เยาวชนไทยเจ๋ง!! คว้าเหรียญทองการประกวดนวัตกรรมนานาชาติ iCAN 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 30 ก.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/739537

 

เยาวชนคว้าเหรียญทองการประกวดนวัตกรรมนานาชาติ iCAN 2016 กฟผ. หนุนให้เกิดการต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ชุมชน

คณะกรรมการฯ iCAN 2016 ส่งเหรียญทองให้เยาวชนไทยที่ชนะการประกวดนวัตกรรมนานาชาติ iCAN 2016 จากแคนาดาถึงไทยแล้ว จากผลงาน “โรงเรือนตากขี้ยางพารา” ของนักเรียนโรงเรียนสิรินธรวิทยานุสรณ์ จังหวัดอุบลราชธานี ด้าน กฟผ. พร้อมให้การสนับสนุนต่อยอดผลงานนวัตกรรมต้นแบบในโครงการฯ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ชุมชน


นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กลุ่มเยาวชนโครงการ Move World Together จากโรงเรียนสิรินธรวิทยานุสรณ์ จังหวัดอุบลราชธานี ในพื้นที่โรงไฟฟ้าเขื่อนสิรินธร กฟผ. ได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทองจากผลงาน “โรงเรือนตากขี้ยางพารา” ในการประกวดสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรม 2016 International Invention Innovation Competition in Canada : iCAN 2016 ซึ่งได้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บัดนี้ คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกผลงานของ iCAN 2016 ได้ส่งรางวัลเหรียญทองจากประเทศแคนาดามายังประเทศไทยแล้ว

คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกผลงานของ iCAN 2016 ซึ่งประกอบด้วย World Invention Intellectual Property Associations : WIIPA , International Federation of Inventors Associations : iFIA, Innovation Initiative Co-operative Inc : ICO และ Toronto International Society of Innovation and Advanced Skills : TISIAS พิจารณาคัดเลือกให้ผลงาน “โรงเรือนตากขี้ยางพารา” ได้รับรางวัลเหรียญทอง โดยเกณฑ์ในการตัดสินผลงาน พิจารณาจากความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม การใช้เทคโนโลยีและเอกลักษณ์ คุณลักษณะเด่น สามารถนำมาใช้งานได้จริง ด้านผลกระทบที่จะเกิดขึ้นและความเป็นไปได้ด้านการตลาดและการจำหน่าย ซึ่งโรงเรือนตากขี้ยางพารา ช่วยชาวบ้านในชุมชนอำเภอสิรินธร ที่มีอาชีพจำหน่ายยางพาราในรูปแบบขี้ยางหรือยางก้นถ้วย แก้ปัญหาการตากขี้ยางบนลานคอนกรีต ซึ่งใช้พื้นที่มากและเปียกชื้นจากฝน รวมทั้งต้องพลิกกลับให้รับแสงแดดทั้งสองด้านเพื่อไล่ความชื้นไม่ให้เกิดเชื้อราซึ่งผลงานสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวใช้พื้นที่น้อยออกแบบให้มีการหมุนวนถ่ายเทของอากาศเพื่อไล่ความชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ทั้งนี้ โครงการ Move World Together : เพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อม เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง กฟผ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรมกิจการเด็กและเยาวชน และสมาคมพัฒนาศักยภาพและอัจฉริยภาพมนุษย์ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนในรูปแบบค่ายอบรมผู้นำเยาวชน เพื่อโลกที่ยั่งยืน ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี มาแล้วเป็นปีที่ 5 โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนวิธีคิดของเยาวชนด้วยกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้เยาวชนสามารถนำความคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ไปใช้ในการแก้ปัญหา ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นของตน ลดปัญหาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างสรรค์ผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับประเทศและนานาชาติ โดยระหว่างปี 2557 – 2559 ที่ผ่านมา มีผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมได้รับรางวัลรวมถึง 38 รางวัล ซึ่ง กฟผ. จะสนับสนุนและต่อยอดโครงการนี้ เพื่อนำผลงานนวัตกรรมต้นแบบต่างๆ จากโครงการไปสู่การผลิตเป็นสินค้าและจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและสร้างรายได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและประเทศ

http://www.EGAT.co.th

 

คลัง เชื่อ จีดีพีปีนี้ พุ่ง 4% จากเร่งเบิกจ่ายลงทุน กระตุ้น ศก.ภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ก.ย. 2559 15:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/739407

 

รมว.คลัง เชื่อ ศก.ไทยปีนี้ ขยายทะลุ 4% จากที่คาดไว้ 3% เร่งเดินหน้าขยายลงทุนในประเทศเพิ่ม อีกทั้งไตรมาส 4 มีปัจจัยกระตุ้น GDP ให้เติบโตได้ดี รวมถึงออกมาตรการ ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง…

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 59 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุ เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้สูงทะลุ 4% จากปัจจุบันที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวในระดับ 3% โดยเรียกร้องให้ภาคเอกชนเร่งเดินหน้าขยายการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น จากที่ในปัจจุบันโครงการลงทุนส่วนใหญ่จะมาจากภาครัฐเป็นหลัก ซึ่ง GDP จะเติบโตไม่ต่ำไปกว่านี้แน่นอน ส่วนไตรมาส 4/59 เชื่อว่าจะมีปัจจัยที่เข้ามากระตุ้นให้ GDP ยังสามารถเติบโตได้ดี จากการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ได้ออกมาตรการกระตุ้นเร่งรัดเบิกจ่ายให้เร็วขึ้น เช่น งบลงทุนที่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ให้เบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายใน ธ.ค.59 ซึ่งในส่วนนี้จะสามารถลงไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคให้หมุนเวียนและเกิดการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง เป็นการกระจายให้เกิดความทั่วถึง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ซึ่งในส่วนนี้จะช่วยเหลือด้านการดำรงชีพ และเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ได้ตรงต่อกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้งต่อระบบเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ดี คงไม่สามารถทดแทนเรื่องการส่งออกที่หดตัว เพราะเป็นคนส่วนกัน

นายอภิศักดิ์ ยังกล่าวในงานสัมมนา “เสริมสร้างความรู้และธรรมาภิบาลของกรรมการรัฐวิสาหกิจ” โดยระบุว่า ปัจจุบันมีรัฐวิสาหกิจทั้งสิ้น 55 แห่ง มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 13 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐวิสาหกิจเป็นหน่วยงานที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ จะต้องเร่งดำเนินการเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพในองค์กร การสร้างธรรมาภิบาลในองค์กร ที่สามารถตรวจสอบได้ ที่จะเป็นหลักในการสร้างความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับเอกชน

ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจมีหน้าที่หลักอีกอย่างหนึ่ง ในการลงทุน ที่ล่าสุด ครม. มีมติเห็นชอบกรอบและงบลงทุนประจำปีงบประมาณ 2560 ของรัฐวิสาหกิจทั้ง 55 แห่ง วงเงิน 1.52 ล้านล้านบาท และมีวงเงินเบิกจ่ายลงทุน 5.8 แสนล้านบาท โดยรัฐวิสาหกิจ มีการตั้งเป้าหมายที่จะมีการลงทุนมากกว่าปีนี้เท่าตัว หรือใช้งบประมาณราว 6 แสนล้านบาท จากปีนี้ที่ใช้ไปเพียง 3 แสนล้านบาท โดยในปีนี้การเบิกจ่ายงบประมาณทำได้เพียง 50% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ ในเบื้องต้นจึงได้สั่งการให้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 เป็นต้นไป จะไม่มีการลดเป้าหมายการเบิกจ่ายลงทุนที่ตั้งเป้าหมายไว้ 95% เพื่อที่จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ และเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐวิสาหกิจที่สามารถแข่งขันได้

นอกจากนี้ การลงทุนของรัฐวิสาหกิจ จะส่งผลให้ภาคเอกชนเดินหน้าลงทุนตาม ภายหลังที่ผ่านมาเอกชนชะลอการลงทุนใหม่มาประมาณ 10 ปี ซึ่งรัฐบาลพยายามเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ ผู้ประกอบการรายใหม่ ทั้งการให้สิทธิประโยชน์ รวมถึงเร็วๆ นี้จะมีการออกบีโอไอพลัส เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เอกชนลงทุนด้วย หากภาคเอกชนมีการลงทุนตามการลงทุนของภาครัฐ จะสามารถผลักดันให้ GDP เติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 4% อย่างแน่นอน.

 

กสทช.จ่อเสนอบอร์ด กทค.ประมูลเบอร์สวย 26 เลขหมาย 27พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ก.ย. 2559 14:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/739386

 

สำนักงาน กสทช. เตรียมเสนอบอร์ด กทค. ประมูลเบอร์สวย 16 เบอร์ ในวันอาทิตย์ที่ 27 พ.ย.นี้ คาดว่าจะได้เงินนำส่งเป็นรายได้เข้าสู่รัฐไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท…

เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2559 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. เตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เพื่อกำหนดวันจัดประมูลเบอร์สวยในวันอาทิตย์ที่ 27 พ.ย. 2559 ณ อาคารหอประชุม สำนักงาน กสทช. โดยเบอร์มือถือที่จะนำมาประมูลมีจำนวนทั้งสิ้น 16 เบอร์ ซึ่งเป็นเบอร์ 9 ตัวเหมือน 2 เบอร์ ได้แก่ 088-888-8888 และ 099-999-9999 และเป็นเบอร์ 8 ตัวเหมือนอีก 14 เบอร์ ได้แก่ 090-000-0000, 091-111-1111, 092-222-2222, 093-333-3333, 094-444-4444, 095-555-5555, 096-666-6666, 097-777-7777, 098-888-8888, 061-111-1111, 062-222-2222, 063-333-3333, 064-444-4444, 065-555-5555 ทั้งนี้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประมูล สำนักงาน กสทช. จะมีการประชาสัมพันธ์รายละเอียดให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง สำหรับรายได้ที่เกิดจากการประมูลหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป

“สำนักงาน กสทช. ประเมินว่ารายได้ที่เกิดจากการประมูลในครั้งนี้จะนำส่งเป็นรายได้เข้าสู่รัฐไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท” นายฐากร กล่าว.

 

‘PTTGC’ ขานรับนโยบายภาครัฐ จุดพลุลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ก.ย. 2559 13:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/739307

 

รัฐบาลภายใต้การบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตระหนักถึงปัญหาของเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะทรงตัวอีกทั้งประเทศเพื่อนบ้านก็พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมเปิดบ้านต้อนรับนักลงทุนต่างชาติรัฐบาล ได้มอบหมายให้ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหัวหน้าทีมภาครัฐในการผลักดันนโยบาย

จุดประสงค์เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางโดยได้กำหนด 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศเพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้ามาลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้มีขีดความสามารถทางการแข่งขันมากขึ้นโดยออกมาตรการสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์การลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)ในระดับสูง

ทั้งนี้ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายประกอบด้วยการยกระดับ 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (FirstS-Curve) ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะท่องเที่ยวไฮเอนด์และเชิงสุขภาพ เกษตรเทคโนโลยีชีวภาพ และแปรรูปอาหาร กับ 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) ได้แก่ หุ่นยนต์เพื่อการผลิต การบินและโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพ-เคมีชีวภาพ ดิจิตอล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร

ขณะที่ภาครัฐกำหนดลงทุนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ “Eastern Economics Corridor – EEC” นำร่อง 3 จังหวัดภาคตะวันออก ประกอบด้วย ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เพื่อยกระดับจากอีสเทิร์นซีบอร์ด ขึ้นเป็นซูเปอร์อีสเทิร์นซีบอร์ดที่จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับการพัฒนาและการลงทุนในอนาคต เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 เชื่อมโยงการขนส่งทางรถไฟ พัฒนาอู่ตะเภาเป็นสนามบินเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 อย่างเต็มรูปแบบ ฯลฯคาดว่าเม็ดเงินลงทุนจากรัฐจะไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท

สำหรับบทบาทการลงทุนภาคเอกชนแน่นอนว่าคงต้องโฟกัสไปที่บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ซึ่งที่ผ่านมานับว่าเป็นผู้บุกเบิกให้เกิดการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด มานานกว่า 3 ทศวรรษ จากยุคโชติช่วงชัชวาลที่มีการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่าง “ปิโตรเคมี” ที่มีส่วนทำให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์  ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์สิ่งทอ ฯลฯ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมต่อเนื่องเหล่านี้ ปัจจุบันได้สร้างรายได้ให้กับประเทศไม่น้อยกว่าปีละ 700,000 ล้านบาท จ้างงานเกือบ 50,000 คน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ คิดเป็น 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)

จากแผนการกลยุทธ์ของ PTTGC ซึ่งมีฐานรากจากเบอร์หนึ่งด้านต่างๆ ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีกำลังการผลิตโอเลฟินส์อันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน มีกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์ และอะโรเมติกส์รวมประมาณ 9.26 ล้านตันต่อปี และกำลังการผลิตน้ำมันดิบและคอนเดนเสทรวม 280,000 บาร์เรลต่อวัน แสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะตอบรับนโยบาย New S Curve

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนเพิ่มในหลายโครงการที่มาบตาพุด โดยเตรียมสร้างโรงงานที่มีการลงทุนสูงด้านนวัตกรรม ทำให้เกิดการพัฒนาการผลิตให้ได้เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ หรือ HighSpecialty ซึ่งเป็นการยกระดับผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกด้วยการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์  มีการเตรียมสร้างโรงงานแนฟทาแครกเกอร์ เพื่อผลิตเอทิลีน โพรพิลีน รวมถึงบิวทาไดอีนเพื่อเป็นวัตถุดิบต้นน้ำ ในอุตสาหกรรมขั้นกลางและขั้นปลายให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายของ New S Curve นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

นับเป็นเรื่องที่น่าจับตาเมื่อ PTTGC ขานรับนโยบายภาครัฐที่จะทำให้เกิดเม็ดเงินมาลงทุนในประเทศและมองหานวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาธุรกิจ ซึ่งบริษัทฯ ประสบความสำเร็จขั้นต้นในการดึงนักลงทุนจากญี่ปุ่นซึ่งเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษชั้นนำของโลกสัญชาติญี่ปุ่น ได้แก่ บริษัท คุราเร่ จำกัด และ บริษัทการค้าระหว่างประเทศสัญชาติญี่ปุ่น ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลกบริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ตัดสินใจ จับมือกับ PTTGC ของไทย ในการร่วมลงนามในข้อตกลงเบื้องต้น  (HOA) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินและการออกแบบทางวิศวกรรม ของโครงการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรมชั้นสูงประเภท High Heat ResistantPolyamide-9T(PA9T) และผลิตภัณฑ์ยางเทอร์โมพลาสติกประเภท Hydrogenated Styrenic BlockCopolymers (HSBC) ในประเทศไทย โดยจะสรุปผลการลงทุนได้ในช่วงสิ้นปี 2560 ซึ่งภายใต้ข้อตกลงจะมีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในช่วงปลายปี 2563 ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนลงทุน โครงการ Map Ta Phut Retrofit ของ PTTGC


สำหรับโรงงานแห่งใหม่จะตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด มาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อผลิต PA9T ที่มีคุณสมบัติใช้แทนโลหะเพื่อผลิตรถที่มีน้ำหนักน้อยลงประหยัดพลังงานกำลังการผลิต 13,000 ตันต่อปี ซึ่งเป็น HSBC ที่ส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ ก่อสร้าง เครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค เช่น อุปกรณ์ว่ายน้ำ ซีลยางหน้าต่าง ด้ามแปรงสีฟัน เป็นต้นกำลังการผลิต 16,000 ตันต่อปี

นอกจากนี้ คุราเร่ จะดำเนินการศึกษาความเป็นได้ของโครงการผลิตMPD (3-Methyl-1,5-Pentanediol) ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ไอโซบิวทีนของคุราเร่ กำลังการผลิต 5,000 ตันต่อปี โดย PTTGC จะเป็นผู้สนับสนุนวัตถุดิบหลักในการผลิตให้กับโรงงาน



ยังไม่รวมความมุ่งมั่นที่ต้องการร่วมผลักดันให้ภาคการเกษตรในประเทศไทยมีความเข้มแข็งด้วยการมุ่งสู่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ที่มุ่งเน้นวัตถุดิบจากภาคเกษตรกรรม โดยเริ่มต้นผลักดันจากมันสำปะหลังและอ้อยซึ่ง PTTGC มีแผนการที่จะลงทุนในชีวเคมีภัณฑ์ซึ่งจะมีความชัดเจนใน 3 ปีข้างหน้า หากการเดินหน้าสำเร็จลุล่วงด้วยดีนอกจากจะช่วยเกษตรกร ช่วยสิ่งแวดล้อม แล้วจุดประสงค์หลักก็เพื่อมุ่งผลักดันมูลค่าทางเศรษฐกิจไทยสร้างงาน อาชีพ และรายได้ให้กับคนไทยนั่นเอง


เห็นได้ว่าแผนการลงทุนของ PTTGC นับเป็นการจุดพลุให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยยังคงเป็นส่วนสำคัญที่จะเอื้อให้ฐานการผลิตอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่นๆ ของไทยเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพนำมาซึ่งการหนุนให้เกิดระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ EEC ให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน และที่สำคัญจะเป็นการตอบโจทย์โรดแม็ปรัฐบาลด้วยการก้าวไปสู่ประเทศไทย 4.0 ที่มีเป้าหมายให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง เราคงต้องช่วยกันลุ้นเพราะนี่คืออนาคตของคนไทยทุกคน.

 

ปิดตำนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ก.ย. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738941

 

กลุ่มธุรกิจตระกูล “สมบัติศิริ” เจ้าของโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ ปิดตำนานโรงแรม 5 ดาวชื่อดังด้วยการขายที่ดินผืนงามที่ตั้งโรงแรมบนถนนวิทยุให้กลุ่มดุสิตเวชการของ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เพื่อทำศูนย์สุขภาพครบวงจรแห่งแรกในเอเชียเป็นเงินกว่าหมื่นล้าน ภาพเล็กเป็น วันเซ็นสัญญาขายที่ดินซึ่งเป็นที่ฮือฮาในวงการธุรกิจอย่างมาก.

 

เลิก-กิจการ! รร.ปาร์คนายเลิศ ขาย10,800ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ก.ย. 2559 07:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738922

 

นพ.ปราเสริฐ ผุดโปรเจกต์ ‘ศูนย์สุขภาพ’ ชั้นนําเอเชีย!

“หนูเล็ก-ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร” เซเลบคนดัง ทายาทรุ่นที่ 3 ตระกูล “สมบัติศิริ” ยืนยันการปิดตำนานธุรกิจโรงแรม “สวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ” ของตระกูล ที่ขายให้กับกลุ่มดุสิตเวชการ เพื่อนำไปทำศูนย์สุขภาพครบวงจรด้วยเม็ดเงินกว่า “หนึ่งหมื่นล้านบาท” เป็นเพราะต้องการยุติบทบาทการบริหารโรงแรม ในยุคที่มีการขับเคี่ยวแข่งขันกันสูงมาก ยันไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดหรือขาดทุนทางธุรกิจและไม่มีหนี้สินใดๆทั้งสิ้น แต่ต้องการหันไปพัฒนาธุรกิจด้านอื่น แม้ขายที่ดินโรงแรม แต่ยังรักษาสมบัติชิ้นสำคัญของตระกูล พร้อมต้นไม้เก่าแก่กับมรดกตกทอดอื่นๆเอาไว้

นับเป็นข่าว Talk of the town และสุดฮือฮาในวงการธุรกิจเมืองไทย เมื่อกลุ่มธุรกิจเจ้าของโรงแรม สวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นตระกูลคหบดี เศรษฐีเก่าแก่ของเมืองไทย ตัดสินใจขายที่ดินที่ตั้งโรงแรม ที่มีตำนานเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์แผ่นดินสยาม ในราคากว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท ให้กับกลุ่มบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ ทำให้เกิดกระแสการพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างทั่วไป

สำหรับสาเหตุสำคัญของการซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินผืนงาม สถานที่ตั้งโรงแรมระดับ 5 ดาวชื่อดังของเมืองไทยที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ เซเลบคนดังคนเก่งสังคมเมืองไทย ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล “สมบัติศิริ” คือ “หนูเล็ก-ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร” ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัท โรงแรมปาร์คนายเลิศ จำกัด ซึ่งทำหน้าที่ดูแลงานบริหารทั้งหมดของโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ ตั้งแต่ปี 2553 มาจนถึงปัจจุบัน ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ เมื่อวันที่ 29 ก.ย.ว่า ครอบครัวปาร์คนายเลิศ ได้คุยกันมาเป็นปีแล้วว่า ถึงเวลาต้องขายโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ เพราะธุรกิจโรงแรมมีการแข่งขันขับเคี่ยวรุนแรงมาก ก่อนหน้านี้มีนักธุรกิจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สนใจติดต่อขอซื้อที่ดินหลายเจ้า แต่มาลงตัวกับกลุ่มดุสิตเวชการของ “นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ” เนื่องจากทางดุสิตเวชการมีความตั้งใจจะปรับปรุงพื้นที่ปาร์คนายเลิศ เป็นศูนย์สุขภาพแบบครบวงจร ซึ่งถือเป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์ต่อสังคม “หนูเล็ก” เชื่อมั่นว่า หากคุณยาย (ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ) ยังมีชีวิตอยู่ ก็จะต้องสนับสนุนการตัดสินใจครั้งนี้ เพราะท่านพูดเสมอว่า ครอบครัวเรา ต้องทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนคืนสังคม ซึ่งครอบครัวเราก็เคยทำโรงพยาบาลเลิดสินมาแล้ว

“หนูเล็ก” ยังยืนยันด้วยว่า การตัดสินใจครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาด หรือขาดทุนทางธุรกิจ ครอบครัวเราเลิกทำโรงแรมโดยไม่มีหนี้สินติดตัว และเตรียมเดินหน้าหันไปพัฒนาธุรกิจด้านอื่นๆ รวมถึงนำที่ดินของตระกูลมาพัฒนาให้ดีขึ้น โดยโครงการล่าสุดที่กำลังจะเปิดตัวคือ การเปิดธุรกิจโรงแรมแห่งใหม่ของครอบครัว ที่หัวหิน ภายใต้ชื่อ “นายเลิศปาร์ค หัวหิน” และยังมีโปรเจกต์ขยายธุรกิจ ด้านรับจัดเลี้ยงหรือแคทเทอริ่งอาหารนอกสถานที่ ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “ไวท์ บัส แคทเทอริ่ง” เพื่อรองรับพนักงานฝ่ายจัดเลี้ยง ที่เคยทำงานกับเรามา 33 ปี

ทายาทคนดังกล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ดี ภายใต้ข้อตกลงกว่าหมื่นล้าน แม้กลุ่มดุสิตเวชการจะได้ครอบครองอาคารโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ, อาคารออฟฟิศทาวเวอร์ Promenade และสิ่งปลูกสร้างรอบๆ รวม 15 ไร่ แต่ขอยืนกรานว่า สมบัติชิ้นสำคัญของตระกูลคือ “บ้านปาร์คนายเลิศ” และสวนขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 14 ไร่ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2458 ยังคงเป็นมรดกตกทอดของครอบครัว “สมบัติศิริ” ตามเจตนารมณ์ของ “ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ” ที่ตั้งใจอนุรักษ์เรือนไม้สักหลังใหญ่อายุ 101 ปี ต้นไม้เก่าแก่หายากในบริเวณรอบๆ และมรดกตกทอดต่างๆของตระกูล โดยแรกเริ่มพระยาภักดีนรเศรษฐ ตั้งใจสร้างบ้านหลังนี้เป็นเรือนรับรองส่วนตัว ต่อมาได้ปรับปรุงเป็นเรือนที่อยู่อาศัยของนายเลิศและครอบครัว กระทั่งปัจจุบัน ทายาทรุ่นใหม่ได้บูรณะปรับปรุงขึ้นเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านปาร์คนายเลิศ

ขณะที่ความเป็นมาการซื้อขายเปลี่ยนมือในธุรกิจ ครั้งสำคัญครั้งนี้ มีการเปิดเผยเมื่อวันที่ 28 ก.ย. โดยนางนฤมล น้อยอ่ำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติใช้เงินลงทุนรวม 12,800 ล้านบาท ซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโครงการปาร์คนายเลิศ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์สุขภาพครบวงจรแห่งแรกในเอเชีย โดยจะเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินบริเวณโครงการปาร์คนายเลิศประมาณ 15 ไร่ และสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินรวมมูลค่า 10,800 ล้านบาท จากนางสัณหพิศ สมบัติศิริ และนางพิไลพรรณ สมบัติศิริ ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และสิ่งปลูกสร้าง ประกอบไปด้วยโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ และอาคารสำนักงาน Promenade

นางนฤมลแจ้งด้วยว่า หลังรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้ว จะใช้งบลงทุนและปรับปรุงทรัพย์สินเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจสุขภาพแบบครบวงจร “BDMS Wellness Clinic” ราว 2,000 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อรวมกับค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 10,800 ล้านบาท คิดเป็นเงินลงทุนรวม 12,800 ล้านบาท บริษัทได้วางเงินมัดจำเงินจำนวน 1,080 ล้านบาท คาดว่าจะรับโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดได้ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2560 ทั้งนี้ ได้ตั้งบริษัทย่อยชื่อ บริษัทบีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก จำกัด ทุนจดทะเบียน 6,400 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อและรับโอนที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างเพื่อดำเนินโครงการ BDMS Wellness Clinic โดยแหล่งเงินทุนที่จะใช้ในการเข้าซื้อครั้งนี้มาจากกระแสเงินสดและการกู้ยืม

นางนฤมลยังแจ้งว่า บริษัทมั่นใจว่าศูนย์สุขภาพครบวงจร BDMS Wellness Clinic จะประสบความสำเร็จ เนื่องจาก 1.แนวคิดด้านการดูแลรักษาสุขภาพและความเป็นอยู่ได้รับความสนใจมากขึ้นทั่วโลก 2.มีผู้ประกอบการน้อยรายในโลกที่ให้บริการศูนย์สุขภาพแบบครบวงจร สถาบันที่มีชื่อเสียงล้วนอยู่ในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา ดังนั้น โครงการนี้ของบริษัทจึงเป็นโครงการแรกในเอเชีย 3.ที่ดินผืนดังกล่าวเป็นพื้นที่สีเขียวที่โดดเด่นท่ามกลางศูนย์รวมความเจริญสมัยใหม่ในย่านธุรกิจกรุงเทพ และมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะนำมาพัฒนาเป็นศูนย์สุขภาพครบวงจร

นางนฤมลกล่าวอีกว่า โครงการนี้จะมีบริการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงบริการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทจะขยายศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการอยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ มาให้บริการเพิ่มเติมที่ BDMS Wellness Clinic, บริการทางด้านสุขภาพระบบประสาทและสมอง โดยจะเปิดเป็นคลินิกด้านระบบประสาทและสมอง มีเป้าหมายที่จะพัฒนาคลินิกดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศในด้านระบบประสาทและสมอง รวมทั้งขยายคลินิกบางส่วนของโรงพยาบาล ในเครือ BDMS ไปยัง BDMS Wellness Clinic ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า BDMS เป็นผู้ประกอบการธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง โดยมีโรงพยาบาลเครือข่ายในไทยและกัมพูชา ภายใต้ชื่อโรงพยาบาล 6 กลุ่ม คือ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบี เอ็น เอช กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท กลุ่มโรงพยาบาลเปาโล และกลุ่มโรงพยาบาลรอยัล รวมถึงธุรกิจด้านการแพทย์ ได้แก่ ธุรกิจห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ธุรกิจผลิตยาและธุรกิจผลิตน้ำเกลือ เป็นต้น จากการตรวจสอบงบการเงินล่าสุดพบว่า มีกำไรสะสม 27,000 ล้านบาท ขณะที่มีหนี้สินต่อทุน (D/E) ไม่รวมเจ้าหนี้การค้าที่ราว 0.75 เท่า ขณะที่ธุรกิจมีกำไรโตต่อเนื่อง โดยปี 2556 มีกำไร 6,261 ล้านบาท, ปี 2557 กำไร 7,393 ล้านบาท และปี 2558 กำไร 7,917 ล้านบาท ส่วนครึ่งแรกปี 2559 มีกำไรสุทธิ 4,075 ล้านบาท

ทั้งนี้ BDMS มี นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือที่เรียกกันว่า “หมอเสริฐ” คณะผู้บริหารกลุ่มและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท เป็นผู้ก่อตั้งและถือหุ้นใหญ่ ถือเป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของไทย ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกจากสถาบัน Joint Commission International (JCI) องค์กรกำกับมาตรฐานด้านการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีคนไทยและต่างชาติจากทั่วโลกเดินทางมารับการรักษา

“หมอเสริฐ” ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นเศรษฐีหุ้นไทยจากนิตยสารการเงินธนาคารเมื่อปี 58 โดยครองแชมป์รวยติดต่อกันเป็นปีที่ 3 มีมูลค่าสินทรัพย์ 62,000 ล้านบาท และตระกูลปราสาททองโอสถ ยังเป็นแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทย ที่มีความมั่งคั่ง 88,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเป็นเจ้าของและผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าของสนามบินและสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส

ขณะที่ในสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย ได้มีการส่งคลิปและภาพถ่ายจดหมายที่นางสาวณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร กรรมการผู้จัดการบริษัทโรงแรมปาร์คนายเลิศ หรือ “หนูเล็ก” เขียนถึงพนักงานมีสาระสำคัญว่า ในฐานะกรรมการผู้จัดการและลูกหลานของปาร์คนายเลิศ ขอเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นผู้บริหารและครอบครัว แจ้งข่าวสำคัญให้พนักงานทราบว่า หลายคนทำงานที่นี่มาตั้งแต่แรกที่โรงแรมเปิด มีโอกาสได้รู้จักท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง หลายคนทำงานในช่วงที่คุณพิไลพรรณ สมบัติศิริ เป็นกรรมการผู้จัดการ ตลอด 36 ปีของโรงแรมปาร์คนายเลิศ พวกเราผ่านเหตุการณ์ต่างๆมาด้วยกัน ทั้งเรื่องทุกข์และสุข เรื่องง่ายและยากเราสามารถผ่านมาด้วยกันแล้วทุกครั้ง

แต่ทุกวันนี้ ธุรกิจโรงแรมแข่งขันสูงมากโรงแรมใหม่ๆเปิดทั่วทุกมุมถนน คณะผู้บริหารต่างอดทนและทำงานหนัก เพื่อประคับประคองสถานการณ์ เพื่อความอยู่รอดของโรงแรม แต่สุดท้ายทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ขอแจ้งพนักงานว่า เรามีความจำเป็นต้องหยุดดำเนินกิจการโรงแรมปาร์คนายเลิศอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นปี 2560 เป็นต้นไป โดยผู้บริหารจะรับผิดชอบค่าชดเชยตามกฎหมาย และโบนัส พร้อมสินน้ำใจจากครอบครัวอีกจำนวนหนึ่ง และพนักงานจะได้รับการพิจารณาเข้าทำงานโรงแรมในเครือ ACCOR ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ ก่อตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2526 โดยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหญิงคนแรกของประเทศไทย “ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ” ธิดาของพระยาภักดีนรเศรษฐ หรือ “เลิศ เศรษฐบุตร” ที่เป็นผู้บุกเบิกริเริ่มกิจการให้บริการรถโดยสารประจำทาง สายแรกของกรุงเทพฯ คือ “รถเมล์ขาว” เมื่อปี 2453 ต่อมา “ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์” ได้เข้ามาดำเนินกิจการรถเมล์ขาว และธุรกิจทุกอย่างแทนบิดา กระทั่งสิ้นบุญบิดา จึงได้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท นายเลิศ จำกัด

ภายหลังการเลิกกิจการรถเมล์นายเลิศ ในปี 2520 เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายรวมกิจการรถเมล์ทุกสายในกรุงเทพฯให้อยู่ภายใต้การดูแลขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ “ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์” ได้ก่อตั้งบริษัทนายเลิศพัฒนา จำกัด เพื่อพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พร้อมกับก่อตั้งบริษัทโรงแรมปาร์คนายเลิศ จำกัด ในปี 2526 เพื่อดำเนินธุรกิจโรงแรมปาร์คนายเลิศ ให้บริการระดับ 5 ดาว เป็นแห่งแรกๆในประเทศไทย

ในยุคต่อมา ลูกสาวคนโตของท่านผู้หญิง เลอศักดิ์ คือ “นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ” ได้เข้ามารับช่วงสานต่อกิจการ โดยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท โรงแรมปาร์คนายเลิศ จำกัด แทนมารดา ภายหลังการถึงแก่อนิจกรรมของท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ เมื่อปลายปี 2553 ยังได้มีการแต่งตั้งหลานสาว “หนูเล็ก-ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร” รั้งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงแรมปาร์คนายเลิศ จำกัด ทำหน้าที่ดูแลงานบริหารของโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ มาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ภายใต้ข้อตกลงกว่าหมื่นล้าน แม้กลุ่มดุสิตเวชการจะได้ครอบครองอาคารโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ, อาคารพาณิชย์ Promenade และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ รวม 15 ไร่ กระนั้น สมบัติชิ้นสำคัญของตระกูลคือ “บ้านปาร์คนายเลิศ” และสวนขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 14 ไร่ ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2458 บริเวณด้านหลังของโรงแรม ยังคงเป็นมรดกตกทอดของครอบครัวปาร์คนายเลิศ ตามเจตนารมณ์ของ “ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ” ที่ตั้งใจอนุรักษ์เรือนไม้สักหลังใหญ่อายุ 101 ปี, ต้นไม้เก่าแก่หายากในบริเวณรอบๆ และมรดกตกทอดต่างๆของตระกูล โดยแรกเริ่มพระยาภักดีนรเศรษฐ ตั้งใจสร้างขึ้นเป็นเรือนรับรองส่วนตัว ต่อมาได้ปรับปรุงเป็นเรือนที่อยู่อาศัยของนายเลิศและครอบครัว กระทั่งปัจจุบัน ได้บูรณะปรับปรุงใหม่ให้เป็นพิพิธภัณฑ์บ้านปาร์คนายเลิศ

ขณะเดียวกัน น.ส.พรรณี ศรียุทธศักดิ์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงการปิดโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ ในต้นปี 2560 ว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเขตพื้นที่ 4 เข้าไปตรวจสอบ พบว่าโรงแรมแห่งนี้เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีพนักงานมากกว่า 388 คน หลังปิดกิจการก็เป็นห่วงพนักงานเหล่านี้จะทำ อย่างไร เพราะส่วนใหญ่มีอายุงานตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ขณะนี้ได้เตรียมประสานกรมการจัดหางาน สำนักงานประกันสังคม และกรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้ช่วยหางานใหม่ หรือพัฒนาทักษะหากต้องการเปลี่ยนสายงาน ในส่วนของเงินค่าชดเชย ผู้บริหารแจ้งว่ายินดีจ่ายสิทธิประโยชน์ให้ตามกฎหมายทุกอย่าง พร้อมกับจ่ายเงินโบนัสประจำปีจำนวน 1 เดือนให้พนักงาน รวมทั้งจะช่วยหางานจากโรงแรมอื่นให้ด้วย

 

ม.หอการค้าชี้ชัดคนอยากทำบุญ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ก.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738821

 

กินเจคึกคักเงินสะพัด 4 หมื่นล้าน ขยายตัว 4.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ ที่สำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 1,206 ราย ระหว่างวันที่ 19-27 ก.ย.59 ว่า กินเจปีนี้จะมีเงินสะพัดประมาณ 43,981 ล้านบาท ขยายตัว 4.2% สูงสุด ในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 57 ที่ขยายตัว 2.1% เพราะคนนิยมทานเจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ทานอาหารเจ จะหันมาทานอาหารเจมากขึ้น ประกอบกับคนมีความตั้งใจที่จะทำบุญ และกระแสรักสุขภาพ

ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่าง 35.5% ระบุว่าจะกินเจ เพราะกินเฉพาะเทศกาล ตั้งใจทำบุญ ลดการกินเนื้อสัตว์ สืบทอดวัฒนธรรม อาหารเจมีคุณค่าทางอาหาร ชอบอาหารเจ กินเจทุกวันอยู่แล้ว และกินตามคนที่บ้านหรือคนรอบข้าง ส่วนอีก 64.5% ระบุว่าไม่กินเจในช่วงเทศกาล เพราะไม่มีเชื้อสายจีน อาหารเจแพง ที่บ้านไม่มีใครกิน เศรษฐกิจไม่ดี และหาซื้อลำบาก อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ถึง 80.7% ระบุเคยกินเจ และ 82% กินอย่างต่อเนื่องทุกปี สำหรับพฤติกรรมการกินเจปีนี้ 88% จะกินตลอดเทศกาล ตั้งแต่วันที่ 1-9 ต.ค.นี้ ส่วน 12% จะกินบางมื้อ ประมาณ 14 มื้อ ที่กินไม่ครบ เพราะหาซื้อยาก และอาหารเจมีราคาแพง

สำหรับลักษณะการบริโภคอาหารเจปีนี้ กลุ่มอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะซื้อของมาทำเอง และกลุ่มอายุ 16-49 ปี จะซื้ออาหารปรุงสำเร็จ ขณะที่รูปแบบการเลือกซื้ออาหารเจ ลำดับแรกจะซื้อที่ตลาด ตามด้วยร้านค้าทั่วไป มหกรรมสินค้าราคาถูกในช่วงเทศกาล ซุปเปอร์มาร์เกต ร้านสะดวกซื้อ/ร้านค้าส่ง-ค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างค้าส่งขนาดใหญ่ ซื้อผ่าน สื่อออนไลน์ที่มีบริการจัดส่ง และซื้อผ่าน call center ที่มีการจัดส่ง ส่วนปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้ออาหารเจ ลำดับแรกคือความสะอาด รองลงมาคือ รสชาติ ราคา ความปลอดภัยต่อสุขภาพ ความสะดวก และชื่อเสียง “ค่าใช้จ่ายรวมในเทศกาลกินเจปีนี้ จะใช้จ่ายเฉลี่ยที่คนละ 9,700 บาท เป็นค่าอาหาร/กับข้าวต่อวัน 739 บาท ทำบุญ 1,895 บาท ค่าเดินทางไปทำบุญ ต่างจังหวัด 3,430 บาท ค่าที่พัก (ขณะทำบุญต่างจังหวัด) 3,530 บาท”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 30 ก.ย.นี้ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ จะเดินทางไปตรวจสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงเทศกาลกินเจ โดยจะไปตลาดศิริชัย แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพฯ และห้างเทสโก้ โลตัส สาขามหาชัย รวมทั้งจะเป็นประธานเปิดงานมหกรรมธงฟ้าเพื่อแรงงาน ณ สนามหน้านิคมอุตสาหกรรมสินสาคร จ.สมุทรสาคร.

 

เปิดช่องอัดฉีดเอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738817

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศ ธปท.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการลงทุนของสถาบันการเงิน เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ และบริษัทเงินทุน กรณีของการลงทุนในบริษัทที่ไม่ใช่บริษัท ที่ไม่ใช่กิจการธุรกิจทางการเงิน หรือธุรกิจสนับสนุนทางการเงิน และการลงทุนในกองทรัสต์ เพื่อร่วมลงทุนในบริษัทที่ไม่ใช่ธุรกิจทางการเงิน หรือธุรกิจสนับสนุนทางการเงิน

ทั้งนี้ เนื่องจากในปัจจุบัน การลงทุนร่วมทุนในรูปแบบกองทรัสต์มีเพิ่มมากขึ้น และเป็นช่องทางสำคัญในการลงทุนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และกิจการที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงกิจการที่ใช้นวัตกรรมใหม่ และหรือสตาร์ท อัพ ธปท.ได้เห็นถึงความสำคัญของช่องทางการระดมทุนดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี และก่อให้เกิดธุรกิจทางการเงินประเภทใหม่เพิ่มขึ้น รวมทั้งช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในทุกระดับ ธปท. จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการลงทุนของสถาบันการเงิน โดยขยายอัตราส่วนการถือหรือมีใบทรัสต์ของกองทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust) ที่ร่วมลงทุนในธุรกิจ 3 ประเภท

ประกอบด้วย 1.วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 2.ธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน (Fintech) และ 3.ธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ที่ไม่ใช่บริษัทลูกภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน หรือธุรกิจการร่วมลงทุน (Private Equity) ในรูปแบบอื่น ที่มีการร่วมลงทุนในกิจการที่ประกอบธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน โดยให้สามารถถือหรือมีใบทรัสต์ได้มากกว่าเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนดไว้เดิมว่า สถาบันการเงินจะสามารถมีหรือถือใบทรัสต์ได้ไม่เกิน 10% ของกองทรัสต์ โดยอนุญาตในกรณีนี้ให้ถือเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% จนสามารถกำหนดหรือควบคุมการบริหารงานของกองทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust) ได้ ซึ่งจะทำให้สถาบันการเงินสามารถที่จะให้เงินทุนกับธุรกิจทั้ง 3 ประเภทดังกล่าว ผ่านกองทรัสต์เพื่อประกอบธุรกิจได้เพิ่มขึ้น และช่วยให้เกิดการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นด้วย.

 

ดันนักท่องเที่ยวเพิ่ม 32 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738812

 

ททท.เปิดแนวรบเจาะตลาดยุโรปตะวันออก

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กลายเป็นหน่วยงานหลักที่ต้องหาเงินเข้าประเทศในสภาวะเศรษฐกิจตกสะเก็ดด้วยการออกไปเปิดตลาดใหม่ๆเพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยว

จากทั่วโลกเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยให้ได้มากที่สุด จากปี 2558 ที่ผ่านมา ทำยอดนักท่องเที่ยวเข้ามาได้สูงเกือบ 30 ล้านคน และใช้จ่ายต่อคนราว 4,000 บาท/ครั้ง


สิริรวมทำรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศให้กับประเทศไทยเราสูงถึง 2.23 ล้านล้านบาท เกือบเท่างบประมาณรายรับ-รายจ่ายของประเทศทั้งปี

ปี 2559 นี้ ททท.จึงตั้งเป้าประเมินว่า พวกเขาน่าจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวยังประเทศไทยเพิ่มขึ้นได้อีก ตามแผนโปรโมตสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่วางไว้ราว 32.54 ล้านคน ดันรายได้เข้าประเทศได้มากกว่า 2.4-2.58 ล้านล้านบาท

แม้ว่าช่วงกลางปี รัฐบาลจะใช้มาตรการจัดระเบียบทัวร์จีน และจัดการกับทัวร์ 0 เหรียญ หรือทัวร์ราคาถูกเพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวจีน จนทำให้ทัวร์จีนหายไปในช่วงแรกๆราว 40% ก็ตาม


แต่ทีมเปิดตลาดตามหานักท่องเที่ยวใหม่ๆของสองรองผู้ว่าการ ททท.ที่มี นายศุกรีย์ สิทธิวนิช และนางจุฑาพร เริงรณอาษา เป็นหัวหน้าคณะ ก็ยังคงเชื่อมั่นว่าพวกเขาจะหานักท่องเที่ยวเข้าไทยได้มากขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนกลุ่มใหม่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากขึ้น และสามารถใช้จ่ายเงินเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น

เป้าหมายหนึ่งที่พวกเขาทำกันก็คือ เปิดสำนักงานการท่องเที่ยวที่กรุงปราก ประเทศออสเตรีย เพื่อรุกเข้าสู่ตลาดยุโรปตะวันออกทั้งออสเตรีย ฮังการี และโปแลนด์

ทั้ง 3 ประเทศนี้ ททท.ร่วมมือกับสถานทูต ณ กรุงวอร์ซอ และ บูดาเปสต์ และปราก จัดให้มีงานส่งเสริมการขายที่เปิดโอกาสให้ผู้ขาย และผู้ซื้อ มีทั้ง Tour Operators และ Travel Agencys ได้พบปะกันในรูปแบบของ Table Top Sales ของทั้ง 3 เมือง ซึ่งก็ปรากฏได้ผลเป็นที่น่าพอใจ มีผู้ซื้อจากเมืองต่างๆเข้าร่วมงานราว 250 ราย ในขณะที่ผู้ขายจากประเทศไทยร่วมไปเปิดตัวด้วยราว 26 ราย

ปีก่อนมีนักท่องเที่ยวจากโปแลนด์เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย 67,663 คน

จากสาธารณรัฐเช็ก ราว 40,000 คน และจากฮังการีมากกว่า 22,000 คน

การจัดงานดังกล่าวจึงน่าจะทำให้ตลาดท่องเที่ยวในกลุ่มนี้มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น

อย่างน้อย 10-20% โดยเฉพาะเมื่อเมืองต่างๆเหล่านี้ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ของตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งปลอดภัยจากการคุกคามของผู้ก่อการร้าย


นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. กล่าวด้วยว่า ภายใต้แนวคิดสร้างการรับรู้ และการเข้าถึงข้อมูลด้านสินค้าและบริการการท่องเที่ยวของ ททท.ที่ดำเนินการอยู่ในพื้นที่ยุโรปตะวันออก และการนำเสนอขายภายใต้แนวคิด Amazing Thai land และ Amazing Stories น่าจะมีส่วนช่วยให้เกิดรายได้ตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ในภาพรวม 2.58 ล้านล้านบาท ด้วยการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 14% แบ่งเป็นรายได้จากตลาดต่างประเทศ 1.72 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 18% และตลาดภายในอีก 860,000 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 7%

สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งใหม่นี้ ตั้งอยู่ที่กรุงปราก โดยมีนางวิยะดา ศรีรางกูร เป็นผู้อำนวยการ มีนางฤดี เชี่ยวสมุทร เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ ดูแลตลาดท่องเที่ยวในสาธารณรัฐเช็ก บัลแกเรีย ฮังการี โปแลนด์ โรมาเนีย สโลวะเกีย และยูเครน

ภายใต้การร่วมด้วยช่วยเหลือกันของเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอร์ซอ นายมนัสวี ศรีโสดาพล และเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบูดาเปสต์ นายขันธ์ทอง อูนากูล นั่นเอง.

 

นิตยสาร The End EP.3 ใต้แอดมินรวยมาก เอเจนซี่เทใจ ทำสิ่งพิมพ์เจียนตาย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738502

 

เมื่อกล่าวถึงประเด็น “เม็ดเงินโฆษณา” เนื้อเพลงท่อนนี้ก็เข้ามาในหัว…“เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไป…(ให้สื่อออนไลน์ และทีวีดิจิตอล)…” ทีมข่าวขอแต่งเติมเนื้อเพลงในวงเล็บ เพื่อลดอุณหภูมิความเครียดของคนในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์เสียหน่อย…

รายงานพิเศษ นิตยสาร The End EP.3 (ตอนสุดท้าย) จะเจาะลึกถึงเหตุผลที่สปอนเซอร์ลงโฆษณาในนิตยสารลดลง จากมุมมองของเอเจนซี่โฆษณา รวมทั้งประเด็นการสนับสนุนสื่อออนไลน์จนอาจจะมีส่วนทำให้นิตยสารใกล้ถึงวันตาย จะเป็นอย่างไร โปรดติดตาม…


ขอบคุณภาพจากแฟนเพจ ‘ใต้เตียงดารา’
#ใต้ความเม้าท์อย่างไรให้ได้ตังค์

เพจนู้นก็มีโฆษณา เพจนี้ก็มีคลิปไวรัล เพจนั้นก็มีสปอนเซอร์ เหล่าแอดมินเพจดังโกยทรัพย์โกยสตางค์ตุงกระเป๋า เรื่องที่ว่านี้จริงหรือไม่?

ทีมข่าว ขอเปิดประเดิมเรื่องจากเพจที่ดังที่สุดใน พ.ศ. นี้ อย่างเพจ “ใต้เตียงดารา” แอดมินเสียงสวยชวนฝัน เปิดใจแบบไม่กั๊กกับทีมข่าวว่า เฟซบุ๊กแฟนเพจ ใต้เตียงดารา ถูกสร้างขึ้นมาได้ราวๆ 2 ปีเต็ม (เปิดเพจเดือนกรกฎาคม 2014) โดยมีแอดมิน 5 คนในกลุ่มเพื่อนสนิทร่วมกันดูแล และช่วยกันอัพเดตข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผู้คนในแวดวงบันเทิงอย่างต่อเนื่อง โดยช่วง 1 ปีแรกที่เริ่มก่อตั้งเฟซบุ๊กแฟนเพจใต้เตียงดาราขึ้นมา มียอดคนกดไลค์แฟนเพจเพียง 60,000 คนเท่านั้น

“ข่าวอะไรที่ทำให้เพจใต้เตียงดารา ถูกพูดถึงและเป็นที่รู้จักมากที่สุด?” แอดมินเสียงสวรรค์ ตอบว่า ข่าวเอมี่ 25 ตั๋ว หรือข่าวอย่ามาซี ข่าวนี้มีคนแชร์ออกไปมากมาย มีเพจดังๆ เอาโพสต์ของเราไปแชร์ต่อด้วย เรียกได้ว่า ข่าวนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มีคนเข้ามาติดตามเราเพิ่มมากขึ้นๆ มากถึงขั้นที่ว่า จากเดิมที่มีคนกดไลค์แฟนเพจเพียง 600 คน เพียงระยะเวลาแค่วันเดียวมียอดกดไลค์แฟนเพจเพิ่มสูงขึ้นถึง 25,000 คนต่อวัน

แอดมินเพจใต้เตียงดารา ยังบอกเล่ากับทีมข่าวอีกว่า ใน 1 โพสต์ที่แฟนเพจใต้เตียงดาราโพสต์ออกไป จะมีผู้ใช้เฟซบุ๊กเห็นประมาณ 300,000 คนต่อ 1 โพสต์ ซึ่งจำนวนผู้ที่เห็นโพสต์ข้างต้นนั้น เป็นจำนวนขั้นต่ำ ส่วนโพสต์ที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กพบเห็นมากที่สุด จะอยู่ที่ราวๆ 2 ล้านคน

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาให้แบรนด์สินค้าประเภทต่างๆ สนอกสนใจอยากลงโฆษณากับเพจใต้เตียงดารากันเป็นจำนวนมาก…แอดมินเสียงใสๆ (คาดว่า) จะหน้าสวย บอกเล่ากับทีมข่าวในประเด็นนี้ว่า หากมีเจ้าของสินค้าติดต่อเข้ามาที่แฟนเพจ ทางแอดมินจะเลือกสินค้าก่อนโพสต์ โดยทางแฟนเพจใต้เตียงดารา จะเน้นที่ตัวดารามากกว่าตัวสินค้า เนื่องจากแฟนเพจลงโฆษณาได้ไม่บ่อย แอดมินทุกคนจึงอยากเลือกสินค้าที่ดี และเหมาะกับแฟนเพจที่สุด


เมื่อมีโฆษณาติดต่อมา ทางแฟนเพจใต้เตียงดารา จะเน้นที่ตัวดารามากกว่าตัวสินค้า

“โฆษณากี่ตัวต่อเดือน รายได้เป็นกอบเป็นกำเลยไหม?” ผู้สื่อข่าวหน้าสวย ถามแอดมินเสียงสวย เธอตอบไม่ยาวมาก แต่น่าอิจฉามากว่า 1 เดือน เรามีสินค้ามาลงโฆษณากับเราประมาณ 10 ตัว โดยขึ้นอยู่กับว่า สินค้านั้นๆ จะเป็นภาพ หรือเป็นคลิป หรือจะให้เราลงโฆษณาให้ด้วยหรือไม่” เธอบอกเล่าแบบถ่อมตัว

“ถ้าคลิป หรือภาพสินค้าที่เราโฆษณาลงไปมีความน่าสนใจ จะมีคนเห็นโพสต์นั้นๆ ประมาณ 300,000-500,000 คน แต่ถ้าไม่น่าสนใจก็จะอยู่ที่ประมาณ 200,000 คนต่อโพสต์เป็นอย่างน้อย” แอดมินเพจใต้เตียงดารา กล่าวถึงความสำเร็จในโลกโซเชียล

“จุดเด่นที่ทำให้ใต้เตียงดารา มีผู้ติดตามมากมายขนาดนี้ คุณคิดว่ามาจากอะไร?” เราถามแอดมินเจ้าของเพจ เป็นคำถามทิ้งท้าย ซึ่งเธอก็ตอบกลับมาแบบสวยๆ ว่า “ถ้าใต้เตียงดาราเม้าท์ ข่าวนั้นคือเรื่องจริง นี่คือ จุดเด่นของเรา”


ข้อมูลตัวเลขจาก บริษัท นีลเส็น ประเทศไทย

นีลเส็น ประเทศไทย ได้เปิดเผยตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาบนสื่อโทรทัศน์ (อนาล็อก) พบว่า มียอดโฆษณาลดลง โดยใน ปี 2557 มีเงินโฆษณาทั้งสิ้น 42,888 ล้านบาท ปี 2558 มีเงินโฆษณาทั้งสิ้น 39,151 ล้านบาท และปี 2559 มีเงินโฆษณาทั้งสิ้น 34,830 ล้านบาท

สื่อโทรทัศน์ (ดิจิตอล) พบว่า มียอดโฆษณาเพิ่มขึ้น โดยในปี 2557 มีเงินโฆษณาทั้งสิ้น 2,986 ล้านบาท ปี 2558 มีเงินโฆษณาทั้งสิ้น 14,145 ล้านบาท และปี 2559 มีเงินโฆษณาทั้งสิ้น 14,819 ล้านบาท

ขณะที่ สื่อนิตยสาร ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปี 2559 พบว่า มียอดโฆษณาลดลง โดยใน ปี 2557 มีเงินโฆษณาทั้งสิ้น 3,116 ล้านบาท ปี 2558 มีเงินโฆษณาทั้งสิ้น 2,792 ล้านบาท และปี 2559 มีเงินโฆษณาทั้งสิ้น 1,971 ล้านบาท

ส่วน สื่ออินเทอร์เน็ต พบว่า มียอดโฆษณาเพิ่มขึ้น โดยในปี 2557 มีเงินโฆษณาทั้งสิ้น 586 ล้านบาท ปี 2558 มีเงินโฆษณาทั้งสิ้น 677 ล้านบาท และปี 2559 มีเงินโฆษณาทั้งสิ้น 1,175 ล้านบาท


ข้อมูล ความรู้ สิ่งที่สนใจหาได้ใกล้ตัวมากขึ้น
การลงโฆษณา คำนึงถึงอะไรบ้าง?

ทีมข่าวได้สัมภาษณ์ นายวิทวัส ชัยปาณี นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ถึงปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงในการเลือกลงโฆษณา ว่า การที่แบรนด์จะลงโฆษณาตามสื่อต่างๆ นั้น จะพิจารณาตามกลุ่มเป้าหมาย ตามความสนใจ ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคว่า ณ ขณะนั้น ประชาชนนิยมเสพสื่ออะไรอยู่บ้าง และเลือกลงโฆษณาตามกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ เช่น หากสินค้าเกี่ยวกับผู้หญิง ถ้าลงในนิตยสารก็จะลงนิตยสารที่มีกลุ่มเป้าหมายที่มีผู้หญิงอ่านเยอะ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องดูในเชิงปริมาณด้วย ว่า สื่อที่เลือกลงโฆษณามีคนเข้าถึงมากน้อยเพียงใด

สปอนเซอร์นิยมลงโฆษณาทีวีสูงสุด แม้จะมีสื่อออนไลน์เข้ามา

เมื่อถามถึงแพลตฟอร์มใดที่ผู้ลงโฆษณานิยมมากที่สุดนั้น นายวิทวัส ตอบว่า ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีสื่อออนไลน์เกิดขึ้น แต่สื่อโทรทัศน์ยังคงเป็นที่นิยมสูงสุด และมีแนวโน้มลดลง จากสมัยก่อนที่เคยมีการลงโฆษณาบนสื่อโทรทัศน์มากถึง 60% ของงบโฆษณาทั้งหมด เหลือประมาณ 50% โดยแบ่งเป็นฟรีทีวีและดิจิตอลทีวี

ทั้งนี้ ในการวางแผนแคมเปญโฆษณาหากต้องการให้มีคนเห็น 10 ล้านคน ถ้าเป็นเมื่อก่อนลงช่อง 3 ช่อง 7 คนเห็นแน่นอน แต่ปัจจุบันคนดูโทรทัศน์ลดลง แม้แต่เรตติ้งละครหลังข่าวจากที่เคยได้ 20 ก็เหลือไม่ถึง 10 เพราะคนดูกระจายอยู่ตามช่องดิจิตอลต่างๆ ฉะนั้น การวางแคมเปญก็จะต้องแบ่งงบหลายๆ ก้อน เช่น ลงโฆษณาในทีวีอนาล็อก 2-3 ช่อง และลงช่องดิจิตอลเข้ามาเสริม 5-6 ช่อง เพื่อให้ได้กลุ่มเป้าหมายตามที่วางไว้


โฆษณาในสื่อโทรทัศน์ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุด แต่มียอดโฆษณาลดลง
คนอ่านนิตยสารน้อย ค่าโฆษณาไม่คุ้มการลงทุน

นายวิทวัส กล่าวต่อว่า สาเหตุที่สปอนเซอร์ลงโฆษณาบนสื่อนิตยสารน้อยลง เนื่องจากปัจจุบันมีคนอ่านนิตยสารน้อยลง ยอดจำหน่ายลดลง ผู้อ่านหันไปเสพสื่อออนไลน์มากขึ้น จากที่เมื่อก่อนอยากรู้เรื่องดาราต้องซื้อนิตยสารซุบซิบดารา แต่ปัจจุบันเปิดอินเทอร์เน็ตก็ติดตามได้ แถมยังมีคลิปวิดีโอให้ดู เพื่อเพิ่มอรรถรสในการเสพข่าวให้สนุกกว่าเดิม อีกทั้ง คนยุคนี้มักจะเป็นโรครอไม่เป็น อยากรู้เรื่องอะไรต้องรู้ทันที นิตยสารจึงมีข้อจำกัดต้องออกตามเวลา ขณะที่ ข่าวออนไลน์ออกมาทุกชั่วโมงทันทีทันใด ไม่ต้องรออ่านปักษ์หน้าเหมือนกับนิตยสาร ฉะนั้น สปอนเซอร์จึงต้องหันไปลงโฆษณาตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนยุคปัจจุบัน

“เมื่อก่อนนิตยสารเล่มท็อปหัวดังมียอดคนอ่านเป็นแสน ต่อมาเมื่อผู้อ่านลดจำนวนลง เหลือ 50,000 แต่ค่าโฆษณากลับยังราคาเท่าเดิม ผู้ลงโฆษณาก็ถือว่า จำนวนค่าใช้จ่ายต่อหัวก็ไม่คุ้ม แพงขึ้นถึงสองเท่าก็ต้องหยุดให้การสนับสนุนหันไปเลือกลงบนแพลตฟอร์มอื่นที่มีคนเข้าถึงแบรนด์ได้มากกว่าแทน” นายกฯ สมาคมโฆษณาฯ กล่าว


ปัจจุบันคนหันมาเสพสื่ออินเทอร์เน็ตมากขึ้น
หนุนบล็อกเกอร์-แฟนเพจ ดีกว่าลงนิตยสารจริงหรือ?

แน่นอนว่าปัจจุบันสื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทในสังคมมากขึ้น ทำให้เอเจนซี่โฆษณาต่างหันไปเลือกลงโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตตามพฤติกรรมของประชาชนยุคใหม่ ในประเด็นนี้ นายวิทวัส มองว่า บนโลกออนไลน์สิ่งที่ทำให้คนชอบก็คือ การโต้ตอบกันได้อย่างทันท่วงที ขณะที่ สื่อรุ่นเก่าอย่างนิตยสารทำไม่ได้ ซึ่งมีผู้อ่าน อ่านอยู่ฝ่ายเดียว ไม่มีการโต้ตอบพูดคุยกัน ส่วนคนยุคเก่า เมื่อได้เข้ามาลิ้มลองการเสพสื่อบนออนไลน์ก็เกิดความถูกใจ จนเป็นที่มาของการเปลี่ยนพฤติกรรมในการเสพสื่อ

สำหรับการสนับสนุนบล็อกหรือเพจนั้น ผู้ลงโฆษณาสามารถตรวจสอบได้ว่ามีคนติดตามเท่าไร มียอดวิวเท่าไร มีคนเห็นและเข้าถึงเท่าไร ส่วนนี้เป็นข้อดีของออนไลน์ ขณะที่ นิตยสารนั้น ผู้ลงโฆษณาไม่สามารถรู้ว่ามียอดขายเท่าไร และถูกเสนอมาว่ามียอดขายเป็นแสน แต่ทั้งที่จริงไม่รู้เลยว่ามียอดพิมพ์จริงๆ เท่าไร นอกจากผู้ลงโฆษณาจะไปสำรวจเอง

ส่วนเรื่องการเขียน ในสมัยก่อนก็มีกูรูเขียนบทความรีวิวต่างๆ เมื่อคนชอบเยอะผู้เขียนก็โด่งดังขึ้นมา ทำให้เริ่มมีแบรนด์ต่างๆ มาจ้างให้เขียนเชียร์สินค้าลงในคอลัมน์ เช่นเดียวกัน บล็อกเกอร์ที่เติบโตโด่งดังมาด้วยประสบการณ์ มีผู้ติดตามมากมาย ก็มีแบรนด์ต่างๆ ติดต่อขอมาลงโฆษณาเช่นกัน เพียงแต่เปลี่ยนแพลตฟอร์มเท่านั้น

ลงโฆษณาเพจหยาบคาย ภาพลักษณ์แบรนด์เสียหรือไม่?

บล็อก หรือ แฟนเพจ ที่มีลักษณะหยาบคาย ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ไหม? นายวิทวัส ตอบว่า ต้องดูว่าแบรนด์ต้อง Personality ไว้อย่างไร หากเป็นแบรนด์ที่ดูเนี้ยบ เรียบร้อย คงไปเล่นกับสื่อที่มีลักษณะหยาบคายไม่ได้ แต่บางแบรนด์มี Personality แบบสนุกสนาน เป็นกันเอง อาจจะรู้สึกว่า พอเดินไปด้วยกันได้กับเรื่องเหล่านี้ ก็อาจจะลงโฆษณาก็ได้ ฉะนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าแบรนด์นั้นให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์มากแค่ไหน


โฆษณาบนสื่อออนไลน์มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบัน
แบรนด์ยักษ์ใหญ่ ไม่เสี่ยง! อุ้มสื่อละเมิดลิขสิทธ์

หากใครที่เคยอ่านการ์ตูนออนไลน์ จะเห็นได้ว่ามีบริษัทยักษ์ใหญ่เป็นสปอนเซอร์อยู่หลายบริษัท ซึ่งผู้ลงโฆษณาทราบหรือไม่ว่าเป็นเว็บละเมิดลิขสิทธิ์และผิดกฎหมายด้วย? นายวิทวัส แสดงความเห็นว่า หากผู้ลงโฆษณาเป็นบริษัทมาตรฐานองค์กรใหญ่ จะทราบและไม่เสี่ยงสนับสนุนในลักษณะนี้ เนื่องจากปัจจุบันโลกออนไลน์มีความน่ากลัว หากนำแบรนด์ไปเสี่ยงกับสิ่งผิดกฎหมาย ผิดจรรยาบรรณ ผิดศีลธรรม ภาพลักษณ์ของแบรนด์ย่อมเสื่อมเสียไปด้วย

ขณะที่ ถ้ารู้ว่าผิดกฎหมายแต่ยังไปสนับสนุนก็จะเกิดความเสี่ยงต่อแบรนด์แน่นอน หากมีคนจุดประเด็นโจมตีขึ้นมา แบรนด์ก็จะติดร่างแหไปด้วย ว่าทำไมถึงสนับสนุนกับกลุ่มที่ทำผิดกฎหมาย ละเมิดลิขสิทธิ์ แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากแบรนด์นั้นๆ รู้ว่าสื่อที่ได้สนับสนุนทำผิดกฎหมายคงรีบถอนโฆษณาอย่างแน่นอน


ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น
แนะ ‘สื่อกระดาษ’ ปรับตัว สร้างแหล่งรายได้หลายทาง

นายวิทวัส แนะนำหนทางอยู่รอดแก่ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ในฐานะคนทำโฆษณาว่า รายได้หลักของนิตยสารเมื่อก่อนอยู่ที่โฆษณาเป็นหลัก จากยอดขายที่ไม่เท่าไร อย่างมากก็ทำเท่าทุน แต่กำไรจริงๆ อยู่ที่โฆษณาซึ่งเป็นแหล่งรายได้ และแหล่งกำไรแหล่งเดียวเท่านั้น

ฉะนั้น การที่จะทำให้มีรายได้จากหลายๆ ทาง คนทำนิตยสารจะต้องทำตัวเป็น Event Organizer จัดอีเวนต์ขึ้นมาในเรื่องราวที่ตัวเองถนัด และมีอีเวนต์ประจำปี มีการกระจายรายได้ออกมาจากทุกอย่าง อย่างเมื่อก่อนรายได้จากโฆษณา 100% ต้องตัดใจว่ารายได้จากโฆษณาที่ลงนิตยสารจะเหลือแค่ 20% ส่วนรายได้อีก 80% ต้องไปหาจากหลายๆ ที่ถึงจะอยู่รอดได้ในโลกยุคนี้ อย่างไรก็ตาม คิดว่านิตยสารจำนวนมากปรับตัวไม่ทัน และไม่ได้เตรียมแผนไว้รองรับ

“ผมว่าสปอนเซอร์ไม่ได้เป็นส่วนที่ทำให้นิตยสารต้องตายลงนะ เพราะสปอนเซอร์เขาต้องทำธุรกิจในแง่ของการที่เลือกลงโฆษณาในสิ่งที่มีความนิยม ถ้าผู้บริหารนิตยสารเอง สามารถทำให้นิตยสารยังได้รับความนิยมอยู่ และพลิกตัวทันก็ยังมีคนลงโฆษณาอยู่ แต่ถ้าเคยเป็นที่นิยมมาก มีคนอ่านเป็นแสนแล้วอยู่ดีๆ เหลือพันคน จะให้สปอนเซอร์อุ้มกันไปถึงไหน ผมมองว่าจะไปว่าคนที่เป็นสปอนเซอร์ก็ไม่ถูกนะ” นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโฆษณาฯ กล่าว

แม้วันนี้คนอาจจะหลงลืมนิตยสาร และหันไปจับต้องสื่อออนไลน์หรือสื่อโทรทัศน์แทน แต่ก็ไม่สามารถให้อรรถรสการสัมผัสและค่อยๆ เปิดอ่านทีละหน้า เหมือนดั่งการอ่านนิตยสารได้…

อ่านเพิ่ม

นิตยสาร The End EP.1 ปิดตำนาน ‘สกุลไทย C KiDs’ หมดแรงสู้ ขออำลาแผง

นิตยสาร The End EP.2 สื่อกระดาษ vs สมาร์ทโฟน เดิมพันสุดท้ายใครแน่กว่า?


    • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
      reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ