คลังเร่งตั้ง “พิโกไฟแนนซ์” อุ้มคนจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ต.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744816

 

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบให้กระทรวงการคลังดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน โดยคาดว่าภายในเดือน ต.ค.นี้ กระทรวงการคลังจัดตั้งสินเชื่อพิโก ไฟแนนซ์ หรือสินเชื่อรายจิ๋วได้อย่างแน่นอน หลังจากที่มีการประกาศเรื่องดังกล่าวลงในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว โดยพิโกไฟแนนซ์นั้นจะเป็นสินเชื่อรูปแบบใหม่ที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลังและเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้นอกระบบประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ได้ แต่ต้องทำตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น จัดตั้งเป็นบริษัทนิติบุคคล มีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท เป็นต้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งรัดการบังคับใช้ร่าง พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. … ซึ่งจะมีการเพิ่มโทษสำหรับเจ้าหนี้นอกระบบที่เรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนดให้สูงขึ้น จากเดิมปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี เป็นปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยจะมีการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวด

“พิโกไฟแนนซ์จะมีความแตกต่างจากสินเชื่อรูปแบบเดิมคือ พิโกไฟแนนซ์ สามารถปล่อยกู้กรณีฉุกเฉินได้ เช่น ค่ารักษาพยาบาล และค่าเล่าเรียนบุตร เป็นต้น วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี ซึ่งถือว่าต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบที่เรียกเก็บ 60-100% ต่อปี และที่สำคัญการกู้ยืมดังกล่าวไม่ต้องใช้หลักประกัน”

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังสั่งให้ธนาคารเฉพาะกิจ 2 แห่งคือธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดตั้งหน่วยธุรกิจ (Business Unit) ด้านการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบขึ้นมาภายในธนาคาร พร้อมกับมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีเงื่อนไขผ่อนปรนกว่าปกติ เพื่อช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบแก่ประชาชนโดยเฉพาะ โดยจะมีจุดให้คำปรึกษาปัญหาหนี้นอกระบบ ณ สาขาของธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส.ทั่วประเทศ ส่วนลูกหนี้นอกระบบที่ไม่มีศักยภาพในการชำระหนี้ จะได้รับการสนับสนุนฟื้นฟูอาชีพผ่านกลไกของคณะอนุกรรมการฟื้นฟู และพัฒนาศักยภาพการหารายได้ของลูกหนี้นอกระบบใน 77 จังหวัด.

 

ทุ่มหมดหน้าตัก 3.4 แสนล้านบาท!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ต.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744811

 

ลุยไฟเปิดประมูล 11 โครงการ หวังกระตุ้นลงทุนไตรมาส 4

นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้าโครงการลงทุนที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการประกวดราคาที่ในไตรมาส 4 จะสามารถเปิดประมูลได้อีก 11 โครงการ วงเงินลงทุน 344,609 ล้านบาท อาทิ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 17,249 ล้านบาท

ขณะที่ในเส้นทางช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กม. วงเงิน 29,449 ล้านบาท ที่ได้รับความเห็นชอบในร่างทีโออาร์ประกวดราคามาตรฐานแล้ว ก็จะเสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) พิจารณาวันที่ 18 ต.ค.นี้

สำหรับรถไฟทางคู่อีก 3 เส้นทางคือ ช่วงนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 165 กม. วงเงินโครงการ 20,036 ล้านบาท, ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม.วงเงิน 24,840 ล้านบาท และ หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 90 กม. วงเงิน 10,301 ล้านบาท ต้องรอให้บอร์ด ร.ฟ.ท.อนุมัติทีโออาร์มาตรฐานและราคากลาง โดย 2 เส้นทางแรกผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้ว ส่วนเส้นทางที่ 3 กำลังแก้ไขอีไอเอ

นายพีระพลกล่าวว่า รถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน บางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสายสีแดงเข้ม บางซื่อ-หัวลำโพง รวม 25 กิโลเมตร วงเงิน 44,156 ล้านบาท จะเปิดประกวดราคาในเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้ ขณะที่ รถไฟฟ้าสายสีม่วง เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ 23.6 กิโลเมตร 131,004 ล้านบาท จะเปิดประกวดราคาในต้นปีหน้า และโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษ ระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) 2 เส้นทาง คือสายบางปะอิน-สระบุรี-นคร– ราชสีมา ที่เหลืออีก 15 ตอน วงเงิน 30,000 ล้านบาท และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี เหลืออีก 16 ตอน วงเงิน 30,000 ล้านบาท จะเปิดประมูลได้ตั้งแต่เดือน ต.ค.นี้.

 

ดึงแม่บ้านเหล่าทัพขายของถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ต.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744806

 

พาณิชย์ ปิ๊งไอเดีย! ลดค่าครองชีพประชาชน

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์จะขอความร่วมมือสมาคมแม่บ้านเหล่าทัพ ทั้งทหาร ตำรวจ และหน่วยงานราชการอื่นๆ มาเป็นแนวร่วมในการตรวจสอบภาวะค่าครองชีพ ราคาสินค้า และร่วมกันหามาตรการในการดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน เพราะคนเหล่านี้จะมีความใกล้ชิดกับประชาชนและข้าราชการของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะทำให้ทราบความต้องการของผู้บริโภค และจัดทำมาตรการดูแล ค่าครองชีพได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ในการแจ้งสถานการณ์ราคาสินค้าเพื่อติดตาม ความเคลื่อนไหวด้านราคา และจะนำรายละเอียดราคาลงไปแสดง ไว้ในแอพพลิเคชั่นลายแทงของถูกของกระทรวงเพื่อให้ประชาชนได้ตรวจสอบ และทราบว่าที่ใดมีสินค้าราคาถูกจำหน่ายบ้าง

ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้ผู้บริหารของกระทรวงพาณิชย์ ออกตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าทั้งประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามและกำกับดูแลราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดให้สินค้ามีเพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆที่จะมีความต้องการสินค้าบางชนิดเพิ่มขึ้น เช่น ช่วงกินเจ หรือช่วงเปิดเทอมใหม่ เป็นต้น และยังได้เร่งผลักดันให้เกิดร้านฉลาดซื้อประหยัดใช้ ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกค้าส่งที่อยู่ในความดูแลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้มากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนในการซื้อสินค้า

สำหรับการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำได้เตรียมแผนเชื่อมโยงตลาด นำสินค้าจากแหล่งผลิตกระจายไปยังแหล่งอื่นๆ ทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการในส่วนของลองกอง โดยได้ประสานให้สายการบินแอร์เอเชีย และไทยสมายล์ช่วยขนส่งรวมถึงประสานห้างสรรพสินค้าในการระบาย ซึ่งสามารถยกระดับราคาไม่ให้ตกต่ำได้

ส่วนเรื่องข้าวนั้นรัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ 19 มาตรการเพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ราคาตกต่ำ ซึ่งได้เตรียมพร้อมที่จะดำเนินการรองรับผลผลิตข้าวเปลือกนาปีปี 59/60 ที่กำลังจะออกมาตั้งแต่เดือน พ.ย.นี้ พร้อมหมดแล้ว ทั้งการรับจำนำยุ้งฉางและ การชดเชยดอกเบี้ยเพื่อเก็บสต๊อกข้าว เป็นต้น.

 

ตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม “ธพ.” มึนคนไทยเมินใช้อี 20

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ต.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744802

 

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า กบง.ได้เห็นชอบให้คงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ประจำเดือน ต.ค. ที่ 20.29 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) แม้ว่าราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (LPG Pool) จะปรับตัวลดลง 0.16 บาทต่อ กก. จาก 13.16 บาทต่อ กก. เป็น 12.99 บาทต่อ กก. แต่เพื่อเป็นการลดภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมัน ในช่วงที่ผ่านมา กบง.จึงให้นำเงินดังกล่าวเก็บเข้ากองทุนน้ำมันแทน

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวว่าในเร็วๆนี้ ธพ.จะเสนอให้ กบง. พิจารณาการเพิ่มส่วนต่างราคาแก๊สโซฮอล์อี 20 กับแก๊สโซฮอล์อี 10 ให้เพิ่มขึ้นเพื่อจูงใจผู้บริโภคมาใช้อี 20 เนื่องจากพบว่าปริมาณรถยนต์ที่สามารถใช้ อี 20 ได้มีสูงถึง 2.7 ล้านคัน แต่การใช้อี 20 ของรถยนต์กลุ่มดังกล่าวยังต่ำมากเฉลี่ยเพียง 5 ล้านลิตรต่อวัน และจะเสนอให้มีการกำหนดราคาแก๊สโซฮอล์ 95 เท่ากับแก๊สโซฮอล์ 91 ภายในปีนี้ควบคู่ไปด้วย เพื่อที่จะเป็นกลไกการตลาดในการให้ผู้ค้าเลือกที่จะยกเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ล่าสุด บริษัทซัสโก้ จำกัด (มหาชน) ก็แจ้งให้ ธพ.ทราบว่าพร้อมยกเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ในปีนี้ และยังมีปั๊มน้ำมันของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บางส่วนจะทยอยยกเลิกจำหน่ายตามไปด้วย.

 

ชี้เศรษฐกิจภูมิภาคสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744792

 

“เวิลด์แบงก์”ปรับจีดีพีไทยปีนี้เติบโต3.1%

ธนาคารโลกปรับเพิ่มการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 3.1% จากเดิมคาดไว้แค่ 2.5% จับตาการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุนจากภาครัฐในครึ่งปีหลัง มองความเสี่ยงมาจากเศรษฐกิจจีนชะลอ กระทบการค้า-เงินทุนมาไทย ขณะที่การเมืองเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่น่าห่วง มองภาพรวมเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ยังไปได้ ยกให้เศรษฐกิจฟิลิปปินส์แข็งแกร่งเบอร์ 1 กัมพูชา พม่า ลาว สดใส

นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำสำนักงานประเทศไทย เปิดเผยรายงาน เปิดตัวรายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกฉบับล่าสุด โดยกล่าวว่า ในส่วนของประเทศไทย ธนาคารโลกได้ปรับขึ้นการประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปีนี้เป็นขยายตัว 3.1% จากประมาณการเดิมที่เคยคาดไว้ว่าจะโต 2.5% ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับเศรษฐกิจไทยในปีหน้าน่าจะโตได้ต่อเนื่องที่ระดับ 3.1% เช่นเดียวกัน

“ปัจจัยหลักๆที่ทำให้เราปรับคาดการณ์จีดีพีไทยขึ้นในรอบนี้ มาจากไตรมาส 1 และ 2 เศรษฐกิจไทยเติบโตค่อนข้างดีจากภาคการท่องเที่ยวและมาตรการการคลังที่เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ในครึ่งปีหลังจำนวนนักท่องเที่ยวอาจจะลดลงบ้าง นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนยังน่าจะมีส่วนช่วยในการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อไป แม้จะยังอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐที่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายตัวของเศรษฐกิจเช่นกัน”

นายเกียรติพงศ์กล่าวว่า ธนาคารโลกมองว่าเศรษฐกิจไทยที่จะถูกกระทบการเติบโต มาจากประเด็นเศรษฐกิจจีนที่ขาดเสถียรภาพด้านการเงิน และอาจจะมีธุรกิจที่ต้องผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับไทยในช่องทางการค้าและการไหลเวียนของเงินทุน เนื่องจากไทยส่งออกสินค้าไปจีนคิดเป็นสัดส่วนถึง 12% จากยอดการส่งออกทั้งหมด และสัดส่วนเงินลงทุนจากจีนมาไทยคิดเป็น 8% ของเงินทุนไหลเข้าจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงอีกเรื่องที่ต้องติดตามคือ เสถียรภาพการเมือง หากประชาชนไม่พอใจกับการเดินหน้าปฏิรูปทางการเมือง หรือมีการเลื่อนการปฏิรูปออกไป และความไม่แน่นอนทางการเมืองยังอาจทำให้การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐถูกเลื่อนออกไปด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน รวมทั้งเศรษฐกิจโดยรวม

ทั้งนี้ สำหรับเศรษฐกิจโดยรวมของเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก รายงานคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกจะยังคงเติบโตในระดับปานกลางตลอดช่วง 3 ปีข้างหน้า ขณะที่ภูมิภาคนี้ยังคงเผชิญกับความเสี่ยงที่มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ และประเทศต่างๆ จะต้องมีมาตรการในการลดความเปราะบางด้านการเงินและการคลังในระยะยาว โดยเสนอให้ประเทศต่างๆให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืน รวมถึงการอุดช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง

ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนยังอยู่ระหว่างดำเนินการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เติบโตช้าลง แต่มีความยั่งยืนมากขึ้น โดยคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโตที่ 6.7% และชะลอตัวลงเป็น 6.5% ในปีหน้า ขณะที่ภาพรวมของภูมิภาคนี้ (ยกเว้นจีน) เติบโตที่อัตรา 4.8% ในปีนี้ และเพิ่มขึ้นเป็น 5% ในปีหน้า โดยประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกจะเติบโตที่ 5.8% ในปีนี้ และเพิ่มขึ้นเป็น 5.7% ในปี 60-61

นอกจากนี้ เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์จะแข็งแกร่งที่สุดโดยจะเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 6.4% ในปีนี้ ในขณะที่เวียดนามเผชิญกับภัยแล้งอย่างรุนแรงในปีนี้ จะฟื้นตัวได้และกลับมาเติบโตที่ 6.3% ในปีหน้า เศรษฐกิจมาเลเซียคาดว่าจะโตที่ 4.2% ในปีนี้ชะลอตัวลงจากปีก่อน เนื่องจากความต้องการน้ำมันของโลกและการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมลดลง ขณะที่เศรษฐกิจในกัมพูชา ลาว และเมียนมายังคงเติบโตอย่างสดใส.

 

“ยา-ความงาม” ดันรูดบัตรทะลุแสน ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ต.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744797

 

นางนพวรรณ เจิมหรรษา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผู้ถือบัตรเครดิตได้ใช้จ่าย หรือผ่อนชำระผ่านบัตร เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล และดูแลสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีที่ผ่านมา มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตด้านนี้มากกว่า 100,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ของภาพรวมการใช้จ่ายทั้งระบบของบัตรเครดิตที่เติบโตได้เกิน 10% สูงกว่าการใช้จ่ายทั่วไปที่มีอัตราเติบโตต่ำกว่า 8%

“ทุกวันนี้การใช้จ่ายเพื่อสุขภาพไม่ใช่มีแค่อยู่ในกลุ่มคนชั้นสูง แต่ได้ขยายไปถึงกลุ่มคนชั้นกลางที่หันมาใช้หรือผ่อนผ่านบัตรเครดิตเพิ่ม ที่สำคัญรูปแบบการใช้จ่ายไม่ได้มีแค่การรักษาการเจ็บป่วยเหมือนก่อน แต่ยังขยายไปถึงการดูแลสุขภาพ การศัลยกรรม การป้องกันโรค การดูแลสายตา และการตรวจสุขภาพอีกด้วย”

สำหรับยอดการใช้จ่ายด้านสุขภาพผ่านบัตรเครดิตของธนาคารกสิกรไทย ช่วงปีที่ผ่านมามีประมาณ 33,000 ล้านบาท และหลังจากนี้คาดว่ายอดการใช้จ่ายกลุ่มนี้จะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี และภายใน 5 ปีข้างหน้ายอดใช้จ่ายจะเพิ่มเป็นไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตตามทิศทางธุรกิจสุขภาพของประเทศไทย

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารร่วมกับเครือกรุงเทพดุสิตเวชการ (บีดีเอ็มเอส) ปรับรูปลักษณ์และสิทธิประโยชน์บัตรเครดิตร่วมกรุงเทพดุสิตเวชการ-กสิกรไทย เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความคล่องตัวในการจัดการค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพในการใช้บริการที่โรงพยาบาล และมอบสิทธิด้านการรักษาพยาบาล และส่วนลดพิเศษใน 5 กลุ่มโรงพยาบาลในเครือของกรุงเทพดุสิตเวชการ อาทิ โรงพยาบาลกรุงเทพ สมิติเวช บีเอ็นเอช พญาไท และเปาโล แก่ผู้ถือบัตร ทั้งค่าห้อง ค่ายาทันตกรรมรวมถึงบริการทางการเงินจากธนาคารด้วย.

 

ปตท.ผงาด! คนไทยอยากทำงานที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744791

 

“จ๊อบส์ดีบี” เผยอันดับ 10 บริษัท “เอสซีจี-โตโยต้า-กูเกิล” ติดโผ

น.ส.นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จ๊อบส์ดีบี เว็บไซต์หางานซึ่งให้บริการอยู่ทั่วเอเชีย ได้ทำการสำรวจ 10 บริษัทที่คนอยากเข้าทำงานมากที่สุดในประเทศไทย พบว่าบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นองค์กรที่คนอยากร่วมงานมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วย 2. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี 3. บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย 4. บริษัท กูเกิล ประเทศไทย 5. บริษัท ฮอนด้า ประเทศไทย 6. บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส 7.บริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย 8.บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด 9. บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และ 10. บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด

ทั้งนี้ จ๊อบส์ดีบีได้ทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 446 คน ตั้งแต่เดือน พ.ค.ถึงเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นพนักงานระดับหัวหน้างานและฝ่ายบริหารจัดการ และมีความชำนาญเฉพาะด้านที่หลากหลาย ซึ่งจ๊อบส์ดีบีได้ทำการสำรวจแบบเดียวกันในอีก 6 ประเทศเอเชีย ได้แก่ ฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

โดยหากเปรียบเทียบระหว่างประเทศต่างๆ มีเพียงประเทศไทย เวียดนาม และสิงคโปร์ ที่คนอยากทำงานในบริษัทข้ามชาติมากกว่าท้องถิ่น ขณะที่ในฮ่องกง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย บริษัทในประเทศติด 10 อันดับแรกมากกว่าธุรกิจข้ามชาติ

ผลสำรวจยังระบุด้วยว่า ปัจจัยสำคัญในการเลือกงานของคนไทยคือสวัสดิการและความมั่นคงในอาชีพ ซึ่งสำคัญในสัดส่วนที่เท่าๆกัน ส่วนชื่อเสียงของบริษัท เป็นอันดับที่ 3 ขณะที่ผู้สมัครงานที่มีประสบการณ์มักเลือกงานจากภาพลักษณ์และแบรนด์ขององค์กรมากกว่า ผู้สมัครงานที่เพิ่งจบใหม่ ซึ่งมักให้ความสำคัญในการพัฒนาตัวเองในหน้าที่การงาน ส่วนช่องทางในการหางานในยุคปัจจุบันนั้น 20% มาจากการได้ยินคนอื่นพูดต่อๆ กันมาหรือจากโซเชียลมีเดีย, 16% มาจากการแนะนำของเพื่อนและครอบครัว และ 15% มาจากเว็บไซต์ของบริษัทหรือเว็บรับสมัครงาน.

 

“แพเนล สมาร์ท” แอพฯใหม่สุดล้ำ คลังเก็บข้อมูลพฤติกรรมขาช็อป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ต.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744787

 

นายอิษณาติ วุฒิธนากุล ผู้จัดการด้านพัฒนาธุรกิจ บริษัท กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำระดับโลกด้านการวิจัยพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคเชิงลึก เปิดเผยว่า บริษัทได้ขยายบริการวิจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภคสู่ไลฟ์สไตล์การบริโภคนอกบ้าน (Out of Home) พร้อมเปิดตัว “กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล แอพพลิเคชั่น-Panel Smart (แพเนล สมาร์ท)” ที่พัฒนามาเพื่อการใช้งานบนสมาร์ทโฟน รองรับทั้งระบบ ไอโอเอส (IOS) และแอนดรอยด์ (Android)

ทั้งนี้ กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล แอพพลิเคชั่น มีเทคโนโลยีการวิจัยที่ล้ำหน้าและแม่นยำ สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการจับจ่ายที่สะดวกสำหรับกลุ่มตัวอย่าง ครอบคลุมทั้งการบริโภคเชิงลึกทั้งการซื้อเข้าบ้าน และซื้อเพื่อบริโภคนอกบ้าน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนของนักการตลาด ถือเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อวางแผนเป็นกลยุทธ์ปลดล็อกสู่การเติบโต และเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ด้วย นอกจากนี้ ในส่วนของจุดเด่นการเก็บข้อมูลแบบบริโภคนอกบ้านของบริษัท คือบริษัทจะสร้างกลุ่มฐานตัวอย่างกลุ่มใหญ่ 2,000 ตัวอย่างที่เป็นรายบุคคล มิใช่เป็นครัวเรือน อีกทั้งการเก็บรวบรวมสถิติการซื้อก็จะทำการบันทึกเป็นรายสินค้าและต่อเนื่องยาวตลอดไป ซึ่งจะต่างกับของบริษัทอื่นที่จะเก็บข้อมูลเฉพาะช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ต้องการทราบเท่านั้น.

 

“แพเนล สมาร์ท” แอพฯใหม่สุดล้ำ คลังเก็บข้อมูลพฤติกรรมขาช็อป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ต.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744787

 

นายอิษณาติ วุฒิธนากุล ผู้จัดการด้านพัฒนาธุรกิจ บริษัท กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำระดับโลกด้านการวิจัยพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคเชิงลึก เปิดเผยว่า บริษัทได้ขยายบริการวิจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภคสู่ไลฟ์สไตล์การบริโภคนอกบ้าน (Out of Home) พร้อมเปิดตัว “กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล แอพพลิเคชั่น-Panel Smart (แพเนล สมาร์ท)” ที่พัฒนามาเพื่อการใช้งานบนสมาร์ทโฟน รองรับทั้งระบบ ไอโอเอส (IOS) และแอนดรอยด์ (Android)

ทั้งนี้ กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล แอพพลิเคชั่น มีเทคโนโลยีการวิจัยที่ล้ำหน้าและแม่นยำ สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการจับจ่ายที่สะดวกสำหรับกลุ่มตัวอย่าง ครอบคลุมทั้งการบริโภคเชิงลึกทั้งการซื้อเข้าบ้าน และซื้อเพื่อบริโภคนอกบ้าน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนของนักการตลาด ถือเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อวางแผนเป็นกลยุทธ์ปลดล็อกสู่การเติบโต และเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ด้วย นอกจากนี้ ในส่วนของจุดเด่นการเก็บข้อมูลแบบบริโภคนอกบ้านของบริษัท คือบริษัทจะสร้างกลุ่มฐานตัวอย่างกลุ่มใหญ่ 2,000 ตัวอย่างที่เป็นรายบุคคล มิใช่เป็นครัวเรือน อีกทั้งการเก็บรวบรวมสถิติการซื้อก็จะทำการบันทึกเป็นรายสินค้าและต่อเนื่องยาวตลอดไป ซึ่งจะต่างกับของบริษัทอื่นที่จะเก็บข้อมูลเฉพาะช่วงระยะเวลาหนึ่งที่ต้องการทราบเท่านั้น.

 

“เวิร์คพอยท์” ชี้เหลือแค่ 6 ช่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744786

 

นายชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานดิจิทัลทีวี บริษัทเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ณ สิ้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เรตติ้งเฉลี่ยของช่องเวิร์คพอยท์อยู่ที่ 1.23 ยังรั้งอยู่ที่อันดับ 3 ของระบบทีวี รองจากช่อง 7 และช่อง 3 โดยก่อนจบปีนี้ เวิร์ค-พอยท์มีเป้าหมายขยับเรตติ้งให้ได้แตะ 1.3-1.4 เพื่อหวังผลด้านรายได้ ค่าโฆษณา ซึ่งมีแผนปรับขึ้นราคาในช่วงต้นปีหน้าจากเฉลี่ยนาทีละ 50,000 บาท เป็น 55,000 บาท

“เรามั่นใจว่าจะสามารถคงอันดับ 3 ไว้ได้ต่อเนื่องยาวนาน จากประสบการณ์ด้านทีวีที่เรามี และเรตติ้งที่ทิ้งห่างช่องเบอร์ 4 โดยเป้าหมายของเราคือการรักษาระดับเรตติ้งที่ 1.3-1.4 ส่วนจะแซงเบอร์ 2 คือช่อง 3 ได้เมื่อไรนั้น เคยมีบางเดือนที่คู่แข่งอ่อนแอ แล้วเราทำได้ดี เรตติ้งก็ขยับขึ้นไปใกล้เคียงมากๆได้ แม้จะไม่ง่ายนักและคงใช้เวลานาน ส่วนช่อง 7 ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถือเป็นเบอร์ 1 ที่แข็งแกร่งมาก”

นายชลากรณ์กล่าวว่า ขณะนี้การแข่งขันระหว่างช่องทีวีดิจิทัลชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเหลือแข่งกันหลักๆ 6 ช่อง เหมือน 6 ช่องฟรีทีวีสมัยก่อน แต่ 6 ช่องหลักขณะนี้คือช่อง 7, ช่อง 3, เวิร์คพอยท์, ช่องโมโน, ช่องวัน และช่อง 8

โดยในช่วงโค้งสุดท้ายของปี เวิร์คพอยท์ได้ถือโอกาสปรับผังรายการ ดึงรายการแฟนพันธุ์แท้กลับมาเสริมทัพหลังหายไป 2 ปี รวมทั้งเกมจารชน, The Mask singer, ไมค์ทองคำฝังเพชร เป็นต้น และถือโอกาสหยุดรายการชิงช้าสวรรค์ ซึ่งออกอากาศมาร่วม 9 ปีลงชั่วคราว ส่วนชิงร้อยชิงล้าน ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นพร้อมเวิร์คพอยท์และมีอายุ 26 ปีแล้วนั้น ยังคงอยู่เพราะมีแฟนประจำค่อนข้างมากและยังทำเรตติ้งได้ในระดับดีที่เฉลี่ย 3 ทั้งนี้ ในปีนี้คาดว่าเวิร์คพอยท์จะมีรายได้บรรลุตามเป้าหมายที่ 2,500 ล้านบาท กำไรประมาณ 300 ล้านบาท ส่วนปีหน้าคาดรายได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท และมีแผนจะเลิกออกอากาศรายการที่มีเรตติ้งต่ำกว่า 1 ด้วยเพื่อขยับเรตติ้งในภาพรวมของช่อง.