การไฟฟ้าโปร่งใส ยุค! คืนความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745287

 

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ตระหนักถึงผลกระทบจากปัญหาการทุจริตภายในประเทศ ทั้งในแง่จำนวนคดีการทุจริต และในแง่ทัศนคติการรับรู้ของประชาชน ตลอดจนนักธุรกิจ นักลงทุนต่างประเทศ

ดังนั้น ในปี พ.ศ.2552 ทาง ป.ป.ช.จึงได้ริเริ่มศึกษากรอบแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องรวมถึงเครื่องมือการประเมินความโปร่งใสกับหน่วยงานภาครัฐต่างๆ

ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ก็แสวงหาองค์ความรู้จากต่างประเทศ เพื่อสร้างเครื่องมือวัดระดับการทุจริต ทั้งจากความคิดเห็นและประสบการณ์โดยตรงของประชาชน (Perception-based) และจากหลักฐานการดำเนินงานเชิงประจักษ์ (Evidence-based) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและสิทธิพลเมือง สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2552

สร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์พัฒนาโครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสระหว่าง 2 ประเทศ ในการป้องกันและต่อต้านการทุจริตในภาครัฐซึ่งให้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ จึงมีการต่ออายุบันทึกข้อตกลงดังกล่าวอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 มี.ค.2556 และทาง ป.ป.ช.ได้พัฒนาระบบการตรวจสอบดังกล่าวให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย

กล่าวคือ การประเมินผลตามดัชนีวัดความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (measure anti-corruption efforts) จากข้อเท็จจริงในการดำเนินงานที่สามารถตรวจสอบได้จากเอกสารหลักฐานเชิงประจักษ์ ขณะที่การประเมินคุณธรรมการดำเนินงานเป็นเครื่องมือต่อต้านการทุจริต ที่ใช้วัดระดับการทุจริตในการดำเนินงานของภาครัฐ (measure corruption)

ประเมินผลจากการรับรู้หรือจากประสบการณ์ตรงของประชาชนที่เคยรับบริการจากหน่วยงานภาครัฐ ดังนั้น เพื่อดึงเอาจุดแข็งของทั้งสองระบบ และเพื่อให้เกิดความสมดุลในการประเมิน คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติบูรณาการเครื่องมือการประเมินที่ใช้ในการต่อต้านการทุจริตทั้ง 2 ระบบเข้าด้วยกัน เมื่อปี พ.ศ.2556 เรียกว่า

“การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ Integrity & Transparency Assessment : ITA”

วิธีการประเมินดังกล่าวจะดูจาก 1.ดัชนีชี้วัดความโปร่งใส (Transparency Index) หมายถึงการปฏิบัติราชการตามภารกิจของหน่วยงานที่มีความโปร่งใส มีระบบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หรือมีหลักธรรมาภิบาล (Good Govermance) โดยประเมินจากผู้ใช้บริการหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แบ่งเป็น 2 ตัวชี้วัด 9 ตัวชี้วัดย่อย ดังนี้

1.1 การดำเนินงานขององค์กร (Organization Operation) เช่น การเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง มาตรฐานการปฏิบัติงาน ความเป็นธรรม/ไม่เลือกปฏิบัติ นับรวมไปถึงการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงาน ผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติราชการและการเข้าถึงข้อมูลตามภารกิจของหน่วยงาน

1.2 ระบบการร้องเรียนองค์กร (Organization Complaint System) เช่น การตอบสนองต่อข้อร้องเรียน ช่องทางการร้องเรียน และการแจ้งผลการร้องเรียน

2.ดัชนีความพร้อมรับผิด (Accountability Index) เป็นการวัดระดับความรับผิดชอบตามหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงาน 3.ดัชนีความปลอดจากการทุจริตในการปฏิบัติงาน (Corruption-Free Index) เป็นการวัดระดับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีการดำเนินการอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ เมื่อได้รับการเสนอเงื่อนไขพิเศษหรือจูงใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ต่อตนเองหรือพวกพ้อง

4.ดัชนีวัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร (Intergrity Culture Index) ประเมินการปฏิบัติราชการตามภารกิจ โดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ มีระบบการต่อต้านการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ

5.ดัชนีคุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน (Work Intergrity Index) หมายถึงระบบการบริหารงานของหน่วยงานที่ยึดระบบคุณธรรมความโปร่งใส มุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

แยกย่อยเป็นการบริหารงานบุคคล, การบริหารงบประมาณ, ความเป็นธรรมในการมอบหมายงาน

ทั้งนี้ การประเมิน ITA ของ ป.ป.ช.ถูกกำหนดเป็นมาตรการเสริม เชิงบวกด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 2 (พ.ศ.2556-2560)

หนึ่งในหน่วยงานภาครัฐอย่าง…การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ถือเป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของประเทศไทย ที่เข้าร่วมการประเมิน ITA ของ ป.ป.ช. มาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน…โดยในปี 2557 ได้คะแนนเฉลี่ยในภาพรวมร้อยละ 77.87 เท่ากับ…มีระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานสูง ส่วนในปี 2558 ได้คะแนนเฉลี่ยในภาพรวมร้อยละ 89.86 เท่ากับ…มีระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานสูงมาก

โดยได้คะแนนหัวข้อประเมินหลักอย่าง “ด้านความปลอดจากการทุจริต” ในการปฏิบัติงานสูงถึงร้อยละ 99.25 คะแนน “ด้านความพร้อมรับผิด” สูงถึงร้อยละ 97.20 และคะแนน “ด้านความโปร่งใส” สูงถึงร้อยละ 96.36

เสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บอกว่า ในปี 2559 นี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ได้รับคะแนนการประเมินเฉลี่ยในภาพรวมร้อยละ 89.86 อยู่ในกลุ่ม “ท็อปเทน” (อันดับที่ 9) จากหน่วยงานที่ได้รับการประเมินทั้งสิ้น 115 หน่วยงาน จนได้รับการประกาศ รางวัลดีเลิศแผนงาน “การไฟฟ้าโปร่งใส” จากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถือเป็นรางวัลทรงคุณค่าต่อองค์กร เชิดชูเกียรติยศ ความภาคภูมิใจและสร้างขวัญกำลังใจเป็นอย่างสูงให้กับคณะกรรมการบริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตลอดจนผู้บริหารและพนักงาน

“ผลการประเมินข้างต้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรในการปลูกจิตสำนึก…สร้างความตระหนักให้ผู้บริหาร พนักงานทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตป้องกันการมีผลประโยชน์ทับซ้อน สร้างระบบกลไกในการตรวจสอบ ควบคุมถ่วงดุลอำนาจให้เหมาะสม ชัดเจน มีประสิทธิภาพ”

เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนโดยปราศจาก “การเลือกปฏิบัติ”…อำนวยความสะดวกอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง ตอบสนองความต้องการ ความพึงพอใจตามข้อตกลงมาตรฐานคุณภาพการให้บริการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมถึงประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็ว

อีกนัยหนึ่งยังเป็นการลดขั้นตอน ระยะเวลาในการติดต่อ รับบริการจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไปในที สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการติดตาม ตรวจสอบหรือแจ้งข้อมูลเบาะแสในการต่อต้านและป้องปรามการทุจริต เพื่อพัฒนากระบวนการดำเนินงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคด้วยความโปร่งใสต่อไป

มั่นใจได้ว่า เราตรวจสอบได้ มีมาตรฐาน…เป็นแนวทางเดียวกันทั้งองค์กรที่ยั่งยืนเคียงคู่สังคมต่อไป

เสริมสกุล ย้ำว่า จะมุ่งมั่นที่จะนำกระบวนการทำงานต้นแบบการไฟฟ้าที่ดี นำร่องไปสู่การกำหนด “มาตรฐานการไฟฟ้าโปร่งใส” ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร ในพื้นที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 12 เขตภายในปี 2559 และขยายผลไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคทุกแห่งทั่วประเทศ เป้าหมาย 186 แห่ง

ที่สำคัญในปี 2560 การไฟฟ้าสาขาและการไฟฟ้าสาขาย่อยจะเข้ารับการประเมินตามเกณฑ์นี้ 747 แห่ง เพื่อบรรลุผลการประเมิน “คุณธรรม” และ “ความโปร่งใส” ในการดำเนินงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จาก ITA ของ ป.ป.ช. ที่จะต้องได้คะแนนเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 90 ให้ได้

“ยุคคืนความสุข”…สังคมไทยต้านโกง ทุกหน่วยงาน ราษฎร์ รัฐ ต้องร่วมกันสร้างความเข้มแข็งยั่งยืน.

 

8 บิ๊กเนชั่นไม่น่าไว้ใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745961

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้แจ้งบุคคลที่มีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (NMG) จำนวน 8 ราย ดังนี้ 1.นายปกร บริมาสพร 2.นายเชวง จริยะพิสุทธิ์ 3.นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ 4. น.ส.เขมกร วชิรวราการ 5.นายพนา จันทรวิโรจน์ 6.น.ส.ดวงกมล โชตะนา 7.นายเสริมสิน สมะลาภา 8.นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น สืบเนื่องจากพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องกรณีไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ในการประชุมผู้ถือหุ้น

ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อเดือน ส.ค.2559 พนักงานอัยการได้มีความเห็นและคำสั่งฟ้องบุคคลทั้ง 8 ราย ในฐานะกรรมการของ NMG กรณีไม่อนุญาตให้ผู้ถือหุ้นบางรายเข้าร่วมประชุมและห้ามผู้ถือหุ้นบางรายออกเสียงลงคะแนนในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558 โดยพนักงานอัยการได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนรวบรวมมาจากการดำเนินการของ ก.ล.ต. ในการกล่าวโทษนายณิทธิมน หัสดินทร ณ อยุธยา ประธานกรรมการ NMG และประธานในที่ประชุมผู้ถือหุ้น เมื่อเดือน ธ.ค. 58 เป็นส่วนหนึ่งในคำฟ้องด้วย

การดำเนินการของพนักงานอัยการจึงเป็นผลให้บุคคลทั้ง 8 ราย มีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค.59 โดยบุคคลทั้ง 8 รายจะไม่สามารถดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนใดๆ ตลอดระยะเวลาที่ถูกดำเนินคดี

ทั้งนี้ กรณีข้างต้นเป็นการดำเนินการกับผู้ที่ ก.ล.ต.มิได้กล่าวโทษโดยตรง และเป็นผลสืบเนื่องจากการสั่งฟ้องคดีโดยพนักงานอัยการ ก.ล.ต. จึงต้องใช้เวลาในการประสานงานกับสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร รวมทั้งหารือกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน.

 

‘สมคิด’ ปลื้ม นักธุรกิจฝรั่งเศสตอบรับดีเกินคาด พร้อมลงทุนในอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ต.ค. 2559 19:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745677

 

‘สมคิด’ ปลื้ม นักลงทุนฝรั่งเศสตอบรับดีเกินคาด สนใจลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของไทย พื้นที่โครงการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก เตรียมยกคณะนักธุรกิจเยือนไทย 11-13 ต.ค. นี้ …

วันที่ 6 ต.ค.59 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในระหว่างการเดินทาง เพื่อชักชวนนักลงทุน ที่ประเทศฝรั่งเศสและเยอรมันวันที่ 5-8 ต.ค.นี้ โดยได้เริ่มต้นหารือกับ สภานายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF) ที่กรุงปารีส ซึ่งได้นำผู้ประกอบการบริษัทขนาดใหญ่เข้าร่วม 23 ราย แบ่งเป็น 5 กลุ่ม ตามนโยบาย thailand 4.0 จำนวน 12 ราย และเป็นกลุ่มด้านสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐาน 11 ราย ว่า สภานายจ้างฝรั่งเศส จะนำนักลงทุนฝรั่งเศสมาเยือนประเทศไทยในช่วง 11-13 ต.ค. นี้ โดยในวันที่ 13 ต.ค. จะเข้าพบกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จากที่ก่อนหน้านี้ นักธุรกิจ มีความพร้อมที่จะลงทุนในประเทศไทย แต่ไม่รู้ช่องทางว่าจะหาข้อมูลหรือเข้าไปคุยกับไทยได้อย่างไร แม้ว่าทางไทย พยายามจะมีข่าวด้านการดึงดูดการลงทุน แต่ข่าวก็ไปไม่ถึงนักลงทุนฝรั่งเศส

“ธุรกิจของฝรั่งเศส มีความแข็งแกร่งและหลายอุตสาหกรรมเป็นเป้าหมายในอดีตไทยและฝรั่งเศสมีความใกล้ชิดแต่ก็ห่างกันมาประมาณ 10 กว่าปี ในช่วงที่ไทยมีปัญหาการเมือง แต่เมื่อมีการพูดคุยครั้งนี้ ถือว่าได้รับการตอบรับดีกว่าที่คาด จากเดิมที่คาดว่า จะมีนักลงทุนเข้ามารับฟังนโยบายไม่กี่ราย ปรากฏว่าเข้ามาฟังเป็นจำนวนมาก ซึ่งนักลงทุนได้บอกกับบีโอไอว่า พอใจกับข้อมูลที่ได้รับและจะเดินทางเพื่อไปหาลู่ทางในการลงทุนในไทย”

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้นำเสนอว่า ประเทศไทยจะเปิดพื้นที่ลงทุนใหม่ในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และในการหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ ขอให้นักลงทุนรวมกลุ่มกันใน 3 กลุ่ม คือ สมาร์ทซิตี้ กลุ่มสนับสนุนกิจการเป้าหมาย หรือ New S Curve และกลุ่ม โครงข่ายด้านคมนาคมแล้ว ประสานกับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยมีสถานทูตไทยประจำประเทศฝรั่งเศส ทำการสรุปร่วมกันก่อนว่า แต่ละกลุ่มต้องการความสะดวกในส่วนใด เพื่อนำเสนอโดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี ในช่วงที่เข้าพบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนฝรั่งเศสง่ายขึ้น

นายสมคิด กล่าวว่า ในกลุ่มของสมาร์ทซิตี้ มีส่วนอย่างมากในการเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการสนับสนุนไทย ทั้งด้านเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น กลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ ธุรกิจดูแลสุขภาพเครื่องมือแพทย์ แสดงความสนใจแล้วว่าต้องการลงทุนในไทย ด้านกลุ่มผู้ผลิตอากาศยาน การบินก็มีความพร้อม

ส่วนกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม ทางผู้ประกอบการระบบราง ได้ขอหารือนอกรอบ โดยระบุว่า เขามีความเชี่ยวชาญด้านนี้ ขณะที่ไทยกำลังจะตั้งกรมรางขึ้นมา หากเขาเข้ามาช่วยสนับสนุนจะดีกับประเทศไทยมาก จึงได้ให้เขาประสานกับทางคมนาคมในช่วงที่มาเยือนประเทศไทยด้วย

นอกจากนั้น ธุรกิจรายใหญ่ที่ร่วมการประชุมครั้งนี้ เช่น กลุ่มมิชลิน ได้ระบุว่า จะยังเพิ่มการลงทุนในประเทศไทย 500 ล้านยูโรในไทยในช่วง 5 ปี โดยเน้นการลงทุนในรับเบอร์ ซิตี้ ใน จ.สงขลา เพื่อเป็นศูนย์กลาง แต่ในครั้งนี้ก็ได้ขอทางผู้ประกอบการเพิ่มการลงทุนในส่วนของการวิจัยและพัฒนารวมทั้งการให้ความช่วยเหลือชุมชนและสังคมตามแนวทางประชารัฐด้วย เชื่อว่าไม่นานนี้จะมีข่าวดีจากมิชลินอีก

นอกจากนี้ ประธานใหญ่ของแอร์บัส ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตอากาศยาน ได้เข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งสนใจที่จะร่วมเป็นหุ้นส่วนกับการบินไทย ในการทำศูนย์ซ่อมอากาศยาน ซึ่งตนได้ย้ำไปว่า ไทยต้องการผู้ประกอบการที่จะมาร่วมกับการบินไทย 2-3 ราย และไม่ใช่มาเป็นคู่แข่ง แต่มาส่งเสริมกันและกัน ขณะที่แอร์บัส มีศักยภาพที่จะหนุนการบินไทย เพื่อให้ไทยให้เป็นศูนย์กลางของศูนย์ซ่อมอากาศยานในภูมิภาคนี้ได้ เพราะแอร์บัสเป็นหนึ่งใน 2 ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของโลก

 

ปลัดแรงงาน แจง ตั้งรองอธิบดีโปร่งใส ยันระบบตรวจสอบเข้ม ไร้ส่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ต.ค. 2559 19:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745672

 

ปลัดแรงงาน แจง แต่งตั้งรองอธิบดีโปร่งใส ไม่ล้วงลูก ขู่เอาผิด ขรก. ปล่อยข่าว “เจ๊กินรวบ” เอี่ยวส่วย-ทุจริต ทำลายองค์กร ยันระบบตรวจสอบเข้มไร้ส่วย  …

เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน แถลงชี้แจง กรณีสื่อมวลชนเสนอข่าวความไม่โปร่งใส การแต่งตั้งข้าราชการ ตำแหน่งรองอธิบดี และรองเลขาธิการในสังกัดกระทรวงแรงงาน ว่า มีการเสนอข่าวต่อเนื่องกัน 4 วัน จากเนื้อหาที่นำเสนอเชื่อว่า เป็นการให้ข้อมูลจากบุคคลที่เสียผลประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้าย จึงให้ข้อมูลสร้างความเข้าใจผิด หากตรวจสอบก็ไม่ยากที่จะสาวไปให้ถึงที่มาของผู้ให้ข้อมูลทำให้กระทรวงแรงงานเสื่อมเสีย ขอยืนยันว่า การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความโปร่งใส่ ไม่ได้รวบรัดขั้นตอน เพราะการแต่งตั้งตำแหน่งรองอธิบดีของกรมต่างๆ ได้ผ่านความเห็นชอบ และหารือร่วมกันระหว่างอธิบดีคนเก่า และอธิบดีคนใหม่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้การทำงานของผู้ปฏิบัติงานทุกคนพร้อมทำงานได้ทันและต่อเนื่อง

ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวอีกว่า มีความพยายามโยงเรื่องว่า ในกระทรวงแรงงานมีการทุจริต รับผลประโยชน์ รวมทั้งเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ซึ่งไม่มีมูลความจริง เป็นการเอาเรื่องเก่าในอดีตเป็น 10 ปี เข้ามาโยง ซึ่งในปัจจุบันเรื่องแบบนี้ไม่มีแล้ว มีการวางกฎระเบียบเข้มงวด และมีการตรวจสอบทั้งจากภายในองค์กรและหน่วยงานภายนอก มั่นใจได้ถึงความโปร่งใสถูกต้องตามระเบียบ เรื่อง “เจ๊กินรวบ” ก็ไม่รู้ว่าหมายถึงใคร เป็นการเอาไปพูดสื่อความหมายกันไปเอง และพยายามโยงมาที่ปลัดกระทรวงว่ามีการจัดส่งผลประโยชน์ซึ่งไม่จริง แต่ก็ยอมรับว่า เมื่อหลายปีก่อนเคยมีปัญหาเรื่องการปลอมแปลงใบรับรองการผ่านมาตรฐานฝีมือแรงงานเพื่อไปทำงานในมาเลเซีย แต่ตรวจสอบได้ มีการแจ้งความดำเนินคดี และขณะนี้คดียังไม่สิ้นสุด ขอยืนยันกระทรวงแรงงานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด

“การแต่งตั้งโยกย้ายรองอธิบดี ท่านรัฐมนตรีจะไม่ยุ่ง ไม่ล้วงลูก ให้แต่ละกรมไปคุยกันเอง แต่ต้องให้ถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งครั้งนี้ก็โปร่งใส ตามขั้นตอนทุกอย่าง วันนี้พอจะมองเห็นแล้วว่า คนปล่อยข่าวทำลายภาพลักษณ์องค์กรเป็นใคร จะมีเรื่องแบบนี้ทุกครั้งที่มีแต่งตั้งโยกย้าย ถ้ายังไม่หยุด ก็มีกระบวนการเอาผิดเพราะสร้างความเสียหาย พยายามสร้างเรื่องว่ามีเครือข่ายผลประโยชน์ มีทุจริตมากมาย โยงไปเป็น 10 ปี ซึ่งมันล้าสมัยแล้ว สมัยนี้มีแต่การสร้างระบบป้องกัน มีการตรวจสอบตลอดเวลา วันนี้เรื่องส่วยมีที่ไหน ยังคุยกับคนใกล้ชิดว่า เคยได้แต่แคบหมู” ม.ล.ปุณฑริก กล่าว

 

พาณิชย์ เตรียมถกผู้ส่งออกใหญ่ 3 กลุ่มสินค้า หวังปั๊มยอดโค้งสุดท้ายปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ต.ค. 2559 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745596

 

พาณิชย์ เตรียมประชุมร่วมเอกชนรายใหญ่ 3 กลุ่มสินค้า ทั้งยานยนต์ อัญมณี อาหาร ในวันพรุ่งนี้ (7 ต.ค.) หวัง ปั๊มยอดโค้งสุดท้ายปีนี้ พร้อมวางแผนส่งออกปีหน้า …

วันที่ 6 ต.ค.59 นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า วันที่ 7 ต.ค.นี้ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะเป็นประธานประชุมร่วมกับเอกชนรายใหญ่ใน 3 กลุ่มสินค้า คือ ยานยนต์ อาหาร อัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อหารือถึงสถานการณ์ส่งออกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 59 ว่า จะสามารถผลักดันการส่งออกได้อย่างไร รวมทั้งจะหารือเพื่อวางแผนการส่งออกของทั้ง 3 กลุ่มในปี 60

“คงต้องรับฟังภาคเอกชน ซึ่งเป็นรายใหญ่ของการส่งออกในแต่ละคลัสเตอร์ก่อนว่า มีแผนผลักดันการส่งออกได้อย่างไร รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไข ซึ่งในปีนี้ มูลค่าการส่งออกไทย คาดว่า จะเติบโตได้ 0.3% จากปีก่อน ส่วนปีหน้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตั้งเป้าขยายตัว 2% จากปีนี้ ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว แต่ไทยยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้”

สำหรับ 3 กลุ่มสินค้าที่เชิญมาหารือ มีสัดส่วนถึง 30% ของการส่งออกรวมของไทย แบ่งเป็น กลุ่มยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มีสัดส่วน 15.3% โดยในช่วง 8 เดือน (เดือน ม.ค.-ส.ค.) ปี 59 ส่งออกได้แล้ว 21,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 4.6% กลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับ มีสัดส่วน 7.4% ช่วง 8 เดือน ส่งออกได้ 10,300 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 42.6% แต่หากหักทองคำจะติดลบ 2.6% และกลุ่มอาหาร มีสัดส่วน 8.2% ช่วง 8 เดือนส่งออกได้ 11,500 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 2.0%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ คาดว่า ในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้ หรือ เดือน ก.ย.-ธ.ค. หากมีมูลค่าส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 17,800 ล้านเหรียญฯ จะทำให้มูลค่าการส่งออกทั้งปี ติดลบ 1% หากได้เดือนละ 18,300 ล้านเหรียญฯ ทั้งปี จะขยายตัว 0% และหากได้เดือนละ 19,000 ล้านเหรียญฯ ทั้งปี จะขยายตัว 0.3%

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 3.94 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,513.86 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ต.ค. 2559 17:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745611

 

หุ้นไทยวันที่ 6 ต.ค. ปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 3.94 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,513.86 จุด มูลค่าการซื้อขาย 50,999.17 ล้านบาท …

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 6 ต.ค. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 3.94 จุด เปลี่ยนแปลง 0.26% ดัชนีอยู่ที่ 1,513.86 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 50,999.17 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน).

 

ขนส่ง แนะใช้บริการ จยย.รับจ้างถูก ก.ม. พบวินเก็บค่าโดยสารแพง แจ้ง 1584

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ต.ค. 2559 15:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745402

 

ขนส่งทางบก แนะประชาชนใช้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะถูกกฎหมาย ผู้ขับรถ เสื้อวิน บัตรประจำตัว รถ ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องตรงกัน เผย หากพบวินเรียกเก็บค่าโดยสารไม่เป็นธรรม แจ้ง 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง …

วันที่ 6 ต.ค. 59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมการขนส่งทางบก มีมาตรการกวดขันการให้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะอย่างจริงจัง เนื่องจากที่ผ่านมา ยังพบการฝ่าฝืนใช้รถจักรยานยนต์รับจ้างผิดกฎหมาย (ป้ายดำ) มาลักลอบให้บริการประชาชน ซึ่งทั้งรถและคนไม่ผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่มีข้อมูลในศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะของกรมการขนส่งทางบก ทำให้ยากแก่การติดตามตัวมาลงโทษ รวมถึงผู้โดยสารจะไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย กรณีเกิดเหตุไม่พึงประสงค์หรือเกิดอุบัติเหตุ

กรมการขนส่งทางบก จึงขอให้ประชาชนเลือกใช้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยในการใช้บริการ และได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย โดยรถจักรยานยนต์ที่สามารถนำมารับส่งผู้โดยสารได้ ต้องจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะ (ป้ายเหลือง) โดยต้องมีที่ตั้งวินตามที่ได้รับอนุญาต และต้องให้บริการในเส้นทางหรือพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

ด้านผู้ขับขี่ ต้องมีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ต้องแต่งกายตามระเบียบที่ทางราชการกำหนด สวมเสื้อวินรูปแบบใหม่ที่แสดงบัตรประจำตัวและหมายเลขประจำตัวที่ถูกต้องตรงกัน และการเรียกเก็บอัตราค่าโดยสาร ต้องเป็นไปตามที่ทางราชการกำหนด ต้องติดตั้งป้ายแสดงอัตราค่าโดยสารให้ประชาชนรับทราบอย่างชัดเจนในบริเวณที่ตั้งวินด้วย

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก ได้จัดเจ้าหน้าที่ตรวจการขนส่งทางบก ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบการให้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะอย่างต่อเนื่อง หากพบการให้บริการไม่ปลอดภัย ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือฉวยโอกาสช่วงที่มีปัญหาการเดินทางหรือช่วงเทศกาล เก็บค่าโดยสารเกินที่ทางราชการกำหนด ดำเนินการลงโทษตามกฎหมายทันที เพื่อสร้างมาตรฐานการให้บริการที่ดีมีมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม หากพบปัญหาจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ แจ้ง 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งกรมการขนส่งทางบก จะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจการขนส่งทางบกดำเนินการทันที.

 

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ย. อยู่ที่ระดับ 74.2 ดีต่อเนื่องเดือนที่ 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ต.ค. 2559 15:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745442

 

หอการค้าไทย เผย ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ก.ย.59 อยู่ที่ระดับ 74.2 ดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ระบุ ประชาชน หวังรัฐเดินหน้าใช้จ่าย-ลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี แต่ยังกังวลน้ำท่วม กระทบชีวิตประจำวัน สินค้าเกษตร ท่องเที่ยว ทำธุรกิจ คาด ความเชื่อมั่นฟื้นไตรมาส 4 ปีนี้ เป็นต้นไป…

วันที่ 6 ต.ค.59 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ก.ย.59 ที่สำรวจจากตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศ 2,258 คน ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย.59 อยู่ที่ระดับ 74.2 เพิ่มขึ้นจาก 73.2 ในเดือน ส.ค.59

ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ 53.2 เพิ่มขึ้นจาก 52.3 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต อยู่ที่ 82.7 เพิ่มขึ้นจาก 81.6 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 63.4 เพิ่มขึ้นจาก 62.2 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 68.6 เพิ่มขึ้นจาก 67.6 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 90.7 เพิ่มขึ้นจาก 89.7

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน มาจากมูลค่าการส่งออกของไทยในเดือน ส.ค.59 เพิ่มขึ้น 6.54% เป็นบวกครั้งแรกในรอบ 5 เดือน รวมทั้งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% เพราะประเมินว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังได้ปรับเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 59 ใหม่เป็น 3.2% จากเดิม 3.1% ประกอบกับ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่ออายุการใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในอัตรา 7% ออกไปอีก 1 ปี และระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศลดลง

นอกจากนี้ ประชาชนยังคาดหวังว่า รัฐบาลเน้นการใช้จ่ายเพื่อการลงทุน และกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี, สถานการณ์ภัยแล้งมีสัญญาณคลี่คลาย และราคาสินค้าเกษตรหลายรายการสูงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อภาคครัวเรือน และภาคเกษตรดีขึ้น และค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงกังวลเกี่ยวกับน้ำท่วม ที่อาจกระทบต่อการดำเนินชีวิต การท่องเที่ยว ผลผลิตทางการเกษตร และโอกาสทำธุรกิจ ราคาผลผลิตทางการเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำแม้ปรับตัวดีขึ้นบ้าง ทำให้รายได้เกษตรกรยังอยู่ในระดับต่ำ กำลังซื้อต่างจังหวัดขยายตัวไม่มาก และยังกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ที่อาจกระทบต่อการส่งออก และเศรษฐกิจไทยอนาคต

“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 เพราะประชาชนมั่นใจสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในอนาคตว่า จะดีขึ้น ประกอบกับ คาดหวังว่ารัฐบาลจะเน้นการใช้จ่าย เพื่อการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี แม้ว่ายังรู้สึกว่า เศรษฐกิจ และการจ้างงานในปัจจุบันยังไม่ดีขึ้นมากนัก อีกทั้งยังห่วงสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน ทำให้ค่าดัชนียังต่ำกว่า 100 สะท้อนว่า ภาพของการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นยังเป็นไปได้ช้า แต่น่าจะเริ่มฟื้นตัวได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ถ้าความผันผวนของเศรษฐกิจโลกคลี่คลาย และประสิทธิภาพการใช้จ่าย และลงทุนของภาครัฐ เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง”

สำหรับความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมนั้น ขณะนี้ยังไม่รุนแรงมากนัก เพราะมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพียง 10 จังหวัด ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจ เชื่อว่ารัฐบาลจะบริหารจัดการได้ และความเสียหายไม่น่าจะเท่าน้ำท่วมใหญ่ปี 54 โดยความเสียหายน่าจะมีมูลค่าความเสียหายไม่เกินพันล้านบาท ซึ่งน่าจะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไม่เกิน 0.05% เท่านั้น.

 

คมนาคม ลงดาบสั่งการท่าสอบแท็กซี่ตีกันในสนามบินกระบี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ต.ค. 2559 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744987

 

คมนาคม เอาจริงสั่งกรมท่าอากาศยาน สอบหาข้อเท็จจริงกรณีแท็กซี่ตีกันในสนามบินกระบี่ หวั่นกระทบภาพลักษณ์ประเทศ

เมื่อวันที่ 6 ต.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวกรณี เกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายกันระหว่างผู้ให้บริการรถลีมูซีนกับผู้ประกอบการรถแท็กซี่ภายในท่าอากาศยานกระบี่ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559 นั้นขณะนี้ นายดรุณ แสงฉาย รองปลัดกระทรวงคมนาคม รักษาราชการอธิบดีกรมท่าอากาศยาน ได้สั่งการให้กรมท่าอากาศยานเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้น

ด้านนายอรรถพร เนื่องอุดม ผู้อำนวยการท่าอากาศยานกระบี่ กล่าวว่า ขณะนี้ได้เชิญ ผู้ประกอบการรถลีมูซีน รถแท็กซี่มิเตอร์ พร้อมทั้งหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานขนส่งจังหวัดกระบี่ สถานีตำรวจภูธรเหนือคลอง สหกรณ์จังหวัดกระบี่ และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ รวมทั้งสิ้นจำนวน 34 คน เข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่ 5 ต.ค.59 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ได้มีการสรุปปัญหาและทบทวนความเข้าใจในแนวทางปฏิบัติ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากผู้ให้บริการไม่รักษากรอบกติกาข้อตกลงที่ได้เคยประชุมร่วมกันและกำหนดแนวทางปฏิบัติไว้ จากการประชุมครั้งนี้ผู้อำนวยการท่าอากาศยานกระบี่ได้เน้นย้ำถึงแนวทางดังนี้ 1.แท็กซี่มิเตอร์ให้จอดอยู่ในจุดที่ท่าอากาศยานกระบี่กำหนดไว้ จำนวน 2 คัน ซึ่งมีป้ายบอกไว้ชัดเจน และให้พนักงานขับรถรอรับผู้โดยสารที่รถเท่านั้น ไม่อนุญาตให้เดินมาเรียกผู้โดยสารที่อาคาร และการให้บริการต้องถูกต้องตามกฎหมายคือต้องมีการกดมิเตอร์ให้บริการเท่านั้น ซึ่งสำนักงานขนส่งจังหวัดกระบี่ ได้เข้ามาดำเนินการตรวจประเด็นนี้เป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง

2.รถลีมูซีนได้กำหนดให้จำหน่ายบัตรโดยสารที่เคาน์เตอร์บริการภายในอาคารเท่านั้น ส่วนพนักงานที่อำนวยความสะดวกผู้โดยสารในการนำไปขึ้นรถนั้น ไม่อนุญาตให้จำหน่ายตั๋วหรือเรียกแขก รถลีมูซีนที่ได้สิทธิ์ตามสัญญาเช่าพื้นที่

ทั้งนี้ท่าอากาศยานกระบี่ได้กำหนดพื้นที่จอดรถให้ไว้แล้วจำนวน 4 คัน ส่วนรถที่เหลือของผู้ประกอบการทุกราย ให้ไปจอดในพื้นที่อื่นที่ได้กำหนดไว้ เพื่อรอการหมุนเวียนมารับผู้โดยสาร เพื่อลดปัญหาความแออัดและการกีดขวางการจราจรบริเวณหน้าอาคารและลานจอดรถ โดยท่าอากาศยานกระบี่จัดให้มีป้ายแนะนำบริการที่เห็นได้ชัดเจน พร้อมทั้งการประชาสัมพันธ์เสียงตามสาย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารด้วย

อย่างไรก็ตาม กรมท่าอากาศยานได้เน้นย้ำให้ท่าอากาศยานกระบี่กำชับผู้ประกอบการทุกราย รวมทั้งสหกรณ์แท็กซี่มิเตอร์ ให้ไปกำกับดูแลและกำชับพนักงานผู้ให้บริการให้ถือปฏิบัติตามกรอบกติกาข้อตกลงที่ได้กำหนดไว้เพื่อให้การบริการและการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการรายใดละเมิดหรือทำผิดกฎ กรมท่าอากาศยานจะพิจารณายกเลิกสัญญาหรือห้ามเข้ามาให้บริการภายในสนามบิน.

 

ปลดภาระเกษตรกรทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ต.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/744821

 

ใช้ ม. 44 แยกหนี้ดี-เสีย-ตั้งกองทุนแฮร์คัท ธ.ก.ส.

ทีมเศรษฐกิจของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นำเสนอการปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยใหม่ด้วยการขอให้รัฐบาลใช้มาตรา 44 ประกาศ Hair Cut ตัดหนี้สะสมของเกษตรกรไทยทั้งประเทศแล้วให้แยกเป็น Bad Bank–Good Bank จัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อการฟื้นฟูหนี้ภาคเกษตรกรรมของประเทศ เช่นเดียวกับกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลังมา

ขณะที่ Bad Bank ให้ดำเนินการเฉกเช่น บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ต่างๆที่ถูกแยกเป็นหนี้เสียออกไปต่างหากเพื่อขายหนี้นั้นให้กับผู้ที่ต้องการ หรือที่ยังมีความสามารถทั้งในและต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยเหตุที่การปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย มีความจำเป็นต้องดำเนินการในหลายด้านไปพร้อมๆกัน ที่ผ่านมา แม้ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีมาตรการหลายอย่างเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มแล้ว แต่สิ่งที่ต้องทำ แต่ยังไม่ได้ทำ หรือทำไม่ครบวงจรในอันดับแรกซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ก็คือจะต้องมีการพิจารณาเรื่องการปรับลดหนี้ หรือตัดหนี้สินสะสมที่เกษตรกรทั้งประเทศที่มีอยู่ราว 60% ของประชากรไทย 65.7 ล้านคนลงให้ได้ เพื่อลดภาระที่เกษตรกรต่างต้องแบกรับอยู่

“ในช่วงเกิดวิกฤติค่าเงินบาท หรือต้มยำกุ้ง รัฐบาลยังยอมที่ปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ระบบสถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทยได้ หลังจากปิด 56 ไฟแนนซ์ไปแล้ว มีการแยก Bad Bank-Good Bank ตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องของหนี้ด้อยคุณภาพ หนี้เสีย หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) โดยการ Hair-Cut และจัดการขายหนี้นั้นออกไปก่อนจะเอาเงินส่งคืนให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่ ธปท.ดำเนินการอยู่” ทีมงานระดับสูงของรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจกล่าว

มาตรการเช่นว่านี้ เกิดขึ้นเพื่อไม่ให้ระบบสถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ไทยมีอันต้องล้มครืนลง โดยหลังจากมีการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ออกไปแล้ว ระบบสถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ รวมถึงบรรดาลูกหนี้ทั่วไป โดยเฉพาะลูกหนี้ภาคธุรกิจเอกชน ก็ยังสามารถทำธุรกรรมการเงิน ให้บริการการเบิกจ่ายเงิน รวมถึงดำเนินการทางธุรกิจ และการผลิตต่อไปตามปกติได้

ส่วนกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ผู้ฝากเงินครั้งนั้น มีรายงานจาก ธปท.ระบุว่าคิดเป็นจำนวน 554,149 ล้านบาท ขณะที่มีการเพิ่มทุนให้แก่สถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ไป 169,139 ล้านบาท, ฟื้นฟูกิจการด้วยการบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) 650,750 ล้านบาท และมีค่าดอกเบี้ยจ่าย-ค่าใช้จ่ายอื่นสุทธิหลังหักเงินนำส่ง และเงินได้อื่นๆอีก 27,412 ล้านบาท รวมความเสียหายสุทธิทั้งสิ้น 1,401,450 ล้านบาท ส่วนเงินที่มีการนำส่งกองทุนฟื้นฟูฯเพื่อใช้หนี้หลังขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพไปแล้วมีจำนวนทั้งสิ้น 359,584 ล้านบาท เหลือเป็นยอดหนี้รวม 950,121.03 ล้านบาท

ในกรณีเดียวกัน หากมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูหนี้สินของเกษตรกรก็จะต้องมีการแยกหนี้ดี-หนี้เสียออกจากกัน แล้วตัดหนี้สูญที่สะสมมานานในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ออกไป ทั้งนี้ จากการสำรวจสภาวะความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ พบว่า 1 ครอบครัวมีรายได้ต่อหัวต่อปีเพียง 90,000 – 100,000 บาท หากนำมาหารครัวละ 3 คน แต่ละคนจะมีรายได้ต่อเดือนต่ำเพียง 2,500 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะมีชีวิตอยู่ได้ ขณะที่ราคาพืชผลการเกษตรปัจจุบันตกต่ำอย่างรุนแรง แม้ ครม.เพิ่งจะมีมติจ่ายเงินเยียวยาแก่เกษตรกรที่ยากจน ซึ่งไปขึ้นทะเบียนคนยากจนไว้ 2.85 ล้านคน คิดเป็นหนี้สินรวม 334,525 ล้านบาท โดยจ่ายให้แก่ผู้มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท จำนวน 3,000 บาท ส่วนที่ไม่เกิน 100,000 บาท ให้ 1,500 บาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอ

“ถ้ายังไม่ยื่นมือเข้าไปแก้หนี้ให้เกษตรกรซึ่งต้องจ่ายดอกเบี้ย ธ.ก.ส. หรือเจ้าหนี้นอกระบบอยู่ แม้จะให้เงินช่วยไป ภาระต่างๆก็ไม่ได้ถูกปลดเปลื้อง ขณะที่ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง ต้นทุนการผลิต และคุณภาพการผลิตต่อไร่ยังต่ำ ก็ไม่สามารถช่วยเกษตรกรได้อย่างถาวร และทำให้รัฐไม่สามารถทำดัชนีชี้วัดความสำเร็จในการปฏิรูปภาคเกษตรได้”.