เอสเอ็มอีแบงก์ลุ้นหลุดแผนฟื้นฟู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ย. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737711

 

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า หลังจากตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่เอสเอ็มอีแบงก์อยู่ภายใต้แผนฟื้นฟูของคณะกรรมการ นโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือซุปเปอร์บอร์ด ทำให้ผลประกอบการของธนาคารดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน ส.ค.59 มียอดสินเชื่ออยู่ที่ 21,953 ล้านบาท และคาดว่า จนถึงสิ้นปีนี้ จะปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 35,000 ล้านบาท ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ลดลงเหลือ 19,486 ล้านบาท คิดเป็น 21.66% ของยอดสินเชื่อคงค้างและคาดว่ายอดเอ็นพีแอลสิ้นปีนี้ จะลดเหลือประมาณ 18,000 ล้านบาท ซึ่งจะให้เอสเอ็มอีแบงก์ มีโอกาสถูกปลดออกแผนฟื้นฟูภายในสิ้นปีนี้ได้อย่างแน่นอน

“สินเชื่อที่ปล่อยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 21,953 ล้านบาทนั้น ยังมีผู้ประกอบการอยู่ระหว่างรออนุมัติอีกกว่า 10,000 ล้านบาท โดยจะเน้นผู้ประกอบการผ่าน 2 โครงการหลักคือ สินเชื่อเอสเอ็มอีบัญชีเดียววงเงินรวม 30,000 ล้านบาท และสินเชื่อซอฟต์โลน 3 เพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ วงเงินรวม 3,000 ล้านบาท ซึ่งเริ่มเดินสายเปิดตัวตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ส่วนแผนการปล่อยสินเชื่อในไตรมาส 4 พร้อมให้บริการทางการเงิน เพื่อผลักดันการสร้างผู้ประกอบการในกลุ่ม S-Curve (อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่) ตามนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม การจูงใจให้ผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดาจดทะเบียนเปลี่ยนกิจการเป็นนิติบุคคล เพื่อรองรับระบบชำระเงินด้วยอิเล็กทรอนิกส์ บัญชีเดียว”.

 

“บีโอไอ” กล่อมนักลงทุนเกาหลี ให้มั่นใจนโยบายเป้าหมายใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737706

 

นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงการจัดงานสัมมนา “ความร่วมมือด้านการลงทุนไทย-เกาหลีใต้” ที่จังหวัดชลบุรี โดยมีนักลงทุนเกาหลีใต้ 100 ราย ว่า บีโอไอต้องการสนับสนุนให้นักลงทุนเกาหลีใต้ที่ลงทุนอยู่ในประเทศไทยแล้ว ตัดสินใจขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น จึงได้นำเสนอนโยบายส่งเสริมการลงทุน ใหม่ๆ ซึ่งบีโอไอมั่นใจว่า จะสอดรับกับทิศทางการลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้

“นโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ของบีโอไอ มีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้า หมายที่สอดคล้องกับการลงทุนของเกาหลีใต้ในไทยอยู่แล้ว อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ หรือแม้แต่อุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ และการที่รัฐบาลให้ ความสำคัญต่อการลงทุนในภาคตะวันออกมากยิ่งขึ้น ภายใต้โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่จะมีการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้ง ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการลงทุนใหม่ๆ”.

 

SCG มั่นใจไทยพาณิชย์พัฒนาระบบ SCG Smart Payroll

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 29 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737041

 

นายเชาวลิต เอกบุตร (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การเงินและการลงทุน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี และนางภิมลภา สันติโชค (ที่ 5 จากซ้าย) รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ พร้อมด้วย นายวศิน ไสยวรรณ (ที่ 6 จากซ้าย) รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Commercial Banking Solutions ธนาคารไทยพาณิชย์ และคณะผู้บริหารร่วมฉลองความสำเร็จการให้บริการระบบ SCG Smart Payroll

ระบบ SCG Smart Payroll เป็นโซลูชั่นการบริการจ่ายเงินเดือนพนักงาน Payroll เพื่อตอบโจทย์ลักษณะงานของเอสซีจี โดยเฉพาะ นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสรรค์ระบบเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีจุดเด่นคือ เป็น Straight Through Electronic Process ที่มีมาตรฐานความถูกต้องแม่นยำ และความปลอดภัยสูงสุด ตอบโจทย์การพัฒนาสู่ความเป็นเลิศของเอสซีจี นอกจากนี้ ด้วยเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศของธนาคารไทยพาณิชย์ รวมถึงการจัดตั้งทีมงานเฉพาะ ทำให้สามารถสนับสนุนธุรกรรมเร่งด่วนได้ภายในระยะเวลาอันสั้น เพื่อความพึงพอใจสูงสุดให้แก่พนักงานเอสซีจี

 

อุตสาหกรรมโฆษณาทรงตัว! “เอเจนซี่”ปรับตัวรุกเพื่อนบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ย. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737701

 

ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์

นางอิชยา สันติตระกูล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทแบรนด์ คอนเนคชั่นส์ มีเดียเอเจนซี่สัญชาติไทย เปิดเผยว่า ทิศทางของอุตสาหกรรมโฆษณาในปีนี้จะมีขนาดเท่ากับปีที่ผ่านมา จากภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวและวงการโทรทัศน์จะเปลี่ยนโฉมหน้าไป จากผู้ดำเนินการทีวีดิจิตอลรายใหม่ ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ทำวิจัยเรตติ้งรายการโทรทัศน์คือบริษัทกันตาร์ ปรากฏว่า ไม่มีข้อมูลของโทรทัศน์หลายช่อง นี่จึงเป็นเหตุผลที่บริษัทไม่ได้ใช้บริการของกันตาร์ โดยการเป็นมีเดีย เอเจนซี่ต้องดูแลผลประโยชน์ของลูกค้าให้ดีที่สุด ดังนั้นข้อมูลเรตติ้งที่บริษัทซื้อต้องมีข้อมูลของโทรทัศน์ทุกช่องครบ เพื่อทำการวิเคราะห์และเฟ้นหารายการโทรทัศน์ที่เหมาะสมกับความ ต้องการเฉพาะตัวของลูกค้าแต่ละราย

ด้านนายประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง แบรนด์ คอนเนคชั่นส์ ให้ความเห็นว่า วงการมีเดียเอเจนซี่มาถึงทางสองแพร่งที่ต้องถามตัวเองว่ามีเดียเอเจนซี่ที่อยากจะทำหน้าที่ในบทบาทอะไร ระหว่างการทำหน้าที่เป็นตัวแทนของลูกค้า หรือเลือกที่จะเป็นหลักเสมือนหนึ่งว่าตัวเองเป็นเจ้าของสื่อ เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาวงการมีเดียเอเจนซี่ไปซื้อสปอตโฆษณาของรายการโทรทัศน์โดยมีพันธะสัญญากับเจ้าของรายการว่าต้องซื้อเป็นจำนวนเท่าไรต่อเดือน เพื่อได้ราคาพิเศษ ซึ่งเท่ากับว่าให้ความสำคัญของคนเองต้องระบายสินค้าคงคลังออกไปก่อนที่จะไปซื้อรายการอื่น ทำให้ความสำคัญของการวางแผนสื่อลดลงไปโดยปริยาย

สำหรับปลายปีนี้จะขยายตัวเข้าไปให้บริการลูกค้าใหม่สองรายที่จะบุกตลาดประเทศกัมพูชาและลาว โดยเข้าไปถือหุ้นในบริษัทโลคอล พลาเน็ท ที่รวบรวมมีเดีย เอเจนซี่อิสระกว่า 30 ประเทศ มาทำงานร่วมกัน ส่วนผลประกอบการของบริษัทในปีนี้จะมีบิลลิ่ง 1,400 ล้านบาท และเป้าหมายปีหน้าคาดว่าจะเติบโต 20%.

 

นิตยสาร The End EP.2 สื่อกระดาษ vs สมาร์ทโฟน เดิมพันสุดท้ายใครแน่กว่า?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737411

 

รายงานพิเศษ ‘นิตยสาร The End ตอนที่ 2’ ที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ ถูกเขียนขึ้นเพื่อเผยแพร่ลงในสื่อออนไลน์ ซึ่งมีผู้อ่านจากโลกโซเชียลฯ กดเข้ามาอ่านด้วยความสนใจใคร่รู้ แต่ ณ วินาทีเดียวกันนี้ สื่อสิ่งพิมพ์อย่างนิตยสารบางฉบับที่เราคุ้นเคยกำลังลาลับอย่างไม่มีวันกลับ เพราะไร้ผู้อ่านไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาเหมือนวันเก่าก่อน…

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เทียบความเห็น 2 มุม จากบุคคล 2 ท่าน ฝ่ายหนึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ ผู้อุทิศเวลาพัฒนาระบบหนังสือในประเทศไทยมานานกว่า 40 ปี และอีกฝ่ายหนึ่ง คือ นักการตลาดฝีปากกล้าระดับปรมาจารย์ของเมืองไทย ตบท้ายด้วย บทสรุปจาก ข้าราชการต้นแบบของเมืองไทยที่มีใจรักการอ่านอย่างสุดหัวใจ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุลจุดอ่อน จุดจบ และทางรอดของนิตยสารไทย เป็นอย่างไรต้องติดตาม!


อาจารย์มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (นวนิยายและเรื่องสั้น)

อาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด
โจทย์ : หมากเกมนี้ ใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะรอด?

อาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ตอบ : ผมคิดว่านิตยสารที่จะอยู่รอดต่อไปได้ จะมีเพียงแค่นิตยสารที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ของเมืองไทย เท่านั้น หรือในประเภทของนิตยสารผู้หญิง อาจมีถึงเบอร์ 3 หรือ เบอร์ 4 ที่สามารถอยู่ต่อไปได้ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า ก็คือ ไม่ว่านิตยสารเบอร์ไหน ทุกรายจะต้องเจอปัญหา “โฆษณาลดลง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของผู้อ่านที่เปลี่ยนไป จากผู้อ่านในโลกกระดาษย้ายมาอ่านในอินเทอร์เน็ตมากขึ้น จนในที่สุด เราก็จะพบว่า โฆษณาบนสื่อสิ่งพิมพ์ย้ายเข้าไปสู่โลกออนไลน์ตามไปด้วย

อาจารย์มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ (นวนิยายและเรื่องสั้น) ตอบ : จากปัจจัยที่ว่า นิตยสารมีผู้ซื้อน้อยราย จึงทำให้นิตยสารหลายต่อหลายเล่มต้องปิดตัวลงนั้น ปัจจัยดังกล่าวไม่ได้มีผลต่อตัวนิตยสารเท่าใดนัก เนื่องจากผู้ซื้อมิใช่รายได้หลักของนิตยสาร แต่ “โฆษณา” ต่างหากเล่าที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนิตยสารให้ดำเนินต่อไปได้ เมื่อโฆษณาหายไป นิตยสารก็เริ่มอยู่ไม่ได้ และจะค่อยๆ หายไปในที่สุด ส่วนคนที่เสียประโยชน์ก็มิใช่ใครที่ไหน พวกเขาคือ “ชาวบ้าน” ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน หรือไม่โน้ตบุ๊กใดๆ พวกเขาเหล่าน้ียังคงต้องการพึ่งพาหนังสือกระดาษอยู่

“อีกไม่กี่วันข้างหน้า จะไม่มีสกุลไทยแล้ว การหายไปของสกุลไทยในครั้งนี้ ไม่ได้มีผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงอะไรนัก แต่สิ่งที่น่าเสียดายอย่างที่สุดก็คือ เครื่องมือการส่งผ่านความรู้ให้แก่ประชาชนแบบสาธารณะ และใช้เงินน้อยที่สุดของชาติได้หายไปอย่างที่ไม่ควรจะเป็น อ.มกุฏ ศิลปินแห่งชาติ กล่าวจี้ใจ


นางงามจักรวาลคนแรกของไทย ปุ๊ก อาภัสรา หงสกุล

สกุลไทยฉบับที่ ๓,๐๐๐
โจทย์ : ‘กระดาษ’ กับ ‘สมาร์ทโฟน’ ใครแน่กว่ากัน?

อาจารย์มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ตอบ : การอ่านหนังสือ หรืออ่านเรื่องราวข่าวสารในอินเทอร์เน็ตนั้น ย่อมทำให้ผู้อ่านเกิดความสะดวกสบาย หากท่านเกิดความสงสัยในจุดใด ก็สามารถนำคำนั้นๆ ไปค้นหาคำตอบที่ถูกต้องได้ในทันที ซึ่งการอ่านด้วยวิธีการเช่นนี้ เป็นวิธีการของผู้มีการศึกษา และผู้มีฐานะ

“บังเอิญผมคิดเรื่องนี้เอาไว้เพื่อประชาชนส่วนมากของประเทศ เป็นประชาชนส่วนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ทางอินเทอร์เน็ตได้ บางคนไม่มีเงิน บางคนไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต อย่างไรเสีย ผมไม่อยากเปรียบเทียบระหว่างหนังสือกระดาษกับสมาร์ทโฟน เพราะเอาเข้าจริงแล้วไม่มีอะไรดีกว่าอะไร และผมไม่ได้ปฏิเสธว่า ของใหม่จะไม่ดี แต่ของใหม่ที่เราพูดถึงกันอยู่นี้ มีไว้สำหรับคนที่มีโอกาส และมีสตางค์ ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐควรจัดการก็คือ ให้หนังสือกระดาษ ให้นิตยสารของเอกชนเป็นความรู้พื้นฐานแก่ประชาชน” อ.มกุฏ ศิลปินแห่งชาติ มองตามมุมนักคิดนักเขียน

“นิตยสารอ่าน 2 ชั่วโมงจึงจะจบเล่ม และเมื่อเราอ่านจนจบแล้ว เราก็สามารถให้คนอื่นๆ ยืมอ่านต่อได้ ซึ่งเรื่องราวข่าวสาร ความรู้ต่างๆ ที่อยู่ในนิตยสารก็จะแพร่ขยายออกไปได้เรื่อยๆ แต่สำหรับโน้ตบุ๊ก หรือสมาร์ทโฟนนั้น ทำเช่นนี้ไม่ได้ เพราะมันมีค่า มีราคา จะให้ใครหยิบยืมเพื่อไปอ่านนานๆ จริงๆ จังๆ ย่อมทำไม่ได้ อ.มกุฏ ขยายความให้เห็นภาพ

อาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ตอบ : การอ่านไม่จำเป็นต้องอ่านในหนังสือกระดาษเท่านั้น เราสามารถอ่านเรื่องราวข่าวสารต่างๆ ได้จากสื่อออนไลน์ เพียงแต่ว่าการอ่านแบบลึกซึ้ง หรือการอ่านแบบมีสมาธิที่ต้องใช้เวลานานอาจจะไม่เกิดขึ้นเท่าใดนัก ซึ่งผู้อ่านในยุคปัจจุบันมักจะมีพฤติกรรมการอ่านแบบฉาบฉวย อ่านแบบสมาธิสั้น เนื่องจากผู้อ่านบนโลกโซเชียลมีสิ่งเร้ามากมายที่เข้าไปรบกวนความสนใจจากการอ่าน

“เด็กยุคใหม่ไม่ได้เติบโตขึ้นมาพร้อมกับสื่อกระดาษ พวกเขาเติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กับเทคโนโลยีสารพัดประเภท บวกเข้ากับปัจจัยที่ว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่แข็งแรงในเรื่องการอ่าน แต่สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการดู และด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ จึงเป็นเหตุให้หนังสือรุ่นเก่าที่ปรับตัวไม่ทัน หรือปรับตัวช้า ต้องล้มหายตายจากอย่างต่อเนื่อง” นักการตลาดฉายา ‘ขาโหด’ วิเคราะห์ปรากฏการณ์นิตยสารปิดตัว

อย่างไรก็ตาม อ.ธันยวัชร์ ยังขยายความต่ออีกว่า สำหรับประเทศที่เป็นสังคมแห่งการอ่าน ยอดขายหนังสือประเภทต่างๆ ในประเทศไม่ได้ลดลง และยังขายได้ดี เพราะออนไลน์ไม่สามารถทำลายระบบหนังสือของประเทศนั้นๆ ได้


ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมี ‘สถาบันหนังสือแห่งชาติ’

สกุลไทย ฉบับที่ ๓,๑๘๗
ทำนายวันตาย ‘นิตยสาร’?

อาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ตอบ : ปัจจัยที่ทำให้นิตยสารต้องล้มหายตายจาก มาจากปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ 1. นิตยสารคือการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย ผู้อ่านหลายต่อหลายท่านที่ติดนิยายในนิตยสาร ไม่จำเป็นต้องรอคำว่า “โปรดอ่านฉบับหน้า” อีกต่อไปแล้ว เพราะพวกเขาสามารถเข้ามาอ่านในโลกออนไลน์ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ 2. ผู้อ่านเปลี่ยนเครื่องมือในการอ่าน จากหนังสือย้ายไปสู่สมาร์ทโฟน และ 3. เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป พฤติกรรมของเอเจนซี่โฆษณาก็เปลี่ยนตามไปด้วย

“ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่า นิตยสารไทยจะหายไป แต่พื้นที่ยืนของนิตยสารจะเล็กมากๆ หากจะพูดให้เห็นภาพก็คือ วันหนึ่งคุณเคยอยู่บ้านหลังใหญ่มีพื้นที่รอบตัวบ้านมากมาย แต่อยู่มาวันหนึ่ง คุณต้องย้ายไปอยู่คอนโดฯ เล็กๆ ขนาดไม่เกิน 30 ตารางเมตร สื่อสิ่งพิมพ์จะไม่ตาย แต่จะอยู่ต่อไปแบบร่อแร่ นั่นแหละ อนาคตนิตยสารไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดมือต้นๆ ของเมืองไทย พูดตรงไปตรงมา

อาจารย์มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ตอบ : ปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้ มิใช่ว่า สกุลไทยจะเจ๊ง หรือนิตยสารอื่นๆ กำลังจะเจ๊ง แต่ปัญหาสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ เมืองไทยยังไม่มีใครคิดที่จะหาวิธีนำความรู้มามอบให้แก่ประชาชน ทั้งๆ ที่คุณภาพของประชาชนนั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการอ่านและรู้หนังสือ 

“ภาครัฐไม่ตระหนักถึงการอ่าน ไม่ตระหนักถึงหนังสือ รัฐเอาเวลาส่วนใหญ่ทุ่มลงไปกับเรื่องเศรษฐกิจ การลงทุน พัฒนาอุตสาหกรรม สร้างโรงงาน แต่ถ้าชาวบ้านไม่มีความรู้ ชาวบ้านไม่มีสติปัญญา รัฐจะสร้างสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออะไรกัน หรือสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านไปเป็นคนงาน ส่วนต่างชาติมาควบคุมแล้วขนเงินออกไปเช่นนั้นหรือ” อาจารย์มกุฏ ท้วงติง

อาจารย์มกุฏ ยังยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้นอีกว่า นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้กล่าวในวันชาติไว้ว่า อนาคตอยู่ในมือของประเทศที่ประชาชนใช้ข่าวสาร ความรู้ และเทคโนโลยีร่วมกันอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งทั้งสามอย่างนี้เป็นปัจจัยหลักทำให้เศรษฐกิจของประเทศชาติประสบความสำเร็จ รุ่งเรือง…เพราะฉะนั้น ความสามารถในการเรียนรู้ จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะทำให้ประเทศชาติแข็งแกร่ง และรุ่งเรืองอยู่ได้ในโลกอนาคต…ขณะนี้ ถึงเวลาแล้ว ที่จะหันกลับมามองห้องสมุดของเราอย่างจริงจังกันเสียที

จากนโยบายข้างต้นของสิงคโปร์ อาจารย์มกุฏ บอกเล่าว่า ประเทศสิงคโปร์จึงเจริญรุดหน้าแซงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน ส่วนประเทศอินเดีย เมื่อ 60 กว่าปีที่แล้ว อินเดียจัดตั้งสถาบันหนังสือแห่งชาติ เพื่อจัดการเรื่องการอ่านพื้นฐานของคนทั่วประเทศ หลังจากนั้นเป็นเวลา 50 ปี เราจึงเห็นว่าอินเดียเจริญกว่าเมืองไทย ซึ่งเดิมทีเมืองไทยเจริญกว่าอินเดีย และเหตุทั้งหมดเป็นเพราะการอ่านพื้นฐานทั้งสิ้น


ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์

ศิลปินแห่งชาติ ผู้นี้มุ่งหวังให้รัฐบาลเป็นผู้คิดดำเนินงาน และใช้ประโยชน์จากสถาบันหนังสือและการอ่าน
โจทย์ : ทางรอดนิตยสารไทย คือ อะไร?

อาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด ตอบ : ทางรอดของนิตยสารไทยก็คือ อย่าหารายได้จากการโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ควรหารายได้เพิ่มจากการจัดอีเวนต์ ยกตัวอย่างเช่น ค่ายอมรินทร์ จัดงานบ้านและสวนแฟร์, ค่ายกรังด์ปรีซ์ จัดงานมอเตอร์โชว์ เป็นต้น อย่างน้อยๆ ค่ายนิตยสารควรจัดอีเวนต์ขึ้นมาเป็นของตัวเองอย่างน้อยปีละครั้ง โดยทางออกเช่นนี้จะช่วยให้ค่ายนั้นๆ มีรายได้จากการจัดงานสูงหลายสิบล้านบาท

“นิตยสารเก่าแก่ จะจัดอีเวนต์ในรูปแบบไหนได้?” อ.ธันยวัชร์ ตอบคำถามนี้ว่า นิตยสารเก่าแก่ก็ต้องล้มหายตายจากไป ไม่ว่าจะสกุลไทย, สตรีสาร, บางกอก นิตยสารเหล่านี้เป็นนิตยสารที่ขายเนื้อหาเป็นหลัก โดยปกติโฆษณาในนิตยสารเหล่านี้ไม่ได้มีมากมาย บวกเข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ก็แทบจะเรียกได้ว่า โฆษณาหายไปหมด รวมทั้ง ผู้อ่านนิตยสารเก่าแก่เหล่านี้ มีอายุมากขึ้น จึงประสบปัญหาทางสายตา และส่งผลให้อ่านหนังสือได้น้อยลง จนในที่สุดก็ซื้อน้อยลง

“ยังมีทางรอดอื่นๆ อีกไหม นอกจากการจัดอีเวนต์?” อ.ธันยวัชร์ เงียบไปชั่วครู่ ก่อนตอบกลับมาว่า ณ วันนี้ ผมยังไม่เห็นทางรอด แต่ผมกำลังจะบอกว่า สื่อสิ่งพิมพ์ที่อยู่ได้ จะต้องเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีคุณภาพจริงๆ มีความโดดเด่นจริงๆ และต้องตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้จริงๆ จึงจะทำให้สื่อสิ่งพิมพ์นั้นๆ อยู่ได้ แม้ว่าโฆษณาจะน้อยก็ตาม”


อาจารย์มกุฏ กล่าวไว้ว่า การอ่านของชาติ มิใช่งานอีเวนต์

อาจารย์มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ตอบ : ‘สกุลไทย’ เป็นเสมือนกรณีตัวอย่างที่กำลังสะท้อนให้เห็นว่า นิตยสารที่มีเนื้อหาสาระอันเป็นประโยชน์ นิตยสารที่เป็นดั่งเครื่องมือสาธารณะของรัฐบาลกำลังจะหายไปอย่างช้าๆ โดยที่ไม่มีใครเห็นคุณค่า และไม่รู้จักใช้เครื่องมือนี้ให้เป็นประโยชน์

“ผมไม่ได้บอกว่า รัฐจะต้องมาดูแลสกุลไทยเสมือนไข่ในหิน แต่ผมเพียงยกตัวอย่างให้เห็นว่า สื่อที่มีประโยชน์กับประชาชนเป็นวงกว้าง และไม่ต้องไปลงทุนลงแรงอะไรมากนัก สื่อเช่นนี้ควรค่าแก่การที่รัฐจะดูแลตามสมควร” อาจารย์มกุฏ ศิลปินแห่งชาติ สะท้อนแนวคิด

โดย อาจารย์มกุฏ อรฤดี ศิลปินแห่งชาติ เสนอแนะว่า ดังนั้น รัฐบาลควรตั้งหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องหนังสือและการอ่านของชาติ โดยมีแผนกหนึ่งที่คอยทำหน้าที่ดูแลสื่อนิตยสารต่างๆ ที่เป็นสื่อสาธารณะของเอกชน และเปิดโอกาสให้เอกชนส่งรายละเอียดนิตยสารของตนเองเข้ามาที่หน่วยงาน เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือ ยกตัวอย่างเช่น ฉบับ ก มีเนื้อหาอะไรบ้าง เหมาะกับคนกลุ่มไหนบ้าง จำนวนพิมพ์เท่าไร คนอ่านเท่าไร และจะช่วยกันได้อย่างไร, ฉบับ ข ส่งเข้ามาให้พิจารณาเลยว่า เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร เหมาะกับใคร พิมพ์เท่าไร จากนั้น เจ้าหน้าที่ก็จะพิจารณาว่า นิตยสารฉบับใดเหมาะสมที่จะให้ความช่วยเหลือต่อไป

“สถาบันหนังสือและการอ่านของชาติ ควรจัดตั้งขึ้นด้วยความเข้าใจ และไม่ให้การเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยว เพราะมิเช่นนั้น จะเข้าอีหรอบที่ว่า หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมานี้ จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียง หรือสร้างขึ้นไว้เพื่อเป็นผลงานให้นักการเมืองพูดถึงในภายภาคหน้า และภาครัฐไม่ควรทำเป็นวาระ อย่างวาระการอ่านแห่งชาตินี่ต้องเลิกคิด เพราะมันเป็นวาระ ถ้าไม่จัดวาระก็ไม่เกิด ถ้าอยากให้เกิดก็ต้องจัดวาระขึ้นมาอีก การแก้ปัญหานี้เช่นนี้ จะไม่มีวันยั่งยืน” อาจารย์มกุฏ ศิลปินแห่งชาติ ถอดความจริงจากประสบการณ์มามากกว่า 40 ปี

อาจารย์มกุฏ ศิลปินแห่งชาติ ผู้อุทิศชีวิตให้กับหนังสือและการอ่านของชาติ ได้ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลไม่มีคนที่จะมาคิด และไม่มีคนที่จะมารับผิดชอบเรื่องหนังสือและการอ่านของประเทศ รัฐบาลปล่อยให้การอ่านของคนไทยมีปัญหา รัฐบาลปล่อยให้นิตยสารดีๆ ต้องล้มหายจากไปอย่างที่ไม่ควรจะเป็น และจะมีไหม สักวันหนึ่งที่ผู้มีอำนาจของรัฐจะเข้าใจ เข้ามาแก้ปัญหา เข้ามาพัฒนาเรื่องหนังสือ และการอ่านอย่างจริงจัง”


อาจารย์มกุฏ กล่าวไว้ว่า ก่อนจะจัดการเรื่อง ‘การอ่าน’ ให้เด็กๆ รัฐบาลต้องรู้ เข้าใจ และจัดการเรื่อง ‘สิ่งที่จะอ่าน’ หรือ ‘หนังสือ’ เสียก่อน

อาจารย์มกุฏ กล่าวไว้ว่า ผู้รับผิดชอบเรื่องการอ่านของชาติ จะต้องรู้ว่า ตัวเลขการอ่านหนังสือปีละ 5 เล่ม เป็นการสุ่มสำรวจเฉพาะกลุ่ม หรือรวบรวมข้อมูลทางสถิติกันแน่ เพราะไม่น่าเชื่อว่า สถิติที่แท้จริงคนไทยจะอ่านหนังสือถึงปีละ 5 เล่ม
จาก “โจทย์ร้อน” สู่ “โจทย์รัฐ”…

จากประเด็นที่ว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลไม่มีหน่วยงาน หรือไม่มีผู้ใดในภาครัฐที่จะเข้ามาจัดการดูแลเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง และเข้าใจ” ด้วยประเด็นข้างต้น ผู้สื่อข่าวจึงติดต่อไปยัง ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือในฐานะที่ท่านเป็นบุคคลหนึ่งในทีมงานรัฐบาลที่ผูกพันกับหนังสือและการอ่าน หรือในฐานะพระปนัดดา (เหลน) ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ หรือในฐานะที่ท่านเป็นผู้ดูแลหอสมุดสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่ง ม.ล.ปนัดดา ท่านกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า

เมื่อพูดถึงเรื่องสกุลไทยขึ้นมา เรื่องนี้ทำให้ผมอดใจหายไม่ได้ เพราะอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะไม่มีสกุลไทยเหมือนแต่ก่อนแล้ว ซึ่งในตอนที่ผมยังเด็ก ผมจำได้ว่า ในครั้งที่คุณแม่ยังมีชีวิต ท่านชอบอ่านเรื่องราวต่างๆ ในสกุลไทยเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผมกลับมานั่งคิดพิจารณาอย่างรอบด้านว่า เหตุใดสกุลไทยจึงต้องปิดตัว ซึ่งผมก็ได้พบคำตอบที่ว่า ปัจจุบันผู้คนหันมาเสพข้อมูลข่าวสารผ่านทีวี และสมาร์ทโฟนมากขึ้น

แม้ว่าเราจะหันมาเสพข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องละทิ้งการอ่านหนังสือไปเสียหมดสิ้น เพราะหนังสือทุกเล่มนับเป็นมรดกอันทรงคุณค่าของชีวิต ซึ่งในอดีต ผมจำได้เป็นอย่างดีว่า เมื่อพ่อแม่มอบหนังสือให้ผม ผมจะต้องรักษาและหวงแหนหนังสือเล่มนั้นๆ ให้มากเท่ากับชีวิต

ขณะที่ การอ่านในเว็บไซต์ต่างๆ นั้น ผมมองว่า เป็นเหมือนการอ่านผ่านมาก็ผ่านไป การอ่านในเว็บไซต์แตกต่างกับการอ่านหนังสืออย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น ทางแก้ที่ดีที่สุดสำหรับปัญหานี้ก็คือ เราต้องช่วยกันสร้างเสริม และผลักดันให้หนังสือกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญกับชาติบ้านเมืองต่อไป

ดังนั้น เราต้องทำให้ประชาชนเข้าใจว่า การอ่านหนังสือใดๆ ก็ตาม สิ่งที่ได้จากการอ่านหนังสือนั้นๆ จะช่วยให้เราต่อยอดความคิด ช่วยให้เรามีความคิดรอบคอบ และสิ่งที่อยู่ในหนังสือจะเป็นข้อคิด เป็นบทเรียนของชีวิตเราไปตลอดกาล

ทว่า เราทุกคนควรส่งเสริมการอ่านด้วยวิธีง่ายๆ ด้วยการทำมุมหนังสือเล็กๆ เอาไว้ที่บ้าน หรือในที่ทำงาน, รณรงค์ให้เยาวชน ครู อาจารย์ ข้าราชการ ภาคเอกชนหันมาเล็งเห็นว่า หนังสือคือแหล่งสร้างภูมิปัญญาของคนในชาติ


ม.ล.ปนัดดา ก็เป็นอีกหนึ่งท่านที่รู้สึกเสียดายการปิดตัวของนิตยสารสกุลไทย

และเมื่อปี 2556 มีการจัดงาน “กรุงเทพฯ เมืองหนังสือโลก” ขึ้นมา เราลองพิจารณางานนี้ แล้วกลับมาถามตัวเองกันหรือยังว่า เรากล้าเรียกตัวเองว่าเป็นเมืองหนังสือโลกได้อย่างไร บ้านเมืองเรามันเป็นอย่างชื่อเรียกนี้จริงๆ หรือ?

โดยปัจจุบัน เรามักจะพบว่า คนไทยไม่นิยมใช้ห้องสมุดกันเท่าใดนัก หรือแทบจะเรียกได้ว่า ต้องขอร้องให้ประชาชนเข้าไปใช้ห้องสมุดกันเลยทีเดียว ดังนั้น ภาครัฐและเอกชน ต้องร่วมกันสร้างให้เป็นวาระของชาติบ้านเมือง

คำว่า “วาระ” ที่ว่านี้ มีความหมายเช่นเดียวกันกับนโยบาย หากวาระเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ย่อมเท่ากับว่า วาระจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้ประชาชนเล็งเห็นถึงความสำคัญของเรื่องนั้นๆ ซึ่งความสำเร็จในแต่ละวาระ ย่อมต้องใช้เวลาพอสมควร


ม.ล.ปนัดดา มองว่า หนังสือทุกเล่มนับเป็นมรดกอันทรงคุณค่าของชีวิต

ในรัฐบาลชุดนี้ ผมมองว่า ใน 10 ยุทธศาสตร์ของสภาพัฒน์ ฉบับที่ 12 ซึ่งจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2559 นั้น ในเนื้อหาสาระภายในยุทธศาสตร์นี้ จะบ่งบอกถึงหลักการดำเนินชีวิต หลักการครองตน หลักการทำงาน และความพอเพียงในชีวิต ซึ่งทั้ง 10 ยุทธศาสตร์นี้ จะสำเร็จขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วยการอ่านของประชาชน

ผู้สื่อข่าวถาม ม.ล. ปนัดดา ว่า “จะมีความเป็นไปได้ไหมคะ หากวันใดวันหนึ่ง รัฐบาลจะจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องหนังสือและการอ่านอย่างจริงจัง?” ม.ล. ปนัดดา ตอบว่า อันที่จริงแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตำรา และหนังสือนั้น มีอยู่มาก อาทิ สถาบันการศึกษา, หอสมุดมหาวิทยาลัย, หอสมุดสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ราชบัณฑิตยสถาน และอีกมากมายหลายหน่วย

ในการพูดคุยครั้งนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างมากที่มีสื่อสนใจและเป็นห่วงเรื่องนี้ ดังนั้น ผมจะหันมาพิจารณาในเรื่องนี้ด้วยบทบาทที่ผมสามารถทำได้ จากนี้ต่อไป ผมจะเพิ่มเรื่องหนังสือ และการอ่านเป็นวาระของการทำงานเข้าไปครับ.

 

บรรทัดด้านบน
คือ ‘คำมั่น’ ที่เป็นดั่ง ‘ความหวัง’ ของชาติต่อไป…

สำหรับในตอนสุดท้ายของสกู๊ปซีรีส์ นิตยสาร The End (ตอนที่ 3) จะเจาะลึกถึงเหตุผลที่สปอนเซอร์โฆษณา ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งเงินทุนของธุรกิจนิตยสาร ต้องลดการสนับสนุนลงว่าเป็นเพราะเหตุใด และพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้นิตยสารต้องปิดฉากเร็วขึ้นหรือไม่ โปรดติดตาม…

อ่านเพิ่มเติม


 

เผยเศรษฐีขนเงินตั้งกองทุนส่วนบุคคล “ทาลิส” สบช่องแตกไลน์เอาใจรายย่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ย. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737696

 

นายฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทาลิส เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เปิดตัวและประกอบธุรกิจบริหารจัดการกองทุนอย่างเป็นทางการในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งในระยะแรกให้บริการเฉพาะกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยมีเศรษฐีหรือผู้ที่มีรายได้สูง และนักลงทุนรายใหญ่นำเงินมาให้บริหารจัดการมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเพียงระยะเวลากว่า 6 เดือน บลจ.ทาลิส สามารถสร้างผลตอบแทน ให้นักลงทุนได้อย่างเหมาะสม และสร้างความพอใจให้แก่นักลงทุนรายใหญ่มาก ทำให้ปัจจุบันมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ในส่วนของกองทุนส่วนบุคคล อยู่ที่ระดับ 3,000 ล้านบาทแล้ว ทำให้ปีนี้ได้ปรับเพิ่มเป้าหมาย AUM กองทุนส่วนบุคคลเป็น 4,000 ล้านบาท

“มีเศรษฐีผู้มีความมั่งคั่งและนักลงทุนรายใหญ่ติดต่อเข้ามาขอรับคำปรึกษาด้านการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งที่เข้ามาด้วยตนเอง และที่ติดต่อให้ทีมบริหารไปพบนอกสถานที่ ซึ่งผลการ บริหารและการสร้างผลตอบแทนที่ดี ทำให้ลูกค้าใหม่ในกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ให้ความไว้วางใจให้ บลจ.ทาลิส ดูแลเงินลงทุนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

นายฉัตรพีกล่าวต่อว่า ล่าสุดบริษัทได้ตัดสินใจเปิดบริการในส่วนของกองทุนรวม หลังมีกระแสเรียกร้องจากนักลงทุนรายย่อย โดยเตรียมเปิดขายหน่วยลงทุน “กองทุนเปิดทาลิสเฟล็กซิเบิ้ล” ให้รายย่อย โดยกลยุทธ์การลงทุน กองทุนจะนำเงินลงทุนไปลงทุนในหุ้น หุ้นกู้หรือพันธบัตรหรือเงินฝากธนาคาร หรือตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน โดยสัดส่วนการลงทุนจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัท ตามความเหมาะสมกับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ หากภาวะตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้น จะลงทุนส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดในหุ้น โดยเน้นกลยุทธ์ในการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ.

 

ช่องวันตั้งเป้าแซงเวิร์คพ้อยท์ หลังละคร “พิษสวาท” ดันเรตติ้งช่องวันกระฉูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737692

 

นายเดียว วรตั้งตระกูล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจ บริษัท เดอะ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด เจ้าของช่องทีวีดิจิตอล One 31 ในเครือบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากความสำเร็จของละคร “พิษสวาท” ที่ทำให้เรตติ้งของช่องวันในภาพรวม ปรับขึ้นมาเป็นอันดับ 4 ของระบบทีวีได้สำเร็จ เป็นรองเพียงช่อง 7, ช่อง 3 และช่องเวิร์คพ้อยท์เท่านั้น ทำให้มั่นใจว่ากลยุทธ์ของช่องวันที่เพิ่มจุดแข็งในช่วงเวลาไพร์มไทม์ ได้เดินมาถูกทางแล้ว

“เราเชื่อว่ารายการไพร์มไทม์ที่แข็งแกร่ง จะช่วยพยุงเรตติ้งในภาพรวมได้ และสิ่งที่เราเชื่อก็เป็นจริงแล้วว่าไพร์มไทม์เลี้ยงได้ทั้งช่อง โดยในช่วงปิดไตรมาส 3 สามารถทำรายได้แตะ 80% ของรายได้เป้าหมายทั้งปีที่ 1,700 ล้านบาทแล้ว เชื่อว่าในไตรมาสสุดท้าย จะเก็บ 20% ที่เหลือได้ไม่ยาก และส่วนหนึ่งมาจากความสำเร็จของละครพิษสวาทที่อยากเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ จากนี้ เราตั้งเป้าจะมี winner (ผู้ชนะ) อย่างพิษสวาทให้ได้สัก 1-2 รายการ”

นายเดียวกล่าวว่า ด้วยความแรงของเรตติ้งละครพิษสวาท ทำให้ช่องวันเป็นที่ชื่นชอบมากขึ้นและมีอัตราเติบโตของเรตติ้งสูงที่สุดในบรรดาช่องทีวีทั้งหมด โดยในช่วงเดือน ม.ค-ส.ค ที่ผ่านมาเรตติ้งโตตั้งแต่ 99-145% ในกลุ่มผู้ชมอายุ 15 ปีทั่ว
ประเทศ ผู้ชมอายุ 15 ปีขึ้นไปในกรุงเทพฯและหัวเมือง รวมทั้งผู้ชมหญิง ซึ่งเป็นผู้ชมกลุ่มหลัก ทำให้ช่องวันน่าจะมีโอกาสขยับตำแหน่งสู่ช่อง ทีวีอันดับ 3 แทนที่เวิร์คพ้อยท์ได้ภายในสิ้นปีนี้ถึงไตรมาส แรกของปีหน้า เนื่องจากเมื่อพิจารณาเรตติ้งเฉพาะช่วงไพร์มไทม์ ช่องวันอยู่ที่ 2.25 ขณะที่เวิร์คพ้อยท์อยู่ที่ 2.59 ถือว่าหายใจรดต้นคอ

โดยกลยุทธ์ไปสู่เป้าหมายดังกล่าว คือการขยายฐานผู้ชมไปยังกลุ่มที่ไม่ใช่เป้าหมายหลักเพิ่มเติม เช่นผู้ชมกลุ่มผู้ชาย ด้วยการเสริมความแกร่งรายการด้านกีฬาและข่าว ไม่ว่าจะเป็นการถ่าย ทอดมวยเวทีเงินล้านราชดำเนินและฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนยุโรป ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา เรตติ้งเฉลี่ยของช่องวัน ขยับขึ้นสู่อันดับ 3 ด้วยตัวเลข 0.77 และสามารถเบียดช่องโมโน ตกลงไปสู่อันดับ 4 โดยมีเรตติ้งละครพิษสวาทซึ่งเฉลี่ยสูงถึง 4.54 เป็นตัวดัน และถือเป็นเรตติ้งที่สูงมาก เมื่อเทียบกับเรตติ้งเฉลี่ยของ ละครเจ้าตลาดอย่างช่อง 7 และช่อง 3 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 5-6 โดยพิษสวาทซึ่งมีทั้งสิ้น 17 ตอนนั้น ทำเรตติ้งได้สูงสุดถึง 12 ในกลุ่มผู้ชมหญิง.

 

จัดแถวใหม่รถตู้ซิ่ง ใช้ผลวิจัยโรดแม็ป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736751

 

กรณีอุบัติเหตุจากรถตู้โดยสารที่ให้บริการขนส่งสาธารณะ เป็นอีกปัญหาที่ได้รับความสนใจจากสังคม แม้ภาครัฐมีความพยายามจะแก้ไขมาโดยตลอด แต่ก็ยังไม่สามารถลดการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างเห็นผล

ปัจจัยของการเกิดอุบัติเหตุ มีทั้งมาจากพฤติกรรมการขับขี่ของคนขับ และสภาพทางวิศวกรรมของตัวรถตู้เองก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมจัดระเบียบวินรถตู้ โดยจะไม่ให้มีการวิ่งข้ามจังหวัดว่า จะดำเนินการทุกอย่างกับสิ่งที่ผิดระเบียบ หรือทำให้เกิดความไม่ปลอดภัย โดยจะพยายามไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนที่ใช้บริการ ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างกำลังตรวจสอบข้อมูล

กล่าวคือ ตามแผนการจัดระเบียบรถตู้ ภายในปี 2564 ทาง คสช. ได้วางเป้าไว้ว่า จะยกเลิกรถตู้สาธารณะที่ให้บริการข้ามจังหวัด เพราะเห็นว่า รถตู้ไม่เหมาะกับการให้บริการในระยะไกล แต่อาจอนุญาตให้วิ่งได้เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีระยะทางไม่เกิน 100 กิโลเมตร ร่วมกับ ขสมก.เท่านั้น

กรณีดังกล่าวจึงนำมาซึ่งโครงการศึกษาความปลอดภัย กรณีการใช้รถตู้เป็นพาหนะโดยสารประจำทาง นำโดย รองศาสตราจารย์

ดร.ศักดิ์สิทธิ์ เฉลิมพงศ์ หัวหน้าโครงการศึกษา และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ แห่งสถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การศึกษาครั้งนี้ได้มีการลงลึก ตั้งแต่การทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการขนส่งสาธารณะ กฎหมาย ข้อกำหนด กฎระเบียบด้านการกำกับดูแลและให้บริการ รวมไปถึงมาตรฐานความปลอดภัย โดยมีการเปรียบเทียบกับรูปแบบการให้บริการสาธารณะด้วยรถโดยสารขนาดเล็ก กับรถตู้โดยสาร ทั้งในและต่างประเทศ

ผลการศึกษาและวิเคราะห์ ได้บทสรุปที่น่าสนใจว่า ปัจจัยที่ทำให้รถตู้โดยสารสาธารณะได้รับความนิยม เป็นเพราะยานพาหนะประเภทนี้ เดินทางได้สะดวก รวดเร็ว หรือใช้เวลาน้อย ค่าโดยสารมีราคาถูกกว่า เมื่อเทียบกับการที่สามารถเดินทางถึงที่หมายโดยไม่ต้องต่อรถหลายทอด นอกจากนี้ยังไม่ต้องรอนาน มีรถวิ่งให้บริการบ่อย บนรถตู้มีที่นั่งแน่นอน จุดขึ้นลงใกล้กับที่เรียน ที่พัก หรือที่ทำงาน และมีที่นั่งรอขึ้นรถสะดวกสบาย

ที่สำคัญ ยังไม่มีรถโดยสารสาธารณะรูปแบบอื่นใดเป็นทางเลือกให้ใช้บริการได้เบ็ดเสร็จเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม ในจุดเด่นข้อดีของรถตู้โดยสารสาธารณะ ก็มีข้อเสียอีกมากมายเช่นกัน ที่สำคัญอุบัติเหตุซึ่งเกิดจากรถตู้โดยสารสาธารณะ มีแนวโน้มส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน มากกว่ารถโดยสารประเภทอื่น
กล่าวคือ จากการศึกษาตัวเลขอัตราการตายของผู้โดยสารที่ใช้บริการรถตู้สาธารณะ เมื่อเกิดอุบัติเหตุมีสูงถึง ร้อยละ 32 เทียบกับรถโดยสารขนาดใหญ่ เช่น รถบัส หรือรถทัวร์ เมื่อเกิดอุบัติเหตุมีอัตราการเสียชีวิตเพียงร้อยละ 8

ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุในรถตู้โดยสารสาธารณะ คือ ปัจจัยด้านคน (Human Factor) และ ปัจจัยด้านตัวรถ (Vehicle Factor)

ปัจจัยอันเกิดจากคน เช่น เกิดจากพฤติกรรมในการขับรถด้วยความเร็วสูง ใช้ช่องทางเดินรถอย่างไม่เหมาะสม แถมยังขับขี่ด้วยความประมาทหวาดเสียว รวมทั้งความไม่พร้อมทางด้านร่างกายของพนักงานขับรถ และการรับผู้โดยสารเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น

ส่วนปัจจัยจากตัวรถ เช่น เกิดจากปัญหาทางด้านสมรรถนะและโครงสร้างของรถตู้โดยสารฯ ซึ่งมีการดัดแปลงตัวรถเพื่อนำมาใช้ประกอบการ กล่าวคือ ลักษณะทางวิศวกรรมของรถตู้โดยสาร ที่มีโครงสร้างทั้งด้านหน้า ด้านข้าง ด้านบน และโครงสร้างการติดตั้งเก้าอี้โดยสารไม่เหมาะสม หรือสอดคล้องกับระดับของคัสซี รวมทั้งยังมีปัญหาการติดตั้งอุปกรณ์ภายในห้องโดยสารที่ไม่ได้มาตรฐาน เป็นต้น

คณะผู้ศึกษาวิจัยได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับรถโดยสารขนาดเล็กทั่วไปที่นำมาใช้ให้บริการในประเทศต่างๆ พบว่า ส่วนใหญ่รถตู้โดยสารสาธารณะในต่างประเทศ จะมีขนาดตัวรถที่ยาวประมาณ 6-7.5 เมตรขึ้นไป และมีขนาดใหญ่กว่ารถตู้โดยสารในบ้านเราแทบทั้งสิ้น

ยกตัวอย่างที่ ฮ่องกง นโยบายกำกับดูแลรถโดยสารขนาดเล็ก (Minibus) กำหนดให้มีการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมไม่ให้ใช้ความเร็วเกินกว่า 80 กม./ชม. มีการติดตั้งจอแสดงความเร็ว บังคับให้ติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ระหว่างเดินทางผู้โดยสารต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเสมอ และจำกัดจำนวนรถประเภทนี้ไว้ไม่เกิน 4,350 คัน

ที่ นิวซีแลนด์ รถโดยสารสาธารณะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ รถที่ให้บริการเชิงพาณิชย์ กับบริการตามสัญญาจ้าง รถตู้โดยสารของที่นั่น เรียกว่า Shuttle Service เป็นรถที่มีความจุระหว่าง

9-12 ที่นั่ง (รวมคนขับ) ให้บริการเชื่อมต่อระหว่างที่พักอาศัย หรือโรงแรม กับศูนย์กลางการเชื่อมต่อทางขนส่งเท่านั้น
ที่ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา คนขับรถตู้โดยสารจะต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะตั้งแต่ ระดับ B หรือ C ซึ่งเป็นใบอนุญาตขับรถในเชิงพาณิชย์ แบ่งออกตามขนาดของพาหนะว่า สามารถรับผู้โดยสารได้ถึง 15 หรือ 30 คน รถตู้โดยสารที่ให้บริการสาธารณะของที่นั่นมีความจุ 15 คน (รวมคนขับ)

ปัญหาของรถตู้ฯที่นิวยอร์ก มีลักษณะคล้ายคลึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับรถตู้ฯในบ้านเรา โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความปลอดภัยในการให้บริการ โชเฟอร์ตีนผีทั้งหลาย นอกจากชอบขับรถเร็วยังชอบขับแซงตัดหน้า ทำให้ทางการนิวยอร์กออกกฎระเบียบมากำกับควบคุมเรื่องความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

จะว่าไป การที่ประชาชนหันมานิยมใช้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะ ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่ามีจุดอ่อนในเรื่องความปลอดภัย เป็นเพราะนั่งรถตู้โดยสารสายเดียวก็ถึงบ้าน นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่าย สะดวกสบาย ยังไม่ต้องอัดแน่นเบียดเสียดกับผู้โดยสารอื่นบนรถเมล์เหมือนปลากระป๋อง หรือต้องทนยืนขาแข็งไปตลอดทาง ในกรณีที่รถติด

อีกอย่างจากสภาพปัญหาการจราจรที่รถติดหนักมากในปัจจุบัน ทำให้ทุกวันนี้รถเมล์ของ ขสมก. แทบจะไม่มีสายใดที่วิ่งระยะยาวโดยมากมักจะใช้วิธีให้บริการเป็นช่วงๆ หรือหมดระยะก่อนถึงปลายทาง ทำให้ผู้โดยสารต้องต่อรถหลายทอด หลายสายกว่าจะถึงที่หมาย แถมบางสายต้องใช้เวลารอนานกว่าจะได้ขึ้น ถ้าพลาดคันแรก ต้องตั้งตารออีกเป็นชั่วโมงกว่าคันใหม่จะมา

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ คือรากเหง้าของปัญหาที่ทำให้ผู้คนเบื่อหน่าย และต้องจำใจหันมาใช้บริการของรถตู้โดยสารสาธารณะอย่างมืดฟ้ามัวดิน

ทางทีมผู้ทำการศึกษาความปลอดภัย กรณีการใช้รถตู้เป็นพาหนะโดยสารประจำทาง จึงให้บทสรุปพร้อมข้อเสนอแนะไปยังผู้มีอำนาจในการตัดสินใจได้พิจารณาว่า

ปัจจุบันรถโดยสารขนาดเล็กยังมีความจำเป็น หรือมีบทบาทสำคัญในการให้บริการแก่ผู้ที่ต้องเดินทางในพื้นที่โดยรอบกรุงเทพมหานคร และพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดอื่นในรัศมีระยะ 250-300 กม.

เพียงแต่ต้องมีการปรับเปลี่ยน นำรถโดยสารขนาดเล็กที่ได้มาตรฐาน ขนาด 21–30 ที่นั่ง หรืออาจมีการนำรถโดยสารขนาดเล็ก ขนาด 20 ที่นั่ง มาใช้แทนรถตู้โดยสารสาธารณะที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จึงจะทำให้บริการมีความเหมาะสมและปลอดภัยยิ่งขึ้น.

 

ก.แรงงาน เร่งฝึกกุ๊กไทยป้อนมาเลเซีย ปั๊มรายได้ปีละกว่า 5 พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ย. 2559 22:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737491

 

(ภาพจากประชาสัมพันธ์กระทรวงแรงงาน)

รมว.แรงงาน เน้นจังหวัดชายแดนใต้ ฝึกเพิ่มกุ๊กไทยป้อนมาเลเซีย สร้างรายได้ปีละกว่า 5,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 28 ก.ย.59 นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงานในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ช่วงเช้าวันที่ 28 ก.ย. พล.อ. ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน และคณะได้ไปเยี่ยมชมศูนย์ฝึกอบรมเทคโนโลยีชั้นสูงของมาเลเซีย (ADVANCE TECHNOLOGY TRAINING CENTRE/ADTEC) มี MR. ZURAKA ผู้อำนวยการศูนย์ให้การต้อนรับ โดยการดำเนินงานของศูนย์เป็นการฝึกนักศึกษาระยะเวลา 3 ปี ในสาขาช่างต่างๆ อาทิ ช่างไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ด้านเครื่องมือกล รวมทั้งช่างเครื่องบิน ผู้ที่จบการศึกษาสามารถไปทำงานได้ถึง 90.7% และมีบางส่วนไปศึกษาต่อขั้นสูงขึ้นไป ซึ่งหลักสูตรการศึกษาจะเน้นการปฏิบัติ 60-70% และทฤษฎี 30-40%

ทั้งนี้ รมว.แรงงานได้หารือกับผู้อำนวยการศูนย์ฯ ถึงการยกระดับฝีมือแรงงานของภูมิภาคให้สูงขึ้น ควรจะมีการร่วมมือแลกเปลี่ยนการฝึกประสบการณ์ ซึ่งไทยมีสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติเชียงแสน ตั้งอยู่ที่ จ.เชียงราย มีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงอยู่แล้ว โดยในส่วนของไทย-มาเลเซียอาจจะทำ MOU ในขั้นต้นก่อน แล้วจะได้ขยายความร่วมมือในการปฏิบัติงานต่อไป

นายธีรพล กล่าวว่า รมว.แรงงาน ยังได้พบกับกลุ่มผู้นำร้านอาหารไทยในมาเลเซีย ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยนายอภิชาต เหล็มโส๊ะ นายกสมาคมผู้ประกอบอาหารไทยในมาเลเซีย นำคณะ 16 คน เข้าพบเพื่อหารือด้านการฝึกอบรมเพิ่มเติมให้กับแรงงานในร้านอาหาร และเชฟ/ผู้ปรุงอาหารไทย/อาหารฮาลาล และการยกระดับด้วยการเพิ่มเติมรายการอาหารให้มีหลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่ง รมว.แรงงานได้แจ้งให้ทราบว่าได้มอบให้ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานใน 3 จังหวัดภาคใต้ พร้อมทั้งสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ภาค 12 สงขลา และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดสตูล เร่งรัดในการฝึก

ส่วนผู้ที่ทำงานอยู่ในมาเลเซียแล้ว หากจะเพิ่มเติมระดับฝีมือและยกระดับรายการอาหารพร้อมทั้งการบริการ ตลอดจนการดูแลคุณภาพให้สูงขึ้นทางสถานเอกอัครราชทูตยินดีให้ใช้สถานที่ในการฝึกอบรม และกระทรวงแรงงานโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะได้จัดส่งผู้ฝึกสอนมาเป็นครั้งคราวด้วย

สำหรับร้านอาหารไทยในมาเลเซีย มีประมาณ 5,000 ร้าน มีแรงงานไทยมาทำงานมากกว่า 100,000 คน สามารถนำรายได้เข้าประเทศมากกว่าปีละ 5,000 ล้านบาท

 

‘พาณิชย์’ เผยเป็นเพราะฝนทำข้าวเปลือกหลุด 8 พันต่อตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ย. 2559 20:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737417

 

‘พาณิชย์’ ยันเหตุข้าวเปียก เพราะฝนตก บางพื้นที่ชาวนาเร่งเก็บเกี่ยวกลัวน้ำท่วม ส่งผลให้ข้าวเปลือกหลุด 8 พันบาทต่อตัน ด้านผู้ส่งออกแห่กดราคาซื้อข้าวสาร อ้างเหตุตลาดโลกความต้องการซื้อน้อย พร้อมปลื้มชาวนาเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่แล้ว 5.7 หมื่นราย ขายข้าวได้ราคาสูงขึ้นตันละ 200 บาท

เมื่อวันที่ 28 ก.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการเก็บข้อมูลราคาข้าวเปลือกของสมาคมโรงสีข้าวไทย พบว่า ขณะนี้ ข้าวเปลือกเจ้า 5% ราคาทยอยปรับลดลงตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยล่าสุดอยู่ที่ตันละ 7,800-7,900 บาท จากตันละ 8,000-8,200 บาท เพราะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ทำให้ชาวนาเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิต ส่งผลให้ข้าวมีความเปียกชื้น และราคาลดลง ขณะที่ราคาข้าวสารขาว 5% ขายส่งราคาปรับลดลงเช่นกัน โดย ณ วันที่ 28 ก.ย.อยู่ที่ตันละ 11,500-11,600 บาท ปรับลดลงจากวันที่ 19 ก.ย. ที่อยู่ที่ตันละ 11,800-12,000 บาท

นอกจากนี้ ผู้ส่งออกมีความพยายามเสนอราคาซื้อที่ต่ำลง จากก่อนหน้าเฉลี่ยข้าวสารกิโลกรัม (กก.) ละ 12 บาท เหลือเพียงกิโลกรัมละ 11.40 บาท โดยอ้างว่าเป็นไปตามกลไกความต้องการตลาด เพราะปริมาณความต้องการตลาดโลกลดลง และความต้องการในประเทศที่ราคารำข้าวตกต่ำลงจากเดิมกิโลกรัมละ 9 บาท เหลือเพียงกิโลกรัมละ 8 บาท เพราะโรงงานอาหารสัตว์มีทางเลือกหลังการเปิดเสรีนำเข้าข้าวสาลี

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากการสอบถามผู้ประกอบการโรงสี พบว่า ข้าวเปลือกมีความเปียกชื้นในหลายพื้นที่ เพราะฝนตก และบางพื้นที่ก็เร่งเก็บเกี่ยว เพื่อป้องกันน้ำท่วมนาข้าว ราคาจึงปรับลดลง แต่ไม่น่าห่วง เพราะถือเป็นช่วงปลายฤดูกาลข้าวเปลือกนาปรังปี 59 ซึ่งผลผลิตข้าวฤดูกาลปกติ หรือนาปี ปี 59/60 ยังไม่ออกมา

อย่างไรก็ตาม ได้กำชับโรงสีแล้วว่า อย่านำข้าวเปียกมาผสมกับข้าวปกติ เพราะจะถือเป็นการกดราคาข้าวให้ตกต่ำลง ส่วนข้าวฤดูกาลใหม่ที่จะทยอยออกมา กระทรวงฯ กำลังเร่งหามาตรการรองรับผลผลิตข้าวในการหาตลาดส่งออกข้าวเพิ่มเติมให้อยู่

ด้าน นายมานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาข้าวเปลือกปรับลดลงมา เป็นผลจากชาวนาเกี่ยวข้าวก่อนกำหนดเวลา เพราะกลัวจะถูกน้ำท่วมจนเสียหายทั้งหมด ทำให้ข้าวมีความชื้นสูง เมล็ดไม่เต็ม จึงได้ราคาไม่ดี

ปลื้มชาวนาร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ขายข้าวสูงขึ้นตันละ 200 บาท

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำโครงการนาแปลงใหญ่ว่า ล่าสุด ณ วันที่ 7 ก.ย.59 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 57,775 ราย ในพื้นที่ 66 จังหวัด จำนวน 386 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ 838,403.75 ไร่ เกินกว่าพื้นที่เป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 800,000 ไร่ โดยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรที่ขายผลผลิตข้าวจากปกติได้ถึงตันละ 200 บาท จากการที่ได้ประสานให้โรงสีและสหกรณ์มารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร แทนที่จะนำไปขายในท้องตลาดทั่วไป

“กระทรวงฯ ได้ช่วยวางแผนการผลิต และเชื่อมโยงด้านการตลาดให้กับเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาแปลงใหญ่ โดยได้ลงพื้นที่ไปแนะนำการเพาะปลูกข้าวให้ตรงตามความต้องการของตลาด และได้ประสานโรงสี และสหกรณ์ในพื้นที่ให้มาทำบันทึกความร่วมมือในการซื้อขายข้าวล่วงหน้าตั้งแต่ข้าวยังไม่ออก โดยให้ราคาสูงกว่าท้องตลาดตันละ 200 บาท ตามชนิดและคุณภาพข้าว ซึ่งเป็นการจูงใจให้เกษตรกรผลิตข้าวคุณภาพดี ป้อนเข้าสู่ตลาด”

สำหรับโครงการนาแปลงใหญ่ กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกันจัดทำ โดยเป็นโครงการที่สนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม และบริหารจัดการร่วมกันเพื่อสร้างความเข้มแข็งและผลิตข้าวคุณภาพ ซึ่งรัฐบาลจัดหาเครื่องจักร อุปกรณ์การเกษตร รวมทั้งลดต้นทุนการผลิต สร้างอำนาจต่อรอง โดยประสานผู้ประกอบการรับซื้อผลผลิตในราคานำตลาด ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ รวมถึงการผลิตข้าวคุณภาพ