอย่างชัดเจน ด้านนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต.เผยว่า ก.ล.ต.อยู่ระหว่างจัดระเบียบการขายผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนของธนาคาร โดยส่งแบบประเมินให้ธนาคารประเมินความพร้อมและประสิทธิภาพการประกอบธุรกิจขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมหรือ Self – Assessment Questionnaire (SAQ) ที่เน้นการยกระดับคุณภาพการขายกองทุนให้ธนาคารพาณิชย์ ให้มีการให้ข้อมูลที่ชัดเจนจากตัวแทนขายตลอดทางตั้งแต่ก่อนซื้อขณะซื้อและหลังซื้อ ขณะที่ ธนาคารต้องมีระบบรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ลงทุน ต้องมีกระบวนการจัดการเรื่องร้องเรียนที่มีอิสระเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ.

 

‘ออมสิน’ สั่งด่วน ทล.-ทช. ดูแลถนน เสียหายจากน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 22:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736241

 

คมนาคม สั่งกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ดูแลปัญหาถนนพังต่างๆ พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่เวรยามติดตามสถานการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา-ศูนย์เตือนภัยพิบัติอย่างใกล้ชิด ดูแลแก้ปัญหาน้ำท่วม ขณะที่กรมทางหลวง พร้อมช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อวันที่ 27 ก.ย.59 นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช. คมนาคม เปิดเผยว่า ได้แจ้งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบว่า ขณะนี้กรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) มีมาตรการในการดูแลเรื่องความปลอดภัย มาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้ทั้งสองหน่วยงานเร่งเข้าไปดำเนินการแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีการโพสต์ข้อความ และภาพต่างๆ เกี่ยวกับปัญหาของถนนที่ชำรุด และพังเสียหายในสังคมออนไลน์ นอกจากนี้ได้ให้จัดเจ้าหน้าที่เวรยามติดตามเฝ้าระวังข่าวสารของกรมอุตุนิยมวิทยา และศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้เตรียมวัสดุอุปกรณ์เครื่องสูบน้ำไว้ให้พร้อมตลอดเวลาด้วย

“ขอชี้แจงว่าสำหรับภาพถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ และมีประชาชนมานั่งอาบน้ำกลางถนนนั้น ไม่ได้เป็นถนนที่อยู่ในความดูแลของ ทล. และ ทช. น่าจะอยู่ในความดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แต่แม้จะไม่ได้อยู่ในความดูแลของ ทล. และ ทช. แต่นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ก็ได้สั่งการให้หน่วยงานทั้งสองลงไปดูแล และหลังจากนี้ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางในการดูแลของใคร ทั้งสองหน่วยงานต้องเข้าไปช่วยเหลือทันที”

ทางหลวงเด้งรับช่วยประชาชนรับฝนตกหนัก

ทางด้าน นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันอยู่ระหว่างช่วงฤดูฝนทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจนเป็นเหตุให้เกิดอุทกภัย สะพานและถนนขาด ดินสไลด์ รวมทั้งต้นไม้ล้มขวางถนน บนทางหลวงสายต่างๆ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง

โดยกรมทางหลวง ได้เตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือโดยให้หน่วยงานในพื้นที่ สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง หมวดทางหลวง ซึ่งมีความพร้อมทั้งบุคลากร เครื่องมือ และเครื่องจักร เฝ้าระวังเหตุที่อาจเกิดขึ้นและดำเนินการช่วยเหลือตามการร้องขอของประชาชนตลอด 24 ชม. อาทิ การสร้างสะพานเบลี่ย์ (โครงสร้างสะพานเหล็กชั่วคราว) การเคลื่อนย้ายสัมภาระสิ่งของและยานพาหนะ การเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางออกจากถนน เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว อีกทั้งที่ผ่านมากรมทางหลวงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ในการเข้าช่วยเหลือประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าเป็นเส้นทางของหน่วยงานใด เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการเดินทาง

อย่างไรก็ตามหากประชาชนพบเห็นเส้นทางชำรุดเสียหายหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเหตุได้ที่สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง หมวดทางหลวงในพื้นที่ทั่วประเทศ หรือสายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– อาบน้ำกับยายไหมไอ้หนู ผู้เฒ่าผู้แก่ชวนเล่นน้ำในหลุมถนนที่ขอนแก่น
– เทรนด์กำลังมา โรสแมรี่กระบี่ ขอด้วย โพสท่าสยิว นอนคลุกปลักกลางถนน

 

 

‘พาณิชย์’ ตั้งเป้าปี 63 มอบตรา ‘ไทยซีเลกต์’ ให้ร้านอาหารไทยในต่างแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 21:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736206

 

‘พาณิชย์’ ตั้งเป้าปี 63 มอบตรา Thai Select ให้ร้านอาหารไทยในต่างประเทศให้ได้ 3,000 ร้าน จากปัจจุบันมีแค่ 1,443 ร้าน หวังโปรโมตอาหารรสชาติไทยแท้

เมื่อวันที่ 27 ก.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศดำเนินโครงการ Thai Select หรือการมอบเครื่องหมายรับรองให้กับร้านอาหารไทยในต่างประเทศที่ให้บริการด้วยรสชาติไทยแท้ ซึ่งในปี 63 ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai Select เพิ่มเป็น 3,000 ร้าน จากปัจจุบันที่ได้รับตราสัญลักษณ์ 1,443 ร้าน หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว จากจำนวนร้านอาหารไทยทั่วโลก 14,900 ร้าน

สำหรับการมอบตรา Thai Select จะช่วยรับรองร้านอาหารไทยในต่างประเทศที่ให้บริการอาหารไทยรสชาติไทยแท้ โดยแนวทางการคัดเลือกร้าน Thai Select ดำเนินการผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั่วโลก 58 แห่ง ซึ่งหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการคัดเลือกสำคัญ ได้แก่ รสชาติอาหารที่ต้องมีความเป็นไทย ใช้วัตถุดิบถูกต้อง การตกแต่งร้านอาหารและเครื่องปรุงอาหารจากไทย พ่อครัว/แม่ครัวมีความรู้ในการปรุงอาหารไทย เป็นต้น

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้ขยายการมอบเครื่องหมายรับรองไปยังผลิตภัณฑ์อาหารไทยพร้อมปรุง และอาหารไทยสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ที่มีรสชาติไทยแท้ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 55 ซึ่งแนวทางการคัดเลือก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านอาหารไทย และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น สถาบันอาหาร และสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยจะพิจารณาให้คะแนนจากรสชาติอาหาร หลักเกณฑ์คุณภาพของอาหาร หลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยของอาหาร บรรจุภัณฑ์ ขั้นตอนการเตรียมและประกอบอาหาร เป็นต้น ล่าสุดมีผลิตภัณฑ์อาหารไทยสำเร็จรูปที่ได้รับการรับรอง 332 ผลิตภัณฑ์ จาก 36 บริษัท

“ผู้ประกอบการไทยที่ได้รับการรับรอง Thai Select จะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย เช่น ได้รับการพิจารณาคัดเลือกเป็นอันดับแรกในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของกรมฯ ทั้งในและต่างประเทศ เช่น กิจกรรมประชาสัมพันธ์ร้านอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารไทยในต่างประเทศ งาน Thailand Week การเข้าร่วมคณะผู้แทนการค้า การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในต่างประเทศ เป็นต้น อีกทั้งยังได้รับการยกเว้นค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมสัมมนาต่างๆ ของกรมอีกด้วย”

 

สั่งสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการขี้ฉ้อเอี่ยวเรือล่มอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 21:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736261

 

‘ออมสิน’ รายงาน ครม.เรือล่ม พร้อมตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการเจ้าท่าขี้ฉ้อรับสินบนเอี่ยวเรือล่มอยุธยา

เมื่อวันที่ 27 ก.ย.59 นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช.คมนาคม กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กระทรวงได้รายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์เรือล่มที่แม่น้ำเจ้าพระยาให้ที่ประชุมรับทราบ ทั้งในเรื่องการเข้าไปช่วยดูแลช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิต รวมถึงการรายงานความคืบหน้าการสอบสวนหาข้อเท็จจริง

เบื้องต้นทางกรมเจ้าท่าได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยร้ายแรงพนักงานของกรมเจ้าท่า 2 คน ที่มีกระแสข่าวว่ารับเงินไปแล้วแต่ไม่ได้ไปจ่ายบริษัทประกันภัยแล้ว เพราะได้พิจารณาแล้วเห็นว่ามีมูล และเพื่อป้องกันไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นมาอีก ตนจะไปสำรวจดูการก่อสร้างที่รุกล้ำแม่น้ำต่างๆด้วยตัวเองด้วย ซึ่งต่อไปก็จะต้องมีมาตรการต่างๆ เกี่ยวกับมาตรฐานของเรือออกมาให้ชัดเจนด้วย รวมถึงการติดตั้งระบบติดตามเรือ (เอไอเอส) ที่บรรทุกผู้โดยสารตั้งแต่ 25 คนขึ้นไป การระบุหมายเลขประกันภัยไว้ในใบอนุญาตด้วย หากไม่มีประกันภัยก็จะไม่สามารถออกใบอนุญาตใช้เรือได้ เป็นต้น

ที้งนี้ ปัจจุบันกรมเจ้าท่ามีทั้งหมด 44 สาขาทั่วประเทศ มีการออกใบอนุญาตให้เรือโดยสารประมาณ 20,000 ลำ ก็จะต้องมีการตรวจสอบใบอนุญาตและประกันภัยเรือทุกลำว่าครบถูกต้องหรือไม่ เพราะอย่างในกรณีของเรือที่เกิดอุบัติเหตุ พบว่า จริงๆ แล้วบรรทุกผู้โดยสารได้เป็น 100 คน แต่ตอนจดทะเบียนแจ้งไว้เพียง 50 คนเท่านั้น เพื่อจะได้จ่ายประกันภัยถูก เป็นต้น