แฟรนไชส์ร้านอาหารอิงกระแสเจ จัดเมนูพิเศษเอาใจลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ต.ค. 2559 08:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/740057

 

“บูลโกกิ บราเธอร์ส” และ “แบล็คแคนยอน” ร่วมกระแสเทศกาลกินเจปี 2559 จัดเมนูพิเศษหลากหลายเอาใจลูกค้าทานเจ เพิ่มทางเลือก…

เมื่อวันที่ 1 ต.ค. เริ่มแล้วเทศกาลกินเจ หรือ เทศกาลถือศีลกินผักซึ่งเป็นช่วงแห่งการลดบาปเพิ่มบุญ โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านอาหารและเครื่องดื่มหลายรายต่างเอาใจลูกค้าด้วยการออกเมนูพิเศษช่วงกินเจนี้ รวมทั้ง “บูลโกกิ บราเธอร์ส” ร้านอาหารเกาหลีชื่อดัง ออก 8 เมนูอาหารเจสูตรพิเศษ แต่คงความโดดเด่นรสชาติต้นตำรับเกาหลี ตั้งแต่วันที่ 1-31 ต.ค.2559 ที่ร้านทั้ง 2 สาขา คือ ชั้น 8 โซนเฮลิกซ์ควอเทียร์ ศูนย์การค้าดิเอ็มควอเทียร์ และ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสเปลล์ แอท ฟิวเจอร์พาร์ค


ส่วน “แบล็คแคนยอน” ร้านกาแฟและอาหาร ต้อนรับเทศกาลกินเจ โดยจัดเมนูอาหารเจยอดนิยม ที่ปรุงสดทุกเสิร์ฟและเลือกใช้วัตถุดิบอาหารเจผลิตจากโปรตีนถั่วเหลืองและหัวบุก อาทิ ผัดไทยกุ้งแม่น้ำเจ ราดหน้าหมี่ซั่วเจ หมี่ซั่วไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์เจ ก๋วยเตี๋ยวหลอดทรงเครื่องเจ ยำวุ้นเส้นกุ้งแม่น้ำเจ ส้มตำแอปเปิลข้าวโพดหวาน และพล่าเต้าหู้ทอด เป็นต้น ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย.-9 ต.ค. 2559.

 

จี้งานดันเศรษฐกิจฝุ่นตลบ “บิ๊กตู่”-“สมคิด”-“อภิศักดิ์” เดินสายขาขวิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ต.ค. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/739927

 

“ประยุทธ์” มอบนโยบายรัฐวิสาหกิจ หวังทำงานเทียบเท่ารัฐวิสาหกิจต่างประเทศ ขณะที่ รมว.คลัง จี้รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายงบลงทุน ปี 60 ให้ได้ 95% จากเม็ดเงิน 6 แสนล้านบาท ชี้หากเอกชนลงทุนเพิ่มตามรัฐ–รัฐวิสาหกิจ จีดีพีปีหน้าแตะ 4% ด้าน “สมคิด” ย้ำกระทรวงอุตสาหกรรมเข็น 5 คลัสเตอร์ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม 4.0 ธปท.ยอมรับมาตรการแจก เงินเกษตรกรมาถูกเวลาช่วยพยุงเศรษฐกิจ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบนโยบายในการสัมมนาเสริมสร้างความรู้และธรรมาภิบาลของกรรมการรัฐวิสาหกิจว่า ขอให้มั่นใจว่าตนเองไม่ได้ทำประโยชน์เพื่อพวกพ้องแต่ทำเพื่อประเทศไทย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด จึงต้องทำประเทศให้ดีกว่าเดิม ไม่เช่นนั้นจะปฏิรูปไปทำไม โดยสังคมไทยขณะนี้ต้องการคุณธรรมและจริยธรรม การบริหารบ้านเมืองก็ต้องสร้างองค์กรที่มีจริยธรรมในการปฏิบัติงานและต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ขณะที่การบริหารงานของรัฐวิสาหกิจ จะต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

“ผมอยากให้รัฐวิสาหกิจทั้ง 55 แห่งไปดูงานและเปรียบเทียบการทำงานกับรัฐวิสาหกิจของต่างประเทศว่าเป็นอย่างไร วันนี้ผมเปิดทางให้ทำได้ทุกอย่าง และให้มาหารือกันให้เข้ากรอบ ว่าจะปลดล็อกตรงไหน จะแก้กฎหมายใดให้จบ โดยมองวัตถุประสงค์การทำงาน ให้ประเทศชาติเป็นหลัก วันนี้รัฐวิสาหกิจ 55 แห่ง ต้องปรับการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อ ให้งานมีประสิทธิภาพและมีการแข่งขันที่เป็นธรรม”

ขณะเดียวกัน จากนี้ไปทุกรัฐวิสาหกิจ จะต้องวางแผนลงทุนเป็นแผน 1 ปี + 20 ปี โดยแบ่งเป็นช่วงละ 5 ปี (1+5+5+5+5) หรืออย่างน้อยต้องมีแผนแม่บท เพื่อให้รัฐบาลต่อไปเข้ามา แล้วรู้ว่ามีสิ่งใดที่ต้องทำไม่เช่นนั้นจะไม่มีอะไรเลยเหมือนตอนที่ตนเองเข้ามาแล้วไม่เห็นมีอะไรที่เป็นแผนใหญ่ของประเทศ และการมีแผนจะทำให้ประชาชนได้รู้ว่าทุกๆ 5 ปี จะมีอะไรเกิดขึ้น ชาวบ้านจะได้ช่วยรัฐบาลทำงานไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเช่นที่ผ่านมา เวลาทำประชาพิจารณ์หรือทำการสำรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อมและผลการตรวจผลกระทบทางสุขภาพก็มักมีปัญหาจนทำให้โครงการที่วางไว้เดินหน้าต่อไปไม่ได้

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม ไปปรับปรุงการทำงาน ในภาพรวมของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ซึ่งขณะนี้ได้รับทราบแผนการปรับโครงสร้างกระทรวงอุตสาหกรรม และได้สั่งการให้กลับไปปรับปรุงบางส่วน และปรับเปลี่ยนการส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (เอส–เคิร์ฟ) ไปสู่การพัฒนาเป็น 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรม ที่ครอบคลุมไปภาคอุตสาหกรรมในทุกๆ ด้าน ได้แก่ คลัสเตอร์เกษตร คลัสเตอร์สุขภาพ คลัสเตอร์ไฮเทค คลัสเตอร์ดิจิทัล และคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเชิงสร้าง– สรรค์และบริการ และได้สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรม เน้นงานสร้างกลุ่มผู้ประกอบการใหม่ (สตาร์ทอัพ) โดย เฉพาะเอสเอ็มอีผลักดันไปสู่การเป็นระดับกลางและขยายตัวพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า รัฐวิสาหกิจเป็นหน่วยงานที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยจะต้องเร่งดำเนินการเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพ การสร้างธรรมาภิบาลในองค์กร ซึ่ง จะเป็นหลักในการสร้างความโปร่งใส และสร้างความ เชื่อมั่นให้กับเอกชน ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกรอบและงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจทั้ง 55 แห่ง ในปีงบประมาณ 2560 จำนวน 600,000 ล้าน บาท จึงต้องพยายามเร่งรัดเบิกจ่ายให้มากขึ้น โดยตั้งเป้า เบิกจ่ายให้ได้ถึง 95% เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวเมื่อเปรียบเทียบ กับการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2559 ที่มีงบลงทุนจำนวน 300,000 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริงไม่ถึง 50% ถือว่าต่ำกว่าเป้าหมายและส่งผลต่อการลงทุนของภาคเอกชน

“อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) น่าจะขยาย ตัวได้ไม่น้อยกว่า 3% แต่หากภาคเอกชนลงทุนตามการ ลงทุนของภาครัฐ จะสามารถผลักดันให้จีดีพีเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 4% อย่างแน่นอน เพราะในไตรมาส 4 ของปีนี้ การลงทุนต่างๆของภาครัฐจะมีเพิ่มมากขึ้น”

นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยอาวุโสสายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงเศรษฐกิจเดือน ส.ค.ว่า ขยายตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 แต่อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังมองว่าเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 จะชะลอลงจากไตรมาสที่ 2 บ้าง โดยยังต้องจับตาการส่งออกที่แม้ปรับตัวดีขึ้นในเดือนนี้ แต่ต้องดูการขยายตัวที่ต่อเนื่องก่อน เนื่องจากเศรษฐกิจต่างประเทศยังคงมีความเปราะบาง โดย 8 เดือนแรกส่งออกไทยติดลบอยู่ 1.8% ขณะที่การออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยเพิ่มเติมของรัฐบาลด้วยการแจกเงินเกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาท ในอัตรา 1,500-3,000 บาทต่อเดือน และการพักหนี้นั้น จะช่วยในเรื่องแรงส่งของการใช้จ่ายภาคเอกชนในระยะต่อไปให้ดีขึ้นกว่าที่ ธปท.คาด จากเดิมที่ ธปท.มีความกังวลว่า การใช้จ่ายของภาคเอกชนในช่วงต่อไปจะชะลอตัวลง แต่การฟื้นตัวที่แท้จริงจะมาเมื่อเราเห็นการลงทุนเพิ่มขึ้น.

 

สัญญาณดีเอกชนขยับนำเข้าวัตถุดิบ ดัชนีอุตสาหกรรมพุ่งเกินคาด ส.ค.โต 3.1% สูงสุดรอบ 40 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ต.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/739917

 

นายวีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 106.91 ขยายตัว 3.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงสุดในรอบ 40 เดือน นับแต่เดือน เม.ย.2556 ถือ เป็นสัญญาณว่าการส่งออกได้ปรับตัวดีขึ้น รวมทั้งเป็นผลมาจากนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ รัฐบาลด้วย ขณะที่เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าภาคอุตสาหกรรมใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 64.4% ของกำลังการผลิตรวม 100%

ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น ได้แก่ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่ขยายตัวที่ 26.75% และ 12.28% ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางขยายตัว 11.45% อุตสาหกรรมเหล็กขยายตัว 8.95% ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งผลลบต่อผลผลิตในภาพรวม ได้แก่ การผลิตเครื่องยนต์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ลดลงในเดือน ส.ค.นี้ เนื่องจากกลุ่มผู้ผลิตรถกระบะอยู่ในช่วงการปรับสายการผลิตไปสู่การผลิตรถรุ่นใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติในเดือน ต.ค.นี้ ขณะที่กลุ่มเสื้อผ้าสำเร็จรูป ผ้าทอ ที่ลดลง 15.97% เนื่องจากเศรษฐกิจคู่ค้าซบเซาโดยเฉพาะสหภาพยุโรป รวมทั้งการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

“กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขยายตัวได้ดี เป็นอานิสงส์ที่ได้จากประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มาก โดยเฉพาะเวียดนามจึงมีความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย”

สำหรับแนวโน้มการผลิตของภาคอุตสาหกรรมในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ คาดว่าจะอยู่ในทิศทางที่เป็นบวก เพราะได้เห็นสัญญาณจากการที่ผู้ผลิตมีการนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้น 6.2% ถือเป็นอัตราสูงสุดใน 22 เดือน บ่งบอกว่าการผลิตในช่วงปลายปีนี้จะสูงขึ้น โดยคาดว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจะสามารถขยายตัวได้เดือนละ 3% ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้.

 

ทีวีสู้เดือดปรับตัวหนีตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/739916

 

นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการ ปฏิบัติหน้าที่แทนรักษาการกรรมการผู้จัดการสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เปิดเผยว่า ในเดือน ต.ค.นี้ ช่อง 3 มีการปรับผังรายการในช่วงโค้งสุดท้าย เพื่อหวังเพิ่มรายได้และกำไรที่ปรับลดลงเกินกว่าคาดหมายในปีนี้ “เราคาดว่ารายได้ของเราในช่วง 9 เดือนแรกจะลดลงประมาณ 9-10% ขณะที่กำไรน่าจะลดลงประมาณ 30% การปรับผังในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีในครั้งนี้ จึงมีเป้าหมายที่จะทำให้อัตราเติบโตของรายได้ และกำไรในปีนี้ติดลบให้น้อยที่สุด”

นายสุรินทร์กล่าวว่า ด้วยภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ช่อง 3 จำเป็นต้องปรับผังเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำรายได้ เริ่มต้นจากการปรับลดเวลาของรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” ลง ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี ที่มีการลดเวลารายการดังกล่าวเหลือ 06.00-08.45 น. รวมทั้งยังพบว่าหลังจากที่มีการเปลี่ยนตัวพิธีกรแล้วรายได้ช่วงดังกล่าวก็ลดลง 30% ด้วย หลังจากนั้นดึงเอารายการ “ผู้หญิงถึงผู้หญิง” กลับคืนมาออกอากาศในช่อง 3 HD หรือ 33 เช่นเดิม จากก่อนหน้านี้โยกไปอยู่ช่อง 13 เพื่อหวังดึงผู้ชมกลุ่มผู้หญิง รวมทั้งการนำรายการตลาดสดสนามเป้าจากช่อง 5 มาอยู่ช่อง 33 ด้วย เปลี่ยนชื่อเป็นตลาดสดพระราม 4

“เราประเมินแล้วว่ารายได้และกำไรที่ปรับลดลงในช่วง 9 เดือนแรกนั้น มาจากรายได้ที่ลดลงมากในรายการช่วงดึก (late night หรือตั้งแต่ช่วงเวลา 23.20 น.เป็นต้นไป) และรายการเรื่องเล่า เช้านี้ที่สูญเสียผู้ประกาศข่าวยอดนิยมไป รวมทั้งรายการวาไรตี้บางรายการที่กระแสนิยมไม่ดีนัก ก็หวังว่ารายการที่เข้ามาเสริมอย่างผู้หญิงถึงผู้หญิง ตลาดสดพระราม 4 และรายการกีฬาหลายรายการจะช่วยให้รายได้ในไตรมาสสุดท้ายกระเตื้องขึ้น”.

 

9 วันสูญเงิน 2 พันล้านบาท จีนเที่ยวไทยหยุดวันชาติยอดต่ำเป้า 21%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/739912

 

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุดในวันชาติจีน (โกลเด้นวีค) ระหว่างวันที่ 1-9 ต.ค.59 ว่า ททท.คาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางมาท่องเที่ยว 220,000 คน สร้างรายได้เข้าประเทศ 7,882 ล้าน บาท ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 280,000 คน หรือลดลง 21% เนื่องจากผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ และทำให้สูญเสียรายได้ไปประมาณ 2,150 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาในช่วงโกลเด้นวีคของปีนี้ในจำนวนดังกล่าวยังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มี 168,705 คน หรือขยายตัว 39.93% ตามที่สร้างรายได้เข้าประเทศไว้ 5,633 ล้านบาท ส่วนภาพรวมของตลาดจีนหลังการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ ส่งผลตั้งแต่เดือน ก.ย.-ธ.ค.นี้ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะลดลงจากแนวโน้มเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 20% ส่งผลให้ภาพรวมของนักท่องเที่ยวจีนตลอดทั้งปี 2559 จะอยู่ที่ 9.35 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ตลอดทั้งปีนี้ 10.13 ล้านคน หรือลดลงประมาณ 8% จากเป้าหมายของปีนี้

อย่างไรก็ตาม 5 ต.ค.นี้ ททท.จะร่วมประชุมกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมการท่องเที่ยว สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) สมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน เพื่อหารือเรื่องจัดช่วงราคาทัวร์ขั้นต่ำใหม่ เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ประกอบการใช้วางกรอบราคาโปรแกรมทัวร์กับคู่ค้าทางจีน โดยนางสาวศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมกล่าวยอมรับว่า เรื่องราคาแพ็กเกจทัวร์ขั้นต่ำ 1,000 บาทนั้น หากในแง่ธุรกิจโรงแรม ที่ระบุราคาต่อหัวต่อวันที่ 250 บาท เป็นไปไม่ได้เลย อย่างน้อยน่าจะ 600-700 บาทต่อคนต่อวันขึ้นไป เพื่อสะท้อนความจริง ส่วนราคา 250 บาท คงเป็นโรงแรมที่ไม่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย.

 

รมช.พาณิชย์ ตรวจตลาดย่านบางบอนช่วงกินเจ ผักแพงขึ้นเล็กน้อยแต่เพียงพอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ก.ย. 2559 20:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/739652

 

รมช.พาณิชย์ ลงตรวจตลาดสดย่านบางบอน ก่อนเริ่มเทศกาลกินเจ พบ ราคาผักแพงขึ้นเล็กน้อย แต่มีเพียงพอ พร้อมสั่งติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดแหล่งเพาะปลูก

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 59 นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าที่ตลาดสดศิริชัย เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร ก่อนเริ่มเทศกาลกินเจ ว่า เป็นการติดตามดูสถานการณ์จำหน่ายผักสด สถานการณ์ราคา และสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในเทศกาลกินเจ ซึ่งพบว่า ปริมาณผลผลิตผักมีเพียงพอต่อความต้องการ แต่ราคาขยับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามปริมาณความต้องการที่สูงขึ้น แต่โดยภาพรวมยังถือว่าเป็นปกติ สินค้ามีเพียงพอ ไม่มีปัญหาขาดแคลน

สำหรับราคาผักสดสำคัญๆ เช่น ผักบุ้งจีน ราคาขยับขึ้นเป็นกิโลกรัม (กก.) ละ 25 บาท จากปกติเฉลี่ยของเดือน ก.ย. ที่ กก.ละ 23 บาท ผักกวางตุ้ง กก.ละ 25 บาท จาก 21 บาท มะระ เพิ่มเป็น กก.ละ 35 บาท จาก กก.ละ 33 บาท และถั่วฝักยาว เฉลี่ย กก. ละ 30-40 บาท แต่หากเทียบราคาเฉลี่ยในปีนี้กับปีที่ผ่านมา ถือว่าราคาปรับตัวลดลงมาก ส่วนวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบการอาหารเจ เช่น เห็ดหอม ราคาปรับสูงขึ้นเล็กน้อย ขณะที่เครื่องปรุงรส ซีอิ๊วขาว ราคายังเท่าเดิม ไม่มีการปรับขึ้น

นายสุวิทย์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นแหล่งเพาะปลูกผักสด เพื่อสำรวจและประเมินความเสียหาย แต่จากที่ได้รับรายงาน ยืนยันว่าสินค้ามีเพียงพอกับความต้องการของตลาด และหากพื้นที่ใดมีปัญหาขาดแคลน จะมีการเชื่อมโยงผักสดจากแหล่งผลิตกระจายเข้าไปยังตลาดในพื้นที่ที่มีปัญหาทันที รวมทั้งยังได้กำชับให้ตรวจสอบไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคด้วย.

 

ที่ประชุม ครส.เห็นชอบ ปรับเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ ผลย้อนหลังถึง 1 ธ.ค.57

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ก.ย. 2559 19:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/739727

 

เผยที่ประชุม ครส. มีมติปรับขึ้นเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ ย้อนหลังถึงวันที่ 1 ธ.ค. 57 เตรียมเสนอ ครม.พิจารณาเห็นชอบ ก่อนออกประกาศ ด้าน เลขา สรส. ยันมติยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ได้ปรับขึ้นเฉพาะฐานเงินเดือนต่ำ…

ที่กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงาน การประชุมร่วมคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครส.) ครั้งที่ 8/2559 ตัวแทนฝ่ายภาครัฐ ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และลูกจ้าง ได้เข้าประชุมอย่างพร้อมเพียง มี พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน เป็นประธาน โดยในที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่วมกันให้ปรับขึ้นเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ ตามที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเห็นชอบ ขั้นตอนต่อไปให้ส่ง ครม.พิจารณา หาก ครม.มีมติเห็นชอบ จะมีการออกประกาศ และการปรับขึ้นเงินเดือนจะมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 ธ.ค. 57

ส่วนการให้ปรับขึ้นเงินเดือนรัฐวิสาหกิจในครั้งนี้ สืบเนื่องจาก ครม.มีมติให้ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ เมื่อเดือน ธ.ค.57 โดยให้ข้าราชการที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 43,600 บาท ได้ปรับขึ้นเงินเดือน 4% รัฐวิสาหกิจจึงร้องขอให้ปรับขึ้นเท่าเทียมกัน ที่ผ่านมา ครส. ได้ศึกษาพิจารณามาโดยตลอด และวันนี้ที่ประชุม ครส.ได้พิจารณาเป็นครั้งสุดท้าย และมีมติให้ปรับขึ้นตามที่เรียกร้อง ส่วนจะขึ้นตามที่เคยมีมติเมื่อวันที่ 25 ก.พ.หรือไม่นั้น ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ยืนยันว่าที่ประชุมวันนี้มีมติให้ขึ้นเงินเดือนรัฐวิสาหกิจแล้ว

ด้าน นายมานพ เกื้อรัตน์ รองเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ (สรส.) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 59 ครส.เคยมีมติเรื่องการให้ปรับขึ้นเงินเดือนไปแล้วครั้งหนึ่ง โดยมติในครั้งนั้นให้พนักงานที่ค่าจ้างไม่เกิน 43,890 บาท ได้รับการปรับขึ้น 4% หรือเพิ่ม 1 ขั้น และค่าจ้างตั้งแต่ 43,891–113,520 บาท ให้ปรับขึ้น 2% หรือเพิ่ม 0.5 ขั้น ได้มีการนำเสนอ ครม.พิจารณา ก่อนให้นำกลับมาศึกษาทบทวนอีกครั้ง ซึ่งผลการทบทวนไม่เป็นที่น่าพอใจ

“ระบบไตรภาคีในประเทศไทย มีปัญหา เพราะยังมีการแทรกแซง เท่าที่ผมทราบ ครส. มีมติให้ตั้งฐานเงินเดือนอยู่ที่ 43,890 บาท ถ้าเงินเดือนต่ำกว่าฐาน จะให้มีการปรับขึ้นเงินเดือน 2% หรือ 0.5 ขั้น แต่ถ้าใครมีเงินเดือนมากกว่าฐานที่ตั้งไว้ จะไม่ให้มีการปรับใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งตรงนี้ สรส.จะมีการหารือกันอีกครั้ง ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป” รองเลขาธิการ สรส. กล่าว.

 

กสทช. เตรียมแจกคูปองทีวีดิจิตอลอีก 4.78 ล้านใบ ปลาย พ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ก.ย. 2559 18:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/739532

 

สำนักงาน กสทช. เตรียมแจกคูปองดิจิตอลทีวีอีก 4.78 ล้านใบ ใช้สิทธิแลกรับกล่องเซตท็อปบ็อกซ์ หรือใช้เป็นส่วนลดแลกซื้อโทรทัศน์ระบบดิจิตอลที่สามารถรับสัญญาณดิจิตอลในตัว ปลายเดือน พ.ย. นี้…

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงาน กสทช. ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ให้ดำเนินการแจกคูปอง 4,785,523 ใบ เพื่อสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลสำหรับครัวเรือนที่ได้รับสิทธิเพิ่มเติมแล้ว โดยจะแจกให้กับครัวเรือนดังต่อไปนี้ 1. ครัวเรือนที่ได้รับสิทธิแจกคูปองครั้งแรก แต่ไม่ได้รับคูปองดังกล่าว (เฉพาะที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ส่งคืนสำนักงาน กสทช.) จำนวน 1,265,523 ใบ 2. ครัวเรือนที่มีทะเบียนบ้าน และมีเจ้าบ้านซึ่งมีขึ้นภายหลังวันที่ 16 ก.ย. 2557 จำนวนประมาณ 6.7 แสนครัวเรือน (ข้อมูล ณ วันที่ 7 เม.ย. 2559) 3. ครัวเรือนที่มีทะเบียนบ้าน และมีผู้อยู่อาศัยแต่ไม่มีเจ้าบ้าน จำนวนประมาณ 2.33 ล้านครัวเรือน (ข้อมูล ณ วันที่ 7 เม.ย. 2559) 4. ครัวเรือนที่มีทะเบียนบ้านชั่วคราว และมีเจ้าบ้าน จำนวนประมาณ 5.2 แสนครัวเรือน (ข้อมูล ณ วันที่ 7 เม.ย. 2559)

นายฐากร กล่าวว่า สำนักงานฯ คาดว่าจะสามารถแจกคูปองได้ในช่วงปลายเดือน พ.ย. 2559 สำหรับการแจกในครั้งนี้จะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนมากที่สุด และประหยัดงบประมาณของรัฐในการดำเนินการ โดยจะเปลี่ยนแปลงการแจกคูปองดิจิตอลทีวีเป็นระบบใหม่ ด้วยการส่งหนังสือแจ้งไปยังครัวเรือนที่ได้รับสิทธิ จากนั้นประชาชนสามารถนำบัตรประจำตัวประชาชนสมาร์ทการ์ดไปตรวจสอบ และใช้สิทธิแลกรับกล่องเซตท็อปบ็อกซ์ หรือใช้เป็นส่วนลดแลกซื้อโทรทัศน์ระบบดิจิตอลที่สามารถรับสัญญาณดิจิตอลในตัว ณ จุดให้บริการ โดยบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดจะเป็นตัวเชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครองเพื่อตรวจสอบยืนยันการได้รับสิทธิ วิธีนี้จะทำให้ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย ซึ่งการแจกคูปองเพิ่มเติมในลอตนี้ ยังอยู่ในกรอบวงเงินค่าใช้จ่ายและจำนวนครัวเรือนไม่เกิน 22.9 ล้านใบ ตามที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ความเห็นชอบไว้.

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 8.22 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,483.21 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ก.ย. 2559 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/739637

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 8.22 จุด เปลี่ยนแปลง -0.55% ดัชนีอยู่ที่ 1,483.21 จุด พบมูลค่าซื้อขายเบาบางเพียง 39,986.91 ล้านบาท …

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 30 ก.ย. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดร่วง 8.22 จุด เปลี่ยนแปลง -0.55% ดัชนีอยู่ที่ 1,483.21 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 39,986.91 ล้านบาท ตลอดทั้งวันพบว่าดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,479.46 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,490.14 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) 4. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

 

ขุนคลัง ลงนามเงินกู้กับไจก้า ลุยรถไฟสายสีแดง เฟส 3 คาดเปิดบริการปี 63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ก.ย. 2559 16:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/739506

 

ขุนคลัง ลงนามสัญญาเงินกู้กับไจก้า สร้างรถไฟชานเมือง สายสีแดง เฟส 3 วงเงิน 5.34 หมื่นล้าน ระยะเวลากู้ 15 ปี ปลอดดอกเบี้ย 5 ปี คาดเปิดบริการปี 63 รองรับผู้โดยสารจากรังสิตสู่บางซื่อ ไม่น้อยกว่า 300,000 คน/วัน…

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ H.E. Mr. Shiro Sadoshima เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น ในโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะที่ 3 ของการรถไฟแห่งประเทศไทย รวมทั้งลงนามในสัญญาเงินกู้ โครงการดังกล่าวกับ Mr. Hiroo Tanaka หัวหน้าผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่นประจำประเทศไทย หรือไจก้า

ทั้งนี้รัฐบาลญี่ปุ่นตกลงให้รัฐบาลไทย โดยกระทรวงการคลัง กู้เงินผ่านไจก้า วงเงิน 166,860 ล้านเยน หรือเทียบประมาณ 53,479 ล้านบาท สำหรับการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อดำเนินโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต โดยเป็นเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนแบบ Preferential Terms มีอัตราดอกเบี้ยสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการในอัตรา 0.30% ต่อปี และสำหรับส่วนค่าจ้างที่ปรึกษา อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี และมีค่าธรรมเนียมเงินกู้ (Front-End Fee) 0.20% ของวงเงินกู้ กำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ 15 ปี รวมระยะเวลาปลอดหนี้ 5 ปี ระยะเวลาเบิกจ่ายภายใน 6 ปี เพื่อรองรับการดำเนินโครงการจนเสร็จสมบูรณ์ โดยสามารถจัดซื้อสินค้าและบริการได้จากทุกประเทศโดยวิธีประกวดราคานานาชาติ

สำหรับโครงการรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต คาดว่า จะเปิดให้บริการในปี 2563 คาดว่า จะสามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารจากรังสิตสู่บางซื่อ ไม่น้อยกว่า 300,000 คน/วัน นอกจากนี้ ยังทำให้สถานีกลางบางซื่อ ซึ่งเป็นสถานีต้นทาง เป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งทางรางแห่งใหม่ของประเทศ รวมทั้งเป็นสถานีชุมทางของรถไฟทางไกลสายเหนือ สายอีสาน สายตะวันออก และสายใต้ และเป็นสถานีศูนย์กลางของระบบรถไฟชานเมือง ได้แก่ รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม สีแดงอ่อน และแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ รวมถึงรถไฟขนาดทางมาตรฐานในอนาคต

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า การลงนามในสัญญาการกู้เงินครั้งนี้ เป็นการกู้เงินครั้งสุดท้าย ซึ่งหลังจากนี้วงเงินกู้ จะครบถ้วน ทำให้เดินหน้าก่อสร้างโครงการรถไฟสายสีแดงได้ตามแผนที่วางไว้ โดยในส่วนนี้ได้มีการหารือกับ ร.ฟ.ท.แล้ว ซึ่งได้รับการยืนยันว่าขณะนี้มีความพร้อมทุกด้าน และจะสามารถเดินหน้าก่อสร้างได้ตามแผนที่กำหนดไว้

“ไจก้า ยังจะให้ความรู้ทางด้านเทคนิคเกี่ยวกับการก่อสร้าง ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ส่วนการเบิกจ่ายเงินกู้จะเบิกจ่ายไปตามผลงาน จะไม่มีเบิกเงินกู้มากองไว้ก่อน ช่วยควบคุมการใช้เงินไม่ให้นำไปใช้ในส่วนที่ไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งการกู้เงินจากไจก้า ใน 2 รอบแรก ได้เบิกจ่ายไปค่อนข้างมากแล้ว จากทั้งหมดที่กู้ไว้ 3 รอบ”

อนึ่ง การกู้เงินจากไจก้าในสัญญาที่ 1 วงเงินอยู่ที่ 63,018 ล้านเยน อัตราดอกเบี้ย 1.6% ระยะเวลาการกู้ 20 ปี ปลอดดอกเบี้ย 7 ปี, สัญญาที่ 2 วงเงินอยู่ที่ 38,203 ล้านเยน อัตราดอกเบี้ย 0.4% ระยะเวลาการกู้ 20 ปี ปลอดดอกเบี้ย 7 ปี และสัญญาที่ 3 วงเงินอยู่ที่ 166,860 ล้านเยน ระยะเวลาการกู้ 15 ปี ปลอดดอกเบี้ย 5 ปี รวม 3 สัญญา คิดเป็นวงเงินประมาณ 8.4 หมื่นล้านบาท.