‘สุวิทย์’ ไม่ห่วงอันดับขีดความสามารถไทยปี 59-60 ร่วง 2 อันดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ย. 2559 18:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737322

 

‘สุวิทย์’ ไม่ห่วงอันดับขีดความสามารถไทยปี 59-60 ร่วง 2 อันดับมาอยู่ที่ 34 จากปีก่อน 32 ย้ำดีกว่าอาเซียนหลายประเทศ

เมื่อวันที่ 28 ก.ย.59 นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่เวิลด์ อีโคโนมิกส์ ฟอรั่ม (ดับเบิลยูอีเอฟ) ได้สำรวจและจัดทำ WEF’s Globol Competitiveness Report 2016-2017 หรือรายงานความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ 138 ประเทศทั่วโลก โดยขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในเวทีการค้าโลกอยู่ในอันดับที่ 34 จากเดิมอันดับที่ 32 ในปีที่แล้ว ด้วยคะแนน 4.6 จากเต็ม 7 คะแนนว่า หากเปรียบกับประเทศในอาเซียน ของไทยยังตกน้อย แต่ของมาเลเซียตกไป 7 อันดับ และเวียดนาม 4 อันดับ

สำหรับอันดับของไทยที่ลดลง เกิดจากประเด็น ที่ใช้ในการพิจารณาอันดับขีดความสามารถของไทย มีอันดับลดลงในหลายประเด็น โดยในด้านสุขภาพ และการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไทยตกลง 5 อันดับ ความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและสาธารณูปโภค ตกลง 5 อันดับ อาจเป็นเพราะสาเหตุการได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน และยังไม่มีการอัพเดตข้อมูล

ทั้งนี้ที่ผ่านมา ไทยมีการลงทุนและให้ความสำคัญต่อนวัตกรรมและการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการพัฒนาที่เน้นระดับอุดมศึกษา ส่วนประเด็นที่ดีขึ้น คือ เศรษฐกิจมหภาค จากการใช้จ่ายของภาครัฐ การส่งเสริมการออมให้มากขึ้น คุณภาพทางการศึกษา และการปรับปรุงในด้านนำนวัตกรรมมาใช้ ซึ่งส่วนนี้ดีขึ้นถึง 3 อันดับ

“ผมมองว่าไม่น่าห่วง เพราะหลายประเทศในอาเซียนอันดับตกต่ำมากกว่าไทย ซึ่งในประเด็นด้านการศึกษา การใช้นวัตกรรม และการเริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ มีทิศทางดีขึ้น สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ที่จะผลักดันไปสู่ไทยแลนด์ 4.0”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 10 อันดับประเทศในโลก ที่มีความสามารถในการแข่งขันมากที่สุด ประจำปี 59-60 ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี สวีเดน สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ฮ่องกง และฟินแลนด์

 

ราคาสินค้าลด ดันดัชนี ศก.ครัวเรือน ก.ย. ดีดขึ้น 44.2 สูงสุดรอบ 7 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ย. 2559 17:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737151

 

กสิกร เผย ดัชนีภาวะเศรษฐกิจครัวเรือน ก.ย. ดีดตัวดีขึ้นเดือนที่ 2 ขยับมาที่ระดับ 44.2 สูงสุดรอบ 7 เดือน จากราคาสินค้าปรับลด ทำสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้น แต่คนยังกังวลเรื่องรายได้ จากโอทีลดลง…

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยดัชนีภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือน (KR Household Economic Condition Index) ในเดือน ก.ย.59 อยู่ที่ระดับ 44.2 ปรับตัวดีขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 และขยับขึ้นต่อเนื่องมาอยู่สูงสุดในรอบ 7 เดือน จากผลของราคาสินค้าที่ปรับลดลง, ค่าใช้จ่าย (ไม่รวมหนี้สิน) ลดลง, ครัวเรือนมีสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้น และความกังวลในการชำระหนี้ลดลง ประกอบกับมีเงินออมเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ครัวเรือนยังมีความกังวลมากขึ้นในประเด็นเรื่องรายได้ โดยพบว่า 50.7% ของครัวเรือนที่ทำการสำรวจในเดือน ก.ย.มีการเปลี่ยนแปลงของการจ้างงานในองค์กรที่ทำงานอยู่ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือน ก.ค.ซึ่งอยู่ที่ 49.4% และประเด็นที่น่าสนใจ พบว่าในเดือน ก.ย. องค์กรหรือหน่วยงานที่ครัวเรือนทำงานหรือเป็นเจ้าของธุรกิจอยู่นั้น มีการปรับตัวในลักษณะของการลดการทำงานนอกเวลา (โอที) มากขึ้น ทำให้ครัวเรือนมีรายได้ลดลง โดยมากกว่าครึ่งของครัวเรือนในอุตสาหกรรมการผลิตถูกลดโอที สอดคล้องกับผลการสำรวจภาวะการมีงานทำของสำนักงานสถิติแห่งชาติ แต่ถือเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวในเรื่องการจ้างงานให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ

ขณะที่ครัวเรือนมีมุมมองต่อภาวะการครองชีพในอีก 3 เดือนข้างหน้าไม่แย่ลง สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ที่การบริโภคจะยังรักษาโมเมนตัมการเติบโตไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานจะเป็นประเด็นที่มีความสำคัญที่ภาครัฐต้องมีนโยบายรับมือกับปัญหาดังกล่าวแต่เนิ่นๆ เนื่องจากประเด็นดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อกำลังแรงงาน ซึ่งจะมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว.

 

‘บางกอกแอร์เวย์ส’ ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยในการปฏิบัติการบิน IOSA

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ย. 2559 15:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737126

 

บางกอกแอร์เวย์สผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานความปลอดภัยในการปฏิบัติการบิน (IOSA) จากสมาพันธ์ผู้ขนส่งทางอากาศนานาชาติ (IATA) จนถึงปี 2561

เมื่อวันที่ 28 ก.ย.59 นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า บางกอกแอร์เวย์สเป็นหนึ่งในสายการบินสมาชิกของสมาพันธ์ผู้ขนส่งทางอากาศนานาชาติ (IATA) ที่ต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานความปลอดภัยในด้านการปฏิบัติการบิน ตามที่กำหนดในระยะเวลาทุกๆ 2 ปี

ขณะนี้สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ได้ผ่านการตรวจสอบและได้รับการต่อใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยในการปฏิบัติการบิน (IATA Operational Safety Audit หรือ IOSA) จากสมาพันธ์ผู้ขนส่งทางอากาศนานาชาติ (IATA) มีผลตั้งแต่บัดนี้จนถึง 7 พฤศจิกายน 2561

อย่างไรก็ตามบางกอกแอร์เวย์ส ได้มีการเข้าตรวจอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2551 ซึ่งกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของ IOSA จะครอบคลุมขั้นตอนการดำเนินงาน 8 ด้าน ได้แก่ ระบบการจัดการองค์กรและการบริหาร ระบบการปฏิบัติการบิน ระบบการควบคุมการดำเนินการและการส่งออกเที่ยวบิน ฝ่ายวิศวกรรมและการบำรุงรักษาอากาศยาน ระบบการปฏิบัติการบนห้องโดยสาร ระบบการปฏิบัติการภาคพื้น ระบบการจัดการความมั่นคงทางการบิน และ ระบบการขนส่งสินค้าและวัสดุ (cargo)

อย่างไรก็ตามตลอดเวลาที่ผ่านมาบางกอกแอร์เวย์สมุ่งมั่นที่จะให้บริการโดยคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสาร รวมถึงพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ และผู้ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติการบิน ดังนั้นการที่สายการบินฯ ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยในการปฏิบัติการบิน (IOSA) มาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงระบบการบริหารจัดการและการปฏิบัติการบินของสายการบินฯ ที่มีมาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์และพันธกิจของบริษัท ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ความเป็นเลิศ เพื่อเป็นสายการบินที่ดีที่สุดของเอเชีย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า IATA Operation Safety Audit หรือ IOSA เป็นการตรวจรับรองใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยในการปฏิบัติการบินของสายการบิน โดยใช้มาตรฐานของสมาพันธ์ผู้ขนส่งทางอากาศนานาชาติ (IATA) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการและการปฏิบัติการบินของสายการบินสมาชิกที่มีมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล และเป็นที่ยอมรับของสายการบินต่างๆ ทั่วโลก.

 

‘สมคิด’ พอใจมาตรการกระตุ้นใช้จ่าย เชื่อ ศก.ไทยปี 59 โตแตะ 3.2%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ย. 2559 15:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737042

 

‘สมคิด’ ปลื้มเศรษฐกิจไทยขยายตัวโตได้ถึง 3.2% เติบโตกว่าที่คาดการณ์ไว้ถือว่าพอใจแล้ว พร้อมบอกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ดำเนินมาถึงไตรมาส 3 แล้ว น่าจะเพียงพอ มองต่อจากนี้ถึงไตรมาส 4 ไม่จำเป็นต้องใช้

เมื่อวันที่ 28 ก.ย.59 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 59 จะโตได้ถึง 3.2% จากเดิมที่คาดไว้ว่าโตเกิน 3% ก็น่าพอใจแล้ว แม้ว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้จะเติบโตได้เกินเป้าหมาย แต่รัฐบาลก็ยังคงต้องทำงานหนักกันต่อไป ส่วนมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศนั้น ขณะนี้ดำเนินการมาถึงไตรมาส 3 แล้ว และคิดว่าน่าจะเพียงพอ ซึ่งต่อจากนี้ไปมองว่ายังไม่มีความจำเป็น

ส่วนกรณีที่ World Economic Forum (WEF) จัดทำดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index : GCI) ประจำปี 2016 โดยปีนี้ไทยตกลงมา 2 อันดับในคะแนนเท่าเดิมนั้น เนื่องจากประเด็นการศึกษาของไทยยังไม่ดีขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญของประเทศที่อาจต้องใช้เวลา ดังนั้น จึงเป็นตัวฉุดในการสำรวจครั้งนี้

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาในรายละเอียด ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง แม้อันดับตกลงแต่คะแนนยังเท่าเดิม อีกทั้งเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกันพบว่าอันดับของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยมาเลเซีย ตกลงมา 7 อันดับ ฟิลิปปินส์ ตกลงมา 10 อันดับ อินโดนีเซีย ตกลงมา 4 อันดับ เวียดนาม ตกลงมา 4 อันดับ และลาว ตกลงมาถึง 10 อันดับ แต่ที่เป็นจุดน่าสังเกตคือ คะแนนภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 13 จากปีก่อนอยู่ในอันดับ 24 ถือว่าน่าพอใจอย่างมาก ในส่วนนี้กระทรวงการคลังมีส่วนช่วยค่อนข้างมาก หลังจากนี้ก็ยังต้องพยายามกันต่อไป

ส่วนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ อันดับตกลงมาเล็กน้อย เนื่องจากในช่วงที่ทำการสำรวจเม็ดเงินในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังออกไปไม่เต็มที่ แต่เชื่อว่าในปีหน้าอันดับนี้จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเราจะมีการลงทุนอย่างเต็มที่.

 

พนักงานราชการก.พาณิชย์ 262 คน ไม่โดนลอยแพแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ย. 2559 13:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736996

 

พนักงานราชการพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด 262 คน ไม่โดนลอยแพแล้ว หลังกระทรวงพาณิชย์ปรับนโยบาย One Roof ยุบรวมหน่วยงานกัน บอกจะจ้างงานตามกรอบเดิม และจะย้ายมาสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ต่อไป

จากกรณีปัญหาพนักงานราชการสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด 262 คนที่ส่อถูกลอยแพ หลังกระทรวงพาณิชย์ปรับนโยบาย One Roof ที่จะยุบรวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ที่อยู่ในส่วนภูมิภาคให้ไปสังกัดสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพราะขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในการต่อสัญญาจ้างอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น

เมื่อเวลา 11.50 น. ของวันที่ 28 ก.ย.59 นายสมชาติ สร้อยทอง รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการหารือกับพนักงานราชการว่า ได้ชี้แจงให้เกิดความเข้าใจแล้วว่า กระทรวงพาณิชย์จะจ้างพนักงานราชการทุกคน แต่ที่มีปัญหา เพราะเดิมทีพนักงานราชการสังกัดกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตอนที่ของบเงินเดือนจากสำนักงบประมาณ เลยต้องขอในนามกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และตอนนี้เงินเดือนก็โอนมาที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อพนักงานราชการย้ายมาสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่ 1 ต.ค.59 จึงทำให้ไม่มีเงินเดือนจ่าย กระทรวงฯ ได้ทำเรื่องถึงสำนักงบประมาณเพื่อให้โอนเงินเดือนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากลับมาที่สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์แล้ว และเบื้องต้น ได้แก้ปัญหาโดยใช้งบประมาณที่มีอยู่ประมาณ 7 ล้านบาท ทำสัญญาจ้างไป 1 เดือนก่อน และเมื่อได้รับโอนงบเงินเดือนมาแล้ว จะทำสัญญาว่าจ้างตามกรอบ 4 ปีต่อไป

 

ยุบรวมหน่วยงาน!! พนง.พัฒนาธุรกิจการค้า ทั่วประเทศ หวั่นถูกลอยแพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ย. 2559 13:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736911

 

พนักงาน สนง.พัฒนาธุรกิจการค้าฯ กว่า 100 คน ร้องผู้บริหาร หลัง พณ.ใช้นโยบาย One Roof ยุบรวมหน่วยงาน และเหลือสัญญาจ้างเพียง 1 เดือน ส่อถูกลอยแพ ชี้ ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมเตรียมร้อง “นายกฯ” ช่วยเหลือ…

เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 28 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานราชการ สังกัดสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ประมาณ 100 คน เดินทางมาเรียกร้องต่อผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ กรณีได้รับผลกระทบจากการปรับนโยบาย One Roof ที่จะมีการยุบรวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ที่อยู่ในส่วนภูมิภาคให้ไปสังกัดสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพราะขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในการต่อสัญญาจ้างอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ หลังจากที่มีคำสั่งให้โอนย้ายพนักงานราชการของสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ไปสังกัดสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ซึ่งอยู่ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ จะมีการต่อสัญญาจ้างพนักงานราชการให้เพียง 1 เดือน คือ เดือน ต.ค.59 และไม่มีหลักประกันว่าต่อไปจะได้รับการต่อสัญญาจ้างหรือไม่ จากปกติสัญญาจ้างจะมีระยะเวลา 4 ปี และยังมีข่าวอีกว่า จะมีการปรับตำแหน่งพนักงานราชการลง หรือเลิกจ้าง แล้วหันไปใช้ระบบการจ้างเหมาบริการแทน ซึ่งจะทำให้พนักงานราชการ ถูกลดเงินเดือน โดยมีอัตราจ้างตั้งแต่ 9,000 – 13,000 บาทเท่านั้น

ด้านตัวแทนพนักงานราชการที่เดินทางมายื่นหนังสือเรียกร้องในครั้งนี้ ชี้แจงว่า ถ้ายังไม่มีความชัดเจน พนักงานราชการของสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดทั่วประเทศ 262 คน จะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เพราะปกติพนักงานราชการของทุกหน่วยงานรัฐ จะได้รับการต่ออายุสัญญาจ้าง 4 ปี แต่ตอนนี้ได้รับการต่อสัญญาจ้างเพียง 1 เดือน จึงไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะมีงานทำต่อหรือไม่ แล้วถ้าถูกปรับไปเป็นพนักงานจ้างเหมาบริการ จะกระทบต่อครอบครัวแน่นอน เพราะรายได้จะลดลง บางคนลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังจะกระทบต่องานให้บริการที่อยู่ในความดูแลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เช่น การรับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท การขอหนังสือรับรองนิติบุคคล การส่งงบการเงินผ่านระบบ e-Filing เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับใช้นโยบาย One Roof และปรับตำแหน่งพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดเป็นระดับอำนวยการสูง และได้เพิ่มเงินประจำตำแหน่งอีกเป็น 20,000 บาท โดยมีการตัดตำแหน่งลูกจ้างเหมาบริการออก ปรับลดเงินเดือนแม่บ้าน และพนักงานขับรถ เพื่อนำเงินไปเพิ่มให้กับพาณิชย์จังหวัด ซึ่งทำให้ลูกจ้างเหมาบริการ และพนักงานราชการได้รับผลกระทบอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดนายวิชัย โภชนกิจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ได้เชิญตัวแทนพนักงานราชการเข้าไปหารือ เพื่อชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งหากการหารือไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน พนักงานราชการจะเดินทางไปยังศูนย์ดำรงธรรม ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี ให้เข้ามาช่วยเหลือต่อไป.

 

บริษัทในนิคมอุตฯ รับเคยจ่ายใต้โต๊ะ ชี้ทุจริตยุคบิ๊กตู่ ลดลง แต่ไม่หมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ย. 2559 10:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736767

 

ซูเปอร์โพล เผยเสียงสะท้อนบริษัทในนิคมอุตฯ มองการปราบโกงยุครัฐบาลบิ๊กตู่ ชี้ ลดลงแต่ยังไม่หมด ยอมรับในอดีตเคยจ่ายใต้โต๊ะ ซัดนักการเมืองต้นตอทุจริต ต้องหาเงินซื้อเสียง จ่ายหัวคะแนน…

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ดร.นพดล กรรณิกา ประธานชมรมขับเคลื่อนวิชาการเพื่อวิจัยความสุขชุมชน สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดผลสำรวจ เรื่อง เสียงสะท้อนจากนิคมอุตสาหกรรม ว่าด้วยปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน กรณีศึกษาตัวอย่างบริษัทในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ จำนวน 452 บริษัท พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.9 ระบุปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในยุครัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลดลงแต่ยังไม่หมดไป ในขณะที่ร้อยละ 13.3 ระบุ เหมือนเดิม และร้อยละ 11.8 ระบุเพิ่มขึ้น

เมื่อถามว่า ในการทำธุรกิจ ก่อน รัฐบาลชุดปัจจุบันและ คสช. เข้ามา บริษัทของท่านเคยประสบปัญหาทุจริตคอร์รัปชันมากน้อยเพียงใด พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.9 ระบุ มาก ถึง มากที่สุด รองลงมาคือร้อยละ 35.6 ระบุปานกลาง และเพียงร้อยละ 1.5 เท่านั้นที่ระบุ มีน้อยถึงไม่มีเลย

เมื่อถามว่า ในอดีตมีขั้นตอนใดบ้างของการทำธุรกิจ ที่เคยต้องจ่ายใต้โต๊ะ ผลสำรวจพบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 51.1 ระบุ ทุกขั้นตอน หรือ เกือบทุกขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้ 5 ปัจจัยที่เจ้าหน้าที่รัฐกลัวการรับเงินใต้โต๊ะ โดยพบว่า ร้อยละ 81.7 กลัวติดคุก ร้อยละ 79.5 กลัวเสื่อมเสียชื่อเสียง ร้อยละ 72.2 กลัวมาตรา 44 ร้อยละ 70.4 กลัวโทษปรับ และร้อยละ 54.8 กลัวถูกตัดตอน

ที่น่าพิจารณาคือ ใครคือต้นตอของการทุจริตคอร์รัปชัน ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.6 ระบุ นักการเมือง ต้องหาเงินไปใช้เลือกตั้ง ซื้อเสียง จ่ายหัวคะแนน จ่ายสารพัดให้ประชาชนในพื้นที่หาเสียง งานบวช งานวัด งานศพ และเพื่อความร่ำรวย เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเองและพวกพ้อง เป็นต้น รองลงมาคือ ร้อยละ 89.5 ระบุ เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องการหาเงินให้ฝ่ายการเมืองและตัวเองได้ด้วย เพื่อตำแหน่งที่สูงขึ้น เพื่อธุรกิจของพวกพ้อง ร้อยละ 88.3 ระบุ เจ้าของธุรกิจ ต้องการให้ธุรกิจของตนเองอยู่รอด และร้อยละ 64.1 ระบุ ประชาชนอ่อนแอ ขาดศูนย์กลางที่ถาวรในการรวมตัวกันเพื่อต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชัน ไม่ไว้วางใจคนที่จะมาเป็นผู้นำในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างแท้จริง.

 

ซานต้า “ตู่” ปิ๊ง! แจกเงินเกษตรกร รายได้ต่ำแสนช่วยรายละพันห้าถึงสามพัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ย. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736577

 

“ซานต้าตู่” มาก่อนคริสต์มาส ทุ่ม 6,540 ล้านบาท แจกเงินเกษตรกรรายย่อย 2.85 ล้านคน รับรายได้ไม่เกินปีละ 30,000 บาท รับ 3,000 บาท ขณะที่รายได้เกิน 30,000–100,000 บาท แจก 1,500 บาท พร้อมไฟเขียว พ.ร.บ.เกษตรแบบมีพันธสัญญา ป้องกันบริษัทยักษ์ใหญ่เอาเปรียบเกษตรกร

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตรการส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อย 2 กลุ่มมาตรการ มาตรการแรก เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะมีผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือ 2.85 ล้านคน และมาตรการที่ 2 เป็นมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยบรรเทา ภาระหนี้สินและคืนกำไรให้เกษตรกรที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดี มีกลุ่มเป้าหมาย 2.897 ล้านคน มีหนี้สินรวม 334,525 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มฟื้นตัว แต่จากสภาวะราคาพืชผลเกษตรโลกตกต่ำและมีปัญหาภัยแล้ง

นายเวชสิทธิ์ วิริยะภาค รองผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า สำหรับมาตรการแรกคือการให้เงินช่วยเหลือนั้น พิจารณาจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐระหว่างวันที่ 15 ก.ค.-15 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 100,000 บาท โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท จะช่วยเหลือเรื่องเงินเพื่อให้ไปจับจ่ายใช้สอยในส่วนที่จำเป็น รายละ 3,000 บาท มีทั้งสิ้น 1.51 ล้านราย ส่วนผู้มีรายได้เกิน 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จะช่วยเหลือเงินรายละ 1,500 บาท จำนวน 1.38 ล้านราย รวม 2.85 ล้านคน ใช้วงเงินประมาณ 6,540 ล้านบาท มาจากงบประมาณประจำปี 2560 โดยจะเร่งจ่ายเงินให้เกษตรกรโดยเร็วที่สุดผ่านทางระบบพร้อมเพย์

ส่วนมาตรการที่ 2 เป็นส่วนของเกษตรกรที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส.ที่มีหนี้ไม่เกิน 300,000 บาท 3 โครงการ ประกอบด้วย กลุ่มแรกโครงการ ปลดเปลื้องหนี้สินให้เกษตรกรกลุ่มที่มีเหตุผิดปกติ เช่น เสียชีวิต พิการ ทุพพลภาพ หรือมีปัญหาสุขภาพจนประกอบอาชีพต่อไปไม่ได้ 135,000 ราย มูลหนี้ 15,500 ล้านบาท กลุ่มนี้ถ้าไม่มีทายาทจะจำหน่ายเป็นหนี้สูญ ถ้ามีทายาทที่จะสืบทอดการเกษตรอยู่จะลดภาระหนี้ให้กับทายาท โดยพักชำระเงินต้นไว้ 2 ปี จากนั้นให้ส่งเงินชำระหนี้เงินต้นเป็นเวลา 3 ปี รวมแล้วไม่เกิน 5 ปี และหากชำระหนี้ได้ตามแผนจะยกเว้นดอกเบี้ยเดิมให้ทั้งหมด

กลุ่มที่ 2 โครงการปรับโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้ เป็นกลุ่มลูกค้า ธ.ก.ส.ที่เป็นเกษตรกรที่มีอายุมากแล้ว อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป หรืออายุยังไม่ถึง 60 ปี แต่มีหนี้สินที่เป็นภาระหนัก 540,000 ราย มูลหนี้ 47,000 ล้านบาท กลุ่มนี้จะปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้ โดยพักชำระหนี้เงินต้นเป็นเวลา 2 ปี จากนั้นให้ส่งเงินชำระหนี้เงินต้นเป็นเวลา 3 ปี หากทำได้ตามแผนจะลดดอกเบี้ยเดิมให้ตั้งแต่ 50-80% และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีปัญหาการชำระหนี้ 2.22 ล้านราย มูลหนี้ 272,000 ล้านบาท หากส่งชำระหนี้ ธ.ก.ส.ได้ตามกำหนดในช่วง 1 พ.ย.59-31 ต.ค.60 หากชำระหนี้ตามแผนได้ จะคืนดอกเบี้ยให้ 30% ของดอกเบี้ยที่ได้ชำระมา

ขณะที่นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปครั้ง สำคัญ โดยจะช่วยให้เกษตรกรทั้งระบบได้รับความ เป็นธรรม จากการทำเกษตรแบบมีพันธสัญญา (คอนแทรค ฟาร์มมิ่ง) หลังจากที่ผ่านมาเกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรมจากความไม่เท่าเทียมกันของอำนาจ ทำให้ถูกเอาเปรียบจากคู่สัญญาที่มีอำนาจการต่อรองทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า โดยพบว่าเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากถูกเอาเปรียบจากบริษัทขนาดใหญ่หรือขนาดกลาง

โดย ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลงใน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.มีคำนิยามของเกษตรพันธสัญญา คือ การดำเนินระบบผลิต ผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรที่เกิดขึ้น จากการมีสัญญา ระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจทางการเกษตรและ บุคคลที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่ 10 ราย ขึ้นไป ซึ่งเป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดา สหกรณ์การเกษตร หรือวิสาหกิจชุมชน ทำให้เกิดความชัดเจนว่าสิ่งที่จะเข้าข่ายกฎหมายฉบับนี้ 2.กำหนดกลไกการดำเนินงาน โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบ พร้อมตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา มีหน้าที่ในการจัดทำแผน ตรวจสอบสัญญา และกำหนดรูปแบบสัญญากลาง 3.กำหนดกฎเกณฑ์เรื่องการจดแจ้ง โดย ให้ผู้ประกอบธุรกิจเกษตรพันธสัญญาต้องจดแจ้งประกอบธุรกิจกับสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อทำระบบทะเบียน เพื่อให้เกษตรกรตรวจสอบที่มาที่ไปและมีโอกาสถูกหลอกลวงหรือไม่ 4.กำหนดให้บริษัททำหนังสือชี้ชวนก่อนทำสัญญากับเกษตรกร เพื่อให้ทราบเงื่อนไขล่วงหน้า และส่งหนังสือชี้ชวนให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบความเป็นธรรมด้วย และ 5.กำหนดมาตรการคุ้มครอง โดยระหว่างกรณีพิพาท บริษัทไม่ สามารถทำการที่นำไปสู่ความเสียหายแก่เกษตรกรได้ เช่น ไม่ส่งตัววัตถุดิบ อาหารสัตว์ หรือไม่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร.

 

ธปท.ล้อมคอกเอทีเอ็ม ออกแนวปฏิบัติรับมือไวรัส-มัลแวร์บุกตู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736572

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพื่อดูแลระบบเอทีเอ็ม ซึ่งเป็นช่องทางในการทำธุรกรรมทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะเป็นช่องทางการให้บริการทางการเงินที่มีการทำธุรกรรมเพิ่มขึ้นในอนาคต ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกแนวปฏิบัติในการป้องกันความเสี่ยงของระบบเอทีเอ็มจากโปรแกรมไวรัสสอดแนม หรือมัลแวร์ (Malware) ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในระยะต่อไป โดยขอให้สถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ดำเนินการตามแนวปฏิบัติดังกล่าว เพื่อยกระดับการป้องกันความเสี่ยงระบบเอทีเอ็ม เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างทันกาล ประกอบด้วย มาตรการระยะสั้นและระยะยาว ทั้งนี้ สำหรับมาตรการระยะสั้น จะครอบคลุมการดูแลความเรียบร้อยของตู้เอทีเอ็ม อุปกรณ์เครือข่าย กล้องวงจรปิด และบริเวณโดยรอบตู้อย่างเคร่งครัด มีการควบคุมการใช้กุญแจ การตั้งค่าความปลอดภัย การเติมเงิน และการตัดยอดเงินที่ตู้อย่างเคร่งครัดมากขึ้น

ขณะที่มาตรการระยะยาว ธปท.ให้สถาบันการเงินปรับปรุงระบบตู้เอทีเอ็ม และระบบซอฟต์แวร์เพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันและติดตามภัยคุกคามทางคอมพิวเตอร์ รวมทั้งมีการติดตั้งระบบคอยตรวจจับสิ่งผิดปกติ เช่น การติดตั้งโปรแกรมที่ตู้เอทีเอ็ม การงัดแงะตู้เอทีเอ็ม หรือมีการรีบูตโปรแกรมโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า โดยในเบื้องต้น ธปท.ขอให้สถาบันการเงินส่งการประเมิน และแผนการที่จะปรับปรุงมาที่ ธปท.ภายใน 60 วัน หลังจากนั้นในส่วนของมาตการระยะสั้น ธปท.ให้เวลาสถาบันการเงินดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน ขณะที่มาตรการระยะยาว ธปท.ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี นับจากหนังสือเวียนฉบับนี้ประกาศใช้ในวันที่ 26 ก.ย.2559.

 

เปิดวิสัยทัศน์เศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน “วิรไท” จี้เปลี่ยนรัฐกรอบความคิด “เศรษฐพุฒิ” หนุนธุรกิจเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ย. 2559 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736571

 

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Thailand Agenda 2030 : วิสัยทัศน์การพัฒนาใหม่สู่ประเทศไทยที่ยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยมูลนิธิมั่นพัฒนา และสำนักข่าว ออนไลน์ไทยพับลิก้าว่า ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยให้น้ำหนักกับการใช้ทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้นมากเกินควร ส่งผลให้ปัญหาระยะยาวไม่ได้รับการแก้ไขอย่างที่ควร โดยเราควรให้ความสำคัญที่อัตราการขยายตัวตามศักยภาพของระบบเศรษฐกิจในระยะปานกลางถึงระยะยาว มากกว่าตัวเลขการเติบโต

“ระบบเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับกับดักเชิงโครงสร้าง ขณะที่สังคมสูงอายุจะสร้างปัญหาไม่ว่าด้านการออมค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล และการขาดแคลนแรงงาน ขณะที่ระบบการเมืองที่ผู้สูงอายุเป็นฐานเสียงจะให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุมากกว่าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปเหมือนที่ประเทศอุตสาหกรรมหลักกำลังติดกับดักในเวลานี้ ซึ่งถ้าเราปล่อยให้สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นรุนแรง โอกาสเราหลุดจากกับดักจะยาก และสูญเสียทรัพยากรสูงมาก ทั้งนี้ แม้เราจะทำให้มากขึ้นภายใต้กรอบคิดเดิมมองว่าไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้กรอบคิดใหม่ และวิธีการทำงานแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างเท่าทัน จึงควรเปิดพื้นที่การทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกัน ขณะที่การตัดสินใจจะต้องไม่ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัย หรือรักษาผลประโยชน์ของคนกลุ่มเดิมๆ”

ขณะที่นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวามนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา กล่าวว่า หากต้องการให้ประเทศเกิดการลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ จะต้องปรับเปลี่ยนความคิดจากการกลัวความเสี่ยงจนไม่ทำอะไรเลย เป็นการหาแนวทางในการรับมือความเสี่ยงและอยู่กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นได้โดยไม่ขาดสเถียรภาพ โดยมองว่าในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะที่รับความเสี่ยงน้อยไป ทั้งๆที่เราสามารถรับความเสี่ยงได้มากกว่าที่เป็นอยู่

“ปีนี้เราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 12-13% แทบจะสูงที่สุดในโลก แสดงว่าเราไม่มีการลงทุนเกิดขึ้นเลย บริษัทไทยไม่กล้าลงทุนเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ ทำให้เราถอยหลังลดลงทั้งกำลังการผลิต และประสิทธิภาพการผลิต นอกเหนือจากไม่ลงทุน ยิ่งไม่มีการวิจัย หรือพัฒนา แล้วจะหานวัตกรรมจากไหน และจะเพิ่มรายได้ได้อย่างไร ดังนั้น รัฐจะต้องสร้างระบบนิเวศที่ทำให้รับมือกับความเสี่ยงได้มากขึ้น มีการจัดตั้งคณะกรรมการดูแลความเสี่ยงในองค์รวมเพื่อดูความเสี่ยงของประเทศอย่างบูรณาการ ขณะเดียวกัน ต้องเปลี่ยนบรรทัดฐานการทำธุรกิจให้สามารถลองผิดลองถูกได้ พลาดหรือล้มได้ เพราะการใช้นวัตกรรมก็มีทั้งได้และเจ๊ง ควรมีการดูแลคนที่เสียหายเมื่อพลาดไม่ใช่ซ้ำเติม”.