ปตท.ร่วม “สานพลังประชารัฐ” ส่งเสริมการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 3 ต.ค. 2559 11:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/741777

 

คุณนภดล เทพพิทักษ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ นครหลวงเวียงจันทน์ (ที่ 2 จากซ้าย)  พร้อมด้วย คุณอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ที่ 2 จากขวา) คุณจตุรงค์ บุนนาค ประธานสภาธุรกิจไทย-ลาว (ที่ 1 จากซ้าย) และ รศ.นิสิต พันธมิตร หัวหน้าศูนย์เขตอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ที่ 1 จากขวา) ร่วมแถลงสรุปผลโครงการสัมมนาด้านการค้าและการลงทุนของไทยในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม)  ซึ่ง สภาธุรกิจไทย-ลาว สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ปตท. ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจภายในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเปิดเวทีเสวนาและระดมสมองร่วมกันจากทุกภาคส่วนกว่า 150 คน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาทางการค้าการลงทุนต่างๆ นับเป็นหนึ่งในโครงการภายใต้คณะทำงานสานพลังประชารัฐ ด้านการส่งเสริมการส่งออกและลงทุนในต่างประเทศ(D4) ของไทย

 

‘Sansara’ มอบบ้านพักครู
ให้กับโรงเรียนโบว์มอนท์ร่วมพัฒนา จังหวัดชัยภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 3 ต.ค. 2559 11:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/741757

 

นายสุเรซ ซูบรามาเนียม (ที่ 4 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แสนสรา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และนายสัญชัย เนื่องสิทธิ์ (ที่ 3 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวเดอสมาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ BSM พร้อมด้วย พาร์ทเนอร์ อาทิ ดีแอนด์ดับบลิว ยิปรอค และร็อควูล มอบบ้านพักครู ให้กับโรงเรียนโบว์มอนท์ร่วมพัฒนา โดยมูลนิธิโบว์มอนท์ ที่จังหวัดชัยภูมิ ณ โรงเรียนโบว์มอนท์ร่วมพัฒนา จังหวัดชัยภูมิ เมื่อเร็วๆ นี้

 

มันสำปะหลังจีทูจีโดนด้วย “ป.ป.ช.” ไล่ล่าทุจริตข้าวขายจีนลอต 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ต.ค. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/741531

 

จับตา ป.ป.ช. ชี้มูลโกงข้าวจีทูจีลอต 2 อีก 8 สัญญา คาดผู้ที่ถูกชี้มูลลอตแรกส่อโดนอีก แย้มอาจมีเอกชนหน้าใหม่ร่วมด้วย ส่วนมันสำปะหลังจีทูจี จ่อชี้มูลเช่นเดียวกัน หลังตรวจพบโกงเลียนแบบข้าวจีทูจี

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ขณะนี้การพิจารณาตรวจสอบการทุจริตการขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ล็อตที่ 2 อีก 8 สัญญา ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ใกล้จะได้ข้อยุติแล้ว คาดว่า ป.ป.ช. จะชี้มูลความผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ในเร็วๆนี้ ซึ่งการตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่าไม่มีการขายจีทูจีจริง บริษัทของจีนที่มาซื้อข้าว แม้จะมีตัวตนจริง แต่ไม่ได้รับการรับรองจากคอฟโก ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน และมีอำนาจในการซื้อขายแบบจีทูจี และยังดำเนินการเป็นขบวนการ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับภาคเอกชน ทำให้รัฐเสียหายจากการขายข้าวคิดเป็นมูลค่ามหาศาล

สำหรับการชี้มูลครั้งนี้ ผู้ที่จะถูกชี้มูลความผิด จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มเหมือนกับการชี้มูลความผิดทุจริตขายข้าวจีทูจีลอตแรก 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตัน ซึ่งมีทั้งนักการเมือง ข้าราชการ และภาคเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนกลุ่มเดิม แต่ในส่วนของอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ น่าจะเป็นอธิบดีอีกคนหนึ่งที่มารับตำแหน่งต่อจากนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ที่ถูกชี้มูลความผิดไปแล้วก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ นักการเมืองและข้าราชการ ที่ถูกชี้มูลความผิดการขายข้าวจีทูจีลอตแรก คือ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนการขายข้าวจีทูจีลอต 2 ที่ได้มีการตรวจสอบพบว่าไม่มีจริง เช่น การขายข้าวให้กับบริษัท ไฮกู เหลียงเหมา ซีเรียล แอนด์ ออยล์ เทรดดิ้ง จำกัด ปริมาณ 3 ล้านตัน, บริษัท ไฮกู เหลียงหยุ่นไหล่ ซีเรียล แอนด์ ออยล์ เทรดดิ้ง จำกัด ปริมาณ 2 ล้านตัน, บริษัท ไฮหนาน โพรวินซ์ แลนด์ รีเคลเมชั่น อินดัสเทรียล ดิเวล็อปเม้นท์ ปริมาณ 4 ล้านตัน และบริษัท ไห่หนาน แลนด์ รีเคลเมชั่น คอมเมอร์ส แอนด์ เทรด กรุ๊ป จำกัด ปริมาณ 5 ล้านตัน ซึ่งบริษัทจากจีนทั้งหมด พบว่า ไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีนให้เข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวจีทูจีกับไทย แต่เป็นการดำเนินการเพื่อแอบอ้างการขายจีทูจี แล้วนำข้าวรัฐมาขายให้กับภาคเอกชนของไทย ที่อยู่ ในกระบวนการ และไม่มีการส่งออกข้าวไปจีนจริง

นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาการขายมันสำปะหลังแบบจีทูจี ซึ่งพบว่ามีการทุจริตเหมือนกับการขายข้าวจีทูจี โดยได้ทำสัญญาซื้อขายมันสำปะหลัง 7 สัญญา ปริมาณ 4.79 ล้านตัน ที่พบว่าบริษัทจากจีนไม่ใช่บริษัทที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาล โดยอยู่ระหว่างการเตรียมชี้มูลความผิดเช่นกัน ซึ่งผู้ที่ถูกชี้มูลน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกับการทุจริตขายข้าวจีทูจี แต่จะมีข้าราชการ และภาคเอกชน บางส่วนเพิ่มเข้ามา

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า การส่งหนังสือเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนตามคำสั่งทางปกครองกรณีการขายข้าวจีทูจี 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตันไปยังบุคคลที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทั้ง 6 คนนั้น ล่าสุด มีผู้รับผิดทางละเมิดที่ลงชื่อรับทราบคำสั่งแล้วจำนวน 4 คน จาก 6 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บุคคลที่ลงชื่อรับทราบคำสั่งแล้ว 3 ใน 4 เป็นข้าราชการ ได้แก่ นายมนัส นายทิฆัมพร และนายอัครพงศ์ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทั้ง 4 คนลงนามรับหนังสือตามคำสั่งทางปกครอง ที่กรมส่งไปให้ถึงบ้านแล้ว กรมจะนับวันเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทันที.

 

คลังเซ็นกู้เงินไจก้า 5 หมื่นล้าน ทำรถไฟสายสีแดงโค้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ต.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/741522

 

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า คลังได้ลงนามร่วมกับ H.E. Mr. Shiro Sadoshima เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น พร้อมกับลงนามในสัญญาเงินกู้กับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศ (ไจก้า) ของญี่ปุ่น เพื่อใช้ในโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะที่ 3 ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) วงเงิน 166,860 ล้านเยน หรือ 53,479 ล้านบาท

ด้านนายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงทั้งบางซื่อ-รังสิตและบางซื่อ-ตลิ่งชัน ใช้เงินกู้จากไจก้าทั้งหมดประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยในการลงนามสัญญาเงินกู้ครั้งนี้ เป็นสัญญาที่ 3 วงเงินกู้ 53,479 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาเงินกู้ก้อนสุดท้ายของโครงการนี้ โดยเงินกู้รัฐบาลญี่ปุ่นเป็นเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนแบบ Preferential Terms มีอัตราดอกเบี้ยสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการในอัตรา 0.30% ต่อปี และสำหรับส่วนค่าจ้างที่ปรึกษา อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี และมีค่าธรรมเนียมเงินกู้ 0.20% ของวงเงินกู้ กำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ 15 ปี รวมระยะเวลาปลอดหนี้ 5 ปี.

 

ฟันธงดอกเบี้ยต่ำลากยาวถึงปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/741517

 

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย และดอกเบี้ยเงินกู้เงินฝากของธนาคารพาณิชย์ไทย ยังทรงตัวในระดับต่ำไปอีกนานกว่า 1 ปี โดยเฉพาะดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยสำหรับการกู้ซื้อบ้าน รถยนต์ รวมถึงสินเชื่อบุคคล น่าจะเห็นการแข่งขันดอกเบี้ยต่ำกันต่อในปีหน้า เพราะหลังจากภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ประกอบกับภาระหนี้สินของรถคันแรกที่ทยอยหมดไป ทำให้ผู้มีบริโภคมีกำลังซื้อกลับมา

“ดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายทางการเงิน (กนง.) เชื่อว่าจะไม่ขึ้นไปถึงปลายปีหน้า แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในปลายปีนี้ 1 ครั้ง และขึ้นปีหน้าอีก 2 ครั้ง แต่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยก็ยังสูงกว่าของสหรัฐฯอยู่ดี จึงเชื่อว่า กนง.จะยังคงดอกเบี้ยไว้เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจในประเทศ และกว่าดอกเบี้ยจะกลับเข้าสู่ภาวะขาขึ้นอีกครั้งต้องรอถึงปลายปี 60 หรือปี 61”

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะทรงตัวอยู่ในระดับต่ำต่อไปจนถึงปลายปีหน้า และจะกลับเข้าสู่ภาวะขาขึ้นอีกครั้งได้ในปี 61 เนื่องจากปัจจุบันทิศทางดอกเบี้ยไทยยังไม่ชัดเจน โดย กนง.ยังย้ำจุดยืนในการคงดอกเบี้ยที่ระดับต่ำ เพื่อทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเพื่อสนับสนุนการส่งออก และการฟื้นตัวเศรษฐกิจของประเทศ

ด้านนายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การปล่อยสินเชื่อรถยนต์ในปีหน้าน่าจะมีการแข่งขันรุนแรงขึ้น และอาจเห็นผู้ประกอบการหันมาแข่งขันลดดอกเบี้ยเพื่อแย่งชิงลูกค้าได้อีก หลังจากในช่วงปีนี้มีการแข่งลดดอกเบี้ยลงแล้ว 0.2% ดอกเบี้ยรถยนต์ใหม่อยู่ที่ 2.2% ต่อปี จากสิ้นปีก่อนที่ 2.24%.

 

“คนจน”..กินเจฟรี คนมั่งมีกินฟรีทำบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/740992

 

“เศรษฐกิจ” แย่อย่างนี้…กินเจอย่างไรให้ได้ทั้งเสริมดวงและสุขภาพดีด้วย?

คำถามแบบนี้ จิตรา ก่อนันทเกียรติ นักสะสมความรู้เรื่องจีน ผู้ตระเวนเก็บความรู้ช่วงเทศกาลกินเจไปตามศาลเจ้านับไม่ถ้วนทั้งในกรุงเทพฯ จังหวัดข้างเคียงเช่น สมุทรสาคร ชลบุรี ทางใต้เช่น ภูเก็ต พังงา ตรัง ฯลฯ บางจังหวัดไปเกิน 3-4 ครั้งก็มีเช่น ภูเก็ต ให้เกร็ดความรู้ “เทศกาลกินเจ” ว่า

ช่วงเทศกาลกินเจวันที่ 1-9 เดือนจีน เริ่มกินล้างท้องตั้งแต่สิ้นเดือน 8 จีน…ปีนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน ไปจนถึงวันที่ 9 ตุลาคม บางคนอาจเริ่มก่อนและเลิกกินช้ากว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะคนที่ต้องทำพิธีที่ศาลเจ้า ก็จะต้องกินล่วงหน้า แต่สำหรับปีนี้เศรษฐกิจไม่ดี…เทศกาลกินเจ

จะมีคนกินมากหรือน้อย ช่วงเทศกาลกินเจผักแพงขึ้น อาหารเจแพงขึ้น แถมบางคนยังเคยเจอปัญหา ทำไมหลังกินเจอ้วนขึ้นอีกต่างหาก

“ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ทุกยุคทุกสมัยก็มีคนจนเป็นปริมาณมาก มีคนรวยในปริมาณไม่มาก ศาลเจ้าที่จัดเทศกาลกินเจร้อยละ 99 มีอาหารเจให้คนกินฟรี และศาลเจ้าส่วนใหญ่ใช้เทคนิคหาแม่ครัวที่ทำกับข้าวเจอร่อยๆ ถึงขั้นส่งแม่ครัวไปเรียนวิชาทำเต้าหู้สดเพื่อดึงดูด”

“เจอิ้ว” หรือนักกินเจ ที่เคยเจอกัน เป็นศาลเจ้าแห่งหนึ่งในอัมพวา การกินเจที่ศาลเจ้าแม้ว่าจะกินฟรี แต่เป็นการกินฟรีที่ต้องบอกว่า “คนจนกินเจฟรี คนมั่งมีกินเจฟรีแล้วทำบุญ”

คนจนกินฟรีแม้จะมีมาก ค่าใช้จ่ายศาลเจ้าให้มากอย่างไร ก็ยังมีคนรวยที่ยินดีบริจาคเงินให้ศาลเจ้าครั้งละมากๆเพื่อเสริมดวงตัวเอง จนหักกลบลบหนี้แล้วยังเหลือ “เงินบุญ”

เงินที่ว่านี้เอาไว้ให้ศาลเจ้าได้ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลศาลเจ้าได้ตลอดปี

ดังนั้น…ใครที่เงินน้อย นั่งรถเมล์ฟรีไปกินเจที่ศาลเจ้าไต้ฮงกง

อยู่ตรงข้ามโรงพักพลับพลาไชย ศาลเจ้าโจวซือกง ย่านตลาดน้อย ศาลเจ้าซินเฮงตั๊วะ ถนนไมตรีจิตร หรือใครที่อยู่จังหวัดไหน ก็ไปกินในอำเภอที่ตัวเองอยู่เพื่อให้เดินทางสะดวก

ส่วนคนมีเงิน หรือคนฐานะดีๆ จะได้ไปไหว้เจ้า…กินเจ และทำบุญเสริมดวงตามศาลเจ้าเหล่านี้อย่างได้บุญมากกว่าปกติ จากการได้ช่วยคนจนให้ได้กินเจฟรี ซึ่งโดยปกติได้ทำบุญแบบนี้เพียงปีละครั้ง

ลักษณะเดียวกับที่ “เทศกาลสารทจีน” มีการให้ทำบุญข้าวสารอาหารแห้งให้คนยากจนแล้วได้อุทิศกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร เมื่อเวรกรรมเบาบางขึ้น…ชีวิตก็ราบรื่น และทำมาค้าขึ้น ช่วง “กินเจ” ก็เช่นกัน

ยกเว้นแต่ที่จังหวัดตรังมีเอกลักษณ์เฉพาะ ที่คนกินเจต้องมาลงทะเบียนกับศาลเจ้ากิ่วอ๋องเอี่ย เพื่อผูกปิ่นโตมารับอาหารเจไปกินฟรีที่ศาลเจ้าวันละ 3 มื้อ…ปีก่อนๆเคยคิดที่หัวละ 400 บาท แต่ปีนี้ปรับเป็น 500 บาท…

ปีก่อนมีคนมาลงทะเบียนกว่า 5,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยลง ในอดีตเคยมีคนมาลงทะเบียนถึงกว่า 8,000 คน ปรากฏว่า…จำนวนคนที่ลดลงไปนั้น ไปเพิ่มที่ศาลเจ้าห้วยยอด ซึ่งคิดค่ากินเจแพงกว่าเยอะ

ที่นั่นคิดตามค่าของแล้วทำกับข้าวให้อร่อย คนกินก็ติดใจ ยินดีจ่ายแม้จะคิดที่หัวละกว่า 1,000 บาท ในขณะที่ศาลเจ้ากิ่วอ๋องเอี่ย ยังยึดธรรมเนียมโบราณว่าช่วงเที่ยงต้องกินข้าวต้ม เช่นเดียวกับการไม่ใช้ไฟฟ้าเลยในศาลเจ้า ถือเป็นศาลเจ้าที่ถือธรรมเนียมโบราณ…เคร่งที่สุดในประเทศไทย

ถึงตรงนี้ก็ให้รู้กันต่อไปถึงหลักการกินเจที่ทางพุทธมหายานบอกว่า “กินเจ” ให้ได้บุญจากการที่เราลด…ละ…งดกินเนื้อสัตว์ 10 วัน

เป็นการกินแล้วได้สุขภาพที่ดีเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงด้วยหลักธรรม 2 ประการ

หนึ่ง…กินอย่างไม่เป็นโทษทุกข์ต่อผู้อื่น สอง…กินอย่างไม่เป็นโทษทุกข์ต่อตัวเอง

นั่นคือการกินเจอย่างไม่เบียดเบียนร่างกายผู้อื่น ไม่เอาเลือดเนื้อเขามากิน กินอย่างไม่เบียดเบียนตัวเองคือ อย่ากินเจอย่างเสียสุขภาพ โดยการแพทย์จีนโบราณแขนงหนึ่งพบว่า…การที่เรากินเนื้อสัตว์ทุกวัน ร่างกายเกิดการสะสมพิษอยู่เรื่อยๆ จากการที่สัตว์ก่อนถูกฆ่าตายมันมีความเครียดจากการรู้ตัวว่ากำลังจะต้องถูกฆ่าตาย และมักเป็นการต้องเจ็บทรมานกว่าจะสิ้นลม

ความเครียดจากความกลัวทำให้หลั่งสารพิษกระจายไปทั่วร่างกาย ในช่วงกินเจที่ร่างกายพักการกินเนื้อสัตว์ กินแต่ผักที่ช่วยระบายท้องก็ดั่งหนึ่งได้ขับพิษออกไปก็จริง แต่การไม่ได้รับสารอาหารจากเนื้อสัตว์นั้น จิตรา บอกว่า การแพทย์จีนโบราณมีการพบด้วยว่าช่วงกินเจต้องงดกินผักกลิ่นฉุน 5 อย่าง คือ

กระเทียม หัวหอม กุยช่าย หลักเกรียว (กระเทียมโทนจีน คล้ายกระเทียมแต่เล็กและยาวกว่า) และใบยาสูบ

ด้วยเหตุผลว่า…กระเทียม ไปทำลายธาตุไฟในร่างกาย อาจทำให้หัวใจทำงานไม่เป็นปกติ หัวหอม…ทำลายธาตุน้ำในร่างกาย อาจทำให้ไตทำงานไม่ปกติ กุยช่าย…ทำลายธาตุไม้ในร่างกาย อาจทำให้ตับทำงานไม่ปกติ หลักเกียว…ทำลายธาตุไม้ในร่างกาย อาจทำให้ม้ามทำงานไม่ปกติ

ใบยาสูบหรือบุหรี่…ทำลายธาตุโลหะ อาจทำให้ปอดทำงานไม่เป็นปกติ

นี่คือคำอธิบายของคนโบราณ ซึ่งจากการที่ยุคนี้เรามีความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์มากขึ้น เป็นเรื่องที่สอดคล้องมากกับการแพทย์ฝรั่งที่คนสูบบุหรี่มักเป็นโรคปอด ในขณะที่จิตราตั้งข้อสังเกตว่า กระเทียมเป็นอาหารที่มีรสหนัก หัวหอมต้นหอมและกุยช่าย หากทำให้สุกเกินไป

ผักจะเหนียวจนเคี้ยวให้ละเอียดได้ยาก ทำให้กระเพาะทำงานเหนื่อย ตามมาด้วยการเกิดลมในกระเพาะ ต่อด้วยการเป็นกรดไหลย้อน

“ในขณะที่การกินเจบางตำรามีสั่งเพิ่มด้วยว่า ห้ามกินของมีตานั่นคือมะพร้าว ซึ่งการแพทย์สมัยใหม่มีการให้งดกะทิ สำหรับคนที่เป็นคอเลสเทอรอลสูง”

บางตำราบอกว่าให้กินกระเทียมได้ถ้าไม่สบาย ซึ่งศาลเจ้าแห่งหนึ่งที่ภูเก็ตทำกับข้าวใส่กระเทียม ในขณะเดียวกันก็มีตำราหนึ่งของท้องที่ซัวเถา ที่บอกชัดเจนว่า การกินเจนั้นให้กินหอยนางรมได้ เรียกว่า “อ๋อเจ” หรือ “เจอ๋อ” อ๋อ…คือหอยนางรม ไม่ใช่เจอี๊ และไม่ใช่เจอิ้ว

“เจอี๊” คือนางชีที่อยู่โรงเจของคนจีนแคะ ส่วน “เจอิ้ว”…คือเพื่อนเดินสายบุญกินเจด้วยกัน

“ลูกหลานจีนในไทยกินเจมายาวนานกว่า 200 ปี ถ้าเทศกาลกินเจไม่ดีจริงจะอยู่มาได้ยาวนานถึงอย่างนี้ได้อย่างไร คุณค่าของการกินเจไม่ได้อยู่แค่กินแล้วได้สุขภาพที่ดี ถ้าคุณกินเจอย่างถูกต้องคือ กินผัก

ให้มาก กินแป้งให้น้อย…ถ้ามีหิวง่ายระหว่างมื้อก็เตรียมของเจรับประทานเพิ่ม แต่ต้องไม่ใช่ขนมหวานที่ยิ่งไปเพิ่มน้ำตาล”

จิตรา ย้ำว่า การกินเจจะยิ่งง่ายแค่ทำการบ้านล่วงหน้าว่ามื้อไหนอยากกินอะไร ไปกินเจฟรีที่ศาลเจ้าแล้วก็ซื้อกับข้าวเจมาตุนเพื่อกินต่อที่บ้าน ดูอย่างถี่ถ้วนด้วยว่าต้องไม่ใช่ของทอด ไม่ใช่ของเจเทียมที่ทำจากหมี่กึง ซึ่งทำจากแป้งสาลี

อาหารเจส่วนตัวที่ต้องกินทุกปีและมีซื้อตุนกินต่ออีกหลายมื้อคือ กระเพาะปลาเจ กวยจั๊บเจ ก๋วยเตี๋ยวหลอดเจ ขนมจีนน้ำยาเห็ด ก้านเห็ดพริกไทยดำ สลัดเจ จับฉ่ายมะระ จับฉ่ายผักแห้ง หูฉลามเจ ราดหน้าเจ ขนมหัวไช้เท้าเจ กุยช่ายเจที่ใช้ผักกวางตุ้งทำ เห็ดหอมผัดเค็ม พะโล้เต้าหู้

“…จะคอยกำชับคนขายว่า ไม่เอาหมี่กึง และจะคอยถามว่าเป็ดเทียมทำจากอะไร ลูกชิ้นเทียมทำจากอะไร ถ้าทำจากเห็ด ฟองเต้าหู้ และบุกจึงจะโอเค…กินเจง่ายจะตาย กินฟรีก็อร่อย ไม่ฟรีก็อร่อย แต่กินแล้วต้องขับถ่ายดี จึงจะเป็นการกินเจที่ได้สุขภาพดี…” จิตรา ก่อนันทเกียรติ ว่าอย่างนั้น.

 

ก.เเรงงาน จัดโครงการ ‘แรงงานติดดาว’ กระตุ้นยกระดับมาตรฐานฝีมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ต.ค. 2559 20:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/741297

 

กระทรวงแรงงาน จัดโครงการ “แรงงานติดดาว” ใช้ดาวเงิน 6 แฉก ติดเสื้อลูกจ้างบริษัท-สถานประกอบการ วัดระดับความรู้ความสามารถ คนผ่านการทดสอบตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ อธิบดี กพร. เผย เตรียมดาว 1-3 ดวง มอบให้ตามคุณภาพระดับฝีมือ เชื่อจะเป็นแรงจูงใจลูกจ้างแห่ติดดาวการันตีตัวเอง ยันคนปลอมดาวมีความผิด

เมื่อวันที่ 2 ต.ค. นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กล่าวถึงการยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานไทย ว่า พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ได้กำหนดทิศทางการพัฒนากำลังคนในปี 2560 โดยให้ใช้มาตรฐานฝีมือแรงงานเป็นตัวขับเคลื่อน ให้แรงงานทุกระดับเข้าสู่การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตัวเอง ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่มุ่งเน้นให้แรงงานทุกคนได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้การพัฒนากำลังคนให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเเรงงาน กพร. จึงได้จัดทำโครงการ “เเรงงานติดดาว” ที่เชื่อว่า จะกระตุ้นและจูงใจให้คนทำงานทุกคนเข้าสู่กระบวนการทดสอบมาตรฐานฝีมือเเรงงานแห่งชาติ นายจ้างจะได้คนทำงานที่มีคุณภาพ ลูกจ้างจะได้ค่าจ้างที่เหมาะสมตามมาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือกำหนดไว้ 55 สาขาอาชีพ ในปี 2560 จะประกาศเพิ่มอีกหลายสาขา โดยอัตราสูงสุดอยู่ที่ 815 บาทต่อวัน ในสาขานักส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมสปาตะวันตก (โภชนบำบัด) ระดับ 2 ส่วนต่ำสุดอยู่ที่ 340 บาทต่อวัน อาทิ ช่างบำรุงรักษารถยนต์ระดับ 1

นายธีรพล กล่าวว่า ผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานตามเกณฑ์ จะได้รับการติดดาว เป็นสัญลักษณ์ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับ 1 ดาว เป็นผู้มีฝีมือความรู้พื้นฐานในการทำงาน ปฏิบัติงานภายใต้คำแนะนำของหัวหน้างาน ระดับ 2 ดาว เป็นผู้ที่มีฝีมือระดับกลาง มีความรู้ความสามารถทักษะการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ได้ดี และมีประสบการณ์ในการทำงาน สามารถให้คำเเนะนำผู้ใต้บังคับบัญชาได้ และระดับ 3 สามดาว จะเป็นผู้มีฝีมือระดับสูง สามารถวิเคราะห์ ตัดสินใจแก้ปัญหา นำความรู้เเละทักษะมาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยี โดยจะให้ติดดาวแสดงให้เห็นชัดเจนบริเวณอกเสื้อที่สวมใส่ระหว่างปฏิบัติงาน เพื่อให้ผู้ใช้บริการรู้ว่าผู้ให้บริการผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานระดับใด รวมทั้งจะมอบบัตรเเสดงตัวและเอกสารรับรองมาตรฐาน เพื่อใช้ในการสมัครงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นการเพิ่มโอกาสในการมีงานทำ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนายจ้าง สมัครทดสอบได้ที่ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ หรือศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ที่ได้รับอนุญาตจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-22454035

“เมื่อก่อนคนที่ได้รับการทดสอบจะได้ใบประกาศ รับไปแล้วก็เก็บไว้ไม่บอกก็ไม่มีใครรู้ ลูกค้ามาใช้บริการก็ไม่รู้ว่ามีฝีมือแค่ไหน หากติดดาวหน้าอกเสื้อ คนใช้บริการเห็นดาวจะมีความมั่นใจ เพราะผ่านการทดสอบมาตรฐาน หากคนทำงานอยากจะมีดาวเป็นเครื่องหมายการันตี ก็ต้องพัฒนาตัวเอง ต้องผ่านการทดสอบตามสาขาอาชีพ สถานที่ทดสอบของรัฐ มีค่าทดสอบเพียง 100 บาท ใช้เวลาทดสอบทั้งทฤษฎีและปฏิบัติใน 1 วัน ส่วนของเอกชนที่ได้รับการรับรอง มีค่าบริการ 500-2,000 บาท ตามสาขาอาชีพ และการใช้วัสดุอุปกรณ์ เมื่อผ่านแล้วจะมีดาวเป็นสัญลักษณ์ติดเสื้อทำงาน พร้อมใบรับรองมาตรฐาน จะมีรันนิ่งให้ตรงกับบัตรประชาชน เชื่อว่าคงไม่มีใครปลอมดาวติดเสื้อ เพราะไม่ได้เกิดความภาคภูมิใจ และการปลอมยังมีความผิดด้วย” นายธีรพล กล่าวว่า

 

บลูพอร์ตหัวหิน งานเปิดยิ่งใหญ่ ฮือฮาอัญมณีหรู ‘ไพลินสีน้ำเงิน’ 250ล้าน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ต.ค. 2559 05:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/740667

 

สุดฮือฮางานเปิดตัวโครงการ “ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน” จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทุ่มทุนให้ “ญาญ่า” สวมชุดเครื่องประดับบลูแซฟไฟร์ น้ำหนักรวม 370 กะรัต มูลค่ากว่า 250 ล้านบาท ออกโชว์ โดยมาพร้อมพระเอกคู่ขวัญ “ณเดชน์” ขณะที่ “แม่โบว์” ก็พา “น้องมะลิ” ร่วมเปิดโซนสวนสนุก ท่ามกลางแฟนคลับตามให้กำลังใจตรึม

หัวหินได้แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 1 ต.ค. นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย น.ส. ศุภลักษณ์-น.ส.กฤษณา อัมพุช นางจรัสพิมพ์-นายพสุ ลิปตพัลลภ ผู้บริหารบริษัท หัวหิน แอสเสท จำกัด บริษัท เดอะ มอลล์ กรุ๊ป จำกัด และบริษัท พราว เรียลเอสเตท จำกัด ร่วมกันเปิดตัวโครงการ “ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน” จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีบุคคลสำคัญร่วมงาน อาทิ นายทวี นริสศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายฟรันเชสโก ซาเวริโอ นิซิโอ เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศ ไทย เป็นต้น โดยไฮไลต์ของงานอยู่ที่คู่ขวัญแถวหน้าในวงการบันเทิง ณเดชน์ คูกิมิยะ และญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ ในชุดเจ้าชายและเจ้าหญิงในเทพนิยายกรีกเคียงคู่กันมาบนรถม้า และที่สร้างความฮือฮาให้กับผู้มาร่วมงานคือ ญาญ่าที่สวมใส่สร้อยคอประดับด้วยบลูแซฟไฟร์หรือไพลินสีน้ำเงิน ทรงไข่ 16 เม็ด เปล่งประกายระยิบระยับ เข้าชุดกับสร้อยข้อมือและต่างหูทองคำขาวประดับด้วยไพลินสีน้ำเงินเช่นกัน รวมน้ำหนักไพลินทั้งหมด 370 กะรัต มูลค่ากว่า 250 ล้านบาท ออกมาโชว์ด้วย

ทั้งนี้ น.ส.ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานบริษัท หัวหิน แอสเสท จำกัด กล่าวว่า ศูนย์การค้าบลูพอร์ตหัวหินถือเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของหัวหินที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ มีพื้นที่โครงการรวม 60 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่ศูนย์การค้า 50,000 ตารางเมตร ห้างสรรพสินค้า 25,000 ตารางเมตร พื้นที่จอดรถกว่า 1 แสนตารางเมตร รองรับได้ถึง 3,500 คัน งบลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้แรงบันดาลใจจากเมืองรีสอร์ตชายทะเลที่มีชื่อเสียงระดับโลก อาทิ แซงค์โทรเปซ ริเวียรา หมู่เกาะทะเลแคริบเบียน ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและเคปทาวน์ นำมารังสรรค์ในการออกแบบอาคารภายในและภายนอกสไตล์รีสอร์ตมอลล์

ขณะที่ก่อนหน้านั้น ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน โบว์-แวนด้า สหวงษ์ จูงมือ ด.ญ.พาขวัญ สหวงษ์ หรือน้องมะลิ 3 จุก ขวัญใจมหาชน เดินทางมาร่วมพิธีเปิด Whaley Port หัวหิน ซึ่งเป็นสวนสนุกแบบ interactive ในธีมโลกใต้น้ำที่เด็กๆทุกวัยสามารถเข้าร่วมเล่นเกมตามโซนต่างๆได้ ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ของบลูพอร์ต หัวหิน รีสอร์ต มอลล์ โดยมีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารฯ ตลอดจนแฟนคลับของแม่โบว์และน้องมะลิมาร่วมงาน และร่วมถ่ายภาพกับน้องมะลิที่มาในชุดนางเงือกน้อย สีสันสดใสน่ารัก และโบกมือทักทายผู้ร่วมงานกับแฟนคลับอย่างสนุกสนาน

 

สวยหรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ต.ค. 2559 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/740637

 

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ น.ส.ศุภลักษณ์ อัมพุช ผู้บริหารเดอะมอลล์กรุ๊ป พร้อมด้วยณเดชน์ และญาญ่า ที่ใส่ชุดเครื่องประดับบลูแซฟไฟร์ มูลค่ากว่า 250 ล้านบาท มาเปิดตัว “ศูนย์การค้าบลูพอร์ต” แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของหัวหิน.

 

สุวรรณภูมิคึกคัก ททท.จัดกิจกรรมต้อนรับ ‘ทัวร์จีน’ เที่ยวไทยช่วงวันชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ต.ค. 2559 16:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/740386

 

ททท.จัดกิจกรรมต้อนรับ พร้อมอำนวยความสะดวก แก่ผู้โดยสารชาวจีน ที่เดินทางมาท่องเที่ยวไทย ในช่วงวันหยุดยาวชาติจีน วันที่ 1-7 ต.ค.นี้ คาดว่าจะมีผู้โดยสารชาวจีนเดินทางผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ถึง 4,000 คนต่อวัน

เมื่อวันที่ 1 ต.ค.59 นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.นำคณะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทย ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในช่วงสัปดาห์การเฉลิมฉลองวันชาติจีน หรือ โกลเด้นวีก วันที่ 1-7 ตุลาคม โดยมีสายการบินที่เดินทางจากจีน ฮ่องกง และไต้หวัน รวม 30 สายการบิน จำนวนผู้โดยสารวันละ 3-4 พันคน


ททท.นำคณะ ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีน เดินทางมาเที่ยวไทย ที่สุวรรณภูมิ ช่วงสัปดาห์การเฉลิมฉลองวันชาติจีน หรือ โกลเด้นวีก วันที่ 1-7 ตุลาคม

สำหรับการต้อนรับที่ททท.ได้จัดไว้มีทั้งแจกของที่ระลึก การแสดงนาฏศิลป์ไทย ให้กับผู้โดยสารชาวจีน ที่เดินทางมากับสายการบินไทย เที่ยวบิน TG633 เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้โดยสาร ทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยังได้อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน ในการเพิ่มภาษาจีนในป้ายบอกทิศทางในอาคารผู้โดยสาร จัดล่ามไว้คอยช่วยเหลือผู้โดยสารชาวจีน พร้อมทั้งเพิ่มภาษาจีนในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบข้อมูลในการใช้บริการสะดวก

อย่างไรก็ตาม ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาของปี 2559 พบว่ามีผู้โดยสารชาวจีนเดินทางเข้า-ออก ผ่านท่าอากาศยานรวมเกือบ 6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 21 ของผู้โดยสารระหว่างประเทศ


นักท่องเที่ยวจีนมาท่องเที่ยวเมืองไทย คาดเพิ่มจำนวนมากขึ้น เนื่องจากจีนเป็นช่วงวันหยุดยาว

สาวสวย เตรียมนำของที่ระลึกแจก นักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวไทยช่วงนี้