ก.ล.ต.คุมเข้มกฎหมายหลักทรัพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738811

 

นายศักรินทร์ ร่วมรังษี ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวถึงกรณีที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์กังวลว่า กฎหมายหลักทรัพย์ฉบับแก้ไขใหม่มีความเข้มงวดในข้อมูลที่นักวิเคราะห์จะนำมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ไม่บิดเบือนและต้องไม่นำข้อมูลภายในที่ได้มาใช้ในการออกบทวิเคราะห์ โดยต้องเป็นข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียนได้มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะแล้ว โดยนักวิเคราะห์บางส่วนกังวลว่าจะเป็นอุปสรรคในการทำบทวิเคราะห์ ซึ่งจะทำให้มีบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ออกมาน้อยลง

“ก.ล.ต.ยืนยันจุดยืนในการส่งเสริมการจัดทำบทวิเคราะห์ที่มีคุณภาพต่อผู้ลงทุน และขอย้ำว่ากฎหมายใหม่มิได้ปิดกั้นการจัดทำบทวิเคราะห์หรือการทำ company visit ของนักวิเคราะห์แต่อย่างใด และมาตรฐานของสมาคมนักวิเคราะห์ ในปัจจุบันได้กำหนดหลักปฏิบัติเรื่องการจัดทำบทวิเคราะห์ ซึ่งครอบคลุมการระมัดระวังเรื่องการใช้ข้อมูลภายในอยู่แล้ว โดยการพิจารณาว่าข้อมูลใดเป็นข้อมูลภายในก็เป็นตามหลักกฎหมายปัจจุบัน ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ”

ทั้งนี้รวมไปถึงมาตรฐานหลักในการนำข้อมูลต่างๆ ไปใช้ในการวิเคราะห์หรือคาดการณ์ ก็มีรวมไว้ในหลักเกณฑ์ของสมาคมอยู่แล้วเช่นกัน เพียงแต่กฎหมายใหม่กำหนดไว้เพื่อให้ชัดเจน เพราะต้องการคุ้มครอง ผู้ลงทุนจากการได้ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือน ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจลงทุน ดังนั้นจึงมิใช่หลักการใหม่ โดยบริษัทหลักทรัพย์และนักวิเคราะห์ที่ยึดถือและปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพอยู่แล้วไม่ต้องวิตกกังวล.

 

ผุดคอนโดมิเนียมคนรายได้น้อย ผ่อนสบายกระเป๋าแค่ 3 พันบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738797

 

นายสมพร มูลศรีแก้ว รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ บสก. เปิดเผยว่า ช่วงระหว่างวันที่ 1-31 ต.ค.นี้ บสก.เปิดตัวโครงการ “สบายคอนโด 2559 คอนโดโดนใจ สบายกระเป๋า จาก BAM” โดยคัดเลือกคอนโดจำนวนกว่า 1,800 ยูนิตทั่วประเทศ มาจำหน่ายให้กับผู้มีรายได้น้อย หรือมีงบประมาณจำกัดในราคาไม่เกิน 400,000 บาท เช่น โครงการนิรันดร์ เรซิเดนซ์ ถนนบางนา-ตราด, โครงการอินทราวิว คอนโดทาวน์ ถ.รามอินทรา บ้านสวนติวานนท์ ถนนเลี่ยงเมือง ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นต้น

ทั้งนี้ บสก.จัดโปรโมชั่นพิเศษผ่อนชำระโดยวางเงินจองเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท และเงินทำสัญญาเริ่มต้นอีก 1,000 บาท จากนั้นสามารถเข้าอยู่ได้เลย โดยการผ่อนชำระจะอยู่ที่ประมาณ 1,000-3,000 บาท/เดือน ผ่อนชำระไม่เกิน 10 ปี ส่วนลูกค้าที่ซื้อเงินสดหรือกู้จากสถาบันการเงินอื่น อนุมัติขายไม่เกิน 2 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ โดยกลุ่มเป้าหมายคือ กลุ่มค้าขายอิสระ กลุ่มอาชีพขับรถรับจ้าง เป็นต้น.

 

จีนเอ่ยชื่นชมรัฐบาลไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738796

 

ปราบทัวร์ศูนย์เหรียญดึงภาพลักษณ์ดีขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ได้จัดการประชุมสมาชิก พร้อมเชิญผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน ประชุมทางไกลผ่านสไกป์ถึงสถานการณ์ภายหลังรัฐบาลไทยปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ โดยนายชูวิทย์ ศิริเวชกูล ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเซี่ยงไฮ้ เปิดเผยว่า มาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของรัฐบาล ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวไทยลดลงไปบ้าง แต่ไม่มาก ส่วนแนวโน้มไตรมาสสุดท้าย ตลาดเซี่ยงไฮ้ยังเติบโต ยกเว้นกลุ่มคนสูงอายุ และกลุ่มที่เดินทางครั้งแรกอาจจะได้รับผลกระทบในช่วงสั้นๆ แต่ระยะยาวจะดีขึ้น โดยคนจีนรู้สึกดีที่รัฐบาลไทยยกระดับให้นักท่องเที่ยวจีนสูงขึ้น ส่งผลภาพลักษณ์ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพเทียบเท่าญี่ปุ่น

ด้านนายจรัญ ชื่นในธรรม ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเฉิงตู เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวจีนลดลงไปราว 50% ของตลาด เพราะกว่า 70% เดินทางท่องเที่ยวผ่านบริษัททัวร์ แต่เป็นการช็อกระยะสั้นๆ และจะส่งผลดีในระยะยาว ขณะเดียวกัน จะเห็นได้ว่าการทำการตลาดเริ่มเปลี่ยนไปเป็นขายแพ็กเกจ เช่น พัทยาพ่วงเกาะช้าง พ่วงเกาะเสม็ด ซึ่งส่งผลดีต่อการพักระยะยาว ทำให้โรงแรมมีรายได้มากขึ้นและค่าใช้จ่ายระหว่างท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น

นางบังอรรัตน์ ชินะประยูร ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานปักกิ่ง กล่าวว่า ช่วงโกลเด้นวีกของจีนที่จะมาเมืองไทยลดลงไป 30% ปลายเดือนต.ค.นี้ จึงจะเชิญผู้ประกอบการทัวร์จีนมาสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ ในไทย ส่วนนายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมแอตต้า กล่าวว่า ได้ร่วมกับ ททท.กำหนดราคาแพ็กเกจทัวร์เริ่มต้น เพื่อเป็นทิศทางให้ผู้ประกอบการเจรจาซื้อขายกับทางคู่ค้าจีน เช่น เฉิงตู เริ่มต้น 2,500 หยวน เซี่ยงไฮ้ 3,000 หยวน เป็นต้น.

 

‘พาณิชย์’ ช่วยกระจายลองกองภาคใต้จำหน่ายได้แล้ว 228 ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ย. 2559 21:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738642

 

‘พาณิชย์’ ช่วยกระจายลองกองภาคใต้เข้าช่องทางจำหน่ายได้แล้ว 228 ตัน มูลค่า 9.37 ล้านบาท ตั้งเป้าทั้งปีช่วยบริหารจัดการผลไม้ได้ทั้งหมด 1,500 ตัน มูลค่า 6-6.1 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงฯ ได้ช่วยบริหารจัดการผลไม้จากภาคใต้ โดยเฉพาะลองกองที่กำลังทยอยออกสู่ตลาด โดยคาดว่าทั้งปีจะมีผลผลิตลองกองออกมาประมาณ 70,000 ตัน ซึ่งล่าสุดผลผลิตออกมาแล้วกว่า 70% จึงได้เชื่อมโยงผลผลิตลองกองจากแหล่งผลิตชายแดนภาคใต้ (ยะลา สตูล นราธิวาส สงขลา และปัตตานี) กระจายสู่ตลาดปลายทาง รวมทั้งห้างสรรพสินค้าในเขตกรุงเทพฯ รวมแล้ว 228.53 ตัน มูลค่า 9.37 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางการจำหน่าย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้ประสานเชื่อมโยงนำผลผลิตมาจำหน่ายแล้ว ณ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) ตลาดศูนย์การค้ามีนบุรี และห้างเดอะฟิล สุขุมวิท 54 และจังหวัดต่างๆ รวมทั้งได้จัดงานบริโภคผลไม้ร่วมกับห้างสรรพสินค้าจังซีลอน จ.ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 25-27 ก.ย. โดยให้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์ นำผลไม้มาแสดงและจำหน่ายกับผู้บริโภคโดยตรง รวมทั้งยังได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายในงานต่างๆ ที่กรมจัดขึ้น อาทิ งาน “ตลาดต้องชม Expo 2016” ระหว่างวันที่ 27-30 ก.ย. ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ งานมหกรรมธงฟ้าเพื่อแรงงาน (Thongfah Factory Fair) ระหว่างวันที่ 30 ก.ย.-4 ต.ค. ณ บริเวณสนามหน้านิคมอุตสาหกรรมสินสาคร อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เป็นต้น

สำหรับการบริการจัดการผลไม้ให้เกษตรกร เป็นนโยบายของกระทรวงฯ ที่จะเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาดในปี 59 กระทรวงฯ ได้หารือผู้ประกอบการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยการกระจายผลผลิตเชื่อมโยงตลาดไปยังจังหวัดปลายทาง ห้างค้าปลีก ศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน ฟาร์ม เอาต์เล็ต และด่านชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีเป้าหมายรวม 1,500 ตัน มูลค่าการจำหน่าย 60,000-61,000 ล้านบาท ทั้งจัดงานเพื่อประชาสัมพันธ์ และส่งเสริมการบริโภคผลไม้ และส่งเสริมให้มีการขยายตลาดผลไม้สดและแปรรูปไปยังตลาดต่างประเทศ

“ในช่วงนี้ผลไม้จากภาคใต้ออกสู่ตลาดมากสุด ประกอบด้วย ทุเรียน สัดส่วน 78%, เงาะ สัดส่วน 80%, มังคุด สัดส่วน 75% และลองกอง สัดส่วน 70% กระทรวงฯ จึงต้องเร่งหาช่องทางการจำหน่ายให้ และในเดือน ต.ค.นี้ หากยังมีผลผลิตเหลืออยู่ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในตั้งจุดจำหน่ายเพิ่มเติมที่สถานีรถไฟหัวลำโพง และศูนย์จำหน่ายและแสดงสินค้าเมืองทองธานี ทั้งนี้ การกระจายผลผลิตผ่านช่องทางการจำหน่ายต่างๆ ที่มีความต้องการทั่วประเทศจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มสูงขึ้น”

 

‘พาณิชย์’ ขอความร่วมมือให้จีนเร่งนำเข้าข้าว ยางพารา แก้ส่งออกรังนก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ย. 2559 18:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738387

 

‘พาณิชย์’ ถกจีน เดินหน้าหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ นำร่องทำแผนร่วมมือทางเศรษฐกิจ 5 สาขา ที่ใช้นวัตกรรมขับเคลื่อน คาดสรุปแผนปฏิบัติการชงให้ที่ประชุมระดับรองนายกรัฐมนตรีสองฝ่ายพิจารณาได้ในเดือนธ.ค.นี้ เผยไทยยังได้ขอให้จีนเร่งนำเข้าข้าว ยางพารา และแก้ปัญหาการส่งออกรังนกให้ด้วย

เมื่อวันที่ 29 ก.ย.59 นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยการค้าและการลงทุนไทย-จีน ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 26-27 ก.ย.59 ว่า ได้มีการหารือกับนางเกา เยี่ยน รมช.พาณิชย์จีน ถึงความคืบหน้าในการร่วมมือเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน หลังจากที่ไทยและจีนได้ตกลงต่ออายุแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีฉบับเดิม ที่ครอบคลุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 14 สาขา และจะหมดอายุในปี 59 โดยได้ต่ออายุออกไปอีก 5 ปี (ปี 60-64) จึงต้องมีการปรับแผนและแนวทางความร่วมมือให้ชัดเจน

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น จะมีการทำแผนความร่วมมือในระยะแรก 1-2 ปี โดยเน้นความร่วมมือในสาขานวัตกรรมที่ทั้งสองฝ่ายมีความสนใจร่วมกัน คือ โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และพลังงาน ส่วนสาขาอื่นๆ จะเพิ่มความร่วมมือในปีต่อๆ ไป

“การร่วมมือกับจีนจะเน้นในด้านนวัตกรรมที่สอดรับกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน และยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 โดยจากนี้ไป จะมีการหารือในรายละเอียดโครงการ และกิจกรรมความร่วมมือ ทั้งในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล และระหว่างภาคธุรกิจไทย-จีน เพื่อผลักดันให้เกิดแผนปฏิบัติการร่วมกัน และจะมีการนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5 ระดับรองนายกรัฐมนตรีไทย-จีน ในเดือน ธ.ค.59 ต่อไป”

นายสุวิทย์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยไทยขอให้จีนเร่งรัดการนำเข้าสินค้าเกษตร อาทิ ข้าว และยางพารา ภายใต้บันทึกความตกลง (เอ็มโอยู) ความร่วมมือการค้าสินค้าเกษตร รวมทั้งขอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งประสานการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถส่งออกรังนกไทยไปจีนได้โดยเร็ว และยังมีการหารือเพื่อลดอุปสรรคของนักลงทุนไทยในจีน และอุปสรรคของนักลงทุนจีนในไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนให้กันและกันต่อไป นอกจากนี้ ฝ่ายจีนได้แสดงความสนใจในการพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของไทยอีกด้วย

สำหรับความร่วมมือภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปี ใน 14 สาขา ได้แก่ 1. การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน 2. นวัตกรรมและเทคโนโลยีสีเขียว 3. การให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการ 4. ทรัพย์สินทางปัญญา 5. วิสาหกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) 6. เกษตร 7. อุตสาหกรรม (สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เคมีภัณฑ์) 8. สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน 9. เหมืองแร่ 10. พลังงาน 11. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 12. การท่องเที่ยว 13. โลจิสติกส์ 14. การเงิน

 

‘อภิรดี’ กังวลน้ำท่วมกระทบพื้นที่เกษตร สั่งคุมเข้มห้ามกักตุนสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ย. 2559 18:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738472

 

‘อภิรดี’ สั่งการพาณิชย์จังหวัด ออกตรวจสอบดูแลสถานการณ์มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อย่างใกล้ชิด คาดการณ์ว่าปีหน้าอาจจะมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่มาปลูกอ้อยมากยิ่งขึ้น

เมื่อวันที่ 29 ก.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สถานการณ์การซื้อขายมันสำปะหลังในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการซื้อขายปกติ โดยราคามันสำปะหลังเชื้อแป้ง 25 % กลับมายืนที่ราคา 1.20-1.40 บาท หลังจากที่ราคาตกต่ำลงไปในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากผลผลิตทางตอนบนของภาคเชื้อแป้งน้อย เพราะอายุน้อยไม่ได้ขนาด ส่วนใหญ่เกษตรกรต้องรีบขุดหนีน้ำ และในช่วงก่อนหน้าที่ฝนตกต่อเนื่อง ลานมันตาก ชะลอการรับซื้อ ทำให้ผลผลิตทะลักเข้าจังหวัดที่มีโรงแป้ง ทำให้ราคาตกต่ำลงในช่วงสั้นๆ

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ได้เร่งมาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ อาทิ ตามที่ ครม. ได้ให้ความเห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการตลาดมันสำปะหลังปี 2559/60 จากเดิมที่จะเริ่มวันที่ 1 ธ.ค.59 ก็จะเริ่มในวันที่ 15 ต.ค.59 แทน นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาการพักชำระหนี้เงินต้น 2 ปี ชดเชยดอกเบี้ย 3% ธ.ก.ส. ชดเชย 1.5% และใช้งบประมาณรัฐชดเชย 1.5% รวมถึง ธ.ก.ส. ออกโครงการใหม่ ให้เกษตรกร สามารถกู้ในวงเงินใหม่ ระยะสั้น. 6-12 เดือน ไม่เกิน 20,000 บาทต่อครัวเรือน ดอกเบี้ย 0.5% ต่อเดือน หรือไม่เกิน 100 บาทต่อเดือน โดยจะเริ่ม 1 พ.ย. 2559 โดยได้สั่งการพาณิชย์จังหวัดเร่งออกพื้นที่ ทำความเข้าใจกับเกษตรกรเพื่อช่วยชะลอการขุดมันที่อายุน้อยไม่ได้ขนาด จากการเพิ่มสภาพคล่องให้เกษตรกร และจะมีการตั้งคณะทำงานในการปราบปราม การลักลอบบริเวณชายแดนอีกด้วย

นางอภิรดี กล่าวว่า ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์มันสำปะหลังอย่างใกล้ชิด รวมทั้งตรวจสอบการซื้อ-ขายหัวมันสด ณ โรงแป้งและลานมันทุกแห่งให้มีการปิดป้ายแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจนให้เป็นไปตามประกาศ กกร. อย่างเคร่งครัด และตรวจสอบเครื่องชั่ง เครื่องวัดเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบทางการค้า

ทั้งนี้ พาณิชย์จังหวัด ได้ออกติดตามสถานการณ์การรับซื้อมันสำปะหลังของจังหวัด อาทิ จังหวัดกาฬสินธุ์ ปริมาณการรับซื้อหัวมันสดของโรงแป้งทั้ง 8 แห่งยังเต็มกำลังการผลิตเฉลี่ยวันละประมาณ 6,500-7,000 ตัน โดยมันที่เข้าสู่โรงแป้งในขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นมันในจังหวัดประมาณ 70% อีกประมาณ 30% เป็นมันจากจังหวัดใกล้เคียง (อุดรธานี สกลนคร และมุกดาหาร) ราคารับซื้อเฉลี่ย หัวมันสดเชื้อแป้ง 25% กก.ละ 1.25-1.45 บาท เชื้อแป้งโดยเฉลี่ยในขณะนี้ 23-26%

สำหรับสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยังคงให้พาณิชย์จังหวัดจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังจากที่ กรมการค้าภายใน ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการ ให้รับซื้อเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ทั้งนี้ปริมาณผลผลิตข้าวโพดภายในประเทศยังมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในการผลิต 5.6-6 ล้านตันต่อปี ในสัดส่วนการใช้ข้าวโพดในอาหารสัตว์ประมาณ 60-65% แต่ผลผลิตข้าวโพดในประเทศมีเพียง 4.5 ล้านตันต่อปี ที่เหลือยังต้องนำเข้า

นางอภิรดี กล่าวต่อว่า ตนเองยังมีความกังวลต่อสถานการณ์สินค้าเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งจากรายงานของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด สถานการณ์น้ำหลากท่วมในครั้งนี้ กระทบต่อพื้นที่เกษตรในวงแคบๆ เฉพาะในที่ลุ่มริมน้ำ และท่วมในระยะสั้น จึงคาดว่าพื้นที่เกษตรสามารถฟื้นตัวได้หลังน้ำลด

ขณะนี้ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดในพื้นที่น้ำท่วม และพื้นที่เฝ้าระวัง ได้ออกตรวจสอบสถานการณ์ทางการค้าและสำรวจความเสียหายของพื้นที่ทางการเกษตรอย่างใกล้ชิด โดยติดตามสถานการณ์สินค้าจำเป็นต่อการครองชีพในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย ดูแลมิให้เกิดการกักตุน ไม่ให้มีการฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค และป้องกันมิให้เกิดภาวะขาดแคลนสินค้า ทั้งในช่วงที่เกิดอุทกภัยและหลังเกิดอุทกภัย จัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด เพื่อช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรที่ประสบภัย

 

ปีนี้เทรนด์สุขภาพแรง คนฮิตกินเจ เงินสะพัด 4.4 หมื่นล้าน กระฉูดรอบ 3 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ย. 2559 17:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738417

 

โพล ม.หอการค้าไทย ระบุ เทศกาลกินเจปีนี้คึกคัก เงินสะพัดเฉียด 4.4 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 4.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี เหตุคนหันมากินเจมากขึ้น อยากทำบุญ และเทรนด์อาหารสุขภาพมาแรง

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 59 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ สำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 1,206 ราย ระหว่างวันที่ 19-27 ก.ย. 59 พบว่า ปีนี้จะมีเงินสะพัดประมาณ 43,981 ล้านบาท ขยายตัว 4.2% ซึ่งขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 57 ที่ขยายตัว 2.1% เพราะคนนิยมทานเจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ทานอาหารเจ จะหันมาทานมากขึ้น ประกอบกับคนมีความตั้งใจที่จะทำบุญ และกระแสรักษาสุขภาพได้รับความนิยมมากขึ้น

ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่าง 35.5% ระบุว่า จะกินเจ เพราะกินเฉพาะเทศกาล ตั้งใจทำบุญ ลดการกินเนื้อสัตว์ สืบทอดวัฒนธรรม อาหารเจมีคุณค่าทางอาหาร ชอบอาหารเจ กินเจทุกวันอยู่แล้ว และกินตามคนที่บ้านหรือคนรอบข้าง ส่วนอีก 64.5% ระบุว่า ไม่กินเจในช่วงเทศกาลเพราะไม่มีเชื้อสายจีน อาหารเจแพง ไม่ตั้งใจกิน ที่บ้านไม่มีใครกิน เศรษฐกิจไม่ดี และหาซื้อลำบาก อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ถึง 80.7% ระบุเคยกินเจ และ 82% กินอย่างต่อเนื่องทุกปี สำหรับพฤติกรรมการกินเจปีนี้ 88% จะกินตลอดเทศกาล ตั้งแต่วันที่ 1-9 ต.ค.นี้ ส่วน 12% จะกินบางมื้อ ประมาณ 14 มื้อ ที่กินไม่ครบเพราะหาซื้อยากและมีราคาแพง

สำหรับลักษณะการบริโภคอาหารเจในปีนี้ กลุ่มอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะซื้อของมาทำกินเอง และกลุ่มอายุ 16-49 ปี จะซื้ออาหารปรุงสำเร็จ ขณะที่รูปแบบการเลือกซื้ออาหารเจ ลำดับแรกจะซื้อที่ตลาด ตามด้วยร้านค้าทั่วไป มหกรรมสินค้าราคาถูกในช่วงเทศกาล ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ/ร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างค้าส่งขนาดใหญ่ ซื้อผ่านสื่อออนไลน์ที่มีบริการจัดส่ง และซื้อผ่าน call center ที่มีการจัดส่ง ส่วนปัจจัยใจสำคัญในการเลือกซื้ออาหารเจ ลำดับแรกคือความสะอาด รองลงมาคือ รสชาติ ราคา ความปลอดภัยต่อสุขภาพ ความสะดวก และชื่อเสียง


ขณะที่ การเดินทางไปทำบุญตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ส่วนใหญ่ 66.8% ระบุว่าไม่มีการเดินทาง แต่ 33.2% ระบุว่ามีแผนเดินทาง และจะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน ซึ่งพื้นที่ที่จะเดินทางไปมากสุด 38.4% คือ ภาคกลาง ตะวันออก และตะวันตก เช่น จ.ชลบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี รองลงมา 24.2% คือภาคใต้ เช่น จ.ตรัง สงขลา พังงา, 18.9% จะไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ จ.อุทัยธานี ชัยภูมิ เลย, 15.2% ภาคเหนือ เช่น จ.นครสวรรค์ เชียงใหม่ เชียงราย และ 2.3% กรุงเทพฯ และปริมณฑล

ด้านการใช้จ่ายในช่วงกินเจปี 59 ในส่วนของปริมาณของที่จะซื้อในช่วงกินเจ กลุ่มตัวอย่าง 40.9% ระบุ จะซื้อในปริมาณมากกว่าปีก่อน 35.8% ระบุเท่าเดิม และ 23.3% ระบุน้อยกว่าปีก่อน ส่วนมูลค่ารวมที่จะใช้จ่ายในช่วงกินเจ 42.5% จะใช้จ่ายมากกว่าปีก่อน 35.6% ใช้จ่ายเท่าปีก่อน และ 21.9% ใช้จ่ายน้อยกว่าปีก่อน ในส่วนความคึกคักของเทศกาล 54.6% มองว่าคึกคักเท่าปีก่อน 33.6% มองว่าคึกคักกว่าปีก่อน และ 11.8% มองว่าจะคึกคักน้อยกว่าปีก่อน และเมื่อเปรียบเทียบค่าอาหารในช่วงกินเจ และไม่กินเจ 46.5% ระบุว่า ช่วงกินเจค่าอาหารสูงกว่าปกติ 37.5% ระบุว่าไม่แตกต่างกัน และ 16% ระบุว่าในช่วงกินเจค่าอาหารต่ำกว่าปกติ

นอกจากนี้ ในส่วนของค่าใช้จ่ายรวมในเทศกาลกินเจปีนี้ จะใช้จ่ายเฉลี่ยที่คนละ 9,700 บาท แบ่งเป็นค่าอาหาร/กับข้าว(ต่อวัน) 739 บาท ทำบุญ 1,895 บาท ค่าเดินทางไปทำบุญต่างจังหวัด 3,430 บาท ค่าที่พัก (ขณะทำบุญต่างจังหวัด) 3,530 บาท.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง อุบลฯ เริ่มขายอาหารเจ ชูเมนูพิเศษ ‘บินแดต๊อก’ อิ่มอร่อยสไตล์เกาหลี

 

หุ้นไทยปิดตลาดพุ่ง 11.85 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,491.43 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ย. 2559 17:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738432

 

หุ้นไทยปิดบวก 11.85 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,491.43 จุด มูลค่าการซื้อขาย 49,723.60 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 29 ก.ย. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดบวก 11.85 จุด คิดเป็น +0.80% ดัชนีอยู่ที่ 1,491.43 จุด มูลค่าการซื้อขาย 49,723.60 ล้านบาท ดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,498.51 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,488.26 จุด

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรกได้แก่ 1. บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับราคาหุ้น BDMS หรือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) นั้นปิดตลาดอยู่ที่ 21.60 บาท โดยก่อนหน้า (28 ก.ย.) อยู่ที่ 22.00 บาท ราคาเปิดตลาดอยู่ที่ 21.40 บาท ส่วนราคาต่ำสุดของวันนี้อยู่ที่ 20.90 บาท สูงสุด 21.80 บาท

 

‘สมคิด’ ให้การบ้าน สคร.-รถไฟ พัฒนาสินทรัพย์ล้างขาดทุน 8 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ย. 2559 15:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738216

 

‘สมคิด’ สั่งการบ้านให้ สคร.-รถไฟ ผนึกกำลังสร้างแผนยุทธศาสตร์ 10 ปี พัฒนาสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ ล้างขาดทุนสะสม 8 หมื่นล้านให้เกลี้ยง ปิ๊งไอเดียช่วยคนจน เร่งหารือการเคหะสร้างคอนโดชุมทางรถไฟ พร้อมเดินหน้าสร้างรถไฟทางคู่ 7 เส้นทาง เปิดประมูลก่อน 2 สายเดือน พ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังร่วมประชุมกับคณะกรรมการและผู้บริหาร การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ขณะนี้ได้ให้การบ้านให้ รฟท. ร่วมกับ สำนักคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร.เพื่อทำแผนยุทธศาสตร์ 10 ปีในการทำแผนพัฒนาลงทุนรถไฟระยะ 10 ปี ว่าจะมีโครงการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน หรือพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างไรบ้าง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และล้างหนี้ขาดทุนสะสมกว่า 80,000 ล้านบาทให้หมดไป ให้ รฟท.สามารถเลี้ยงตัวเองได้ พร้อมทั้งให้รถไฟหารือร่วมกับ การเคหะแห่งชาติ เพื่อสร้างที่พักให้กับคนจน ตามชุมทางสถานีรถไฟนอกจากนั้นในส่วนของโครงการก่อสร้างลงทุน จะเห็นว่าขณะนี้รถไฟมีโครงการลงทุนก่อสร้างที่จะต้องดำเนินจำนวนมาก

นอกจากนี้รฟท.มีภารกิจสำคัญคือการเร่งเดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ ระยะแรก 7 เส้นทาง ระยะทาง 995 กม. โดยโครงการที่เพิ่งได้รับการอนุมัติจาก ครม.ให้ดำเนินการ 2 เส้นทางล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์นี้ คือ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เส้นทางมาบกะเบา-ชุมทางจิระ และเส้นทางประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร คาดจะเปิดประมูลได้ในเดือน พ.ย. จากก่อนหน้านี้ นายออมสิน ชีวพฤกษ์ รมช.คมนาคม คาดว่า 2 เส้นทางนี้จะเปิดประมูลได้ในเดือน ต.ค.

ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ที่ผ่านการพิจารณาของ ครม.แล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดประมูล เนื่องจากรอการปรับปรุงร่างทีโออาร์เพื่อเปิดกว้างมากขึ้นและบรรจุเรื่องสัญญาคุณธรรมเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ซึ่งขณะนี้ร่างทีโออาร์ใกล้จะแล้วเสร็จ น่าจะนำเสนอต่อคณะกรรมการ รฟท.ได้ในช่วงกลางเดือน ต.ค.59 จากนั้นจะจัดตั้งคณะกรรมการประมูลที่จะมีตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันเข้ามาร่วมด้วย

นอกจากนี้ ยังสั่งให้เร่งโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ที่มี 7 เส้นทาง ระยะทางรวม 1,493 กม.ให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ในปี 60 โดยให้เส้นทางที่ครอบคลุมทางเหนือและใต้ให้ดำเนินการก่อน ได้แก่ เส้นทางเด่นชัย-เชียงของ วงเงินลงทุน 7.7 หมื่นล้านบาท และเส้นทางบ้านไผ่-นครพนม เงินลงทุน 6 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะนำเสนอ ครม.ในต้นปี 60 ซึ่งรถไฟทางคู่เป็นรถไฟขนส่งสินค้าที่มาช่วยเรื่องโลจิสติกส์ การเชื่อมโยงได้ดีขึ้น โดยให้การรถไฟฯ พยายามเปิดให้บริการให้ได้ในปีหน้า.

 

ก.แรงงาน ดูแลลูกจ้าง ‘ปาร์คนายเลิศ’ จับตา บ.ไหนปิดกิจการ เร่งช่วยเหลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ย. 2559 14:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738096

 

กระทรวงแรงงาน ยื่นมือช่วยลูกจ้างโรงแรมปาร์คนายเลิศ จำนวน 388 คน ที่ถูกเลิกจ้างเหตุปิดกิจการ ขณะที่ กสร.เฝ้าระวัง หากพบบริษัทไหนเลิกกิจการต้องเข้าไปพูดคุย และให้คำแนะนำทันที

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 59 น.ส.พรรณี ศรียุทธศักดิ์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กรณีบริษัทโรงแรมปาร์คนายเลิศ จำกัด ประกาศแจ้งพนักงานว่าจะปิดกิจการ ในต้นปี 2560 นั้น ทางกระทรวงแรงงานได้ให้เจ้าหน้าที่สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเขตพื้นที่ 4 เข้าไปตรวจสอบแล้ว

เบื้องต้น ทราบว่าสาเหตุมาจากการประสบปัญหาด้านการแข่งขันทางธุรกิจ จนต้องมีการขายกิจการ โรงแรมแห่งนี้เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีพนักงานมากกว่า 388 คน หลังปิดกิจการ จึงน่าเป็นห่วงพนักงานเหล่านี้จะทำอย่างไร เพราะส่วนใหญ่มีอายุงานตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ขณะนี้ได้เตรียมประสานกรมการจัดหางาน สำนักงานประกันสังคม และกรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้ช่วยหางานใหม่ หรือพัฒนาทักษะหากต้องการเปลี่ยนสายงาน

น.ส.พรรณี กล่าวว่า ในส่วนของเงินค่าชดเชย ผู้บริหารแจ้งว่ายินดีจ่ายสิทธิประโยชน์ให้ตามกฎหมายทุกอย่าง พร้อมกับจ่ายเงินโบนัสประจำปีจำนวน 1 เดือนให้พนักงาน รวมทั้ง จะช่วยหางานจากโรงแรมอื่นให้ด้วย กสร.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพนักงานต้องการความช่วยเหลือให้เร่งดำเนินการทันที

“การปิดกิจการของโรงแรมปาร์คนายเลิศ ถือเป็นการประกาศปิดตัวที่ค่อนข้างกะทันหัน เพราะไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะมีการเลิกจ้าง ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทั่วประเทศเฝ้าระวัง หากพบบริษัทไหนมีปัญหา ให้เข้าไปพูดคุยและให้คำแนะนำทันที” น.ส.พรรณี กล่าว