“ซานต้าตู่” มาก่อนคริสต์มาส ทุ่ม 6,540 ล้านบาท แจกเงินเกษตรกรรายย่อย 2.85 ล้านคน รับรายได้ไม่เกินปีละ 30,000 บาท รับ 3,000 บาท ขณะที่รายได้เกิน 30,000–100,000 บาท แจก 1,500 บาท พร้อมไฟเขียว พ.ร.บ.เกษตรแบบมีพันธสัญญา ป้องกันบริษัทยักษ์ใหญ่เอาเปรียบเกษตรกร
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตรการส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อย 2 กลุ่มมาตรการ มาตรการแรก เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะมีผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือ 2.85 ล้านคน และมาตรการที่ 2 เป็นมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยบรรเทา ภาระหนี้สินและคืนกำไรให้เกษตรกรที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดี มีกลุ่มเป้าหมาย 2.897 ล้านคน มีหนี้สินรวม 334,525 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มฟื้นตัว แต่จากสภาวะราคาพืชผลเกษตรโลกตกต่ำและมีปัญหาภัยแล้ง
นายเวชสิทธิ์ วิริยะภาค รองผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า สำหรับมาตรการแรกคือการให้เงินช่วยเหลือนั้น พิจารณาจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐระหว่างวันที่ 15 ก.ค.-15 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 100,000 บาท โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท จะช่วยเหลือเรื่องเงินเพื่อให้ไปจับจ่ายใช้สอยในส่วนที่จำเป็น รายละ 3,000 บาท มีทั้งสิ้น 1.51 ล้านราย ส่วนผู้มีรายได้เกิน 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จะช่วยเหลือเงินรายละ 1,500 บาท จำนวน 1.38 ล้านราย รวม 2.85 ล้านคน ใช้วงเงินประมาณ 6,540 ล้านบาท มาจากงบประมาณประจำปี 2560 โดยจะเร่งจ่ายเงินให้เกษตรกรโดยเร็วที่สุดผ่านทางระบบพร้อมเพย์
ส่วนมาตรการที่ 2 เป็นส่วนของเกษตรกรที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส.ที่มีหนี้ไม่เกิน 300,000 บาท 3 โครงการ ประกอบด้วย กลุ่มแรกโครงการ ปลดเปลื้องหนี้สินให้เกษตรกรกลุ่มที่มีเหตุผิดปกติ เช่น เสียชีวิต พิการ ทุพพลภาพ หรือมีปัญหาสุขภาพจนประกอบอาชีพต่อไปไม่ได้ 135,000 ราย มูลหนี้ 15,500 ล้านบาท กลุ่มนี้ถ้าไม่มีทายาทจะจำหน่ายเป็นหนี้สูญ ถ้ามีทายาทที่จะสืบทอดการเกษตรอยู่จะลดภาระหนี้ให้กับทายาท โดยพักชำระเงินต้นไว้ 2 ปี จากนั้นให้ส่งเงินชำระหนี้เงินต้นเป็นเวลา 3 ปี รวมแล้วไม่เกิน 5 ปี และหากชำระหนี้ได้ตามแผนจะยกเว้นดอกเบี้ยเดิมให้ทั้งหมด
กลุ่มที่ 2 โครงการปรับโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้ เป็นกลุ่มลูกค้า ธ.ก.ส.ที่เป็นเกษตรกรที่มีอายุมากแล้ว อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป หรืออายุยังไม่ถึง 60 ปี แต่มีหนี้สินที่เป็นภาระหนัก 540,000 ราย มูลหนี้ 47,000 ล้านบาท กลุ่มนี้จะปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้ โดยพักชำระหนี้เงินต้นเป็นเวลา 2 ปี จากนั้นให้ส่งเงินชำระหนี้เงินต้นเป็นเวลา 3 ปี หากทำได้ตามแผนจะลดดอกเบี้ยเดิมให้ตั้งแต่ 50-80% และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีปัญหาการชำระหนี้ 2.22 ล้านราย มูลหนี้ 272,000 ล้านบาท หากส่งชำระหนี้ ธ.ก.ส.ได้ตามกำหนดในช่วง 1 พ.ย.59-31 ต.ค.60 หากชำระหนี้ตามแผนได้ จะคืนดอกเบี้ยให้ 30% ของดอกเบี้ยที่ได้ชำระมา
ขณะที่นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปครั้ง สำคัญ โดยจะช่วยให้เกษตรกรทั้งระบบได้รับความ เป็นธรรม จากการทำเกษตรแบบมีพันธสัญญา (คอนแทรค ฟาร์มมิ่ง) หลังจากที่ผ่านมาเกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรมจากความไม่เท่าเทียมกันของอำนาจ ทำให้ถูกเอาเปรียบจากคู่สัญญาที่มีอำนาจการต่อรองทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า โดยพบว่าเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากถูกเอาเปรียบจากบริษัทขนาดใหญ่หรือขนาดกลาง
โดย ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลงใน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.มีคำนิยามของเกษตรพันธสัญญา คือ การดำเนินระบบผลิต ผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรที่เกิดขึ้น จากการมีสัญญา ระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจทางการเกษตรและ บุคคลที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่ 10 ราย ขึ้นไป ซึ่งเป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดา สหกรณ์การเกษตร หรือวิสาหกิจชุมชน ทำให้เกิดความชัดเจนว่าสิ่งที่จะเข้าข่ายกฎหมายฉบับนี้ 2.กำหนดกลไกการดำเนินงาน โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบ พร้อมตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา มีหน้าที่ในการจัดทำแผน ตรวจสอบสัญญา และกำหนดรูปแบบสัญญากลาง 3.กำหนดกฎเกณฑ์เรื่องการจดแจ้ง โดย ให้ผู้ประกอบธุรกิจเกษตรพันธสัญญาต้องจดแจ้งประกอบธุรกิจกับสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อทำระบบทะเบียน เพื่อให้เกษตรกรตรวจสอบที่มาที่ไปและมีโอกาสถูกหลอกลวงหรือไม่ 4.กำหนดให้บริษัททำหนังสือชี้ชวนก่อนทำสัญญากับเกษตรกร เพื่อให้ทราบเงื่อนไขล่วงหน้า และส่งหนังสือชี้ชวนให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบความเป็นธรรมด้วย และ 5.กำหนดมาตรการคุ้มครอง โดยระหว่างกรณีพิพาท บริษัทไม่ สามารถทำการที่นำไปสู่ความเสียหายแก่เกษตรกรได้ เช่น ไม่ส่งตัววัตถุดิบ อาหารสัตว์ หรือไม่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร.