สศค.ปลื้มเศรษฐกิจไทยส.ค.ขยายตัว รับอานิสงส์ภาคส่งออกกระเตื้องขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ย. 2559 13:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738082

 

สศค.เผยภาพรวมเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค.ขยายตัวได้ดีกว่าเดิม ได้แรงหนุนจากการส่งออก การบริโภคของเอกชนปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ ยอดจดทะเบียน จยย.ใหม่เพิ่มสูงสะท้อนรายได้จากเกษตรที่เพิ่มมากขึ้น

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 59 นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนสิงหาคม 2559 ว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคม 2559 ขยายตัวได้ดี ได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าที่กลับมาขยายตัวเป็นบวก การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัว ส่วนหนึ่งมาจากรายได้เกษตรกรที่ขยายตัวเป็นบวก สะท้อนจากยอดรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ที่ขยายตัวสูงมากในเดือนนี้

ส่วนการใช้จ่ายของรัฐบาลกลับมาขยายตัวดีขึ้นจากรายจ่ายลงทุนที่กลับมาขยายตัวในระดับสูง ส่วนภาคการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดีจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังคงเดินทางเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนยังคงมีสัญญาณชะลอตัว

สำหรับการบริโภคภาคเอกชนในเดือนสิงหาคม 2559 ขยายตัวดีโดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน สะท้อนจากยอดขายรถยนต์นั่งที่ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 8.7 ต่อปี และยอดรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 21.0 ต่อปี และเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 โดยขยายตัวดีทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงในภูมิภาค ตามรายได้ของเกษตรกรที่ปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากรายได้เกษตรกรที่แท้จริงที่ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.5 ต่อปี

ขณะเดียวกัน ยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่กลับมาหดตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.4 ต่อปี โดยมาจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากฐานการใช้จ่ายภายในประเทศและจากฐานการนำเข้าที่หดตัว อย่างไรก็ดี ประชาชนยังคงมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยสะท้อนได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 62.2 โดยเป็นการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน ส่งผลต่อความมั่นใจในการใช้จ่ายของผู้บริโภคในระยะต่อไป

นายกฤษฎา กล่าวต่อว่า การลงทุนภาคเอกชนในเดือนสิงหาคม 2559 ยังคงมีสัญญาณชะลอตัว โดยการลงทุนในหมวดก่อสร้างที่สะท้อนจากยอดขายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ หดตัวร้อยละ 5.5 ต่อปี แม้ว่าเครื่องชี้การลงทุนในหมวดนี้จากภาษีการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์กลับมาขยายตัวที่ร้อยละ 4.9 ต่อปี สำหรับการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรส่งสัญญานชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด วัดได้จากยอดขายรถยนต์เชิงพาณิชย์หดตัวร้อยละ 0.9 ต่อปี และปริมาณนำเข้าสินค้าทุนยังคงหดตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 5.6 ต่อปี ขณะที่เมื่อหักสินค้าพิเศษ (เครื่องบิน เรือ และรถไฟ) พบว่า หดตัวร้อยละ 1.2 ต่อปี

ด้านสถานการณ์ด้านการคลังในเดือนสิงหาคม 2559 พบว่า การใช้จ่ายของรัฐบาลโดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนกลับมาขยายตัวได้ดีอีกครั้งเมื่อเทียบกับเดือนก่อนที่หดตัว โดยการเบิกจ่ายจากงบประมาณประจำปี ปัจจุบันสามารถเบิกจ่ายได้ 149.2 พันล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 7.4 ต่อปี แบ่งเป็นการเบิกจ่ายจากรายจ่ายประจำที่เบิกจ่ายได้ 118.8 พันล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 1.8 ต่อปี และจากรายจ่ายลงทุนที่เบิกจ่ายได้ 30.5 พันล้านบาท ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 37.2 ต่อปี

นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า สำหรับการจัดเก็บรายได้สุทธิของรัฐบาล (หลังหักจัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) รัฐบาลสามารถจัดเก็บได้จำนวน 208.6 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 7.9 ต่อปี โดยจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ ร้อยละ 13.0 อันเป็นผลมาจากการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล การจัดเก็บรายได้ของส่วนราชการอื่น และการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ต่ำกว่าประมาณการ ทั้งนี้ ดุลเงินงบประมาณในเดือนนี้เกินดุลจำนวน 27.5 พันล้านบาท

ในส่วนของมูลค่าการส่งออกสินค้าในเดือนสิงหาคม 2559 กลับมาขยายตัวเป็นบวกในรอบ 5 เดือน และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 เดือนนับจากเดือน มี.ค. 2559 โดยขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 6.5 ต่อปี จากการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์ไดโอด เช่น แผงโซลาร์เซลล์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ตลาดส่งออกสำคัญเกือบทุกตลาด กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน โดยเฉพาะการส่งออกไปยังจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม)

ทาด้านเศรษฐกิจด้านการผลิต (อุปทาน) ในเดือนสิงหาคม 2559 ปรับตัวดีขึ้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทย (ข้อมูลเบื้องต้น) มีจำนวน 2.87 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 9.9 ต่อปี โดยส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจากจีนและกลุ่มประเทศ CLMV เป็นหลัก

สำหรับดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรกลับมาหดตัวที่ร้อยละ 8.3 ต่อปี เนื่องจากผลผลิตในหมวดพืชผลสำคัญ เช่น ผลผลิตข้าวเปลือก ที่หดตัวลงเนื่องจากเป็นเดือนแรกของการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี และลดลงตามการปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นเนื่องจากปริมาณน้ำในเขตชลประทานเพื่อการเกษตรที่ลดลง นอกจากนี้ ยังมีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกลุ่มไม้ผล ที่มีการหดตัวลงเช่นกันเนื่องจากหมดฤดูเก็บเกี่ยว

ขณะที่ ดัชนีราคาสินค้าเกษตรขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 15.2 ต่อปี โดยเป็นการขยายตัวได้ดีในหมวดพืชผลสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือก ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลผลิตในกลุ่มไม้ผล ที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) ในเดือนสิงหาคม 2559 ปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 3 มาอยู่ที่ระดับ 83.3 เนื่องจากยังมีความกังวลต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อภายในประเทศ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และปัญหาการปรับค่าจ้างแรงงาน

อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 0.3 และ 0.8 ต่อปี ตามลำดับ ด้านอัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำเช่นกันที่ร้อยละ 0.9 ของแรงงานรวม หรือคิดเป็นผู้ว่างงาน 3.6 แสนคน

นอกจากนี้ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ยังอยู่ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ตั้งไว้ไม่เกินร้อยละ 60.0 โดยล่าสุด ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2559 อยู่ที่ระดับร้อยละ 42.9 ส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2559 อยู่ที่ 180.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 3.4 เท่าเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงของเศรษฐกิจไทยในการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้เป็นอย่างดี

 

พิชัย ชี้ รัฐประหาร ทำแข่งขันร่วง จี้ ‘บิ๊กตู่’ ฟัง ขุนคลัง ออกมาเตือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ย. 2559 12:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737987

 

“อดีต รมว.คลัง” ชี้ รัฐประหารเป็นสาเหตุหลักอันดับความสามารถแข่งขันลดลงจากอันดับที่ 2 ไปอยู่ที่ 34 แนะ “บิ๊กตู่” ฟัง รมว.คลังกระตุ้น ศก. เพราะ ปชช.ลำบาก การกระจายรายได้ยังต่ำมาก…

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 59 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า กรณีที่ความสามารถแข่งขันของไทยลดลง 2 อันดับ ไปอยู่ที่ 34 จากการจัดอันดับของ World Economic Forum (WEF) ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นปีที่สอง สาเหตุจากความไม่มั่นคงของรัฐบาลและรัฐประหาร จึงอยากให้ช่วยกันแก้ไขเรื่องนี้ เพื่อประเทศจะได้มีความสามารถแข่งขันเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามแม้ว่าการส่งออกในเดือนส.ค. จะเป็นบวกเป็นเดือนแรก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็อยากให้รักษาให้การส่งออกในเดือนต่อๆ ไปยังคงเป็นบวกได้ โดยที่หลายฝ่ายรวมถึงแบงก์ชาติก็ยังมีความกังวล ทั้งนี้เพราะการลงทุนภาคเอกชนยังต่ำมาก ถึงแม้จะมียอดการขอการส่งเสริมการลงทุนที่ดีขึ้น โดยคาดว่าปีนี้อาจจะมียอดกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งก็ไม่ถือว่าสูงนักเมื่อเทียบกับภาวะปกติ แต่การลงทุนแท้จริงยังมีปริมาณที่ต่ำมาก และอยากให้รัฐเร่งกระตุ้นให้มีการลงทุนจริง ไม่ใช่เป็นแค่ตัวเลขการขอเท่านั้น

นายพิชัย กล่าวอีกว่า ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังซบเซานี้ อยากแนะนำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฟังคำแนะนำของนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ที่ออกมาเตือนว่าเศรษฐกิจเริ่มแผ่วและรัฐควรออกมาตรการกระตุ้น ในขณะที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กลับไม่เห็นด้วย แนวคิดนายสมคิดที่กลัวว่าการที่รัฐนำเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องเสียเปล่า น่าจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะในหลักคิดการใช้จ่ายภาครัฐควรดำเนินทั้งการลงทุนในระยะกลางและระยะยาว เพื่อให้ประเทศพัฒนา ในขณะเดียวกันก็ต้องมีเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนประชาชนมีเงินใช้จ่าย อีกทั้งได้รักษาระดับการเติบโตของจีดีพี ให้อยู่ที่ระดับที่เหมาะสม จึงอยากให้พลเอกประยุทธ์ได้พิจารณาและน่าจะเชื่อนายอภิศักดิ์มากกว่า เพราะประชาชนยังลำบากมาก ซึ่งนายสมคิดก็ยังยอมรับเองว่าการกระจายของรายได้ไปให้ประชาชนส่วนใหญ่ยังต่ำมาก.

 

กินเจปีนี้ กสิกร คาดร้านอาหารเมืองกรุง เงินสะพัด 2.3 พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ย. 2559 11:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737972

 

วิจัยกสิกร คาดเทศกาลเจปีนี้ เงินสะพัดร้านอาหารเจในกรุง 2.3 พันล้าน ชี้คนส่วนใหญ่ 77% ซื้อแบบสำเร็จรูป เพราะกินได้หลายมื้อ กินได้หลายคน และอีก 57% เลือกกินที่ร้าน…

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้บริการร้านอาหารเจของคนกรุงเทพฯ ปี 2559 จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนกรุงเทพฯ หรือคนต่างจังหวัดที่เข้ามาศึกษา หรือทำงานในกรุงเทพฯ 480 คน ครอบคลุมสาขาอาชีพหลัก อายุ และรายได้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่กินเจในปี 2559 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่ใช้บริการร้านอาหารเจ ทั้งการซื้ออาหารเจสำเร็จรูป และกินเจที่ร้านอาหาร คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 56 และ 53 ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่เลือกร้านอาหารทั่วไป ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่มีแผนกินเจที่ร้านอาหารในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์กับเพื่อนฝูงหรือครอบครัว ส่วนใหญ่เลือกร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า

ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้บริการร้านอาหารเจส่วนใหญ่เลือกร้านอาหารทั่วไป เช่น ข้าวราดแกง อาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้บริการร้านอาหารทั่วไปสัดส่วนร้อยละ 77 ซื้ออาหารเจสำเร็จรูป โดยเป็นสัดส่วนที่มากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่กินเจที่ร้านอาหารทั่วไป ที่คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 57 เนื่องจากการซื้ออาหารเจสำเร็จรูปสามารถแบ่งรับประทานได้หลายมื้อ แบ่งรับประทานได้หลายคน รวมถึงสามารถซื้อได้จากหลายร้าน

อย่างไรก็ตาม แม้ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการร้านอาหารเจโดยเฉลี่ยต่อมื้อในปี 2559 เพิ่มขึ้น แต่ธุรกิจร้านอาหารเผชิญการแข่งขันช่วงชิงเม็ดเงินใช้จ่ายด้านอาหารเจจากร้านค้าสะดวกซื้อและร้านค้าโมเดิร์นเทรด ผู้ให้บริการอาหารกลุ่มที่ไม่มีหน้าร้าน และแผงลอยขายอาหาร ที่เป็นทางเลือกในการกินเจที่หลากหลาย โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในช่วงเทศกาลกินเจวันที่ 1-9 ต.ค. 2559 น่าจะมีเม็ดเงินสะพัดร้านอาหารเจในกรุงเทพฯ 2,300 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 5 จากในช่วงเทศกาลกินเจปี 2558 โดยเป็นการเติบโตอย่างชะลอตัวจากในปี 2558 ซึ่งเติบโตร้อยละ 10 สอดคล้องกับการเติบโตอย่างชะลอตัวของตลาดธุรกิจร้านอาหารในภาพรวม จึงนับเป็นความท้าทายของธุรกิจร้านอาหารที่ต้องปรับกลยุทธ์ ตั้งแต่ในช่วงเทศกาลกินเจ ไปจนถึงเทศกาลเฉลิมฉลองในช่วงปลายปี 2559.

 

เครือเซ็นทรัลจัดงานกระตุ้นกำลังซื้อสินค้าบ้าน-เครื่องใช้ไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ย. 2559 09:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737832

 

หวังกระตุ้นกำลังซื้อส่งท้ายปี เครือเซ็นทรัลจัดงาน “HomeWorks EXPO ครั้งที่ 23” นำสินค้าเพื่อบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้ามาลดราคา หวังรายได้จากงาน 500 ล้าน…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เข้าสู่ช่วงไตรมาส 3 ต่อเนื่องไตรมาส 4 ของปี เอกชนหลายรายเดินหน้า ได้จัดมหกรรมกระตุ้นกำลังซื้อ รวมทั้งบริษัทในเครือเซ็นทรัล กรุ๊ป ผนึกกำลังจัดงาน “HomeWorks EXPO ครั้งที่ 23” ระหว่างวันที่ 30 ก.ย. ถึง 9 ต.ค.นี้ ณ ศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนา นำสินค้าเพื่อบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้ามาลดราคา ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ฟิตมาทั้งปีเพื่องานนี้งานเดียว” ด้วยส่วนลดสูงสุดถึง 80% พร้อมสิทธิพิเศษจากเซ็นทรัลเครดิตการ์ด และเดอะวันการ์ด

ทั้งนี้ งานดังกล่าว เครือเซ็นทรัลหวังกระตุ้นกำลังซื้อไตรมาส 4 ส่งท้ายปี 2559 คาดรายได้รวมมากกว่า 500 ล้านบาท.

 

ปิดฉาก ‘ปาร์คนายเลิศ’ เลิกกิจการต้นปี 60 ‘BDMS’ ทุ่มหมื่นล้านซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ย. 2559 08:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737811

 

ปิดตำนานโรงแรมหรู ‘ปาร์คนายเลิศ’ ประกาศปิดกิจการในปี 2560 เหตุการแข่งขันธุรกิจโรงแรมสูง ไม่สามารถประคับประคองต่อไปได้ ยืนยันจ่ายชดเชยพนักงานตามกฎหมาย ขณะที่ BDMS เครือ รพ.กรุงเทพ ทุ่มหมื่นล้านเข้าซื้อทำศูนย์สุขภาพ…

เมื่อช่วงค่ำคืนของวันที่ 28 ก.ย.2559 บนโลกสังคมออนไลน์ มีการแชร์ภาพจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของ น.ส.ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร หรือ น้องเล็ก หลานสาวของท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ ประธานกิตติมศักดิ์ บริษัท โรงแรมปาร์คนายเลิศ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัทโรงแรมปาร์คนายเลิศ จำกัด โดยภาพเป็นประกาศที่เขียนด้วยลายมือ มีใจความว่า เล็ก ในฐานะกรรมการผู้จัดการ และลูกหลานของปาร์คนายเลิศ ขอเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้น คณะกรรมการ ผู้บริหารและครอบครัว แจ้งข่าวสำคัญให้พนักงานทุกคนทราบ


หลายๆ คนทำงานที่นี่ ตั้งแต่วันแรกที่โรงแรมเปิดได้มีโอกาสรู้จักกับท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโรงแรมแห่งนี้ หลายๆ คนทำงานในช่วงเวลาที่คุณพิไลพรรณ สมบัติศิริ เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือบางคนเพิ่งจะเข้ามาทำงานในช่วงหลัง แต่ไม่ว่าจะเป็นเวลาช่วงไหนก็ตาม ตลอด 36 ปี ของโรงแรม พวกเราผ่านเหตุการณ์ต่างๆมาด้วยกันทั้งเรื่องทุกข์และสุข เรื่องง่ายและยาก เราก็สามารถผ่านมาด้วยกันแล้วทุกครั้ง


น.ส.ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร หรือ น้องเล็ก กรรมการผู้จัดการ บริษัทโรงแรมปาร์คนายเลิศ จำกัด

แต่ทุกวันนี้ สถานการณ์ธุรกิจโรงแรมมีการแข่งขันสูง มีโรงแรมใหม่ๆ เกิดขึ้นมาทุกที่ของมุมถนน คณะผู้บริหารทุกคนอดทนและทำงานหนัก เพื่อประคับประคองสถานการณ์ เพื่อความอยู่รอดของโรงแรมมาตลอด แต่สุดท้ายทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จึงต้องแจ้งให้พนักงานทุกคนทราบว่า มีความจำเป็นต้องหยุดดำเนินกิจการของโรงแรมอย่างเป็นทางการต้นปี 2560 ซึ่งผู้บริหารจะรับผิดชอบชดเชยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดพร้อมโบนัสอีก 1 เดือน สำหรับพนักงานที่มีสิทธิได้รับโบนัสตามกฎของบริษัท และสินน้ำใจจากครอบครัวอีกจำนวนหนึ่ง

นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมืออย่างดีจากบริษัท ACCOR พันธมิตรที่จะรับพิจารณาพนักงานที่สนใจทำงานต่อไป ซึ่งจะแจ้งรายละเอียดเป็นระยะๆ กับฝ่ายบุคคล จึงขอความร่วมมือพนักงานทุกคนให้ช่วยกันทำงานในหน้าที่จนวันสุดท้าย ขอขอบคุณพนักงานทุกคนจากใจ ที่ทุ่มเท ทั้งแรงกายและแรงใจมาโดยตลอด ถ้าไม่มีพนักงานทุกคนโรงแรมคงไม่สามารถยืนอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ และขอฝากปาร์คนายเลิศให้อยู่ในหัวใจและความทรงจำที่ดีของทุกคนตลอดไป

ลงชื่อ น.ส.ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร



ทั้งนี้ เมื่อวานนี้ (28 ก.ย.) บริษัทได้เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และคาดว่าเมื่อเงื่อนไขบังคับก่อนต่าง ๆ ที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาที่เกี่ยวข้องสำเร็จครบถ้วน บริษัทจะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวประมาณไตรมาส 2/60 โดยการซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีมูลค่าประมาณ 1.08 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทได้ชำระเงินมัดจำตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้วจำนวน 1.08 พันล้านบาท และส่วนที่เหลือจะชำระในวันที่รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประมาณไตรมาส 2/60

ภายหลังการรับโอนกรรมสิทธิ์แล้ว บริษัทกำหนดงบประมาณลงทุนและปรับปรุงทรัพย์สินเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจศูนย์สุขภาพแบบครบวงจร BDMS Wellness Clinic เป็นจำนวนประมาณ 2 พันล้านบาท รวมเป็นมูลค่าลงทุนครั้งนี้ประมาณ 1.28 หมื่นล้านบาท

สำหรับมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมีมูลค่ารวม 1.13 หมื่นล้านบาท ตามรายงานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่ทำโดยบริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินเพื่อวัตถุประสงค์สาธารณะที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยใช้วิธีเปรียบเทียบตลาด (Market Approach) ในการประเมินมูลค่าที่ดินและวิธีวิเคราะห์มูลค่าต้นทุนทดแทนใหม่ที่หักค่าเสื่อม ในการประเมินมูลค่าสิ่งปลูกสร้าง

BDMS ระบุว่าบริษัทมีความเชื่อมั่นว่า BDMS Wellness Clinic จะได้รับการตอบรับที่ดีและประสบความสำเร็จ จากแนวคิดด้านการดูแลรักษาสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นมากทั่วโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในด้านเวชศาสตร์ป้องกัน และเวชศาสตร์ชะลอวัย ซึ่งพบเห็นได้จากการตื่นตัวของกระแสรักษ์สุขภาพ ขณะที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเพียงน้อยรายในโลกที่เปิดให้บริการศูนย์สุขภาพแบบครบวงจร ซึ่งสถาบันที่มีชื่อเสียงล้วนตั้งอยู่ในยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา ดังนั้น โครงการนี้จึงเป็นโครงการแรกที่เกิดขึ้นในเอเชีย ประกอบกับพื้นที่ตั้งโครงการเป็นพื้นที่สีเขียวที่โดดเด่นท่ามกลางศูนย์รวมความเจริญสมัยใหม่ในย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ และมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะนำมาพัฒนาโครงการ.

 

เศรษฐกิจไทยทางสามแพร่ง “ทนง” เตือนจับตาปัจจัยลบเข้าคิวถล่มรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ย. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737732

 

“ทนง” ย้ำชัดเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยลบของเศรษฐกิจโลก 3 ประการ “สมคิด” คุยลั่นทุ่ง จีดีพีปีนี้โตแตะ 3.2% ด้าน “เวิลด์ อีโคโนมิกส์ ฟอรั่ม” ปรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยดีขึ้น 14 อันดับจาก 27 ขึ้นสู่อันดับที่ 13 ของโลก

นายทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง กล่าวในงานเสวนา “ทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนปี 2017” ซึ่งจัดโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทาลีส ว่า ขณะนี้เศรษฐกิจโลกกำลังเดินมา ถึงทาง 3 แพร่ง ที่ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหน ทางแรก คือ 1.เศรษฐกิจที่จะพยุงตัวหรือขยายตัวขึ้นมาได้จากการโตของเศรษฐกิจเอเชีย จีน และอินเดีย ที่ จะช่วยพยุงเศรษฐกิจทั้งโลก อีกทางคือ 2.เศรษฐกิจที่ฝืดเคืองหรือถดถอยลงเหวหากเศรษฐกิจของภูมิภาคเหล่านี้โตไม่ทันหรือไม่สามารถพยุงทั้งโลกได้ เช่น หากเศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตลดลง และ 3.คือ สถาบันการเงินยุโรปยังมีปัญหาและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจบางประเทศในยุโรปยังไม่แล้วเสร็จ ปัญหาอาจปะทุขึ้นใหม่ได้ แถมยังมามี ประเทศเจ้าภาพอย่างอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปด้วย

“ปัจจัยเสี่ยงที่สุดของโลกตอนนี้คือ แต่ละประเทศยังแก้ปัญหาของตัวเองไม่ได้ ประเทศที่พัฒนาแล้ว จีน ยุโรป ญี่ปุ่น อเมริกา ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้ดี ปี 60 ก็จะเกิดภาวะเงินฝืดในแต่ละประเทศ ซึ่งก็จะกระทบประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างอาเซียนทำให้การส่งออกมีปัญหา โดยการตัดสินใจของสหรัฐฯจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ เป็นเครื่องชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นขึ้นแน่นอนหรือยัง แต่ที่ยังไม่ตัดสินใจก็แปลว่า ยังไม่แน่ใจ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงมาก ขณะที่การคุกรุ่นของประเทศในตะวันออกกลาง การสู้รบอาจปะทุขึ้นถึงจะยังไม่มีสงคราม เพียงแต่จะ ทำให้นักลงทุนไม่กล้าที่จะลงทุนเพิ่ม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้นักลงทุนเกิดความระวังตลอดเวลาถ้ารุนแรงขึ้นก็น่ากลัว ดังนั้นเศรษฐกิจโลกมีโอกาสที่จะเกิดภาวะถดถอย แต่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร”

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตได้ถึง 3.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อย่างแน่นอน จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 3% ซึ่งถือเป็นอัตราที่น่าพอใจแล้ว และไม่จำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก ส่วนกรณีที่ World Economic Forum (WEF) จัดทำดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index : GCI) ประจำปี 2016 โดยปีนี้ ไทยถูกปรับตกลงมา 2 อันดับ จากเดิม 34 มาอยู่ อันดับที่ 32 เนื่องจากประเด็นเรื่องการศึกษาของไทยยังไม่ดีขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญของประเทศที่ต้องใช้เวลาในการปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น จึงเป็นต้นเหตุที่ฉุดการสำรวจครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในรายละเอียดของการจัดอันดับในครั้งนี้ ตนถือว่า เป็นเรื่องที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง เพราะแม้อันดับจะตกลง แต่คะแนนยังเท่าเดิม และเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งถือเป็นคู่แข่งทางด้านเศรษฐกิจพบว่าอันดับของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยมาเลเซียตกลงมา 7 อันดับ ฟิลิปปินส์ตกลงมา 10 อันดับ อินโดนีเซียตกลงมา 4 อันดับ เวียดนามตกลงมา 4 อันดับ และลาวตกลงมาถึง 10 อันดับ

“จุดที่น่าสังเกตคือ คะแนนภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 13 จากปีก่อนอยู่ที่ 27 ดีขึ้นถึง 14 อันดับ ถือว่าน่าพอใจอย่างมากแต่หลังจากนี้ยังต้องพยายามกันต่อไป ส่วนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่อันดับตกลงมาเล็กน้อย เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาการใช้เงินลงทุนยังมีไม่มาก แต่ปีหน้าจะดีขึ้นอย่างแน่นอน”

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในเวทีการค้าโลกจากทั้งหมด 138 ประเทศมาอยู่อันดับที่ 34 ในปีนี้ จากปีที่แล้วอยู่ที่อันดับ 32 ด้วยคะแนน 4.6 จากเต็ม 7 คะแนน ว่า หากเปรียบกับประเทศ ในอาเซียนของไทยถือว่ายังตกน้อย ขณะที่ของมาเลเซียตกไป 7 อันดับ และเวียดนาม 4 อันดับ

สำหรับอันดับของไทยที่ลดลงเกิดจากประเด็น ที่ใช้ในการพิจารณาอันดับขีดความสามารถของไทย มีอันดับลดลงในหลายประเด็น โดยในด้านสุขภาพและการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไทยตกลง 5 อันดับ ความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและสาธารณูปโภค ตกลง 5 อันดับ อาจเป็นเพราะสาเหตุการได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน และยังไม่มีการอัพเดทข้อมูล ซึ่งที่ผ่านมาไทยมีการลงทุนและให้ความสำคัญต่อนวัตกรรมและการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการพัฒนาที่เน้นระดับอุดมศึกษา ส่วนประเด็นที่ดีขึ้นคือ เศรษฐกิจมหภาค จากการใช้จ่ายของภาครัฐ การส่งเสริมการออมให้มากขึ้น คุณภาพทาง การศึกษา และการปรับปรุงในด้านนำนวัตกรรมมาใช้ ซึ่งส่วนนี้ดีขึ้นถึง 3 อันดับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 10 อันดับประเทศในโลกที่มีความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดประจำปี 59-60 ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี สวีเดน สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ฮ่องกง และฟินแลนด์.

 

บอร์ด ธปท.จัดทัพใหม่ตั้งผู้ช่วย 5 คนรวด ปรับเพิ่มอีก 2 สายงานรับโลกเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ย. 2559 07:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737727

 

ผู้สื่อข่าวรายงาน ในการประชุมคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (กกธ.) หรือบอร์ด ธปท. วานนี้ (28 ก.ย.) ได้มีการอนุมัติการแต่งตั้งตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. เพิ่มเติมตามการปรับสายงานตามโครงสร้างองค์กรใหม่ ซึ่ง บอร์ด ธปท.เห็นชอบไปเมื่อ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยเพิ่มผู้ช่วยผู้ว่าการในสายงานใหม่ 2 ตำแหน่งคือสายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร และสายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงินเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจไทยในภาพรวม และตอบสนองการบริหารงานภายในองค์กรที่ดีขึ้น รวมทั้งแต่งตั้งทดแทนผู้บริหารเดิมที่จะเกษียณราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ นอกจากนี้ ในการประชุมบอร์ด ธปท.เดือน ต.ค.นี้ จะมีการแต่งตั้งผู้บริหารระดับล่างและโยกย้ายตำแหน่งต่างๆ ตามโครงสร้างภายในใหม่อีกด้วย

นายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กกธ. มีมติเห็นชอบการดำรงตำแหน่งของผู้บริหารระดับสูง ธปท.ดังนี้ 1.ให้นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ย้ายไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์องค์กร 2.เลื่อนตำแหน่งนางสาววชิรา อารมย์ดี จากผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงิน เป็นผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน

3.เลื่อนตำแหน่งนายสมบูรณ์ จิตเป็นธม จากผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการกำกับสถาบันการเงิน เป็นผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน 4.เลื่อนตำแหน่ง นายพฤทธิพงศ์ ศรีมาจันทร์ จากผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกฎหมาย เป็นผู้ช่วยผู้ว่าการ สายช่วยงานบริหาร 5.เลื่อนตำแหน่งนางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา จากผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบ 2 เป็นผู้ช่วย ผู้ว่าการสาย นโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้เป็นต้นไป.

 

เปิดตัวตู้โทรศัพท์ช่วยชีวิต! “ทีโอที-สพฉ.” กดปุ่มเดียวลดปัญหาหัวใจหยุดเต้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ย. 2559 07:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737721

 

นายจุมพล ธนะโสภณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ กับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เพื่อจัดทำโครงการ “โทรศัพท์ช่วยชีวิต” ว่า ทีโอทีกับ สพฉ.จะร่วมมือกันติดตั้งเครื่อง Automated External Defibrillator (AED) หรือเครื่องช่วยปั๊มหัวใจ ในตู้โทรศัพท์สาธารณะตามชุมชน และสถานที่ที่มีโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงภาวะฉุกเฉิน ของระบบหัวใจ หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันของประชาชน เช่น สถานีรถไฟ สถานีรถโดยสารประจำทาง สนามบิน ท่าเรือ การขนส่งมวลชน ที่มีระยะทางไกล

นายจุมพลกล่าวว่า จะมีการติดตั้งเครื่อง AED จำนวน 300 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล โดยทีโอทีคิดค่าเช่าตู้ละ 1,350 บาทต่อตู้ต่อเดือน โดยตู้โทรศัพท์สาธารณะจะประกอบไปด้วย เครื่อง AED ระบบโทรศัพท์และระบบอินเตอร์เน็ต เพื่อเชื่อมต่อกับเครื่อง AED มีระบบป้องกันการขโมย และโทรศัพท์สามารถยกหูและกดเพียงปุ่มเดียว เพื่อเรียกฉุกเฉิน รวมถึงติดตั้งพิกัดของที่ตั้งตู้ด้วย เพื่อแจ้งเตือนไปยังหน่วยรถพยาบาลฉุกเฉิน ให้มารับผู้ป่วยได้ทันท่วงที โดยตู้โทรศัพท์ช่วยชีวิต มีสัญลักษณ์สีม่วงเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบจุดของที่ตั้งตู้โทรศัพท์ช่วยชีวิต

“ปัจจุบันการใช้โทรศัพท์สาธารณะได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามพฤติกรรมการใช้ เพราะประชาชนหันไปใช้โทรศัพท์มือถือกันมากขึ้น การร่วมมือกับ สพฉ.เพื่อใช้ประโยชน์ตู้โทรศัพท์ ให้เป็นตู้โทรศัพท์สาธารณะช่วยชีวิต ถือเป็นเรื่องราวดีๆ เพราะการช่วยชีวิตคนสำคัญกว่า ส่วนรายได้ที่เกิดขึ้นจากค่าเช่า เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่เพราะทีโอทีต้องจ่ายค่าไฟฟ้า ค่าอินเตอร์เน็ต ประกอบกับจะได้นำตู้โทรศัพท์สาธารณะที่มีอยู่มาสร้างประโยชน์ให้สังคม”

นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า ภาวะความเสี่ยงของประชาชน ที่จะเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่หากมีการเตรียม ปฐมพยาบาล หรือการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานได้ ก็จะเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตของประชาชนได้ ซึ่ง สพฉ.จะเป็นผู้ไปอบรมเบื้องต้น เพื่อให้ประชาชนในชุมชนใช้เครื่อง AED เพื่อช่วยชีวิตพี่น้องในชุมชนได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเพื่อช่วยชีวิตคน.

 

ชอบเสี่ยงลงทุนตลาดหุ้น ชี้เด็กรุ่นใหม่ลูกคนรวยไม่รีบหางานทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737716

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้มนุษย์เงินเดือน รายได้โอทียังไม่ฟื้น ภาคอุตสาหกรรมนำโด่งถูกปรับลด 53.6% ขณะโครงสร้างตลาด แรงงานบิดเบี้ยว เด็กจบใหม่ 8 เดือนแรก 3.6 หมื่นคน บ้านมี ฐานะไม่รีบหางาน อีกส่วนหนึ่งคิดรวยเร็วเข้าไปลุยไฟในตลาดหุ้น ด้านสถิติเผยว่างงาน ส.ค. จบ ป.ตรี เตะฝุ่นมากสุด 168,000 คน

น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงผลสำรวจภาวะค่าครองชีพ ประจำเดือน ก.ย.59 ว่า ขณะนี้ประชาชนมีความกังวลในประเด็นเรื่องรายได้ตัวเองมากขึ้น หลังจากองค์กร และเจ้าของธุรกิจมีการลดการทำงานนอกเวลา (โอที) จนทำให้รายได้ครัวเรือนลดลง และยังพบว่าหลายหน่วยงานยังมีการชะลอรับพนักงานใหม่เพิ่มขึ้นด้วย แม้การเลิกจ้างงานจะมีอัตราชะลอตัวลงด้วยก็ตาม

ทั้งนี้ การสำรวจภาวการณ์ครองชีพพบว่าประชาชนมากกว่าครึ่งของกลุ่มตัวอย่างมีการถูกปรับลดรายได้โอทีของการทำงานลง โดยมาจากภาคอุตสาหกรรมและการผลิตสูงถึง 53.6% ภาคบริการ 20.4% และค้าขาย 19.8% ส่งผลให้มุมมองครัวเรือนต่อเรื่องรายได้คนรู้สึกกังวลเพิ่มขึ้น โดยมีดัชนีเพิ่มจากเดือน ก.ค.ที่ 49.4% มาอยู่ในเดือน ก.ย.59 ที่ 50.7% อีกทั้งยังเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับผลการสำรวจภาวะการมีงานทำของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่พบว่าในครึ่งปีแรก 59 มีจำนวนผู้ว่างงานแฝง หรือมีการทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และต้องการทำงานเพิ่ม มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 269,300 คน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ยังไม่น่ากังวลมากนัก และคาดว่าจะเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวในเรื่องการจ้างงานให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ปัญหาเรื่องโครงสร้างของตลาดแรงงาน ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า รอบ 8 เดือนของปีนี้ ไทยมีจำนวน ประชากรวัยแรงงานอายุ 15 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้น 375,900 คน แต่กลับมีคนเข้ามาเป็นกำลังแรงงานลดลง อีกทั้งมีจำนวนประชากรที่ไม่อยู่ในกำลังแรงงานเพิ่มขึ้น โดยส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มที่เกษียณอายุก่อนกำหนดก็มีสูงขึ้น แต่จุดที่น่าสนใจคือเด็กจบใหม่อายุ 20-24 ปี กลับเข้ามาอยู่ในตลาดแรงงานน้อยลงเช่นกัน ซึ่งในรอบ 8 เดือน มีจำนวนเพิ่มแล้ว 36,000 คน และยังมีแนวโน้มเพิ่มได้

“สาเหตุที่ทำให้กลุ่มเด็กจบใหม่เลือกไม่เข้ามาทำงาน ส่วนหนึ่งหันไปลงทุนในตลาดหุ้น เพราะต้องการได้เงินเร็วมาใช้ไม่เหนื่อย และบางส่วนอยู่ในครอบครัวมีฐานะไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเข้าทำงาน รวมถึงบางส่วนเรียนจบแต่สมัครหางานทำไม่ได้ ซึ่งปัญหานี้ภาครัฐต้องจับตามองดู เพราะถือเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย”

นอกจากปัญหาจากสังคมผู้สูงอายุ และแรงงานมีทักษะไม่ตรงตามความต้องการของตลาด เพราะวันใดตลาดหุ้นมีความไม่แน่นอนสูง หากวันใดตลาดเกิดช็อกขึ้นมา หุ้นตกรุนแรง กลุ่มนี้อาจเป็นปัญหาและภาระสวัสดิการของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังซ้ำเติมปัญหาสังคมผู้สูงอายุของไทย ตลอดจนทำให้โครงสร้างแรงงานไทยมีปัญหาไม่สอดคล้องกับแผนพัฒนาประเทศไทย เข้ายุค 4.0 และการพัฒนาประเทศในระยะยาว สำหรับภาวะการครองชีพของครัวเรือนมีทิศทางที่ดีขึ้น ตามความกังวลจากเรื่องราคาสินค้าที่ลดลง ในขณะที่ครัวเรือนมีมุมมองต่อภาวะการครองชีพในอีก 3 เดือนข้างหน้าไม่แย่ลง สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ที่การบริโภคจะยังรักษาทิศทางการเติบโตไว้ได้”

ด้านผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานสถิติแห่งชาติว่า ภาวการณ์ว่างงานของคนไทยในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ว่างงานจำนวน 360,000 คน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.9% โดยในจำนวนนี้พบว่ามีคนว่างงานที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจำนวน 168,000 คน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจำนวน 11,000 คน รองลงมาเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และผู้ที่ไม่มีการศึกษาและต่ำกว่าประถมศึกษา ตามลำดับ.

 

มันนี่เอ็กซ์โป “อุดรธานี” มาแล้ว!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ย. 2559 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737712

 

นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงาน มหกรรมการเงิน มันนี่เอ็กซ์โป (Money Expo) เปิดเผยว่า วารสารการเงินธนาคาร จะจัดงานมหกรรมการเงินอุดรธานี ครั้งที่ 4 Money Expo Udonthani 2016 ภายใต้แนวคิด “Digital Life Digital Money ชีวิตดิจิทัล การเงินดิจิทัล” เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของสังคมไทยและสังคมโลก ที่กำลังก้าวไปสู่ “ยุคดิจิทัล” อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ งานมหกรรมการเงินอุดรธานี ครั้งที่ 4 นี้ มีธนาคาร สถาบันการเงิน องค์กรภาครัฐและเอกชนรวม 31 แห่งเข้าร่วมนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการภายในงานเพื่อให้ประชาชนชาวอุดรธานีและชาวอีสานตอนบน ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย ขอนแก่น มหาสารคาม มุกดาหาร สกลนคร หนองบัวลำภู และบึงกาฬ เลือกใช้บริการทางการเงินและการลงทุนอย่างครบวงจร

“งานนี้พี่น้องประชาชนที่มาร่วมงาน จะได้พบกับสินเชื่อบ้านดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน รีไฟแนนซ์บ้าน พร้อมลุ้นรับทองแท่งหนัก 10 บาท/รถมอเตอร์ไซค์ยามาฮ่า ฟีโน่ 120 สินเชื่อเอสเอ็มอีดอกเบี้ย 4% รับฟรี ไอแพด มินิ ซื้อประกันชีวิต ฟรีแพ็กเกจทัวร์ญี่ปุ่น-เกาหลี-มัลดีฟส์ อีกด้วย”

นอกจากนี้ ในงานยังมีโปรโมชั่นเด่นอีกมากมาย อาทิ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มากับสินเชื่อบ้านกรุงศรี อัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี 3 เดือนแรก พร้อมลดค่าธรรมเนียมประเมินราคาหลักประกัน 50%, ธนาคารกสิกรไทย มาพร้อมสินเชื่อบ้าน อัตราดอกเบี้ย 0.59% ต่อปี นาน 12 เดือน, สินเชื่อ SME รับฟรีบัตรน้ำมัน มูลค่า 1,000 บาทสูงสุด 30,000 บาท, สินเชื่อรถช่วยได้กสิกรไทย ลุ้นรับรถกระบะอีซูซุ รวม 4 คัน รวมมูลค่า 3 ล้านบาท เป็นต้น โดยงานจะจัดวันที่ 7-9 ต.ค.นี้ ที่อุดรธานีฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา จ.อุดรธานี.