9 เดือนยอดขาย 2 หมื่นล้าน “แสนสิริ” ลุยจัดเต็มครึ่งปีหลัง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ต.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742556

 

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยถึงผลการดำเนินธุรกิจในช่วง 9 เดือนของปี 2559 ว่า บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้สูงถึง 20,000 ล้านบาท เป็นผลมาจากลูกค้าให้การตอบรับการโอนที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งยังส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีรายได้ในช่วงครึ่งปีแรกไปแล้วกว่า 14,500 ล้านบาท และเมื่อรวมกับยอดขายรอรับรู้รายได้ที่มีอยู่ในมือซึ่งจะรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีหลังอีกประมาณ 11,400 ล้านบาท ซึ่งจะรวมเป็น 25,900 ล้านบาท

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่อีก 8 โครงการ มูลค่ารวม 24,500 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 4 โครงการ มูลค่ารวม 20,650 ล้านบาท และโครงการแนวราบอีก 4 โครงการ มูลค่ารวม 3,850 ล้านบาท โดยบริษัทได้เตรียมเปิดโครงการใหม่ภายใต้บริษัทร่วมทุนกับบีทีเอส ในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้รวมถึง 3 โครงการ และเปิดขายโครงการแนวราบอย่างเป็นทางการพร้อมกันในเดือน ต.ค.นี้ ทั้ง 4 โครงการ เพื่อผลักดันยอดขายให้เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ 42,000 ล้านบาท “ไฮไลต์สำคัญในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ คือบริษัทเตรียมจัดงานแสนสิริ ไลฟ์คัมส์โฮม โดยจะนำเสนอที่อยู่อาศัยโครงการต่างๆ ของบริษัท อีกทั้งบริษัทยังได้ชูการจัดงานในรูปแบบ แสนสิริ ไลฟ์คัมส์โฮม โกลบอล ซึ่งจะจัดงานและเปิดการขายพร้อมกัน 4 ประเทศ คือ ประเทศไทย, ฮ่องกง, สิงคโปร์ และไต้หวัน โดยที่ประเทศไทยจัดวันที่ 4-6 พ.ย.2559 ที่สยามพารากอน”.

 

เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าเปลี่ยนโลก? จับสัญญาณก้าว ‘โตโยต้า’ ว่าไง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735521

 

นับว่า เป็นจังหวะดีถูกเวลา “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” ได้ร่วมพูดคุยกับผู้บริหารของ “โตโยต้า” อีกหนึ่งค่ายรถยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งประสบความสำเร็จในการผลิตและจำหน่ายรถรุ่นต่างๆ ทั้งในระดับโลกและในไทยระหว่างกิจกรรม “2016 Toyota Technology Media Trip” ในญี่ปุ่น เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา

โดยเฉพาะประเด็นทิศทางของโตโยต้าท่ามกลางความท้าทายของกระแสรถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle-EV) ที่กำลังมาแรงใกล้เป็นทางเลือกใหม่ทั่วโลก ขณะที่รัฐบาลไทยมีเป้าหมายและแนวทางชัดเจนใส่เกียร์หนุนเต็มสูบให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมด้านการลงทุนต่างๆ แก่ผู้สนใจผลิตรถ EV มากมาย


“ฮิโรยูกิ ฟุคุอิ” ผู้บริหารโตโยต้า

ผู้บริหารโตโยต้าที่จะมาฉายภาพอนาคตในประเด็นดังกล่าว วันนี้ คือ “ฮิโรยูกิ ฟุคุอิ” เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชียแปซิฟิก มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ เซลล์

ชูธงรถไฮบริดในไทย-เอเชียแปซิฟิก

ทิศทางผลิตรถเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมโต โยต้าจะให้ความสำคัญที่สุดในตลาดเอเชียแปซิฟิกคือ ผลิตและจำหน่ายรถไฟฟ้าไฮบริด ซึ่งปัจจุบันไทยเป็นผู้นำด้านยอดขายเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียแปซิฟิกด้วยกัน ส่วนอันดับ 2 และ 3 ได้แก่ มาเลเซียและสิงคโปร์ตามลำดับ


“พรีอุส” หัวหอกลุยตลาดรถไฮบริด

สำหรับเฉพาะในไทยช่วงที่ผ่านมา มียอดขายสะสมรถไฮบริด 55,000 คัน จากยอดขายทั้งภูมิภาคจำนวน 128,000 แสนคัน ซึ่งไม่รวมจีน ขณะที่ยอดขายรวมรถพรีอุสไฮบริดทั่วโลกอยู่ที่จำนวน 9,000,000 คัน โดยเป็นยอด ณ เดือนมิถุนายน พ.ศ.2559 หลังจากเริ่มทำตลาดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540

ไทยผงาดผู้นำตลาดไฮบริดภูมิภาค!

ไทย มาเลเซียและสิงคโปร์น่าจะเป็นผู้นำตลาดรถไฮบริดของโตโยต้าในภูมิภาคนี้ แม้ว่ายอดขายยังไม่เติบโตมาก โดยที่ผ่านมา เติบโตด้วยอัตราตัวเลขหลักเดียว


รถไฮบริดรุ่นต่างๆ ของโตโตต้าพร้อมให้เลือกตามการใช้งาน

ล้ำหน้าเพื่อนบ้านมีผลิตรถไฮบริดในไทย

สำหรับอุปสรรคการทำตลาดรถไฮบริดอยู่ที่เรื่องราคายังสูงเมื่อเปรียบเทียบกับรถขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเบนซิน เพราะระบบภาษีนำเข้าไม่เอื้ออำนวย แต่ละประเทศในย่านนี้ ต้องนำเข้ารถไฮบริด มีเพียงกรณีของไทย ซึ่งเริ่มผลิตรถไฮบริดคัมรี่ในไทยแล้ว

ชี้ต้องไฮบริดก่อนเปลี่ยนผ่านไปรถไฟฟ้า

ส่วนประเด็นการวางบทบาทรถไฟฟ้าของโตโยต้าในไทยนั้น รัฐบาลไทยได้ให้ความสนใจเรื่องรถเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีนโยบายสนับสนุนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ปัญหาของรถไฟฟ้าขณะนี้ มองว่าคือ ไม่มีที่ชาร์จแบตเตอรี่ ปัจจุบันยังไม่สามารถนำแบตเตอรี่เสียบชาร์จกับไฟฟ้าตามบ้านได้ เมื่อเปรียบเทียบกับรถไฮบริดไม่ต้องชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ รถไฮบริดเป็นการผลิตรถเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบในอนาคต โดยรถไฟฟ้ายังวิ่งได้ระยะทางสั้นกว่ารถไฮบริด ซึ่งสามารถลดการใช้น้ำมัน ลงได้ครึ่งหนึ่งของรถใช้น้ำมันเบนซินอย่างเดียว


“พรีอุส” ปลั๊กอินไฮบริด เสียบชาร์จไฟฟ้าจากบ้านได้เลย

จับตานโยบายในด้านพลังงานควบคู่ด้วย

มีความเห็นว่า รัฐบาลไทยควรต้องมองอะไรเป็นประโยชน์กับประเทศมากที่สุด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ต้องดูภาพรวมการใช้พลังงานเชื้อเพลิงของแต่ละประเทศว่า จะทำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดได้อย่างไร รวมทั้งต้องดูโครงสร้างพื้นฐานประเทศ และนโยบายด้านพลังงานของประเทศประกอบ

เฉพาะโตโยต้าจะทำรถไฮบริดเป็นหลัก เพราะมีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี จะใช้เทคโนโลยีนี้ พัฒนารถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า และรถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮโดรเจน (Fuel Cell Vehicle -FCV)


“มิไร” รถใช้พลังงานไฮโดรเจนอีกทางเลือก

แนะลดภาษี ให้รถไฮบริดแข่งขันรถใช้น้ำมันได้

ทั้งนี้ ต้องสร้างแรงจูงใจราคาขายให้ใกล้เคียงกับรถใช้น้ำมัน โดยเฉพาะภาษีนำเข้าของแต่ละประเทศ จะทำให้ราคาแข่งขันได้ ทำให้ผู้บริโภคหันใช้รถไฮบริดเพิ่มขึ้น

กำลังพิจารณานำพรีอุสรีเทิร์นประกอบไทย

โตโยต้ากำลังพิจารณาความเหมาะสมที่จะนำรถพรีอุสไฮบริดกลับมาประกอบในโรงงานไทยหลังจากประสบปัญหาเรื่องภาษีนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์จนต้องหยุดประกอบในประเทศไทยไปก่อนหน้า แต่ตนไม่ใช่ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงในไทย สำหรับไทยเข้าใจว่า นายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่


แนะลดภาษีส่งเสริมรถไฮบริดแข่งขันกับรถใช้เฉพาะน้ำมันได้

เล็งตั้ง รง.แบตฯ ในอาเซียนกดราคารถไฮบริด

อย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่องการลดภาษีนำเข้าแล้วการจะทำให้ราคารถไฮบริดแข่งขันในตลาดได้คือ ยังต้องทำให้ราคาแบตเตอรี่ลดลง ปัจจุบันโรงงานแบตเตอรี่รถไฮบริดของโตโยต้ามีฐานการผลิตในญี่ปุ่น และโรงงานในจีนที่กำลังจะเริ่มผลิตภายในปีนี้ โดยมีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตโตโยต้าจะสร้างโรงงานแบตเตอรี่ในประเทศอาเซียนเพื่อรองรับแนวโน้มรถเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อทำให้ราคารถไฮบริดลดลง

มั่นใจรถไม่ใช้น้ำมันโตโยต้าไม่แพ้ใคร

รถที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นเทรนด์ที่ประเทศในเอเชียแปซิฟิกมุ่งไป โตโยต้าจะนำรถไฮบริดที่ผลิตจากฐานการผลิต ซึ่งมีต้นทุนแข่งขันได้ส่งออกไปทำตลาดต่างประเทศ แต่ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันด้วย มั่นใจว่า โตโยต้าไม่แพ้รายอื่นแน่นอน


แบตเตอรี่อุปกรณ์สำคัญของรถไฮบริด

แบ่งรับแบ่งสู้ร่วมโปรเจกต์รถไฟฟ้าตามนโยบาย รบ.

ส่วนภายในสิ้นปีนี้ โตโยต้าจะเสนอแผนรถไฟฟ้าตามนโยบายรัฐบาลไทยหรือไม่นั้น ต้องดูภาพรวมและมองว่า อะไรเป็นประโยชน์กับไทยมากที่สุด ใช้พลังงานน้อยสุด และเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ซึ่งเทคโนโลยีตรงนี้ มีอยู่แล้วไม่ต้องห่วง.

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

ธปท.เปิดกฎเกณฑ์ปล่อยกู้ตรง รับมือโลกการเงินแห่งอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742551

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดรับฟังความเห็นเกี่ยวกับกรอบการกำกับดูแลธุรกรรมสินเชื่อ ระหว่างบุคคลกับบุคคล ผ่านระบบหรือเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ (Peer-to-Peer lending : P2P lending) สำหรับผู้ให้บริการ ที่เป็นสถาบันการเงิน และที่มิใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) โดยให้บุคคลที่เกี่ยวข้องให้ความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของ ธปท.ไปจนถึงวันที่ 15 ต.ค.เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการพิจารณาการวางแนวทางการดำเนินธุรกิจของ P2P lending ในประเทศไทย เรื่องการให้ใบอนุญาต นโยบายกำกับดูแล ผ่านการให้ใบอนุญาต รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์กำกับดูแลที่เหมาะสม

ทั้งนี้ ธปท.ได้เห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยี ที่เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนบริการทางการเงินหรือที่เรียกว่า Financial Technology (FinTech) ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งนวัตกรรมใหม่ของบริการทางการเงิน เช่น ธุรกรรม P2P Lending ที่ช่วยสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ที่ต้องการขอกู้ยืมเงิน และเพิ่มทางเลือก ในการลงทุนให้กับผู้ลงทุน ที่จะให้กู้ตรงกับลูกหนี้ โดยไม่ผ่านธนาคารพาณิชย์ ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการ 20 ราย ที่ต้องการเป็นผู้ให้บริการ P2PLending Platform มาหารือกับ ธปท.ถึงแนวทางการทำหน้าที่เป็นตัวกลางและรูปแบบการดำเนินธุรกิจ

สำหรับ ในระยะแรก การกำกับดูแลผู้ให้บริการดังกล่าว ของ ธปท.จะทำผ่านการให้ใบอนุญาตและการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์สำคัญๆ อาทิ 1. การคุ้มครองผู้บริโภค โดยกำหนดให้มีกระบวนการในบริหารจัดการ การทำธุรกรรม ที่คำนึงถึงสิทธิของผู้บริโภค 2. มีธรรมาภิบาล 3.ต้องวางคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับทั้งผู้กู้และผู้ลงทุน เพื่อคัดกรองผู้ ที่เข้าร่วมธุรกรรม ลดความเสี่ยง ความเสียหาย ที่จะเกิดขึ้นจากการถูกหลอกลวง หรือการฉ้อโกง.

 

ได้ของฟรีมีตังค์ใช้! แหวกกระเป๋าเน็ตไอดอล เป้ารีดภาษี-สะพัดปีละ700ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742402

 

“ได้สั่งเจ้าหน้าที่ตั้งทีมเฉพาะกิจ เพื่อศึกษาถึงแนวทางการจัดเก็บภาษีจากบริษัท ผู้ให้บริการผ่านออนไลน์ และโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทั้งไทยและต่างชาติ เช่น กูเกิล เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม แอพพลิเคชั่น เพราะถือเป็นนิติบุคคลที่เปิดให้บริการในประเทศไทยและมีผู้ใช้จำนวนมาก เมื่อมีรายได้ก็ต้องนำสู่ระบบเสียภาษีให้ถูกต้อง”

นี่คือเสียงของ นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ออกมาแย้มแนวทางการเก็บภาษีเข้าหลวงแบบใหม่ โดยพุ่งเป้าตรงมาที่ธุรกิจออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ซึ่งนับวันจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีเม็ดเงินหมุนเวียนอย่างมหาศาล โดยเล็งที่จะเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร เพื่อเปิดทางให้บริษัทผู้ให้บริการผ่านออนไลน์และโซเชียลเน็ตเวิร์กเข้าสู่ระบบภาษีให้ถูกต้อง

อุต๊ะ!…แค่ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป เหล่าบรรดาคนหล่อสวย กิ๊บเก๋ นักรีวิวสารพัดสิ่ง บนโลกโซเชียลมีเดีย ถึงกับสะดุ้งเฮือก ใครมาถามว่ามีรายได้เท่าไรก็ถึงกับเหนียมอายไม่กล้าเอื้อนเอ่ย เพราะกลัวสรรพากรจะถามหา…ว่าแต่คุณรู้หรือไม่ ในธุรกิจบนโซเชียลมีเดียในแต่ละปีมีเงินสะพัดแค่ไหน เน็ตไอดอล แต่ละคนได้เงินเดือนละเท่าไร หากรีวิวสินค้าไปแล้วขายดีขึ้นจริงหรือไม่ วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะมาเปิดเผยให้ทุกคนได้ทราบกัน


ปุ่มไลค์มีมูลค่า
เปิดรายได้เน็ตไอดอล ดีงามพระรามแปด พุ่งสูงเดือนละเกือบ 2 ล้าน

จากการสืบเสาะของทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ และได้รับการเปิดเผยจาก เน็ตไอดอลสาว 3 คน ซึ่งทีมข่าวฯ ขอใช้ชื่อสมมติ เป็น น้องแอปเปิ้ล น้องส้ม และน้องมะนาว ตามคำขอของแหล่งข่าวที่ขอปิดชื่อและนามสกุลจริง

น้องแอปเปิ้ล เน็ตไอดอลสาว ที่มีแฟนเพจนับล้านคน ยอมรับว่า การรับรีวิวสินค้ามีด้วยกัน 3 ลักษณะ คือ ภาพถ่าย วิดีโอ และ facebook live โดยมีการเผยแพร่ใน 2 ช่องทาง คือ facebook และ Instagram สำหรับงานที่รับส่วนใหญ่จะเป็นงาน ถ่ายภาพคู่สินค้า 1 รูป ต่อ 1 ช่องทาง ราคาอยู่ที่ 40,000 บาท ถ้าเป็นลักษณะคลิปวิดีโอ 1 คลิป ต่อ 1 ช่องทาง ราคา 45,000 บาท ส่วนใหญ่แล้ว จะรับงานที่เป็นสัญญาระยะยาวคือ 4-6 เดือน โดยจะประกอบด้วย คลิปการใช้สินค้า 4 คลิปและรูปคู่สินค้า 12 ภาพ ราคา 300,000 บาท ต่อหนึ่งผลิตภัณฑ์ เฉลี่ยแล้วต่อเดือนก็จะมีสินค้ามาให้รีวิว 4-6 ชิ้น พูดง่ายๆ คือ ได้เงินเฉลี่ยประมาณ 1.8 ล้านบาท/เดือน รายได้ดังกล่าวเฉพาะสินค้าอาหารเสริม ครีมบำรุงผิวต่างๆ ยังไม่นับรวม เสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า กระเป๋า ที่คิดราคาภาพละ 3,000-8,000 บาท เมื่อยอดติดตามเยอะก็จะรีวิวสินค้าให้น้อยลงเพื่อสร้างมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง เพราะสามารถเรียกราคาในเรตที่สูงขึ้นได้อีก

“ลูกค้าส่วนใหญ่จะรู้สึกพึงพอใจมาก เพราะหลังจากการรีวิวไปแล้ว ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเทียบกับราคาค่าจ้าง กับ ผลตอบรับที่ได้ มีความคุ้มค่าและไม่แพงเกินไป เหมือนเป็นการบอกปากต่อปากว่าเรารีวิวแล้วยอดขายเพิ่มขึ้น จึงทำให้ในแต่ละเดือนมีหลากหลายแบรนด์เข้ามาให้รีวิวสินค้าต่อเนื่อง แต่ตรงนี้ขอออกตัวก่อนเลยว่า ไม่ได้ใช้จริงทุกชิ้น แค่ถ่ายรูปถ่ายคลิปเพื่อรีวิว” น้องแอปเปิ้ล กล่าว


อินโฟกราฟฟิคเปรียบเทียบราคาค่าจ้าง

ส่วนน้องส้ม เน็ตไอดอลสาวอีกราย วัยกระเตาะ ที่มีแฟนเพจนับล้านคนเช่นกัน เผยกับทีมข่าวฯ สั้นๆ ว่า การรับงานมี 3 แบบ คล้ายกับเน็ตไอดอลคนอื่น คือ คลิป รูป และก็ facebook live แต่เธอไม่ยอมเปิดเผยว่ามีรายได้เดือนละเท่าไร บอกแต่เพียงว่า ถ้าถ่ายรูปคู่กับสินค้า จะคิดในราคา 20,000 บาท คลิปวิดีโอ ราคา 30,000 บาท ส่วนสินค้าประเภทเสื้อผ้า จะไม่คิดเงิน เพราะว่าแลกกับของที่ได้มา ซึ่งเสื้อผ้าที่รีวิวส่วนใหญ่แบรนด์ดัง ที่คนทั่วไปนิยมซื้อใส่กันอยู่แล้ว

ส่วนน้องมะนาว เน็ตไอดอลสาวที่มีผู้ติดตามนับแสนคน บอกว่า ถ้ารีวิวผลิตภัณฑ์ครีมต่างๆ ราคารูปละ 25,000 บาท ถ้าเป็นคลิป ราคา 35,000 บาท หากเป็นสินค้าอื่นๆ เช่น ขนม เสื้อผ้า คิดรูปละ 10,000 บาท คลิปราคา 20,000 บาท ในแต่ละเดือนจะมีคนติดต่อมาประมาณ 10 ราย แต่รับงานจริงได้แค่ 3-4 รายเท่านั้น เพราะติดสัญญากับทางค่าย


หากหน้าตาดี มีคนตามเยอะ ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว
เจาะเบื้องลึกเบื้องหลัง การรับเงิน ค่าจ้าง ของไอดอลคนดัง ไม่จ่ายภาษีจริงหรือ…?

ส่วนเบื้องหลังการรับงานแต่ละชิ้นนั้น ทั้ง 3 คน พูดในทำนองเดียวกันว่า การรับงานแต่ละครั้ง จะพิจารณาถึงความปลอดภัยของสินค้าเป็นอันดับแรกว่าสินค้าได้รับการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เมื่อตกลงรายละเอียดของราคาแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือเซ็นสัญญาในการว่าจ้างพร้อมระบุข้อตกลง รูปแบบการเผยแพร่ วัน-เวลาในการชำระค่าจ้าง พร้อมทั้งส่งสินค้าและโอนเงินเข้ามาในบัญชี

โดยปกติแล้วแบรนด์ขนาดใหญ่เมื่อทำสัญญา จะมีการโอนเงินค่าจ้างและจ่ายค่าภาษีเพิ่มจากค่าจ้างให้ หรือถ้าไม่ทำสัญญา ก็จะอยู่ในลักษณะสัญญาใจ ซึ่งจะไม่มีการเสียภาษี เนื่องจากนิยมจ่ายเป็นเงินสดมากกว่า

เมื่อถามว่า เคยถูกเบี้ยวหรือไม่ เน็ตไอดอลสาว 2 คน ยอมรับว่าเคยโดนโกง จึงต้องลบผลงานดังกล่าวออก ส่วนสาเหตุที่มีงานเข้ามาเยอะนั้น เชื่อว่าได้ผลลัพธ์คุ้มค่าโดยใช้เงินไม่มาก

“ยืนยันว่า ถ้าจะมีการตรวจสอบการเสียภาษี ก็พร้อม เพราะส่วนตัวก็เสียภาษีอยู่แล้วทุกปี อย่างไรก็ตาม ฉันไม่สามารถให้ข้อมูลได้ว่าเน็ตไอดอลคนอื่นจะจ่ายเหมือนกันหรือไม่ มันแล้วแต่คน…” น้องแอปเปิ้ล กล่าว


ตัวอย่างหนังสือสัญญาว่าจ้างงาน
เน็ตไอดอล เครื่องมือใหม่ทางการตลาด เหตุไฉนจึงได้รับความนิยม ?

ด้าน คุณสุธิดา มาลัยพันธ์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารและพัฒนาสื่อดิจิตอล และอดีตผู้บริหารด้านสื่อดิจิตอลชั้นนำของประเทศไทย กล่าวกับทีมข่าวฯ ว่า เวลานักโฆษณาจะซื้อสื่อ เขาจะซื้อเพราะว่าสื่อนั้นมีผู้บริโภคตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ เราเรียกเน็ตไอดอลว่าเป็นสื่ออย่างหนึ่ง ที่มีผู้ตามหรือผู้ชมของสื่อเป็นจำนวนมากและนั่นคือกลุ่มเป้าหมายที่นักโฆษณานั้นต้องการ

เน็ตไอดอลแต่ละคนจะสร้างตัวตน และลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ทำให้กลุ่มผู้ติดตามก็แตกต่างกันออกไปด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้แบรนด์สามารถเลือกได้ว่า เน็ตไอดอลคนไหน เหมาะกับผลิตภัณฑ์อะไร เพื่อนำไปสู่การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุด

“เน็ตไอดอลมักจะสร้างความเชื่อได้เร็ว เพราะเป็นคนที่กลุ่มเป้าหมายชื่นชอบ เมื่อเกิดความเชื่อแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือการนำไปสู่การซื้อตาม agency จะคำนึงถึงเรื่องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารและพัฒนาสื่อดิจิตอล ยังย้ำว่า การใช้เน็ตไอดอลถ้าเทียบกับการใช้สื่อประเภท โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นับได้ว่า มีค่าใช้จ่ายและการลงทุนที่น้อยกว่ามาก รวมถึงยังเข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงจุด และไม่ต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพของสินค้า ตรงนี้เลยเป็นช่องทางให้สินค้าจำพวกครีมหน้าเด้งที่ไม่ได้รับมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา หรือ (อย.) ใช้เหล่าเน็ตไอดอลเป็นช่องทางในการกระจาย content ไปยังผู้บริโภค


สุธิดา มาลัยพันธ์
สื่อดิจิตอลบุกตลาดโฆษณามูลค่ากว่า 7 พันล้าน แต่ไร้การตรวจสอบการจ่ายภาษี

นอกจากนี้ อดีตผู้บริหารด้านสื่อดิจิตอลชั้นนำของประเทศไทย ยังได้เปิดเผยถึงมูลค่าในวงการโฆษณา เรียกการใช้เน็ตไอดอลโฆษณา ยังมีเงินหมุนเวียนมหาศาล มากถึง 700 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่การ google facebook line และ youtube ทำเงินมากมายมีมูลค่ารวมกันถึง 7,000 ล้านบาทต่อปี คำถามคือ การจะไปเก็บภาษีเน็ตไอดอล ก็ควรจะเก็บภาษีสื่อเหล่านี้ด้วยหรือไม่ เพราะที่ผ่านมายังไม่มีการเรียกเก็บภาษีของสื่อเหล่านี้มาก่อน

“ระหว่างเงิน 7,000 ล้าน กับ 700 รัฐบาลควรจะเรียกเก็บเงินใครก่อน แต่รัฐบาลกลับเก็บภาษีคนที่ เสียภาษี 700 ก่อน กลายเป็นว่าทุกวันนี้ google line อยู่กันอย่างสบาย และก็ไม่ยอมเก็บภาษี สิ่งเหล่านี้ยุติธรรมแล้วหรือไม่” คุณสุธิดา กล่าวอย่างน่าขบคิด

อย่างไรก็ดี เธอยังได้ฝากถึงสื่อกระแสหลักอีกว่า สิ่งสำคัญของสื่อยุคนี้ คือ ต้องทำอย่างไรให้สามารถสร้าง content ที่มีคุณค่าและแตกต่างจากสื่ออื่นๆ โดยใช้ทรัพยากรบุคคลน้อยที่สุด แต่ก็ไม่ใช่สักแต่ว่านักเขียน content อะไรก็ได้ โดยไม่ดูเลยว่าผู้อ่านคือใคร การลงทุนที่ต้นทุนต่ำกว่า แต่ได้ผลลัพธ์สูง มันสร้างความคุ้มค่ากว่าเยอะ ถ้าสื่อหลักยังไม่มีการปรับตัว อนาคตก็อาจจะลำบากขึ้นแน่นอน.


    • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

 

สรท.ฟันธงส่งออกไทยติดลบ 2%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ต.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742547

 

นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้ สรท.ยังคงยืนยันเป้าหมายมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยปีนี้ขยายตัวติดลบที่ 2% จากปีก่อน เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงจำนวนมาก ซึ่งเห็นได้จากสัปดาห์ที่ผ่านมา องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ได้เผยแพร่รายงานสถิติการค้าโลก และคาดการณ์แนวโน้มการค้าโลกปี 2560 (TRADE STATISTICS AND OUTLOOK) โดยได้ปรับลดประมาณการเติบโตของการค้าโลกในปีนี้ลงเหลือขยายตัวเพียง 1.7% จาก 2.8% ที่คาดการณ์เมื่อเดือน เม.ย.2559 ถือว่าต่ำสุดนับแต่เกิดวิกฤติการณ์เงินครั้งล่าสุดเมื่อหลายปีก่อน และยังได้ปรับลดอัตราการเติบโตในปี 2560 ลงจากเหลือ 1.8-3.1% จากเดิมคาด 3.6% เพราะปัจจัยที่ส่งผลต่อการค้าโลกในภาพรวมยังอ่อนแอ

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังไม่แน่นอน จากนโยบายการควบคุมปริมาณการผลิตของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันขนาดใหญ่, แนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ยังไม่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดการเงิน นำไปสู่ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดโลก และค่าเงินบาท, สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ และภัยจากการก่อการร้าย ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในหลายประเทศ ขณะเดียวกันยังเป็นห่วงเรื่องความสามารถในการแข่งขัน และการปรับตัวของผู้ส่งออกไทยด้านนวัตกรรม มาตรฐานสินค้า และการศึกษาความต้องการผู้บริโภค ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าการแข่งขันด้านราคาขาย “เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าจากการที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุลการค้า และเกินดุลบริการต่อเนื่อง เพราะนำเข้าลดลง ขณะนี้ภาคเอกชนยังไม่กล้าลงทุนใหม่ เพราะยังไม่มั่นใจว่ามีความต้องการเพิ่มขึ้นส่วนใดบ้าง”

นายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย หรือทีเอ็มบี กล่าวว่า มุมมอง
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีหน้ายังเติบโตได้ต่อเนื่องที่ 3.50% การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการบริโภคสินค้าคงทนเริ่มกลับมา รายได้เกษตรกรมีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่ธุรกิจการแพทย์ การขนส่งและโลจิสติกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารแปรรูปมีศักยภาพที่จะต่อยอดการพัฒนาให้ก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 และภาคการส่งออกจะกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่ระดับ 2.3% แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงความไม่แน่นอนของทิศทางการเมืองของประเทศเศรษฐกิจหลัก ที่จะส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนในภูมิภาค.

 

ถึงยุคประเทศไทยใช้หุ่นยนต์ขายเสื้อผ้า ไอ.ซี.ซี.นำร่องร้าน “แอร์โรว์-บีเอสซี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742537

 

นายบุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 200 แบรนด์ ในเครือสหกรุ๊ป เปิดเผยว่า เพื่อรองรับการเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่ยุค 4.0 บริษัทมีแผนใช้หุ่นยนต์บริการการขายตัวแรกของโลก ภายใต้ชื่อ “ดินสอ” ที่พูดตอบโต้ได้ถึง 5 ภาษา คือ ไทย จีน อังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เข้ามาให้บริการในเรื่องของการขายสินค้า แนะนำสินค้า รายการโปรโมชั่นและอื่นๆ ในร้านจำหน่ายสินค้าของกลุ่มไอ.ซี.ซี. อาทิ แอร์โรว์, เครื่องสำอางบีเอสซี (BSC Cosmetology), วาโก้ และลาคอสท์ เป็นต้น เพื่อเสริมทีมขาย และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำตลาดให้แข็งแกร่งขึ้น

ทั้งนี้ จะเริ่มประจำการให้บริการตั้งแต่เดือน พ.ย.59 นี้ นำร่องที่ร้านแอร์โรว์ สาขาเทอร์มินอล 21 ย่านอโศกก่อน จากนั้นจะทยอยส่งไปประจำการในบางสาขาของร้านแอร์โรว์ และเคาน์เตอร์เครื่องสำอางบีเอสซี ที่มีโอกาสในการทำตลาด เช่น มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ก่อนขยายเข้าไปในร้านค้าต่างๆ ในกลุ่มไอ.ซี.ซี. ตั้งเป้าภายในสิ้นปีนี้ จะส่งหุ่นยนต์ดินสอเข้าประจำการในร้านค้าประมาณ 20 ตัว เป็นหุ่นยนต์ขนาดเล็ก ราคาตัวละ 85,000 บาท 10 ตัว และหุ่นยนต์ขนาดใหญ่ ราคาตัวละไม่ถึง 1 ล้านบาท 10 ตัว เชื่อว่าการนำหุ่นยนต์บริการการขายมาเป็นผู้ช่วยพนักงานขายภายในร้านจะช่วยดึงดูดลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นและช่วยเพิ่มยอดขายต่อสาขาได้แน่นอน ซึ่งในอนาคตมีแผนเพิ่มภาษาต่างๆ โดยเฉพาะภาษาในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวีด้วย เพื่อรองรับลูกค้า

“หุ่นยนต์ดินสอถูกพัฒนาและสร้างโดยฝีมือคนไทย 100% โดยบริษัทซีที เอเชีย โรโบติกส์ จำกัด และยังเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกที่ประเทศญี่ปุ่นยอมรับและนำไปใช้ในการดูแลผู้สูงอายุ สวีเดนนำไปใช้เสิร์ฟอาหาร การใช้หุ่นยนต์ต้อนรับและให้บริการลูกค้าอย่างใกล้ชิด ณ จุดขายถือเป็นมิติใหม่ของวงการค้าปลีก”.

 

บินไทยแจงราคาเช่าเหมาลำ เยือนฮาวายของคณะ ‘บิ๊กป้อม’ เหมาะสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ต.ค. 2559 23:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742462

 

การบินไทย แจงให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำข้ามทวีป ของคณะ “บิ๊กป้อม” สู่มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ยันการเดินทางไปราชการเป็นหมู่คณะเช่าเหมาลำ มีความเหมาะสม ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย…

เมื่อวันที่ 3 ต.ค.59 นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯในฐานะสายการบินแห่งชาติ เป็นผู้ให้บริการการขนส่งทางอากาศ หรือสายการบินในระดับพรีเมี่ยม โดยให้บริการทั้งเที่ยวบินประจำตามตารางการบิน และเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) ซึ่งเป็นธุรกิจทั่วไปของสายการบิน โดยการบินไทยมีลูกค้าทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งสายการบินต่างๆ จากทั่วโลก ซึ่งในกรณีที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีซื้อบริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำของการบินไทยเดินทางไปฮอนโนลูลู มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เพื่อปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทยนั้น การบินไทยได้ดำเนินการจัดเตรียมเที่ยวบินเช่าเหมาลำตามกรอบการปฏิบัติงาน ดังนี้

1. การเดินทางครั้งนี้คิดค่าใช้จ่ายระหว่างองค์กรของรัฐต่อรัฐ ตามราคาต้นทุนซึ่งสามารถตรวจสอบได้ 2. การบินไทยมีความชำนาญให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ให้กับคณะของบุคคลสำคัญหรือคณะทัวร์ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีกำหนดการเดินทางตามความประสงค์ สามารถทำการบินได้ทั่วโลกโดยเฉพาะจุดหมายที่ไม่มีเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ 3. การบินไทยสามารถประสานในการขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้าประเทศต่างๆ ได้ 4. การบินไทยมีมาตรฐานความปลอดภัยและการบริการที่ไม่เป็นรองใครและได้รับการยอมรับในระดับสากล

ทั้งนี้ การเดินทางสู่มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เป็นการเดินทางที่ไม่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ และต้องต่อเที่ยวบินหลายครั้ง รวมทั้งเวลาในการต่อเที่ยวบินไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติภารกิจ จึงทำให้ผู้โดยสารมีทางเลือกน้อย อีกทั้งเป็นการเดินทางไปราชการเป็นหมู่คณะในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทยและมีกำหนดการแน่นอนไปยังจุดหมายที่ไม่มีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ การเดินทางด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ จึงมีความเหมาะสมกว่าเที่ยวบินพาณิชย์ (Commercial Flight) ดังนั้นค่าโดยสารเฉลี่ยต่อผู้โดยสารสำหรับเที่ยวบินเช่าเหมาลำ อาจจะสูงกว่าค่าโดยสารที่เดินทางด้วยเที่ยวบินพาณิชย์ซึ่งเป็นเรื่องปกติ

สำหรับค่าใช้จ่ายการจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำที่การบินไทยเสนอไปยังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นราคาประมาณการ ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีร้องขอ และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจเที่ยวบินเช่าเหมาลำแล้ว การบินไทยจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง.

 

หุ้นไทยปิดบวก 7.73 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,490.94 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ต.ค. 2559 17:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742312

 

หุ้นไทยวันที่ 3 ต.ค. ปิดบวก 7.73 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,490.94 จุด เปลี่ยนแปลง 0.52% มูลค่าการซื้อขาย 30,892.68 ล้านบาท …

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 3 ต.ค.59 ปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 7.73 จุด เปลี่ยนแปลง 0.52% ดัชนีอยู่ที่ 1,490.94 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 30,892.68 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

 

กรมการจัดหางาน เล็งออกระเบียบอาชีพสงวนผู้สูงอายุ สนองนโยบายรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ต.ค. 2559 17:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742112

 

‘สิงหเดช ชูอำนาจ’ อธิบดีกรมการจัดหางาน เล็งออกระเบียบจ้างงาน โดยเฉพาะอาชีพสงวนผู้สูงอายุที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมเป็นการเฉพาะ เช่น ไกด์ท้องถิ่น การเลี้ยงเด็ก และการทำขนมโบราณ สนองนโยบายรัฐ

เมื่อวันที่ 3 ต.ค.59 นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวหลังเข้าปฏิบัติหน้าที่เป็นวันแรก ว่า จะเน้นมิติใหม่ส่งเสริมการมีงานทำ โดยเฉพาะการหางานผ่านแอพพลิเคชั่นจะพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับเป็นช่องทางร้องทุกข์ ซึ่งจะต้องพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้ทันสมัยและรองรับการปฏิบัติงาน และการเตรียมรับมือสังคมผู้สูงอายุเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงแรงงาน ที่ กกจ. ต้องดำเนินการ

ทั้งนี้ จะเน้นการทำงานในท้องถิ่นตามความสมัครใจ ได้เตรียมนำรูปแบบการจ้างงานของประเทศสิงคโปร์มาศึกษา เพื่อนำมาขับเคลื่อนแนวคิด ในการออกระเบียบการจ้างงานเฉพาะของผู้สูงอายุ โดยอาจจะออกเป็นลักษณะงานและอาชีพสงวนสำหรับผู้สูงอายุที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมเป็นการเฉพาะ เช่น ไกด์ท้องถิ่น การเลี้ยงเด็ก และการทำขนมโบราณ

นายสิงหเดช กล่าวอีกว่า งานด้านต่างประเทศและการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเป็นอีกภารกิจหลักที่กรมการจัดหางานต้องเร่งจัดระบบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์และการหลอกลวงแรงงาน ส่วนการดูแลแรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยทำ ก็จะต้องดำเนินการตรวจจับอย่างต่อเนื่อง

 

‘พาณิชย์’ เผย ราคาสินค้าหมวดอาหารสูงขึ้นดันเงินเฟ้อ ก.ย. เพิ่ม 0.38%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ต.ค. 2559 14:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/741922

 

พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อ ก.ย. เพิ่ม 0.38% บวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 หลังราคาหมวดอาหารสูงขึ้น ทั้งเนื้อสัตว์ ไข่ ผัก ผลไม้ เครื่องประกอบอาหาร และอาหารบริโภคใน-นอกบ้าน คาดทั้งปีโตตามเป้า 0.0-1.0% เตรียมปรับตะกร้าสินค้าที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อใหม่ ลดเหลือ 300 รายการจากเดิม 450 รายการ

เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 59 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือน ก.ย. 59 เท่ากับ 106.68 เพิ่มขึ้น 0.04% เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค. 59 และเพิ่มขึ้น 0.38% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย. 58 เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน นับจากเดือน เม.ย. 59 ที่เพิ่มขึ้น 0.07% ส่วนเฉลี่ย 9 เดือนของปี 59 (เดือน ม.ค.-ก.ย.) เพิ่มขึ้น 0.02% ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่พลิกกลับมาเป็นบวกเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือน ม.ค. 58

สำหรับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น 0.38% มาจากการสูงขึ้นของดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 1.47% จากการสูงขึ้นของราคาเนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ 1.35%, ไข่และผลิตภัณฑ์นม 1.85% ผักสด 1.61% ผลไม้สด 6.78%, เครื่องประกอบอาหาร 1.42%, เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 0.43% อาหารบริโภคในบ้าน 1% อาหารบริโภคนอกบ้าน 1.07% แต่ข้าวแป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง ราคาลดลง 0.58%

ขณะที่ หมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ลดลง 0.24% จากการลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 2.58%, ค่าโดยสารสาธารณะ 0.18% การสื่อสาร 0.03% หมวดเคหสถาน 1.16% แต่เครื่องนุ่งห่มและรองเท้า เพิ่ม 0.20% การรักษาและบริการส่วนบุคคล เพิ่ม 0.71% การบันเทิง การอ่าน การศึกษา เพิ่ม 0.52% ยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เพิ่ม 13% ตามการปรับขึ้นค่าแสตมป์ยาสูบ

น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวต่อถึงแนวโน้มเงินเฟ้อในเดือนต่อๆ ไปว่า จะขยายตัวเพิ่มขึ้น หลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และความต้องการเริ่มสูงขึ้นในช่วงปลายปี ประกอบกับ ภาครัฐมีนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อภาคครัวเรือน ที่จะทำให้มีการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น แต่ตัวเลขทั้งปี 59 ยังคงประเมินที่ 0.0-1.0% บนสมมติฐานการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย จะเติบโตที่ 2.8-3.8% ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีที่ 35-45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยทั้งปีที่ 35-37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์มีแผนจะปรับฐานสินค้าที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อใหม่ จากเดิมที่มีทั้งหมด 450 รายการ โดยจะพิจารณาปรับลดลงเหลือประมาณ 300 รายการ เพื่อให้สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด เพราะสินค้าบางรายการไม่ควรอยู่ในตะกร้าที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อแล้ว เช่น บานพับ หรือบางรายการเก็บมากไป เช่น ตะปู เก็บสถิติหลายขนาด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานวิชาการอื่นๆ เพื่อกำหนดรายการสินค้า