“โทฟุซัง” ยิ้มรับเทศกาลกินเจ เปิดตัวนมถั่วเหลืองออแกนิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ต.ค. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743712

 

นายสุรนาม พานิชการ กรรมการผู้จัดการบริษัทโทฟุซัง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายนมถั่วเหลืองจากถั่วเหลืองแท้ 100% ยี่ห้อ “โทฟุซัง” เปิดเผยว่า จากความนิยมของผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น และรับประทานอาหารเจมากขึ้นในช่วงเทศกาลกินเจ ส่งผลให้ยอดขายของโทฟุงซังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงก่อนเข้าเทศกาลกินเจ โดยตั้งเป้าว่ายอดขายช่วง 15 วันนี้จะเพิ่มขึ้นจากยอดขายปกติ 30-40% ประกอบกับบริษัทได้ผลิตนมถั่วเหลืองจากถั่วเหลืองออแกนิก 4 รสชาติใหม่ ได้แก่ รสดั้งเดิมผสมฟองเต้าหู้, สูตรผสมงาดำงาขาว, รสหวานน้อย และรสจืด ที่สำคัญปลอดสารเคมี ไม่ผสมน้ำมัน ไม่ผสมนมผง และไม่ใส่วัตถุกันเสีย เพื่อเอาใจคนรักสุขภาพ เพื่อออกขายในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ด้วย โดยวางขายที่ห้างเทสโก้ โลตัส, บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, เดอะมอลล์, แม็กซ์แวลู, โกลเด้น มาร์เก็ต, เลมอน ฟาร์ม เป็นต้น

“โทฟุซังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในช่วงเทศกาลกินเจ เพราะถั่วเหลืองผ่านกรรมการวิธีคั้นสด 100% ปลูกโดยวิธีเกษตรอินทรีย์ออแกนิก ผู้บริโภคจะได้สารอาหารที่มีประโยชน์สูงกว่า เนื่องจากคุณค่าทางโภชนาการยังคงสมบูรณ์ ทำให้ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อผู้บริโภค โดยตั้งแต่โทฟุซังได้ผลิตนมถั่วเหลืองจากถั่วเหลืองออแกนิกในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดีแม้ราคาขายจะสูงกว่าโทฟุซังที่ผลิตจากนมถั่วเหลืองปกติถึง 15% แต่ลูกค้ายอมจ่ายมากขึ้นเพื่อสุขภาพ”.

 

คุ้ยเบื้องลึก Call ขายประกัน ข้อมูลคนไทยซื้อง่าย ช่างด้อยราคา!? (ฟังคลิป​)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743421

 

กรี๊งๆ “สวัสดีครับ (ค่ะ) คุณ #$%^$$% … ตอนนี้เรามีโปรโมชั่นพิเศษที่เป็นกรมธรรม์สำหรับคุณที่เป็นลูกค้าชั้นดี ไม่เคยมีประวัติ บลาๆ”

เบื่อมั้ย…รำคาญ หรือเปล่า กับปลายสายโทรขายประกัน หรือบัตรเครดิต จากธนาคาร และบริษัทประกันภัย ที่มักโทรหาไม่เป็นเวล่ำเวลา แล้วก็เสนอขายแพ็กเกจต่างๆ มากมาย ซึ่งในบางครั้งคนที่โทรหาก็พูดดีมีหลักการ แต่ในบางคราก็เจอแบบแปลกๆ ตีเนียนจนผู้รับสายอย่าง “อาสาม ไทม์แมชชีน” แห่ง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ต้องมึนปนกับฮา ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น ลองฟังกันดูกับคลิปด้านล่างนี้

เมื่อได้ฟังกันแล้ว รู้สึกอย่างไรกันบ้าง ตั้งข้อสังเกตกันหรือไม่ มีอะไรผิดปกติ วันนี้ เราจะมาไขข้องใจต่างๆ ว่า บริษัทประกัน หรือ คนขายประกันในบริษัทต่างๆ เหล่านี้ เอาเบอร์พวกเราและท่านทั้งหลายมาจากที่ไหน แล้วจะมีวิธีการรับมืออย่างไร หากเผอเรอทำประกันจะแก้ไขอย่างไร วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีคำตอบครบทั้งหมด

ขายประกันทางฮัลโหล โทรได้แต่กรมธรรม์ต้องไม่ซับซ้อน

อาสามฯ ขอเริ่มต้นจาก การเปิดเผยของ นายตนุภัทร รัตนพูลชัย รองเลขาธิการ ด้านกฎหมาย คดี และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) บอกว่า กฎหมายอนุญาตให้ขายประกันทางโทรศัพท์ได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากบริษัทประกันภัย แล้วบริษัทประกันภัย ต้องแจ้งว่าอนุญาตให้ใครขายได้บ้าง ที่สำคัญคือ กรมธรรม์ที่ขายต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน (นายทะเบียน คือ เลขาธิการ คปภ. หรือผู้ที่เลขาธิการ คปภ. มอบหมาย) การขายประกันทางโทรศัพท์ จะต้องเป็นประเภทที่ไม่ซับซ้อน เช่น ประกันภัยรถ ประกันชีวิต ส่วนประเภทที่ซับซ้อน ตัวอย่างเช่น ประกันที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ประกันประเภทนี้ขายทางโทรศัพท์ไม่ได้


คำถามที่ต้องตอบ…เมื่อลูกค้าถามกลับว่าเอาข้อมูลส่วนตัวของเขามาจากไหน

นอกจากนี้ รองเลขาฯ คปภ. ยังบอกถึงหลักเกณฑ์การขายประกันทางโทรศัพท์ว่านที่โทรเข้ามาขายต้องมีใบอนุญาต (ไลเซนส์) เป็นตัวแทนหรือนายหน้าจากบริษัทประกัน, กรมธรรม์ที่ขายต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน เงื่อนไขการขายจะขายได้เฉพาะวันจันทร์ – เสาร์ เวลา 08.00 -19.00 น. เท่านั้น (ยกเว้นมีการขออนุญาตหรือตกลงกันก่อน) แต่หากว่าโทรหาแล้วผู้มุ่งหวัง (คนที่จะซื้อประกัน) ปฏิเสธ การขายประกันต้องยุติทันที และทางผู้ขายหรือบริษัทประกันห้ามติดต่อผู้มุ่งหวังคนนั้นอีก 6 เดือนด้วย!

เปิดเบื้องลึก Call ขาย ประกันทางโทรศัพท์ เบอร์เราท่าน…ได้แต่ใดมา!

ขณะที่ นางนฤมล เมฆบริสุทธ์ หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เองก็ได้ตั้งข้อสังเกต กรณีเหล่าธนาคาร หรือบริษัทประกัน โทรเข้ามา ขายประกันกับบุคคลต่างๆ ว่า “เขาเหล่านั้นเอาเบอร์พวกเรามาจากที่ไหน…!?

“ที่ผ่านมา มีการร้องเรียนกรณีแบบนี้เข้ามาบ้าง เพราะสร้างความรำคาญแก่ประชาชน ประเด็นคือ เขาเอาเบอร์พวกเรามาจากที่ไหน… สุ่มเสี่ยงที่จะละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ อย่างไรนั้น ตาม พระราชบัญญัติสิทธิส่วนบุคคล ที่มีการร่างกันแต่ยังไม่คลอดออกมาระบุว่า ถ้าเป็นข้อมูลจากการทำบัตรเครดิต มีกำหนดว่า การที่จะอนุญาตให้บุคคลอื่นไปใช้จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ถือบัตร ซึ่งสิ่งที่เราเซ็นลงไปตอนไปทำบัตรเครดิต หากเราสังเกตดูก็จะทราบว่าคนที่ถูกโทรหาส่วนใหญ่ก็จะมีบัตรเครดิต ฉะนั้น ทางบริษัทที่รับทำบัตรเครดิตจึงซ่อนข้อความนี้ไว้ด้านล่าง โดยระบุว่า “อนุญาตให้บริษัทให้ข้อมูลกับคู่ค้าของบริษัท” ก็คือบริษัทที่ประกอบธุรกิจการค้าร่วมกันกับบัตรเครดิต ซึ่งเราๆ ท่าน ๆ ก็เซ็นอนุญาตกัน”

นางนฤมล กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแฝงด้วยความท้อใจว่า “ถามว่ามีใครเคยคิดจะแก้ไขเรื่องนี้หรือไม่…แต่เราทุกคนไม่มีใครเคยคิดจะอ่าน เขาชี้ให้เซ็นเราก็เซ็น นี่คือสิ่งที่พลาด สำหรับในต่างประเทศเขามีกฎหมายคุ้มครองเพิ่มขึ้นมาเลย”

สอดคล้องกับ นายตนุภัทร ยอมรับว่า เรื่องที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด คือ “การโทรรบกวน” รองลงมา คือเรื่องการขายประกันเกี่ยวกับคนชรา ซึ่งกรณีนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการโทรเข้า ไม่ใช่เป็นการโทรออกเพื่อหาลูกค้า เหมือนประกันอื่นๆ ส่วนกรณีถูกหลอกให้ทำประกัน ก็มีแต่น้อยมาก อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมีกรมธรรม์ที่คุ้มครองแล้วทั้งประเทศประมาณ 80 ล้านฉบับ จากการขายในทุกทาง คือ ตัวแทน นายหน้า และทางโทรศัพท์ แต่สถิติร้องเรียนมีเพียง 12,000 เรื่อง เท่านั้น

“ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเขาได้เบอร์พวกเรามาจากที่ไหน บ้างก็พูดว่าเอาข้อมูลมาจากที่เราไปเล่นเกมชิงโชค การทำบัตรเครดิตต่างๆ ซึ่งเขาอาจจะนำข้อมูลเรามาขายได้ แต่ในเรื่องนี้ตนไม่ขอยืนยัน เนื่องจากข้อมูลลูกค้าเหล่านี้นับเป็นสิ่งมีค่ามาก มันอาจจะมาจากหลายทางหลายแหล่ง แต่เท่าที่ทราบคือ ข้อมูลเหล่านี้มีค่ามาก และมีแหล่งซื้อขายกัน เช่น บริษัท A ซื้อ บริษัท B และซื้อบริษัท C เมื่อถามว่าจะเกี่ยวข้องกับการทำข้อมูลทำบัตรเครดิต ที่เราเซ็นยอมรับไป เขาก็เอาออกมาขายหรือไม่ บางครั้งเขาก็ว่ามาจากตรงนั้น แต่บางครั้งเขาก็ว่า มันมีระบบของมัน” รองเลขาฯ คปภ. กล่าว


ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นมีค่า

บ้านเรามีความแปลก เพราะบางเรื่องก็ต้องตีความข้อกฎหมาย ซึ่งผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมเป็นแบบนั้น เช่น คุณไม่ได้เซ็นชื่อไว้ว่าห้ามเปิดเผย เขาก็เลยเอาไปขายได้ แต่ในระหว่างที่เราจะเซ็น เราต้องดูดีๆ หากเราลงไว้ว่าไม่ให้เปิดเผย เขาก็เปิดเผยไม่ได้ แต่เวลาที่เราท่านทำบัตรจริง ๆ ให้เซ็นตรงไหน เราก็เซ็นหมด

เลขาฯ คปภ. กล่าวว่า การซื้อขายข้อมูลส่วนตัวเป็นเรื่องผิดกฎหมายแน่ๆ ส่วนจะซื้อขายกันทางไหนตนไม่ทราบ เพราะไม่มีข้อมูล ที่สำคัญเรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของ คปภ. อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าบริษัทไหนโทรมา ในฐานะลูกค้ามีสิทธิที่จะถามว่าเขาเหล่านั้นเอาข้อมูลเรามาจากที่ไหน ในเงื่อนไขของ คปภ. ผู้ที่โทรมาต้องตอบ แหล่งที่มา ส่วนเขาจะตอบจริงตอบเท็จหรือไม่นั้นก็ยากจะตรวจสอบ

เผย มีการซื้อขายเบอร์ลูกค้า ยิ่ง VIP ยิ่งมีราคาแพง

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ระแคะระคายว่า ในวงการนี้ มีการกระทำที่ส่อจะเป็นการละเมิดสิทธิด้วยการนำข้อมูลส่วนตัวของเราท่านมาซื้อขายกัน และ “อาสามฯ” ก็ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวรายหนึ่ง แต่ขอเรียกนิกเนมสั้นๆ ว่า “พัชซี่” ที่ยอมเผยเรื่องราวในวงการให้เห็นถึงไส้ในว่ามันเป็นอย่างไร…

พัชซี่ เริ่มต้นเล่าว่า เขาเริ่มเข้าสู่วงการเซลล์มานับสิบปีแล้ว แต่เข้ามาทำงานด้านประกันได้ประมาณ 2 ปี และปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่ สิ่งที่เขารู้ คือ เหล่านายหน้าขายประกันทั้งหลาย จะสรรหาเบอร์โทรศัพท์ “คุณๆ ท่านๆ” มาจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทรถยนต์ ธนาคาร สถานประกอบการ แหล่งรับสมัครงาน ข้อมูลพวกนี้ จะเป็นข้อมูลลับที่ทางบริษัทเหล่านี้เก็บไว้ แต่ก็มีการนำมาซื้อขายกันเป็นประจำ


ข้อมูลส่วนบุคคล กลับถูกนำมาซื้อขาย จริงหรือ?

สำหรับเบอร์ที่ขายกันนั้น จะขายกันทีเป็นร้อยๆ เบอร์ ราคาเบอร์ที่ได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับข้อตกลงว่า จะซื้อกันในราคาเบอร์ละเท่าไร 1 บาท 5 บาท 10 บาท ถ้าเบอร์ของพวกเศรษฐีมีสตางค์หน่อย ก็จะแพงขึ้นมาอีก

พัชซี่ อ้างว่า เคยมีคนมาขอซื้อเบอร์ เจ้าสัวอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นลูกค้าค่ายรถยนต์แห่งหนึ่ง ซึ่งเขาเคยทำงานที่นั่น แต่ด้วยที่ว่าเจ้าสัวรายนี้ เป็นลูกค้าระดับ VIP จึงทำให้ พัชซี่ ไม่กล้าขายเบอร์ของเจ้าสัวรายนี้ให้ไป

ถามว่า เขาได้เบอร์ไปแล้วขายได้หรือ…“ถ้าซื้อเบอร์ลูกค้าไป 100 เบอร์ และจิ้มโทรหาทุกคน หากมีลูกค้าซื้อประกันสัก 2 คน ก็คุ้มแล้ว” พัชซี่ เขาว่าอย่างนั้น!

วิธีระวังตัวจากการรับสายขายประกันทางโทรศัพท์ ยกเลิกกรมธรรม์ได้ภายใน 30 วัน

หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ได้มีการร้องเรียนมายัง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเกี่ยวกับการทำประกันทางโทรศัพท์หลายรูปแบบ ที่ผ่านมาได้มีประชาชนบางรายเล่าให้ฟังว่า มีคนโทรเข้ามา แล้วปลายสายถามว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลบัตรเครดิตใช่หรือไม่ เจ้าของบัตรก็แค่ตอบ “ค่ะๆ” กลายเป็นการตอบตกลงทำประกันไปแล้ว ซึ่งที่จริงแล้วเขาแค่ยืนยันข้อมูลของตัวเองเท่านั้น ที่ผ่านมา การทำประกันทางโทรศัพท์ส่วนใหญ่ ทางคอลเซ็นเตอร์จะโทรเข้ามา โดยแจ้งชื่อบรัษัท ชื่อ-นามสกุล จากนั้นก็จะพูดให้เราฟังเพลินว่ามีโปรนั้นโปรนี้ จากนั้นก็ถามว่า “พี่โอเคใช่มั้ย” บางครั้งเราฟังเพลินๆ ก็ตอบใช่หมด ปรากฏว่ากลายเป็นการทำประกันไป เขาก็จะบันทึกเสียงเรา แล้วมาเปิดให้เราฟัง…

ขณะที่ นายตนุภัทร กล่าวว่า ไม่ว่าจะทำสิ่งใด ก็จะมี “เหรียญสองด้าน” เสมอ กรณีคนที่ทำประกันชีวิตหรืออุบัติเหตุทางโทรศัพท์ แล้วเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงแล้วเขาได้ความคุ้มครองก็มี ในขณะเดียวกัน คนที่ถูกหลอกให้ทำก็มี

การขายประกันนั้น หากมีตัวแทนมาขาย เจอกันแบบ Face to Face แล้วมาดูเงื่อนไขในกรมธรรม์แล้วรู้สึกว่าไม่ถูกต้องหรือผิดเงื่อนไข สามารถยกเลิกได้ภายใน 15 วัน

“ส่วนกรณีขายประกันทางโทรศัพท์ ก็สามารถยกเลิกได้ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่รับหนังสือกรมธรรม์ เช่น ได้ตกปากรับทำประกัน ตั้งแต่ 1 มกราคม แต่เพิ่งได้รับกรมธรรม์วันนี้ ก็ต้องนับ 30 วันตั้งแต่วันนี้ ส่วนที่ผ่านมา ก็ถือว่าเขาคุ้มครองให้ฟรี อย่างไรก็ดี เรามีสิทธิที่จะตรวจสอบกรมธรรม์ขั้นสุดท้ายแล้วค่อยให้คำตอบว่า จะทำหรือไม่ก็ได้ นอกจากนี้ เมื่อออกกรมธรรม์ ถึงมือ 7 วัน เขาจะโทรมาสอบถามเงื่อนไขการทำประกัน เพื่อขอคำยืนยันอีกครั้งว่าจะทำหรือไม่ เพื่อเช็กว่าไม่ได้ทำประกันเพราะความเข้าใจผิดหรือหลงผิดไป”

นายตนุภัทร กล่าวทิ้งท้ายว่า การขายประกัน เป็นเรื่องความคุ้มครองในอนาคต เวลาจะซื้อขายอะไรท่านต้องตรวจสอบให้แน่ชัด ว่าคุ้มครองอะไรบ้าง ไม่คุ้มครองอะไรบ้าง เสียค่าใช้จ่ายเบี้ยยังไง มีใบอนุญาตหรือไม่ ต้องแสดงชื่อ-นามสกุล สังกัด เลขที่ใบอนุญาต และต้องมีมารยาท ต้องถามให้ชัดเจน ถ้าจะโอนเงินให้โอนเข้าบัญชีบริษัท เรียกหาใบเสร็จ เมื่อได้กรมธรรม์ตรวจสอบเงื่อนไขอีกครั้ง หรือถามผู้ใกล้ชิดว่าอยากทำหรือไม่ ถ้าไม่พร้อมก็สามารถยกเลิกได้ แจ้งยกเลิกได้ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันรับกรมธรรม์ ถ้าสงสัยในข้อมูลคนขายประกัน หรือปัญหาต่างๆ สามารถโทรเช็กสายด่วนประกันภัย 1186 หรือ เว็บไซต์ คปภ.

ในอนาคต “อาสามฯ” และ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ หวังว่า ภาครัฐจะเอาใจใส่ในการดูแลผู้ทำประกันภัยมากขึ้น เพราะการปล่อยให้คนนำข้อมูลส่วนตัวไปขาย ก็ไม่ต่างอะไรจากการเปิดโอกาสให้คนไม่ดีเข้าถึงตัวเราได้ง่ายขึ้น เมื่อก่อนมีสุภาษิต “รู้หน้าไม่รู้ใจ” ปัจจุบันนี้คงต้องเพิ่มว่า “ได้ยินเสียง…ก็ไม่รู้ว่าใช่ ตัวแทน นายหน้า หรือ มิจฉาชีพ” ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจตอบอะไรก็ใคร่ครวญตรวจสอบให้ดีก่อน


    • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

 

บอร์ดทีโอทีขมผลงานโบดำ 9 เดือนขาดทุนเพิ่มบานเบอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ต.ค. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743706

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่มีพลเอกสุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ เป็นประธาน ได้รับทราบผลการดำเนินการของทีโอที ในช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.2559) มีรายได้ 18,125 ล้านบาท ขาดทุน 10,824 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกัน ทีโอทีขาดทุนเพิ่มขึ้น 9,531 ล้านบาท โดยปี 2558 ขาดทุน 1,293 ล้านบาท ส่วนปีนี้ทั้งปี คาดมีรายได้ 37,459 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 14,037 ล้านบาท

ทั้งนี้ การขาดทุนเป็นผลมาจากการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานมือถือกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เมื่อเดือน ก.ย. 2558 ที่ผ่านมา ขณะที่รายได้จากการให้บริการอินเตอร์เน็ตด้วยเทคโนโลยี ADSL ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะลูกค้าหันไปใช้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านไฟเบอร์ออปติก (FTTX) ผ่านโทรศัพท์มือถือ และมีผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น ทำให้ทีโอทีซึ่งเคยเป็นผู้มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง มีลูกค้ามากกว่า 1 ล้าน ปัจจุบันเหลือฐานลูกค้า 800,000-900,000 ราย ส่วนแบ่งการตลาดหล่นสู่อันดับ 3 โดยอันดับ 1 คือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีลูกค้ามากกว่า 2.5 ล้านราย อันดับ 2 คือบริษัททริปเปิ้ลบี บรอดแบนด์ จำกัด (3BB)

สำหรับมาตรการหารายได้อื่นๆของทีโอทีนั้น ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าทีโอทีจะสามารถลงนามในสัญญาการเป็นพันธมิตรกับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือเอไอเอส ได้เมื่อใด เนื่องจากทีโอทียังอยู่ระหว่างการร่างสัญญาฉบับจริง โดยการทำสัญญากับเอไอเอสนั้น จะทำให้ทีโอทีมีรายได้ปีละ 10,000-12,000 ล้านบาท โดยสัญญาที่จะทำร่วมกันนั้นมีราว 3-5 สัญญา แต่ปัจจุบันมีเพียงการลงนามในสัญญาทดลองระบบการให้บริการข้ามโครงข่าย (โรมมิ่ง) บนคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ เป็นระยะเวลา 6 เดือน วงเงิน 975 ล้านบาท เท่านั้น.

 

จับตาไทยเบฟฮุบ “ไทคอน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743707

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บมจ.ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) ผู้ประกอบธุรกิจก่อสร้างและพัฒนาคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า แจ้งตลาดหลักทรัพย์ขอหยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 4-7 ต.ค.59 เนื่องจากจะมีการประชุมคณะกรรมการบริษัทในวันที่ 7 ต.ค.นี้ เพื่อตัดสินใจเรื่องสำคัญที่มีผลต่อโครงสร้างการถือหุ้นและการบริหารจัดการของบริษัท ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของนักลงทุนในการซื้อขายหุ้น ตลาดหลักทรัพย์จึงขึ้นเครื่องหมาย “SP” เพื่อห้ามการซื้อขายหุ้นของ TICON และใบสำคัญแสดงสิทธิ์ หรือ DW ที่มี TICON เป็นหลักทรัพย์อ้างอิงตั้งแต่วันที่ 4-7 ต.ค.59

ขณะที่นางสาวอมรา เจริญกิจวัฒนกุล กรรมการ บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJNA) กล่าวถึงกรณีที่ราคาหุ้น ROJNA ปรับตัวขึ้นร้อนแรงว่า ไม่รู้สาเหตุแต่ยอมรับว่ามีกระแสการพูดถึงในฐานะที่ ROJNA เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในไทคอน ซึ่งอาจมีกลุ่มทุนใหม่สนใจเข้ามาลงทุนในไทคอน แต่ขอให้รอมติที่ประชุมบอร์ดไทคอนวันที่ 7 ต.ค.นี้ก่อน เพราะอาจมีการพิจารณาเรื่องโครงสร้างการถือหุ้นว่าจะเพิ่มทุน หรือจะจัดสรรหุ้นให้ใคร ลักษณะไหนบ้าง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจของไทคอนเป็นที่สนใจจากหลายฝ่าย เพราะธุรกิจมีการเติบโตที่ดีมาต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปัจจุบัน ROJNA ถือหุ้นใหญ่เป็นอันดับ 1 ใน TICON จำนวน 478,699,619 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 43.55%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามาเทกโอเวอร์หรือซื้อกิจการไทคอน ซึ่งจะต้องเป็นกลุ่มทุนที่มีกำลังเงินสูงพอสมควร และต้องการนำไทคอนมาต่อยอดธุรกิจในเรื่องโลจิสติกส์ เนื่องจากไทคอนทำธุรกิจหลักในการก่อสร้างและพัฒนาคลังสินค้าสำเร็จรูปให้เช่า โดยในสถานการณ์ปัจจุบันกลุ่มทุนที่มีโอกาสสูงที่จะเป็นผู้ซื้อ มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเจ้าพ่อน้ำเมา ไทยเบฟเวอเรจ ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่มีธุรกิจในเครือมากมายที่ต้องใช้การบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์และคลังสินค้าจำนวนมาก สำหรับผลการดำเนินงานไทคอนครึ่งแรกของปีนี้ มีกำไรสุทธิ 246 ล้านบาท มีกำไรสะสมราว 2,800 ล้านบาท สวน ทางกับผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของ ROJNA ซึ่งเป็นบริษัทแม่งวดครึ่งแรกของปีนี้ พลิกเป็นขาดทุนสุทธิกว่า 29 ล้านบาท มีหนี้สินรวมกว่า 50,000 ล้านบาท มีหนี้สินต่อทุนหรือ D/E สูงกว่า 4 เท่า จึงมีความเป็นไปได้อย่างมากที่ ROJNA จะตัดสินใจขายหุ้น TICON บางส่วนเพื่อนำมาเสริมสภาพคล่องและชำระหนี้.

 

โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 1,700ล้านใครลอยแพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/742887

 

“พลังงานแสงอาทิตย์” ที่ตกกระทบพื้นโลกเรามีค่ามหาศาล…บนพื้นที่ 1 ตารางเมตร เราจะได้พลังงานประมาณ 1,000 วัตต์ หรือเฉลี่ย 4-5 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อวัน

ปริมาณข้างต้นถือว่าเยอะมากมาย ในวันหนึ่งๆบนพื้นที่เพียง 1 ตารางเมตรนั้นเราได้รับพลังงานแสงอาทิตย์ 1 กิโลวัตต์ เป็นเวลานานถึง 4-5 ชั่วโมง… ถ้าโซลาร์เซลล์มีประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานร้อยละ 15 ก็แสดงว่าโซลาร์เซลล์จะมีพื้นที่ 1 ตารางเมตรจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 150 วัตต์

เฉลี่ย 600-750 วัตต์ต่อชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อวันการใช้ “เซลล์อาทิตย์” หรือ “solar cell” อุปกรณ์สำหรับเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยการนำสารกึ่งตัวนำ เช่น ซิลิคอน มาผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อผลิตให้เป็นแผ่นบางบริสุทธิ์ ดูดกลืนพลังงานแสงอาทิตย์แล้วเปลี่ยนเป็นพาหะนำไฟฟ้า จึงเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ

10 กว่าปีที่แล้ว “แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้า” สร้างความตื่นตัวทั้งในวงการพลังงาน ผู้ประกอบการ ประชาชนใต้ฟ้าเมืองไทยอย่างมาก โดยเฉพาะ “ภาครัฐ” คือ “การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)”… มีโครงการจัดหาผู้ประกอบการรายย่อยทำสัญญาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในแต่ละจังหวัดเพื่อป้อนขายให้กับ กฟภ.

วันเวลาผ่านมาถึงวันนี้ ความฝันและโอกาสในวันวานกลับกลายเป็นทุกข์ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ลงทุนอย่างแสนสาหัส โดยเฉพาะกับ “โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 12 แห่ง” ที่ จ.หนองคาย จ.บึงกาฬ และ จ.สกลนคร กับเงื่อนปมปัญหาที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) อ้างว่า…

“สร้างไม่เสร็จ ทำให้ขายไฟไม่ได้”

เงื่อนปมข้างต้นมีหลายประเด็นน่าสนใจที่ต้องสืบสาวไปถึงต้นเหตุปัญหา ทั้งๆที่ได้พาสื่อมวลชนดูงานโรงไฟฟ้าสร้างเสร็จแล้วตั้งแต่ปี 2555 กกพ.ก็ยังอ้างว่า โรงไฟฟ้าสร้างไม่เสร็จ ทั้งๆที่เสร็จนานแล้ว

แล้ว…ยังมีเงื่อนเหตุไฉน? กกพ.พยายามดึงเรื่องไม่ออกเอกสารแจ้งการประกอบกิจการพลังงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาต คือ…เป็นกิจการพลังงานที่ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดประเภท ขนาด และลักษณะของกิจการพลังงานที่ได้รับยกเว้นฯ ประกาศใช้เมื่อ 1 มิถุนายน 2552 โดยอ้างว่าติดขัดข้อปัญหา ขณะที่ อบต.ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโครงการก็ได้ร่วมกันทำหนังสือชี้แจงว่า…ปัญหาเกิดจากอะไร แก้ไขเรียบร้อยไปแล้วอย่างไรบ้าง เช่น ปัญหาเรื่องที่ดิน ปัญหาชุมชน ฯลฯ

ซึ่ง กกพ.ยังยืนยันอ้างว่า สร้างล่าช้า ให้ กฟภ.ยกเลิกสัญญาขายไฟ แต่ กฟภ.ทำไม่ได้เนื่องจากไม่ผิดในเงื่อนไขสัญญา ขณะที่วันนี้ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นที่คณะสื่อมวลชนเห็นด้วยตาขณะลงพื้นที่โครงการเมื่อ

ไม่นานมานี้ “สายไฟในโรงไฟฟ้าฯโดนขโมยตัดเอาทองแดงไปขาย แผ่นโซลาร์เซลล์สึกหรอ ใช้งานไม่ได้มากมาย”

คำถามคือ…ใคร? จะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ และอนาคตจะคลี่คลายไปในทิศทางใด

คฑายุทธ์ เอี่ยมเล็ก กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุริยะพลัง จำกัด ตัวแทนผู้เสียหายโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดไม่เกิน 1 เมกะวัตต์ จำนวน 12 แห่ง บอกว่า สภาพโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เห็นเป็นปัญหายืดเยื้อกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. มาร่วม 5 ปีแล้ว

ประเด็นหลักก็คือ…การไม่ให้ขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทั้งๆที่สร้างแล้วเสร็จมานาน เราก็โชว์ศักยภาพความพร้อมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในแต่ละพื้นที่ 5 บริษัทไปแล้ว

ได้แก่ บจก.อินโดจีน เทรดดิ้ง จ.หนองคาย, บจก.แม่โขง เทคโนโลยี, บจก.พัฒนาโซลาร์เธอร์มอล, บจก.สยามพลังงานทดแทน และ บจก.สุริยะพลัง จ.บึงกาฬ ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียง 5 ใน 12 บริษัทที่มีสัญญาในการจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ กฟภ. แต่…หลังจากสร้างแล้วเสร็จก็ถูกดึงเรื่องไม่ให้จำหน่ายไฟให้

“ทาง กกพ.แจ้งถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ เช่น แจ้งว่า…โครงการสร้างเสร็จล่าช้ากว่ากำหนด ซึ่งทางออกเรื่องนี้ทางผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า พร้อมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ทำหนังสือชี้แจง กกพ.ผ่านทาง กฟภ.เรียบร้อย และทาง กฟภ.เองในฐานะคู่สัญญาก็เข้าใจ ซึ่งไม่เป็นการผิดข้อสัญญาแต่อย่างใด”

นอกจากนี้…ผู้ประกอบการก็เดินหน้าดำเนินโครงการจนแล้วเสร็จ เตรียมพร้อมขายไฟ แต่ก็ถูกดึงเรื่อง…ถูกกล่าวหาว่ายังสร้างโรงไฟฟ้า

ไม่เสร็จบ้าง…เอกสารจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ชัดเจนบ้าง

“มีการดึงเรื่องมาโดยตลอด แม้กระทั่งสุดท้ายแล้วมี 4 บริษัทที่สามารถฝ่าฟันข้อท้วงติงที่ไม่เป็นธรรมมาได้ แต่ก็ต้องเฝ้ารอเอกสารแจ้งการประกอบกิจการพลังงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาต จาก กกพ.อีก ทำให้ยังไม่สามารถจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ กฟภ.ได้ในเวลาที่ กฟภ.กำหนด”

คฑายุทธ์ บอกว่า วันนี้ 12 บริษัทที่เดือดร้อน จากเงินที่ลงทุนไปรวมแล้วกว่า 1,700 ล้านบาท อันนี้เฉพาะเงินลงทุนที่ยังไม่รวมดอกเบี้ย

รายปี ยังมีคดีความกับธนาคารที่ไปกู้เงินมาลงทุน แล้วสุดท้ายพวกเรายังไม่ได้ขายไฟให้กับ กฟภ. หลักฐานการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้ว จนบางโรงมีคนเข้าไปขโมยตัดสายไฟ บางโรงแล้วเสร็จ…ปรับปรุง

เปลี่ยนอุปกรณ์ให้ทันสมัย เพราะต้องการให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีปัจจุบัน ท้ายที่สุดความหวังในการหารายได้มาใช้หนี้สถาบันการเงินก็หมดลงทุกวัน…“จนเกิดข้อสงสัยว่า กกพ.กำลังทำอะไรอยู่”

ที่ผ่านมาทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า บริษัทเป็นคดีความกับธนาคาร มีหนี้สินดอกเบี้ยรัดตัว เฉลี่ยเดือนละ

กว่า 2 ล้านบาทต่อโรง แถมยังถูกโจรแอบเข้ามาตัดสายไฟไปขายทุกข์ซ้ำเข้าไปอีก

“ชุมชนเองก็เดือดร้อน เริ่มมีไฟตก เนื่องจากมีโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นในท้องถิ่น การจ้างงานในท้องถิ่นก็ไม่เกิด…มองดูแล้วคล้ายกับเป็นการเลือกปฏิบัติ พวกเราก็พยายามคาดหวังกันว่า…จะไม่มีวาระซ่อนเร้นใดๆ ซึ่งผู้ประกอบการอยากจะขอความเป็นธรรมจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานว่า…

เวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา ที่ไม่สามารถทำธุรกิจได้ เกิดความเดือดร้อนจริงๆ”

พงศกร เขจรชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลชัยพร อ.เมือง จ.บึงกาฬ เสริมว่า ในฐานะหนึ่งในผู้นำท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบ สิ่งที่ อบต.

เข้ามาเกี่ยวข้องมีหลายเรื่องด้วยกัน

อันดับแรก…เมื่อทาง กกพ.ทำหนังสือถามในข้อสงสัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ อบต. เช่น ปัญหาเรื่องที่ดิน การสร้างความเข้าใจชุมชน ก็ได้ทำเป็นเอกสารชี้แจงไปให้เรียบร้อย และดำเนินการส่งไปหลายฉบับ

“ในส่วนอื่นๆ เช่น ประโยชน์ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนนั้น มีแน่นอน คือ มีรายได้จากภาษีที่โรงไฟฟ้าต้องจ่ายมาประมาณปีละหลายแสนบาท ก็สามารถเป็นรายได้นำมาพัฒนาชุมชน รวมถึงการจ้างงานในท้องถิ่น เพราะทางโรงไฟฟ้าฯเข้ามาพูดคุยถึงอัตราการจ้างงานให้ชุมชนได้รับทราบ”

ต้องบอกว่า…ชุมชนบางส่วนก็มีความหวังว่าจะมีรายได้ แต่พอโรงไฟฟ้าไม่ได้เปิดทำการ หลายคนที่เป็นพนักงานล้างทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์ คนสวน รปภ.ก็ตกงาน จริงๆถ้าชาวบ้านมีรายได้บ้าง เศรษฐกิจชุมชนก็เดินหน้า ที่สำคัญคือเรื่องไฟตก เพราะตอนนี้มีโรงงานอุตสาหกรรมยางพาราเกิดขึ้นจำนวนมาก ทำให้ไฟตกบ่อย

ถ้า “โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” เปิดขายไฟได้ มีแต่เรื่องดี มีประโยชน์กับทุกฝ่าย

เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเหล่านี้ อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามถึง “ความไม่โปร่งใส”…หน่วยงานภาครัฐ มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนกว่าที่เห็นและเป็นอยู่มากน้อยประการใด หรือมีใคร? ต้องการอะไรกันแน่.

 

ครม.ไฟเขียวเมืองต้นแบบใน 3 จว.ชายแดนใต้ รับการลงทุนเอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ต.ค. 2559 21:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743521

 

ครม.อนุมัติโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ รองรับการลงทุนภาคเอกชน

เมื่อวันที่ 4 ต.ค.59 นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้มีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอในการจัดทำโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” (ปี 2560-2563) ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี, อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส และ อ.เบตง จ.ยะลา ให้เป็นเมืองต้นแบบที่มีการพัฒนาในลักษณะของพื้นที่พัฒนาพิเศษเฉพาะให้มีการลงทุนจากภาคเอกชนที่สามารถสร้างงานและสร้างรายได้ไปยังพื้นที่ใกล้เคียง และเพิ่มพื้นที่ปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ มีเป้าหมายจะพัฒนา อ.หนองจิก ให้เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร, พัฒนา อ.สุไหงโกลก ให้เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ และพัฒนา อ.เบตง ให้เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

สำหรับเป้าหมายในการพัฒนามี 2 ระยะ ประกอบด้วย ระยะเร่งด่วน โดยมอบหมายให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) ประกาศให้พื้นที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี, อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส และ อ.เบตง จ.ยะลา เป็นพื้นที่พัฒนาพิเศษเฉพาะ เพื่อให้เกิดความชัดเจนของขอบเขตและการพัฒนาเมืองต้นแบบรองรับสิทธิประโยชน์การลงทุน มาตรการการคลังและการเงินตลอดจนมาตรการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่ลงทุนในพื้นที่ 3 อำเภอเป็นกรณีพิเศษ และเมื่อสามารถเปิดพื้นที่เศรษฐกิจนำร่องใน 3 อำเภอเป็นรูปธรรมแล้วให้ขยายผลการพัฒนาไปยังพื้นที่ใกล้เคียงที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในเรื่องการดูแลรักษาความมั่นคงปลอดภัย โดยจะประกาศเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษเฉพาะเพิ่มเติมต่อไป

นอกจากนี้ ให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบฯ ภายใต้ คปต. โดยมี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งได้มีการเห็นชอบในหลักการโครงการลงทุนภายในเมืองต้นแบบ จำนวน 63 โครงการ ในกรอบวงเงิน 5,175 ล้านบาท โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากเงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปี 2560 ซึ่งโครงการที่จะต้องเร่งดำเนินการตั้งแต่ในปี 60 มี 22 โครงการ วงเงิน 1,190 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้ ศอ.บต. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เร่งพิจารณาความเหมาะสมในการจัดสถานที่ตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) รวมทั้งมอบหมายให้ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า กำหนดพื้นที่ปลอดภัยให้ครอบคลุมพื้นที่ อ.หนองจิก และเร่งจัดทำแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น

ส่วนการดำเนินงานในระยะถัดไป มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาความเหมาะสมในการจัดตั้งกองทุน เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนในระยะยาวให้ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะลงทุนในพื้นที่ และเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

นายณัฐพร กล่าวด้วยว่า นอกจากแผนงาน 63 โครงการภายใต้โครงการเมืองต้นแบบแล้ว ยังมีแผนงานโครงการของภาคเอกชนที่น่าสนใจ เช่น อ.หนองจิก เอกชนแสดงความสนใจลงทุน 12,000-15,000 ล้านบาท ในโครงการโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม โรงงานแยกไข โรงงานบรรจุน้ำมันพืช เป็นต้น

ส่วน อ.เบตง เป็นการลงทุนของชุมชนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล รวมทั้งธุรกิจท่องเที่ยว และ อ.สุไหงโกลก ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาออกแบบความเหมาะสมในการพัฒนาเมืองการค้าชายแดน เช่น การตั้งเมืองการค้าปลอดภาษี สุไหงโกลกคอมเพล็กซ์ เป็นต้น

 

ครม.ไฟเขียวขึ้นเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ 1.9 แสนคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ต.ค. 2559 20:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743511

 

ครม.เห็นชอบขึ้นเงินเดือนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ 1.9 แสนคน ย้อนหลัง ธ.ค. 57

เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 59 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบปรับขึ้นค่าจ้างลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 43,890 บาท ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยให้ปรับค่าจ้างลูกจ้างตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครส.) เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีอัตราการปรับเพิ่มแบบช่วง ไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์ แบบขั้น ไม่เกิน 0.5 ขั้น โดยมีเงื่อนไขลูกจ้างที่เคยได้รับอัตราค่าจ้างน้อยกว่าหลังจากปรับค่าจ้างดังกล่าวแล้ว จะยังคงได้รับอัตราค่าจ้างไม่สูงกว่า และไม่เกินอัตราค่าจ้างขั้นสูงของแต่ละระดับตำแหน่ง โดยให้ใช้งบประมาณของแต่ละรัฐวิสาหกิจเอง จำนวน 190,000 คน ย้อนหลังไปวันที่ 1 ธ.ค. 2557 จากจำนวนลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ 64 แห่ง จำนวน 295,009 คน

 

ครม.ไฟเขียวแก้หนี้นอกระบบ ตั้งเป้าช่วยลูกหนี้ได้ 20% ต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ต.ค. 2559 20:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743516

 

ครม.มีมติเห็นชอบ แก้หนี้นอกระบบ 1.2 ล้านคน พร้อมดันร่าง พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ตั้งเป้าช่วยลูกหนี้ได้ 20% ต่อปี

เมื่อวันที่ 4 ต.ค.59 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.เห็นชอบแนวทางการบริหารงานเพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการ และยั่งยืน โดยเร่งรัดให้ร่าง พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ… มีผลบังคับใช้ โดยเพิ่มโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กำหนดให้ประกอบการธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด หรือสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ โดยปล่อยสินเชื่อทั้งมีหลักค้ำประกัน และไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่เกิน 5 หมื่นบาทต่อราย มีเงินทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท สามารถเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียม รวมกันแล้วไม่เกินกว่า 36% ต่อปี

โดยธนาคารออมสินออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่อ เพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบมีหลักเกณฑ์ผ่อนปรนกว่าปกติ และให้ความรู้ทางการเงิน และให้คำปรึกษาเป้าหมายลูกหนี้นอกระบบ 1.2 ล้านคน มูลหนี้ 1.2 แสนล้านบาท ตั้งเป้าช่วยลูกหนี้ได้ 20% ต่อปี หรือ 2.4 แสนคนต่อปี มูลหนี้ 2.5 ล้านบาทต่อปี

 

หุ้นไทยปิดตลาดพุ่ง 18.84 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,509.78 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ต.ค. 2559 17:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743361

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 18.84 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,509.78 จุด มูลค่าการซื้อขาย 53,456.75 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 4 ต.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดบวก 18.84 จุด คิดเป็น +1.26% ดัชนีอยู่ที่ 1,509.78 จุด มูลค่าการซื้อขาย 53,456.75 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน).

 

สปส. ให้ผู้พิการ 2.8 หมื่นคน เลือกใช้สิทธิรักษาฟรี ตั้งแต่ 15 ต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ต.ค. 2559 17:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743351

 

สปส. ให้ผู้พิการในระบบประกันสังคม เลือกใช้สิทธิบัตรทองรักษาฟรีไม่จำกัดวงเงิน ตั้งแต่ 15 ต.ค. เป็นต้นไป พร้อมเปลี่ยนที่รักษาได้ตามความต้องการ ไม่ผูกขาด รพ. กับบัตรประกันสังคม …

วันที่ 4 ต.ค.59 นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยหลังประชุมหารือแนวทางสาธารณสุขร่วมกันระหว่าง สปส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงแนวทางการให้บริการด้านสาธารณสุขสำหรับคนพิการร่วมกัน โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า จะให้คนพิการในระบบประกันสังคม ได้รับสิทธิด้านสาธารณสุขตามสิทธิบัตรทองทุกประการ ขณะนี้ สปส.อยู่ในระหว่างการเตรียมโอนย้ายข้อมูลผู้พิการที่เป็นผู้ประกันตน ที่มีอยู่ประมาณ 28,000 คน ไปให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมทั้งทำหนังสือแจ้งไปยังสถานประกอบการให้แจ้งผู้พิการได้รับทราบว่า สามารถไปใช้สิทธิบัตรทองเพื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของรัฐที่ผู้ประกันตนสังกัด หรือในโรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งได้ ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. เป็นต้นไป

นพ.สุรเดช กล่าวอีกว่า คนพิการในระบบประกันสังคม จะได้รับประโยชน์ที่ได้รับสิทธิบัตรทอง โดยจะได้รับการรักษาโรคฟรีไม่จำกัดวงเงินต่อเดือน ขึ้นอยู่กับความเห็นของแพทย์ที่ทำการรักษา ซึ่งจะมีประโยชน์มากกับผู้ป่วยด้วยโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง และต้องรักษาต่อเนื่อง ที่สำคัญ สามารถเปลี่ยนที่รักษาได้ตามความต้องการ ไม่ต้องผูกขาดโรงพยาบาลกับบัตรประกันสังคมเหมือนที่ผ่านมา