ไมโครซอฟท์จับมือ ก.แรงงาน ทำโปรแกรมพัฒนาเยาวชนไทยด้านไอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ต.ค. 2559 15:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743131

 

(ภาพจากประทรวงแรงงาน)

กระทรวงแรงงานจับมือ ไมโครซอฟท์ พัฒนาจ้างงานยุคดิจิตอล ตั้งเป้าสร้างอาชีพกลุ่มเยาวชน 10 ล้านคน เรียนรู้ทักษะทางด้านภาษา การกรอกใบสมัครงาน การสัมภาษณ์งาน มุ่งเปลี่ยนจากการเป็นผู้ใช้งาน เป็นนักพัฒนาด้านไอที…

วันที่ 4 ต.ค. ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวหลังหารือร่วมกับ นางสุภารัตน์ จูระมงคล ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมเพื่อชุมชน บริษัทไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ถึงความร่วมมือในการส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้รับโอกาสในการจ้างงานที่มีคุณค่าสูงในยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิตอล ว่า รัฐบาลมีนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และสังคม เพื่อให้ประเทศไทยโดยรวมมีความสามารถในการแข่งขันทัดเทียมนานาประเทศในโลกยุคใหม่และเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงได้ร่วมมือกับมูลนิธิไมโครซอฟท์เพื่อสังคม ในการจัดทำโปรแกรมออนไลน์ที่เรียกว่า Microsoft M-Powered เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนและวัยแรงงานใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด นำไปสู่การพัฒนาการจ้างงานในยุคดิจิตอล

ม.ล.ปุณฑริก กล่าวว่า โปรแกรมออนไลน์ Microsoft M-Powered จะเป็นการแนะแนวโลกอาชีพมากกว่า 2,500 หลักสูตร มีเป้าหมายให้เยาวชนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะด้านไอที มุ่งเปลี่ยนจากการเป็นผู้ใช้งาน เป็นนักพัฒนา สร้างรายได้ เป็นอาชีพอิสระมากขึ้น ลดการผูกขาดการทำงานในสถานประกอบการ และการพึ่งพานายจ้างโดยมีเป้าหมายกับเยาวชนไทย อายุ 15-24 ปี ที่มีสัดส่วน 1 ใน 3 ของประชากรแรงงานทั้งหมด หรือประมาณ 10 ล้านคนให้ได้รับการพัฒนาเรื่องของภาษา เทคโนโลยี โดยทาง ไมโครซอฟท์ จะเป็นผู้ลงทุนด้านโปรแกรมให้ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับประโยชน์ ได้แก่ การจัดหางาน การเรียนออนไลน์ การสมัครงาน การประกอบอาชีพอิสระ และอาชีพที่เกี่ยวกับสังคม โดยจะเริ่มให้บริการต้นปี 2560


ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน

“ไมโครซอฟท์ ได้พัฒนาโปรแกรมด้านอาชีพ ที่หลากหลายให้กับเยาวชนได้เข้าไปใช้ประโยชน์ในเรื่องการจัดหางาน การเรียนรู้ออนไลน์ การสมัครงาน การประกอบอาชีพอิสระ และการติดต่อสื่อสารทางสังคม จะช่วยให้เยาวชนที่กำลังหางานทำ กำลังทำงานอยู่แล้ว เยาวชนที่ทำงานนอกระบบ รวมทั้งเยาวชนที่อยู่ระหว่างการศึกษาได้เข้าถึงการเรียนรู้ข้อมูลองค์ความรู้ ตลอดจนแนวโน้มด้านอาชีพในโลกแห่งอนาคต ซึ่งการเรียนรู้ออนไลน์ อาทิ การเรียนทักษะทางด้านภาษา การกรอกใบสมัครงาน การสัมภาษณ์งาน การขายสินค้าออนไลน์” ม.ล.ปุณฑริก กล่าว.

 

เงินเฟ้อทั่วไปฟื้นตัวต่อเนื่อง เดือนกันยายนอยู่ที่ 0.38%YOY

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 4 ต.ค. 2559 13:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742906

 

Key point

– อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกันยายนอยู่ที่ 0.38%YOY เพิ่มขึ้นจาก 0.29%YOY ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงมาอยู่ที่ 0.75%YOY จาก 0.79%YOY ในเดือนก่อนหน้า

– ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นยังคงเป็นราคาอาหารสด โดยราคาผลไม้สดเพิ่มขึ้น 7%YOY ผักสด 2%YOY ไข่และผลิตภัณฑ์นม 2% รวมถึงราคาหมวดพลังงานที่ติดลบน้อยลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานราคาน้ำมันที่ต่ำในช่วงปลายปีก่อน

– ราคาค่าไฟ Ft ที่ปรับลดลง ยังคงกดดันให้ราคาหมวดที่อยู่อาศัยที่มีสัดส่วนกว่า 24% เป็นลบ และทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลง

Implication

– อีไอซี มองว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2016 มาอยู่ที่ 0.4%YOY ตามแนวโน้มราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

– ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวหลังประเทศสมาชิกในกลุ่ม OPEC ได้บรรลุข้อตกลงลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบลง ซึ่งจะบรรเทาปัญหาอุปทานส่วนเกินบางส่วน และช่วยพยุงราคาน้ำมันให้ฟื้นตัวได้ต่อไป

– อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ลดลง สะท้อนอุปสงค์ในประเทศที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ผู้ขายไม่ได้ปรับราคาสินค้าขึ้นมากนัก ทั้งนี้ อีไอซีมองว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะยังคงทรงตัวต่อไป ส่งผลให้ทั้งปี 2016 อยู่ที่ 0.8%YOY


นกแอร์ แจงเที่ยวบินล่าช้า 26 ก.ย.-2ต.ค. ชี้อากาศแปรปรวน-ปัญหาทางเทคนิค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ต.ค. 2559 10:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742886

 

ภาพจากเฟซบุ๊ก NoK Air

นกแอร์ ชี้แจง เหตุเที่ยวบินล่าช้าในช่วงวันที่ 26 ก.ย.-2 ต.ค.ที่ผ่านมา เพราะในหลายพื้นที่สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำการบิน และปัญหาทางเทคนิคของอากาศยาน เพื่อความปลอดภัยสูงสุด จึงต้องปฏิบัติตามระเบียบการบินมาตรฐานสากล…

เมื่อวันที่ 3 ต.ค.2559 นกแอร์ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจง กรณีเที่ยวบินมีความล่าช้าในช่วงระหว่างวันที่ 26 ก.ย.-2 ต.ค.2559 ว่า สายการบินนกแอร์ใคร่ขออภัยผู้โดยสารทุกท่าน จากเหตุเที่ยวบินล่าช้าในช่วงระหว่างวันที่ 26 กันยายน ถึง 2 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยสาเหตุเนื่องมาจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำการบินในหลายพื้นที่ กอปรกับปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อยที่เกิดขึ้นกับอากาศยาน ดังนั้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้โดยสาร ทางสายการบินฯ จึงต้องดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติการการบิน ซึ่งเป็นขั้นตอนตามมาตรฐานสากล และเป็นสาเหตุให้เกิดความล่าช้าต่อเที่ยวบินในช่วงที่ผ่านมา นกแอร์ใคร่ขออภัยอีกครั้งในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้.

 

ศุลกากรไล่ล่าชิปปิ้งโกงภาษี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ต.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742586

 

ลั่นพบทุจริตจริงถอนใบอนุญาตห้ามรับงานอีก

กรมศุลกากร ไล่ล่าชิปปิ้งโกงภาษี สั่งขึ้นบัญชีดำ 30 วัน หากตรวจสอบพบกระทำผิดจริง ประกาศยกเลิกเป็นชิปปิ้งทันที ทั้งบุคคล และนิติบุคคล พร้อมเร่งขันน็อตคุมสินค้านำเข้า 8 รายการ และคุม 5 ด่านสำคัญ ป้องกันเจ้าหน้าที่โกง

นายกุลิศ สมบัติศิริ เปิดเผยว่า ภายในเดือน ต.ค.นี้ กรมศุลกากรจะขึ้นทะเบียนตัวแทนออกของ หรือชิปปิ้ง ที่มีอยู่ประมาณ 10,000 รายทั่วประเทศให้เสร็จเรียบร้อย เพื่อนำรายชื่อของชิปปิ้ง ซึ่งมีทั้งประเภทบุคคล และนิติบุคคลมาประเมินความเสี่ยงว่า ชิปปิ้งรายใดมีความเสี่ยงที่จะกระทำความผิดกฎหมายศุลกากร เช่น การสำแดงราคา หรือแจ้งจำนวนสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริง แก้ไข หรือปลอมแปลงเอกสาร เป็นต้น

โดยหากพบว่ามีการทุจริต หรือกระทำผิดกฎหมายศุลกากรจะสั่งห้ามทำธุรกิจใดๆกับกรมศุลกากร หรือขึ้นบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) เป็นระยะเวลา 30 วัน เพื่อรอผลการตรวจสอบจากสำนักงานบริหารกลางของกรมศุลกากร หากตรวจสอบแล้ว พบว่ากระทำความผิดจริง กรมศุลกากรจะประกาศยกเลิกการเป็นชิปปิ้ง หรือถอนใบอนุญาตการเป็นชิปปิ้งทันที และหากผู้กระทำผิดมีรายชื่อเป็นกรรมการของบริษัทนิติบุคคล จะขึ้นแบล็กลิสต์ ห้ามผู้มีรายชื่อในบริษัทนั้นๆทำพิธีการใดๆกับกรมศุลกากรอีกต่อไปเช่นกัน ที่ผ่านมา กรมศุลกากรยังไม่เคยลงโทษชิปปิ้งในลักษณะนี้เลย

“ที่ผ่านมา กรมศุลกากรประสบปัญหาเรื่องการรับเงินใต้โต๊ะจากภาคเอกชน โดยมีชิปปิ้งตัวกลางในการเจรจาต่อรองราคา เพื่อให้เกิดความสมยอมระหว่างเจ้าหน้าที่กับบริษัทเอกชน ดังนั้น หากเราสามารถควบคุมชิปปิ้งให้อยู่ในกฎ กติกาที่ถูกต้อง และมีความโปร่งใส เชื่อว่าปัญหาการทุจริตจะลดลง หรือหมดไปจากกรมศุลกากรอย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ ในปัจจุบันผู้ประกอบการชิปปิ้งทั่วประเทศ มีประมาณ 10,000 ราย ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นชิปปิ้งอิสระ หรือบุคคลธรรมดา โดยมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หรือไม่เกิน 200 ราย เป็นบริษัทชิปปิ้งขนาดใหญ่ และขนาดกลาง โดยเป็นบริษัทชิปปิ้งรายใหญ่ 15-16 ราย และบริษัทขนาดกลางอีก 150 ราย ซึ่งบริษัทชิปปิ้งรายใหญ่ กรมศุลกากรไม่ห่วงพฤติกรรมที่ไม่ดี แต่สิ่งที่ต้องติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดคือ ชิปปิ้งประเภทบุคคล และบริษัทชิปปิ้งขนาดกลาง เพราะยอมรับว่าทั้ง 2 กลุ่มนี้มีความเสี่ยงในเรื่องการทุจริตมากที่สุด

นายกุลิศกล่าวต่อว่า ในปีงบประมาณ 60 ที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.59-30 ก.ย.60 กรมศุลกากรตั้งเป้าหมายจัดเก็บรายได้ให้ตรงตามประมาณการ ที่ได้รับมอบจากกระทรวงการคลัง โดยในปีงบประมาณ 60 ตั้งเป้าหมายจัดเก็บรายได้ 120,500 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 59 ได้รับมอบหมายจัดเก็บรายได้ในครั้งแรก 120,000 ล้านบาท ต่อมากระทรวงการคลังได้ปรับลดลงเหลือ 114,000 ล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ผลการจัดเก็บรายได้จริงอยู่ที่ 111,000 ล้านบาท หรือต่ำกว่าประมาณการที่ปรับปรุงใหม่เพียง 3,000 ล้านบาท ดังนั้น ในปีงบประมาณใหม่นี้ กรมจะยึดเป้าหมายจัดเก็บรายได้ 120,500 ล้านบาท โดยไม่ปรับลดประมาณการรายได้ลง

นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 60 กรมศุลกากรจะให้ความสำคัญและเข้มงวดกับสินค้านำเข้า 8 รายการ ประกอบด้วย 1.ยานยนต์ 2.เหล็ก 3.ผลิตภัณฑ์จากเหล็ก 4.เครื่องใช้ไฟฟ้า 5.เวชภัณฑ์ 6.พลาสติก 7.เครื่องจักร และ 8.สินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงสุด และมีโอกาสเสียภาษีไม่ครบถ้วน ส่อให้เกิดการทุจริตได้ง่าย และยังจะให้ความสำคัญกับด่าน 5 แห่ง ประกอบด้วย 1.ด่านแหลมฉบัง 2.ด่านท่าเรือกรุงเทพฯ 3.ด่านลาดกระบัง 4.สำนักงานศุลกากรกรุงเทพฯ และ 5.ด่านตรวจสินค้าสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งครอบคลุมสินค้านำเข้าจากต่างประเทศถึง 92% ซึ่งหากเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี และการตรวจสอบสินค้านำเข้าจากต่างประเทศให้มากขึ้น เชื่อมั่นว่า ผลการจัดเก็บรายได้ของกรมศุลกากรในปีนี้จะได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการขานรับนโยบายการพัฒนาประเทศเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล กรมศุลกากรจะนำสินค้าที่เกี่ยวข้องกับนโยบายดังกล่าวของรัฐบาล เช่น หุ่นยนต์ สินค้าไบโอชีวภาพ รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น มาจัดกลุ่มให้ถูกต้อง และสอดคล้องกับนโยบายดังกล่าวของรัฐบาล โดยจะนำพิกัดอัตราภาษีศุลกากรขององค์การการค้าโลก (ดับบลิวยูทีโอ) และเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) มาเป็นตัวเปรียบเทียบ เพื่อพิจารณาอัตราภาษี จากปัจจุบันสินค้าเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าเบ็ดเตล็ด และเสียภาษีแบบเหมารวม เพราะที่ผ่านมา ไทยยังนำเข้าจากต่างประเทศไม่มากนัก ซึ่งการจัดกลุ่มใหม่จะทำให้อัตราภาษีที่กรมศุลกากรจะจัดเก็บ จะต่ำกว่าดับบลิวยูทีโอและอาฟต้า เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรม 4.0 ของไทย

“กรมศุลฯ ต้องทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งอัตราภาษีที่เราจะเรียกเก็บจากสินค้านำเข้ากลุ่มนี้ ต้องช่วยให้เกิดอุตสาหกรรมภายในประเทศ ทั้งการนำเข้าแบบสำเร็จรูปและชิ้นส่วน นอกจากนี้ ยังจะตั้งฟรีโซน หรือคลังสินค้าทัณฑ์บน เพื่อลดภาระต้นทุน และสนับสนุนงานด้านการวิจัยด้วย”

นายกุลิศกล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณ 60 กรมศุลกากรยังจะเร่งผลักดันงบลงทุนให้ได้ 89% ของงบลงทุนทั้งหมด โดยเฉพาะงบลงทุนในการปรับปรุงด่าน และสร้างด่านศุลกากรแห่งใหม่ ลงทุนติดตั้งเครื่องเอกซเรย์และกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในอนาคต รวมถึงการเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานทั้ง 36 แห่งด้วยระบบเอ็นเอสดับบลิว (National Single Window : NSW) โดยรวมงานมาไว้ที่เดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ส่งออกและนำเข้า.

 

“บิ๊กตู่” กล่อมเทสโก้อังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ต.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742582

 

ขนสินค้าเกษตรไทยไปขายในห้างทั่วโลก

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลัง นายมาร์ค กานิเยร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของอังกฤษ นำคณะสมาชิกสภาผู้นำธุรกิจไทย-อังกฤษ เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า นายกรัฐมนตรีได้ชักชวนให้ทางนักธุรกิจอังกฤษมาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจร่วมกันในหลายกิจการ ซึ่งในคณะที่เข้าพบมีผู้บริหารของบริษัทเทสโก้ บริษัทค้าปลีกชั้นนำของอังกฤษ ฝ่ายไทยจึงชักชวนให้ทำโครงการกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม หรือซีเอสอาร์ ในลักษณะนำสินค้าของเกษตรกรไทยไปจำหน่ายในห้าง เป็นการทำสิ่งดีๆร่วมกับชนบทผ่านทางกลไกประชารัฐ แทนที่จะเปิดร้านค้าแล้วถูกต่อต้านให้ร่วมทำกิจกรรมกับชาวบ้านแทน ซึ่งประเทศไทยสามารถเป็นแหล่งสนับสนุนสินค้าเกษตรให้ไปจำหน่ายในห้างเทสโก้ได้ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันสินค้า เกษตรของไทยก็จำหน่ายไปทั่วโลกอยู่แล้ว ขณะที่ผู้บริหารของบริษัทโรลส์รอยซ์ สนใจที่จะเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิตศูนย์ซ่อม และการวิจัยและพัฒนา ซึ่งต้องเร่งหารือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการสมาชิกฝ่ายไทย และฝ่ายสหราชอาณาจักร 13 องค์กร เพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือของภาคเอกชนในการเพิ่มการค้า การลงทุนระหว่างกัน ซึ่งสมาชิกทั้ง 2 ฝ่ายจะนำผลสรุปจากการประชุมครั้งนี้

เสนอต่อรัฐบาลของตนเอง เพื่อปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ ข้อบังคับ เพื่อให้การค้า การลงทุนเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยสหราชอาณาจักรได้ขอให้รัฐบาลไทยพิจารณา 4 ประเด็นหลัก ซึ่งคณะกรรมการจะนำเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป พร้อมกันนี้ ภาคเอกชนของทั้ง 2 ฝ่าย ได้เจรจาธุรกิจระหว่างกัน นำโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัทโรลส์-รอยซ์ เป็นต้น.

 

สั่งหาช่องระดมทุนให้ “สตาร์ท อัพ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ต.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742576

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้เดินทางมาหารือและมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยนายสมคิด กล่าวหลังมอบนโยบายว่า ได้ให้แนวคิดการทำตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุนที่ตอบสนองอุตสาหกรรมใหม่ ที่ภาครัฐต้องการผลักดันให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจด้านนวัตกรรมเช่น ธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยให้ ก.ล.ต.ช่องทางเพื่อรองรับการระดมทุนของธุรกิจสตาร์ทอัพ รวมทั้งให้การสนับสนุนด้านอื่น เช่น การจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์แคปปิตอล) และแองเจิ้ลฟันด์

“ปัจจุบันบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาด SET และตลาด mai ถูกยกระดับให้มีขนาดใหญ่ขึ้น โดย mai ต้องมีทุนจดทะเบียนสูงถึง 50 ล้านบาท ซึ่งใหญ่กว่าสตาร์ทอัพ ดังนั้น ก.ล.ต.ควรหาช่องทางสนับสนุนสตาร์ทอัพให้ตรงจุด เนื่องจากสตาร์ทอัพมีทุนต่ำและมีความเสี่ยงสูง กฎเกณฑ์ต้องไม่เข้มข้นหรือปล่อยให้มีความเสี่ยงจนเกินไป และต้องรู้วิธีการกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยขอให้ ก.ล.ต.เป็นแกนหลัก ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ สร้างความชัดเจนเรื่องช่องทางตลาดรองรับการระดมทุนของสตาร์ทอัพให้เสร็จภายใน 3 เดือนหรือสิ้นปีนี้ เพื่อใช้งานได้ในช่วงปีใหม่”

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ รมว.คลังไปจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลด้านตลาดเงินตลาดทุนคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ตลาดหลักทรัพย์ สำนักงาน ก.ล.ต., สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อพบปะหารือและคิดสิ่งใหม่ในการพัฒนาการเงินการคลังของประเทศ รวมถึงการเตรียมการรองรับปรับตัว เช่น กระแสฟินเทคจะมีผลต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างไร

ขณะที่นายสุรงค์ บูลกุล นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย กล่าวว่า แนวคิดการช่วยสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพตามนโยบายของนายสมคิดนั้น ตลาดหลักทรัพย์ได้นำเสนอแนวคิดพี่ช่วยน้อง โดยให้บริษัทขนาดใหญ่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือธุรกิจ Start Up ซึ่งประเมินว่าปัจจุบันธุรกิจเดิมของไทยยังไม่แข็งแรงมากนักที่จะประคองธุรกิจใหม่ ดังนั้นต้องรักษาธุรกิจเดิม และสร้างธุรกิจใหม่ไปพร้อมกันด้วย.

 

เกษตรแก้หนี้นอกระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ต.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742572

 

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในฐานะประธานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจนที่มีปัญหาจะสูญเสียสิทธิ์ในที่ดินปี 2559 ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ว่า ขณะนี้กำลังเร่งช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นหนี้นอกระบบหรือเกษตรกรที่เป็นหนี้ในระบบแต่เสียดอกเบี้ยสูง โดยใช้เงินช่วยเหลือของกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจนของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน มาช่วยเหลือด้านเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ 3% ต่อปี ทั้งนี้จะช่วยเหลือเกษตรกรผ่านการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน (อชก.) ทั้งประเทศ ราว 1,139 ราย วงเงิน 525.91 ล้านบาท

ด้านนายสถิตย์พงษ์ สุดชูเกียรติ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน กล่าวว่า สถาบันจะไถ่ถอนที่ดินจากนายทุนแทนเกษตรกรก่อน เพื่อให้เกษตรกรกลับมามีสิทธิ์ในที่ดินแปลงนั้น และนำที่ดินมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำอีกที ในอัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี วงเงินไม่เกิน 800,000 บาทต่อราย มีระยะเวลาชำระคืนสูงสุด 30 ปี จากปกติประมาณ 10-20 ปี หากเกษตรกรสูญเสียที่ดินแล้วจะซื้อที่ดินคืนให้แก่เกษตรกรจากนายทุนในราคาที่ตกลงกันได้ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยไกล่เกลี่ยเจรจาให้เกิดความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย.

 

“ดอยซ์แบงก์” ป่วนโลก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ต.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742567

 

ธปท.ตรวจเข้มธุรกรรมธนาคารพาณิชย์

ธปท. เกาะติดสถานการณ์ดอยซ์แบงก์ เผชิญวิกฤติ ชี้ธุรกรรมธนาคารพาณิชย์ไทย ที่มีกับดอยซ์แบงก์ไม่ซับซ้อน มีการันตีความเสียหายที่เกิดขึ้นระดับหนึ่ง พร้อมประสานงานไปยังอีซีบีตลอดเวลา ขณะที่ อีซีบีชี้สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่ถึงทางตัน สำนักข่าวต่างประเทศ เผยล่าสุดต้องจ่ายค่าปรับเพียง 5,400 ล้านเหรียญ

นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงข่าว Department of Justice (DOJ) ของสหรัฐฯ ตัดสินเรียกค่าปรับธนาคารดอยซ์แบงก์ (Deutsche Bank-DB) ธนาคารขนาดใหญ่ของโลก รวม 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากกรณี เกิดปัญหาซับไพรม์ ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2551 จนส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลก ขาดความเชื่อมั่นและราคาหุ้นของดอยซ์แบงก์ ตกลงอย่างมาก ทั้งในตลาดยุโรปและสหรัฐฯขณะที่มีความกังวลถึงการลุกลามของปัญหาระบบธนาคารพาณิชย์ จากปัญหาความมั่นคงของฐานะการเงินดอยซ์แบงก์ ว่า ธปท.ได้ให้ความสำคัญ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ธปท.ยังได้พิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดกับระบบสถาบันการเงินทั่วโลก และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสถาบันการเงินไทย ที่พบว่าธุรกรรมการเงินที่ดอยซ์แบงก์ ทำกับระบบธนาคารพาณิชย์ของไทย ส่วนใหญ่เป็นการทำธุรกรรมเพื่อให้เกิดสภาพคล่องของเงินตราต่างประเทศ ในลักษณะที่เป็นตราสารอนุพันธ์ที่ไม่ซับซ้อน และหากดอยซ์แบงก์ประสบปัญหาการทำธุรกรรม ซึ่งทำกับสถาบันการเงินไทย ก็ยังมีข้อตกลงที่ต้องวางหลักประกันการทำธุรกรรมในระดับหนึ่ง เพื่อจำกัดความเสียหายต่อคู่สัญญา ซึ่ง ธปท.และระบบสถาบันการเงินไทย จะติดตามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด

“ธปท.ได้ประสานงานกับธนาคารกลางสหภาพยุโรป (ECB) ที่เป็นผู้กำกับดูแลดอยซ์แบงก์โดยตรง โดยได้รับคำตอบว่า ฐานะและสภาพคล่องขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วง เพียงแต่รายได้อาจไม่เป็นไปตามแผนที่คาดไว้ ซึ่งดอยซ์แบงก์ยังมีสภาพคล่องในระดับสูง และมีความเป็นไปได้ว่าค่าปรับที่ดอยซ์แบงก์ ต้องจ่ายให้กับสหรัฐฯ จะไม่สูงเท่าตัวเลขที่เป็นข่าวออกมา”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดอยซ์แบงก์ มีผลการดำเนินงานขาดทุนติดต่อกันมาตลอดช่วงเวลาของการที่เยอรมนี เข้าไปช่วยเหลือทางการเงิน แก่ประเทศที่เกิดสภาวะเศรษฐกิจเปราะบางในอิตาลี โปรตุเกส ไอซ์แลนด์ กรีซ และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา พบว่าผลการดำเนินงานปี 2558 ขาดทุนสูงถึง 6,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 240,000 ล้านบาท (40 บาท/ยูโร) ทำให้ต้องปรับโครงสร้างธุรกิจ ลดขนาดของธนาคารลง และปิดกิจการใน 10 ประเทศ พร้อมปรับลดพนักงานทั่วโลกลง เริ่มจาก 15,000 คน จนถึง 35,000 คน ล่าสุดก็มีปัญหากับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บค่าปรับสูงถึง 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 484,800 ล้านบาท (34.63 เหรียญ/บาท) ในข้อหาจำหน่ายหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจดจำนอง เป็นต้น

ล่าสุด เมื่อวานนี้ (3 ต.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ดอยซ์แบงก์ ใกล้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการจ่ายค่าปรับดังกล่าวเหลือเพียง 5,400 ล้านเหรียญ หรือเพียง 187,000 ล้านบาท เพื่อยุติการสอบสวนในคดีดังกล่าวกับสหรัฐฯแล้ว ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของเยอรมนี ไม่ว่าจะเป็นซีเมนส์ เดมเลอร์ มิวนิครี บีเอเอสเอฟ ต่างออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าดอยซ์แบงก์ จะสามารถก้าวผ่านวิกฤตการณ์ทางการเงินในครั้งนี้ไปได้ด้วยความแข็งแกร่ง.

 

ทริสเรทติ้งการันตีหุ้น “บีดีเอ็มเอส”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ต.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742562

 

ผู้สื่อข่าวรายงาน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ออกแถลงการณ์ว่า การซื้อสินทรัพย์โครงการปาร์คนายเลิศ ไม่กระทบอันดับเครดิตของบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS หลังจากเมื่อวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา BDMS ระบุว่า จะซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในบริเวณโครงการปาร์คนายเลิศ มูลค่า 10,800 ล้านบาท ซึ่งทริสเรทติ้งเห็นว่าการทำธุรกรรม ไม่มีผลกระทบต่ออันดับเครดิตที่ระดับ “AA-” ของบริษัท ทั้งนี้ บริษัทได้วางแผนพัฒนาที่ดินให้เป็นโครงการศูนย์สุขภาพครบวงจร ภายใต้ชื่อ “BDMS Wellness Clinic” ใช้งบลงทุน 2,000 ล้านบาท และธุรกรรมดังกล่าวจะดำเนินการแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 2 ปี 2560

ทริสเรทติ้งยังได้ระบุว่า ธุรกรรมดังกล่าว มีมูลค่าคิดเป็น 12.5% ของสินทรัพย์รวมของบริษัท โดยพิจารณาจากงบการเงินรวมของบริษัท ณ สิ้นงวดวันที่ 30 มิ.ย. เมื่อพิจารณาถึงระดับหนี้สินปัจจุบันของบริษัทที่อยู่ในระดับไม่สูงมาก โดยอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนหลังรวมหนี้ก้อนใหม่ ที่จะเกิดขึ้นจากธุรกรรมอยู่ที่ 40% ยังคงต่ำกว่าประมาณการของทริสเรทติ้ง ที่ระดับ 45% ทริสเรทติ้งเห็นว่าศูนย์สุขภาพครบวงจร BDMS Wellness Clinic จะช่วยเสริมธุรกิจการให้บริการทางการแพทย์ ที่บริษัทให้บริการอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งประโยชน์จากโครงการจะช่วยขยายความสามารถการให้บริการทางการแพทย์รองรับความต้องการในด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย การฟื้นฟูสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ศูนย์สุขภาพครบวงจรนี้ถือเป็นธุรกิจใหม่สำหรับบริษัท ซึ่งการเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ และรายได้ตลอดจนการทำกำไรอาจล่าช้ากว่าที่คาดไว้ อัตรากำไรจากการดำเนินงานของบริษัท ใน 2 ปีข้างหน้า อาจได้รับผลกระทบ คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ระดับ 21%-22% และปัจจุบัน ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันของ BDMS ที่ระดับ “AA-” ด้วยแนวโน้ม “Stable” หรือ “คงที่”.

 

ค่าธรรมเนียมทีวีดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742561

 

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีมติอนุมัติร่างประกาศ หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมรายปีเข้ากองทุนวิจัย และพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. …(กองทุนกทปส.) และจะเสนอต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) กสทช.เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลบังคับใช้ในการจัดเก็บเงินจากรายได้ในปี 2560 ซึ่งผู้รับใบอนุญาตต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีในไตรมาส 3 ปี 2561

สำหรับการจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมรายปีเข้ากองทุน กทปส.จัดเก็บแบบขั้นบันไดของรายได้ แบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่ 1.รายได้ 0-5 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 0.50% ของรายได้ 2.รายได้ส่วนที่เกิน 5 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 50 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 0.75% 3.รายได้ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 1% 4.รายได้ส่วนที่เกิน 500 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 1.75% 5.รายได้ส่วนที่เกิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ค่าธรรมเนียม 2% ซึ่งผู้รับใบอนุญาตรายใดที่มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับประกาศ หลักเกณฑ์การเผยแพร่ กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการทั่วไป (มัสต์แครี่) สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนกับค่าธรรมเนียมใบอนุญาต นำส่งเข้ากองทุน กทปส.ได้.