กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย ทำราคาทองร่วงแรง แนะนักลงทุน เก็งกำไรระยะสั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ต.ค. 2559 18:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744496

 

กังวลเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำราคาทองในประเทศลดลง 550 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,500 บล.KTBST มอง ทองคำในระยะจากนี้ไปยังไม่น่าเข้าลงทุน แนะเก็งกำไรระยะสั้น พร้อมให้กรอบที่ระดับ 1,250-1,300 เหรียญฯ ต่อออนซ์ …

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.21 น. ราคาลดลงอย่างหนัก 550 บาท จากนั้น เมื่อเวลา 10.58 น. ราคาทองเปิดตลาด ครั้งที่ 2 ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท และครั้งที่ 3 ในเวลา 13.09 น. ปรับลดลง 50 บาท ส่งผลให้ตลอดทั้งวัน ราคาทองคงที่ คือ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,900.00 บาท ขายออกบาทละ 21,000.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,526.64 บาท ขายออกบาทละ 21,500.00 บาท

ด้าน นายชาตรี โรจนอาภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (KTBST) เปิดเผยว่า ราคาทองคำที่ปรับตัวลงมามากเป็นผลมาจากเรื่องของแนวโน้มที่สหรัฐฯ เตรียมที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ในช่วง พ.ย. นี้ได้เลยไม่ต้องรอถึงช่วงเดือน ธ.ค. ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น และมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มดีขึ้น ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมา ธนาคารกลางหลายประเทศ รวมทั้งนักลงทุนได้ถือทองคำแทนเงินดอลลาร์ไว้ ส่งผลให้ทองคำจึงมีการเทขายออกมา

ดังนั้น แนวโน้มราคาทองคำน่าจะปรับตัวลงมาอยู่ในระดับฐานใหม่ ที่ระดับ 1,250-1,300 เหรียญฯ ต่อออนซ์ นักลงทุนต้องระมัดระวังในการลงทุนทองคำ ซึ่งอาจจะเข้าซื้อได้ที่ระดับ 1,250 เหรียญฯ แต่ควรเป็นการเก็งกำไรในระยะสั้นเท่านั้น ขณะที่ บล.KTBST มองว่า ทองคำในระยะจากนี้ไปยังไม่น่าเข้าลงทุนมากนัก เพราะกรอบการเคลื่อนไหวค่อนข้างแคบ.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 0.14 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,509.92 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ต.ค. 2559 17:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744471

 

หุ้นไทยวันที่ 5 ต.ค. ปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 0.14 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,509.92 จุด มูลค่าการซื้อขาย 44,666.82 ล้านบาท …

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 5 ต.ค. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 0.14 จุด เปลี่ยนแปลง 0.01% ดัชนีอยู่ที่ 1,509.92 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 44,666.82 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน).

 

การบินไทย แจงค่าเช่าเหมาลำฮาวายคิดตามต้นทุน ยันโปร่งใสตรวจสอบได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ต.ค. 2559 15:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744356

 

การบินไทย ชี้แจงราคาของการให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำข้ามทวีปไปฮาวายของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นไปตามมาตรฐาน ค่าอาหารคิดตามจริงที่ผู้โดยสารเลือกล่วงหน้า ตามมาตรฐานบริการพรีเมียม ทุกอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้…

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรณีที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีซื้อบริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำของการบินไทยเดินทางไปฮอนโนลูลู มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เพื่อปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทยนั้น การบินไทยขอยืนยันข้อมูลดังนี้

ในเที่ยวบินขาไปมีผู้โดยสารจำนวน 38 คน และในเที่ยวบินขากลับมีผู้โดยสารจำนวน 41 คน ซึ่งเป็นจำนวนตามที่โฆษกกระทรวงกลาโหมได้แถลงไปแล้ว

เรื่องค่าใช้จ่ายนั้น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ขอตรวจสอบมาที่การบินไทยแล้ว และบริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือในการถูกตรวจสอบอย่างเต็มที่ การบินไทยเป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นบริษัทฯ ในตลาดหลักทรัพย์ ทำทุกอย่างต้องโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และขอยืนยันว่าการคิดค่าใช้จ่ายการจัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำที่การบินไทยเสนอไปยังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นราคาประมาณการ เป็นราคาที่เสนอระหว่างองค์กรของรัฐต่อรัฐตามราคาต้นทุนซึ่งสามารถตรวจสอบได้ และสามารถเปรียบเทียบราคากับสายการบินอื่นในระดับพรีเมียมได้ และเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว การบินไทยจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง

เรื่องอาหารบนเครื่องบินทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับให้บริการอาหารและเครื่องดื่มรวมทั้งหมด 4 มื้อหลัก รวมทั้งอาหารว่างตลอดการเดินทาง และอาหารสำรองที่ต้องจัดเตรียมไว้ในกรณีที่การทำการบินไม่เป็นไปตามแผนการบิน ซึ่งการจัดเตรียมอาหารจะพิจารณาจากระยะเวลาที่ใช้ทำการบิน โดยเส้นทางกรุงเทพฯ-ฮาวาย ใช้เวลาทำการบิน 12.30 ชั่วโมง ส่วนเที่ยวกลับเส้นทางฮาวาย-กรุงเทพฯ ใช้เวลาทำการบิน 12.45 ชั่วโมง ทั้งนี้ การบินไทยได้นำเสนอเมนูหลากหลายให้กับผู้ซื้อบริการเป็นผู้เลือกก่อนการเดินทาง เพื่อให้บริการผู้โดยสารบนเครื่องบินตามมาตรฐานพรีเมียมของการบินไทย

การเลือกใช้เครื่องบินโบอิ้ง 747-400 ทำการบิน เนื่องจากเป็นเครื่องบินที่สามารถทำการบินข้ามทวีปได้โดยไม่ต้องแวะพักเติมเชื้อเพลิงระหว่างทาง และเป็นแบบเครื่องบินที่บริษัทฯ มีให้บริการได้เพียงพอ สามารถนำมาให้บริการเช่าเหมาลำได้ โดยไม่กระทบกับตารางการบินปกติ

อนึ่ง เครื่องบินโบอิ้ง 747-400 เป็นเครื่องบินโดยสารลำตัวกว้างแบบ 4 เครื่องยนต์ และมีขีดความสามารถในการบินระยะไกลแบบข้ามทวีป โดยบินได้ไกลสูงสุด 7,260 ไมล์ทะเล หรือ 13,450 กิโลเมตร ครอบคลุมระยะทาง กรุงเทพฯ-โฮโนลูลู ที่มีระยะทางประมาณ 10,606 กิโลเมตร จึงไม่ต้องหยุดแวะเติมเชื้อเพลิงนั่นเอง.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– ‘วิลาศ’ บี้ สนช. สปท. ทำหน้าที่สมยุคปฏิรูป สอบปม ‘บิ๊กป้อม’ บินฮาวาย

– โฆษก กห. พร้อมเปิดรายชื่อคณะไปฮาวาย ต่อองค์กรตรวจสอบ

 

โครงการ ‘แรงงานติดดาว’ คึกคัก ‘บิ๊กบี้’ ประเดิมติดคุณภาพช่างไฟ 1 พันคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ต.ค. 2559 15:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744181

 

โครงการ “แรงงานติดดาว” คึกคัก “บิ๊กบี้” ประเดิม ติดดาวคุณภาพพนักงานโลตัส 1 พันคน อธิบดี กพร. ตั้งเป้าตลอดปี 2.4 หมื่นคน เดินหน้าดันมาตรฐานฝีมือแรงงาน ชงลดภาษี 200 % ดึงใจนายจ้าง

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน แถลงว่า ได้กำหนดปี 2560 เป็นปีแห่งการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน สู่ไทยแลนด์ 4.0 เพื่อตอบโจทย์นายกรัฐมนตรีเรื่องการพัฒนาคนให้ตรงความต้องการของประเทศ โดยใช้กลไกประชารัฐ ขับเคลื่อนงาน ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชน ภายใต้ยุทธศาสตร์บูรณาการพัฒนากำลังคน โดยจะตั้งเครือข่ายศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานเพิ่ม 100 แห่ง คู่ขนานไปกับโครงการแรงงานติดดาว ที่จะติดดาวรับรองคุณภาพให้คนผ่านการทดสอบ

ทั้งนี้เชื่อว่าจะจูงใจให้คนเข้ารับการพัฒนาฝีมือแรงงานมากขึ้น ตั้งเป้าใน 6 เดือน ต้องมีแรงงานผ่านการทดสอบและติดดาวไม่น้อยกว่า 12,000 คน พร้อมทั้งจะนำมาตรการลดหย่อนภาษีเข้ามาส่งเสริมให้สถานประกอบการเห็นความสำคัญกับการพัฒนาทักษะฝีมือขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับแก้ให้นำค่าใช้จ่ายจากการฝึกมาลดหย่อนภาษีจาก 100% เป็น 200% รวมทั้งจะให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คน ขึ้นไปต้องอบรมพัฒนาฝีมือให้กับพนักงาน หากไม่ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดต้องส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นการทดแทน

นายธีรพล กล่าวอีกว่า ในปี 2560 กพร.ได้กำหนด 13 สถาบันนำร่อง เป็นศูนย์เทคโนโลยีชั้นสูงรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต แบ่งตามสาขาที่เปิดฝึกอบรม อาทิ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน จ.สมุทรปราการ เน้นฝึกสาขายานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน จ.ชลบุรี ฝึกสาขายานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และดิจิตอล 3.สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน จ.ระยอง ฝึกสาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม และต่อไปการฝึกอาชีพต้องทำร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และภาคเอกชน

ทั้งหมดนี้จะอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์บูรณาการพัฒนากำลังคนรองรับความต้องการในพื้นที่ จำนวน 4 กลุ่ม คือ พัฒนาการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รองรับอุตสาหกรรมในอนาคต พัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 10 จังหวัด เพิ่มทางเลือกการประกอบอาชีพ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และพัฒนาแรงงานในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำ ให้มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ตลอดจนการส่งเสริม ครัวไทยสู่ครัวโลก พัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ท่องเที่ยว และยกระดับทักษะภาษาต่างประเทศ รองรับการสื่อสารอย่างถูกต้อง

“ผมจะขับเคลื่อนมาตรฐานฝีมือแรงงาน ให้ลูกจ้างได้รับค่าจ้างที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันมีการกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานไปแล้ว 55 สาขา ถือเป็นการยกระดับแรงงานไทยให้พร้อมเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 โครงการติดดาว ได้รับการตอบรับด้วยดีและ จูงใจให้คนเข้าสู่การมีมาตรฐานฝีมือแรงงานมากขึ้นคนทำงานที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานจะได้รับการรับรองคุณภาพ มีมาตรฐาน ผู้ใช้บริการก็จะมีความมั่นใจว่าจะได้งานดีมีคุณภาพ ผมตั้งเป้า 6 เดือนแรก จะมีคนผ่านทดสอบไม่น้อยกว่า 1.2 หมื่นคน โดยช่างไฟฟ้าภายในอาคารของเทสโก้ โลตัส จะประเดิมเข้าติดดาว 1 พันคน มี พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล เป็นประธาน ในเดือน พ.ย.”

 

TMA ร่วมผลักดันผลงานทางนวัตกรรม เปิดเวทีสัมมนา STI Forum 18 ต.ค. นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ต.ค. 2559 12:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744072

 

TMA เปิดเวทีงานสัมมนาเชิงวิชาการ STI Forum ในวันที่ 18 ต.ค. นี้ เชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ เผยแพร่แนวทางปฏิบัติที่ดีด้วยระบบนวัตกรรมแบบเปิด เพิ่มขีดความสามารถการผลิตขององค์กร

วันที่ 5 ต.ค.59 สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ TMA ร่วมมือกับมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเวทีงานสัมมนาเชิงวิชาการ STI Forum “Creating the Right Ecosystem: Collaborating to Innovate” And Outstanding Technologist Awards 2016 เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ดีของการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเชิญผู้บริหารองค์กรชั้นนำตัวจริงเสียงจริง ทั้งไทยและต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้การพัฒนานวัตกรรมแบบเปิด เพื่อร่วมจุดประกายมุมมองความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม สนับสนุนพัฒนาต่อยอดจากสิ่งเดิมที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดสินค้าและการบริการใหม่ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าและตลาดซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตขององค์กร ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

นอกจากนี้ บนเวทีงานสัมมนา STI Forum “Creating the Right Ecosystem: Collaborating to Innovate” And Outstanding Technologist Awards 2016 จะมีการมอบรางวัลพระราชทาน “นักเทคโนโลยีดีเด่น” เพื่อเชิดชูเกียรติแก่นักเทคโนโลยีไทยที่มีผลงานโดดเด่นด้านการวิจัยและพัฒนาให้สร้างสรรค์งานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ซึ่งงานดังกล่าวจะจัดให้มีขึ้นในวันอังคารที่ 18 ตุลาคมนี้ เวลา 08.30-16.30 น. ณ แอทธินี คริสตัลฮอลล์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ผู้สนใจติดต่อสอบถามได้ที่โทร. 0-2319-7677, 0-2718-5601 ต่อ 204 หรือสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.tma.or.th

 

ชอกช้ำ! ราคาข้าวทุบสถิติต่ำสุด “พาณิชย์” ดิ้นพล่านระทึก “นาปี” ดิ่งตามลงเหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ต.ค. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743737

 

น้ำแล้ง–น้ำท่วมทำอะไรไม่ได้ ข้าวไทยราคาดิ่งเหว ข้าวขาวเหลือตันละ 360 เหรียญฯ ต่ำสุดรอบ 2 ปี ข้าวหอมมะลิร่วงแรงเหลือ 650 เหรียญฯ ต่ำสุดรอบ 5 ปี เหตุตลาดไม่มีคำสั่งซื้อ “พาณิชย์” ดิ้นหวั่นกระทบราคาข้าวเปลือกนาปีที่จะออก พ.ย.นี้ ด้าน ครม.เลื่อนมาตรการช่วยไร่มันเร็วขึ้น 2 เดือน

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทยเสนอขายอยู่ที่ตันละ 360-365 เหรียญสหรัฐฯ ต่ำสุดในรอบ 2 ปี หรือนับตั้งแต่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศ ส่วนราคาส่งออกข้าวหอมมะลิไทยอยู่ที่ตันละ 650 เหรียญฯ ต่ำสุดในรอบ 5 ปี

สำหรับสาเหตุที่ราคาส่งออกข้าวไทยปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะข้าวขาว 5% เพราะหลายประเทศมีข้าวชนิดเดียวกัน แต่ตลาดไม่มีคำสั่งซื้อ ทำให้ประเทศส่งออกแข่งขันกันลดราคาขาย โดยราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของเวียดนามเหลือตันละ 325 เหรียญฯ ต่ำกว่าข้าวชนิดเดียวกันของไทยตันละ 40 เหรียญฯ ส่วนปากีสถานอยู่ที่ตันละ 315-320 เหรียญฯ (ราคาซีไอเอฟ ที่รวมค่าระวางเรือ และค่าประกันภัย) เมื่อทอนกลับมาเป็นราคาเอฟโอบี ซึ่งเป็นราคา ณ ท่าเรือ จะต่ำกว่าตันละ 300 เหรียญฯด้วยซ้ำ

“ทั้งนี้ ตลาดที่เดิมคาดว่าจะซื้อข้าวหลายแห่ง ขณะนี้เริ่มมีผลผลิตข้าวในประเทศดีขึ้น เช่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่ปกติจะนำเข้าช่วงปลายปี ขณะนี้ประเมินว่าน่าจะนำเข้าในปริมาณลดลงกว่าที่เคยนำเข้าเมื่อปีก่อน ส่วนจีนที่ไทยมีสัญญาซื้อขายข้าว 1 ล้านตันในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ยังอยู่ระหว่างการเจรจาราคาส่งมอบลอตแรก 100,000 ตัน โดยจีนได้ต่อราคาถูกมาก ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะขายได้หรือไม่ เพราะผลผลิตข้าวในจีนดีขึ้น และมีข้าวจากปากีสถานในราคาถูกกว่าเข้าไปทำตลาดอีก”

นายชูเกียรติกล่าวต่อว่า เท่าที่ประเมินสถานการณ์ยังไม่เห็นถึงแนวทางที่จะกระตุ้นตลาด ข้าวไทยให้ส่งออกมากขึ้นได้ เพราะความต้องการซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด และอาจทำให้ปริมาณการส่งออกปีนี้ได้เพียง 9.2 ล้านตัน จากเป้าหมายที่ 9.5 ล้านตัน เพราะในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปี การส่งออกต่อเดือนเหลือเพียง 650,000 ตันเท่านั้น หากจะให้ได้ตามเป้าหมาย ในช่วง 4 เดือนท่ีเหลือต้องส่งออกเดือนละ 700,000 ตันขึ้นไป

“ไม่เฉพาะราคาข้าวที่ลดต่ำลง แต่พืชเกษตรอื่นๆก็ลดลงมามาก ทั้งมันสำปะหลัง ข้าวสาลี ข้าวโพด เพราะผลผลิตปีนี้ดีมากเกือบทั้งโลก ยกเว้นน้ำตาลทรายที่ยังมีปัญหาผลผลิตอยู่ ซึ่งการจัดโปรโมชั่นด้วยการไปเปิดตลาดต่างประเทศ เชิญผู้ซื้อผู้นำเข้ามาหารือ เพื่อให้ซื้อข้าวจากไทยช่วยได้แค่ระดับหนึ่ง แต่ก็คงมีคำสั่งซื้อไม่มาก เพราะความต้องการซื้อข้าวโลกที่ลดลง” นาย
ชูเกียรติกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ ว่า ภายในสัปดาห์นี้ กระทรวงจะเชิญผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับข้าวทั้งหมดมาหารือเพื่อประเมินสถานการณ์ตลาดข้าวในปัจจุบัน เพราะเป็นห่วงราคาข้าวที่ตกต่ำลง ซึ่งอาจทำให้ราคาข้าวเปลือกนาปีปีการผลิต 59/60 ที่จะออกมาในเดือน พ.ย.นี้ ตกต่ำตามไปด้วย ทั้งนี้ หลังจากหารือกับทุกฝ่ายและได้ข้อสรุปในเรื่องของมาตรการและแนวทางที่จะผลักดันราคาข้าวไทยแล้ว จะเชิญภาคเอกชนประชุมใหญ่ร่วมกับนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ ต่อไป

ขณะที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการมันสำปะหลังปี 2559/ 2560 เพิ่มเติม โดยให้เลื่อนเวลาการดำเนินการตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2559 ใน 3 โครงการ 1.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลังในระบบน้ำหยด 2.โครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับ มาตรฐานการผลิตและการแปรรูปมันสำปะหลัง และ 3.โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร จากเดิมจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 ธ.ค. 2559-31 ธ.ค.2562 เป็นเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.2559 เป็นต้นไป เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้เร็วขึ้น

ครม.ยังได้อนุมัติโครงการพักชำระหนี้เงินต้นและลดดอกเบี้ยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง กรอบวงเงินที่รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยรวม 1,200 ล้านบาท โดยเลื่อนกำหนดชำระคืนเงินต้นเป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2559-31 ส.ค.2561 และลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้เกษตรกร 3% ต่อปี โดยรัฐบาล และ ธ.ก.ส.รับภาระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรรายละ 1.5% วงเงินกู้รวมประมาณ 40,000 ล้านบาท รวมทั้งโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง โดย ธ.ก.ส.จะให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในอัตรา 0.5% ต่อเดือน หรือ 6%ต่อปี วงเงินกู้รายละไม่เกิน 20,000 บาท วงเงินสินเชื่อรวม 10,000 ล้านบาท.

 

10 ปีเศรษฐกิจดี 1.5 ล้านล. “กฎหมายอีอีซี” บูม 3 จังหวัดตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ต.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743736

 

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. … (อีอีซี) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการบริหารจัดการพัฒนาพื้นที่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก รวม 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะนำไปสู่การลงทุนของอุตสาหกรรมใหม่และนำไปสู่ประเทศไทย 4.0 อย่างเป็นรูปธรรม โดยรัฐบาลจะพยายามเร่งรัดนำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เสนอสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คาดว่าจะมีผลใช้บังคับได้ในต้นปี 2560 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและเป็นผลงานสำคัญของรัฐบาล จึงต้องเริ่มต้นในรัฐบาลนี้และจะสามารถเดินหน้าได้ในรัฐบาลต่อไป

“โครงการนี้มีความสำคัญเช่นเดียวกับเมื่อ 25 ปีก่อนที่มีการพัฒนาโครงการชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกหรืออีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งได้นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่เรียกว่า โชติช่วงชัชวาลและทำให้ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตลอด 25 ปี ซึ่งส่งผลดีทำให้ไทยเป็นประเทศชั้นนำในอาเซียนและเป็นผู้นำในด้านต่างๆ”

สำหรับสาระสำคัญเป็นการกำหนดวัตถุประสงค์การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เช่น ส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการด้านโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคมขนส่ง และอำนวยความสะดวกในเขตพื้นที่ และนโยบายรัฐบาลที่จะต้องส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนเพิ่มขึ้นทั้งจากในและต่างประเทศ ยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอากาศยาน ยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์และอุตสาหกรรมเคมีขั้นสูง นำไปสู่การลงทุน 1.5 ล้านล้านบาทในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยทั้งหมดจะช่วยยกระดับชีวิตประชาชนภาคตะวันออก ทำให้ไทยเป็นประเทศพัฒนาอย่างแท้จริง.

 

เบื่อคนบ่น! รถไฟฟ้าเสียซ้ำซาก “อาคม” สั่งตรวจเข้มหยุดเหตุขัดข้องรายวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ต.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743731

 

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับการร้องเรียนมากว่าการเดินรถของรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที และบีทีเอสเกิดปัญหาขัดข้องบ่อย ทำให้การเดินรถเกิดความล่าช้า จนส่งผลกระทบต่อผู้โดยสาร จึงได้เชิญบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม ซึ่งดูแลการเดินรถ ไฟฟ้าใต้ดิน และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มาสอบถามถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น เพราะช่วงหลังเกิดขึ้นบ่อยมาก

ทั้งนี้ 2 หน่วยงานชี้แจงว่า ปัญหาล่าช้าส่วนใหญ่ไม่รุนแรง โดยล่าช้าประมาณ 10 นาที รถไฟฟ้าบีทีเอสนั้น ช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เกิดเหตุขัดข้อง 3 ครั้งคือ วันที่ 9, 15 และ 29 ก.ย. ซึ่งแต่ละครั้งแก้ปัญหาได้ภายใน 10 นาที และระหว่างเหตุการณ์ ได้แจ้งให้ผู้โดยสารทราบข่าวผ่านทางทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กต่อเนื่อง สำหรับสาเหตุของปัญหามีทั้งจากตัวผู้ใช้บริการ และผู้ให้บริการ เช่น เมื่อวันที่ 9 ก.ย. เซนเซอร์บางตัวของขบวนรถไม่ทำงานทำให้ประตูปิดไม่ได้ ซึ่งเมื่อนำไปเช็กที่ศูนย์ซ่อมปรากฏว่ามีเหรียญค้างอยู่ในร่อง บางครั้งมีหลอดยาดม ถ่านไฟฉาย และส้นรองเท้าส้นสูงติดอยู่ ฯลฯ ส่วนรถไฟฟ้าสายสีม่วง ที่ผ่านมาเกิดเหตุขัดข้องบ่อยประตูเปิดไม่ตรงสถานี การจอดเกินป้ายเนื่องจากระบบเบรกทำงานช้าผิดปกติ ซึ่งขณะนี้ได้แก้ไขด้วยการเปลี่ยนซอฟต์แวร์ตัวใหม่แล้ว

นายอาคมกล่าวต่อว่า ได้กำชับให้มีการตรวจสอบระบบซ่อมบำรุงให้ละเอียดรอบคอบมากขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะตรวจสอบตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว โดยกรณีเหตุขัดข้องแก้ปัญหาได้ภายใน 10 นาทีนั้น ตนไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีกและต้องให้ข้อมูลกับผู้ใช้บริการด้วยว่าเหตุขัดข้องเกิดจากอะไร เพื่อให้เตรียมตัววางแผนการเดินทางได้ถูกต้อง

“หลังจากนี้หากเกิดเหตุการณ์ขัดข้องที่ต้องทำให้หยุดการเดินรถ และการเดินทางล่าช้าออกไปมากกว่า 5 นาทีขึ้นไป ผู้ประกอบการจะต้องรายงานปัญหามาให้กระทรวงคมนาคมรับทราบ เพื่อวางแผนเตรียมพร้อมรองรับหากแก้ปัญหา เช่น ใช้รถเมล์ ขสมก. เข้าไปช่วยขนถ่ายตามจุดที่เกิดเหตุ เป็นต้น โดยในเร็วๆนี้จะมีการซักซ้อมเมื่อเกิดเหตุการณ์ขัดข้องในห้องปฏิบัติการร่วมกัน โดยจะเริ่มที่ รฟม.และบีอีเอ็มก่อน จากนั้น จะซ้อมร่วมกันทั้งหมดอีกครั้ง”.

 

ธปท.ตัดขาแบงก์ปั่นหัวลูกค้า สกัดขายเอทีเอ็ม-เดบิตพ่วงบริการเสริม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ต.ค. 2559 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743726

 

ธปท.ฮึ่มแบงก์พาณิชย์ สั่งสำรองบัตรเอทีเอ็ม และบัตรเดบิตประเภทธรรมดาให้พอต่อความต้องการของลูกค้า หลังได้รับร้องเรียนพนักงานมั่วยัดเยียดทำบัตรเอทีเอ็ม บัตรเดบิตพ่วงบริการเสริม อ้างบัตรธรรมดาไม่พอ ระบุหากจะขายพ่วงต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ ชี้แจงค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)โดยนายรณดุล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.สายกำกับสถาบันการเงิน ได้ออกหนังสือเวียนถึงธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในประเทศไทยทุกธนาคาร เรื่องการขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ 7 แห่ง เพิ่มปริมาณสำรองบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตชนิดธรรมดาให้มีความเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ เกี่ยวกับการทำบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิต ในลักษณะของการถูกบังคับให้ทำบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิต ที่พ่วงบริการอื่นๆเสริม ทำให้ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการใช้บัตรรายปีสูงกว่าบัตรประเภทธรรมดา

ทั้งนี้ ธปท.ได้รับร้องเรียนจากลูกค้า โดยพนักงานธนาคารพาณิชย์จะอ้างว่าบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตแบบธรรมดาหมด ไม่มีอยู่ที่สาขาจะต้องใช้เวลานานกว่าจะมีการจัดส่งมายังสาขา แต่มีบัตรแบบที่มีบริการเสริมเหลืออยู่ ดังนั้น ลูกค้าที่มีความจำเป็นต้องใช้บัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตทันที จึงต้องยอมทำบัตรแบบที่มีบริการเสริมพ่วงแทน

และเมื่อ ธปท.ได้สำรวจปริมาณการสำรองบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตประเภทต่างๆ ของธนาคารพาณิชย์ พบว่าธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมีการสำรองบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตประเภทธรรมดาน้อยกว่าประเภทที่มีบริการเสริม ทำให้ไม่มีจำนวนบัตรเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทำให้ลูกค้าไม่สามารถทำบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตตามชนิดที่ต้องการได้

อย่างไรก็ตาม ธปท.ต้องการให้ลูกค้าได้รับสิทธิที่จะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินตามความจำเป็น ซึ่งเป็นไปตามสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภค และเป็นข้อกำหนดตามแนวนโยบายของ ธปท.เรื่องการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน หลักทรัพย์ และการประกันภัย รวมทั้งบทบัญญัติของการคุ้มครองผู้บริโภค

จึงขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มปริมาณสำรองบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตชนิดธรรมดาให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

ส่วนกรณีที่หากพนักงานธนาคารต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพิ่ม เช่น การให้บริการบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตที่มีบริการเสริมพ่วง ควรจะต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจบริการบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตประเภทต่างๆ อย่างถ่องแท้ว่าจะได้รับบริการใดเพิ่ม และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอย่างไร เพื่อประกอบการตัดสินใจ

โดย ธปท.ขอให้หน่วยงานด้านการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และหน่วยงานตรวจสอบภายในของธนาคารพาณิชย์ มีส่วนร่วมในการกำกับดูแลในเกิดการดำเนินตามที่ธปท.ขอความร่วมมือและประเมินการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติดังกล่าวอย่างเคร่งครัด.

 

เดอะมอลล์โคราชผงาดคุมอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ต.ค. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/743721

 

นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานกรรมการ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยถึงการเปิดตัวโฉมใหม่ “เดอะมอลล์ นครราชสีมา” ว่า หลังทุ่มเงินกว่า 2,000 ล้านบาท ขยายพื้นที่โครงการศูนย์การค้าเดอะมอลล์ นครราชสีมา เพิ่มเป็น 90 ไร่ จาก 60 ไร่ และพื้นที่ค้าปลีกเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ตารางเมตร จาก 250,000 ตารางเมตร เป็น 350,000 ตารางเมตร บนทำเลใจกลางเมืองนครราชสีมา (โคราช) ทำให้มูลค่าโครงการของศูนย์การค้าดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 11,000-12,000 ล้านบาท จากเดิมที่ลงทุนครั้งแรกเมื่อ 17 ปีก่อน มูลค่าของโครงการอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท ก็พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในวันที่ 8 ต.ค.59 นี้ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้า ทั้งคนท้องถิ่นในจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดโดยรอบ เช่น บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม สุรินทร์ ที่มีจำนวนประชากรรวมกันมากถึง 8 ล้านคน และชาวต่างชาติที่ตั้งรกรากอาศัยอยู่ในภาคอีสาน รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากทั่วโลก

คาดว่าหลังเปิดให้บริการจะมีลูกค้าเดินทางเข้ามาในโคราชเพิ่มขึ้นเท่าตัว และเข้ามาใช้บริการในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ นครราชสีมาเพิ่มขึ้น 30% จากปัจจุบันที่มีเฉลี่ยวันละ 100,000 คน การใช้จ่ายต่อบิลของลูกค้าประมาณ 3,000 บาท แม้การแข่งขันจะรุนแรง มีผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่เข้ามาทำตลาดในพื้นที่ดังกล่าวถึง 3 ราย คือ กลุ่มเดอะมอลล์ กลุ่มเซ็นทรัล และเทอร์มินอล 21 เพื่อแย่งชิงลูกค้ากันก็ตาม

“ผลประกอบการของเดอะมอลล์กรุ๊ป ในปี 60 หลังเปิดให้บริการทั้ง 2 ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่หัวหิน และนครราชสีมา คาดว่าจะส่งผลให้รายได้รวมของเดอะมอลล์กรุ๊ปเติบโตมากกว่า 10% จากปี 58 ที่ทำได้ 52,000 ล้านบาท เติบโต 7% และเป้าหมายปี 59 ที่คาดว่าจะทำได้ถึง 55,000 ล้านบาท”.