ANA อัดแคมเปญใหญ่แจกตั๋วบินฟรี หนุนเที่ยวญี่ปุ่นกระตุ้น ศก.ส่งท้ายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ต.ค. 2559 10:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/746201

 

ANA คืนกำไรให้ลูกค้า อัดแคมเปญใหญ่แจกตั๋วเครื่องบินฟรีกรุงเทพฯ-ญี่ปุ่น ต้อนรับเทศกาลท่องเที่ยวใบไม้เปลี่ยนสีที่กำลังจะมาถึง สำหรับผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วตั้งแต่ 3 ต.ค.-30 ธ.ค.59 และเดินทาง 3 ต.ค.59-31 มี.ค.60…

สายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ส หรือเอเอ็นเอ (ANA) หนึ่งในสายการบินขนาดใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น เตรียมเปิดแคมเปญใหญ่ส่งท้ายปลายปีเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมต้อนรับเทศกาลท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง กับแคมเปญพิเศษ “Endless Inspire Campaign” โดยจะมอบสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าร่วมลุ้นรับรางวัลใหญ่ ได้แก่ บัตรโดยสารไป-กลับ กรุงเทพฯ-ญี่ปุ่น ชั้นประหยัด จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง พร้อมลุ้นรับรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ กระเป๋าเดินทางดีไซน์เฉพาะจาก ANA, กระบอกน้ำดื่มลวดลายพิเศษของ ANA เพียงแค่สำรองที่นั่งและซื้อบัตรโดยสารประเภทไป-กลับ ผ่านทางเว็บไซต์ ANA SKY WEB, ประเทศไทยในเส้นทาง กรุงเทพฯ-ญี่ปุ่น หรือกรุงเทพฯ-อเมริกาเหนือ ในระยะเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น โดยสามารถทำการลงทะเบียนที่ เว็บไซต์เอเอ็นเอ เพื่อคืนกำไรและแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้าที่ซื้อบัตรโดยสารผ่านทางเว็บไซต์ ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม ถึง 30 ธันวาคม 2559 สำหรับช่วงเวลาเดินทาง 3 ตุลาคม 2559 ถึง 31 มีนาคม 2560


ด้าน JNTO (องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น) ได้เผยสถิติที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นในช่วงปี 2558 ที่ผ่านมาด้วยว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมากถึง 796,731 คน ส่วนใหญ่จะเดินทางในช่วงปลายปีจนถึงต้นปี โดยเฉพาะเดือนมกราคมที่มีนักท่องเที่ยวมากถึงร้อยละ 64.8 พร้อมกันนี้ยังคาดการณ์ด้วยว่าในปี 2559 ตัวเลขของนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นจะสามารถเพิ่มขึ้นได้ถึง 800,000 คน โดยเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ โอซากา นาโกย่า ซัปโปโร และฟุกุโอกะ ตามลำดับ


ด้านสายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ส ยังเผยอีกว่าในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวปลายปี ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ยาวไปถึงต้นปี 2560 จะมียอดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่มีวันหยุดยาวเพื่อเตรียมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ที่ใกล้เข้ามา รวมถึงเป็นอีกหนึ่งฤดูที่นักท่องเที่ยวนิยมรอชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่นอีกด้วย จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นนั้น ขณะนี้ยอดจองตั๋วโดยสารและที่พักที่ได้ถูกจองล่วงหน้าไปเป็นจำนวนมากแล้ว และหากพิจารณาประกอบกับอัตราการเติบโตด้านการท่องเที่ยวของประเทศญี่ปุ่นในปี 2558 จะเห็นได้ชัดเจนว่ามีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี



ทั้งนี้ทางสายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ส ยังคงมุ่งให้ความสำคัญในการอำนวยความสะดวกลูกค้าทุกท่าน ด้วยบริการบินตรงกรุงเทพฯ-โตเกียว 4 เที่ยวบินต่อวัน ทั้งสนามบินนาริตะ และฮาเนดะ พร้อมทั้งให้บริการเชื่อมต่อพร้อมทั้งเส้นทางเชื่อมต่อไปยัง 11 เมืองในทวีปอเมริกาเหนือ ด้วยขั้นตอนที่ง่ายและสะดวกสบายตลอดเส้นทาง ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว นักเดินทาง และนักธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ภายใต้มาตรฐานการบริการระดับสูงของสายการบินที่ทันสมัยคุ้มค่ากับราคาตั๋วโดยสาร.

 

เอทิฮัด นำโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ บินเสริมเส้นทาง อาบู ดาบี – ริยาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ต.ค. 2559 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/746126

 

สายการบินเอทิฮัดจะนำโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ มาให้บริการใน 1 จาก 2 เที่ยวบินรายวัน ระหว่างกรุงอาบู ดาบี และกรุงริยาด ตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค.2559 ยกระดับบริการด้วยเครื่องลำตัวกว้าง…

สายการบินเอทิฮัดจะนำโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ มาให้บริการใน 1 จาก 2 เที่ยวบินรายวัน ระหว่างกรุงอาบู ดาบี และกรุงริยาด ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เพื่อยกระดับการให้บริการจากเครื่องบินทางเดินเดี่ยว แอร์บัส เอ321 นั้นจะนำมาซึ่งความต้องการการเดินทางที่มากจากเมืองหลวงของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย มอบความสะดวกสบายให้กับเครื่องบินลำตัวกว้าง โดยเมื่อรวมกลับอีกหนึ่งเที่ยวบินรายวันที่ให้บริการด้วยเครื่องบินแบบ โบอิ้ง 777 แล้ว ในเส้นทางริยาดนั้น สายการบินเอทิฮัดนั้นจะมีจำนวนที่นั่งมากกว่า 8,700 ที่นั่งต่อสัปดาห์ในเส้นทางนี้

เที่ยวบิน EY317 จะทำการบินด้วยโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ ออกจากกรุงอาบู ดาบี เวลา 10.15 น. ไปถึงริยาดเวลา 11.15 น. ส่วนเที่ยวบินขากลับ EY318 จะออกจากริยาดเวลา 16.25 น. และไปถึงกรุงอาบู ดาบี เวลา 19.10 น. เที่ยวบินเหล่านี้จะมอบเวลาเดินทางที่พอเหมาะพอดีแก่ผู้โดยสารทั้งที่กรุงอาบู ดาบี และกรุงริยาด อีกทั้งความสะดวกสบายในการต่อเที่ยวบินจากออสเตรเลีย เอเชีย ยุโรป และอนุทวีปอินเดีย

สำหรับโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ ของเอทิฮัด มีที่นั่ง 299 ที่นั่ง โดยจัดเป็นสองชั้นโดยสาร คือ 28 ที่นั่งแบบบิสสิเนส สตูดิโอ และอีก 271 ที่นั่งแบบอีโคโนมี สมาร์ทซีท ที่นั่งบิสสิเนส สตูดิโอ ที่ได้รับการกล่าวขานถึงนั้น ผู้โดยสารจะสามารถเข้าออกไปยังทางเดินได้อย่างอิสระ และยังติดตั้งระบบนวดที่เก้าอี้ และระบบควบคุมเบาะลมที่จะปรับระดับความแน่นของที่นั่งเพื่อความสบายได้

ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ นั้นสามารถเลือกรายการอาหารที่ต้องการจากเมนูหรือเลือกรายการอาหารไดน์ เอนีไทม์ และยังมีบริการพิเศษที่เปี่ยมไปด้วยอัธยาศัยไมตรีบนเที่ยวบิน ซึ่งรวมถึง ผู้จัดการอาหารและเครื่องดื่มในห้องโดยสารชั้นธุรกิจ ลูกเรือที่มีหลากหลายเชื้อชาติและพี่เลี้ยงเด็กบนเที่ยวบินที่จะคอยช่วยเหลือผู้ปกครองที่เดินทางพร้อมเด็กเล็กๆ

ผู้โดยสารชั้นประหยัด จะได้รับความสะดวกสบายจากที่นั่งแบบอีโคโนมี สมาร์ทซีทของสายการบิน ซึ่งมีที่พักศีรษะแบบ “ฟิกซ์วิง” ที่นั่งที่กว้างขึ้นและจอโทรทัศน์ส่วนตัว มาพร้อมระบบความบันเทิงบนเที่ยวบินรุ่นใหม่ล่าสุด พานาโซนิค อีเอ็กซ์ 3 บนเครื่องบิน 787 การเชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตไร้สาย (ไวไฟ) บนเที่ยวบิน และรายการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมจำนวน 7 ช่องก็มีให้บริการเช่นกัน

นายเควิน ไนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และวางแผนของสายการบินเอทิฮัด กล่าวว่า โบอิ้ง 787 นั้นมีบทบาทสำคัญในการขยายฝูงบินของสายการบินเอทิฮัด โดยมีการเลือกเส้นทางอย่างพิถีพิถัน สำหรับการใช้เครื่องบินที่มีความพิเศษรุ่นนี้ และเราก็มีความยินดีที่ริยาดจะได้มาเข้าร่วมเป็นหนึ่งในเส้นทางที่เราให้บริการด้วย 787 ซึ่งจะมอบประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่ผู้โดยสารที่เดินทางจากและสู่กรุงอาบู ดาบี ด้วยความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ ที่หลากหลายของเครือข่ายเส้นทางการบินทั่วโลก

ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และวางแผนของสายการบินเอทิฮัด กล่าวอีกว่า เครื่องบินรุ่นนี้ยังจะมีพื้นที่ระวางสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ที่จะช่วยให้มีการขนส่งสินค้าจำนวนมากขึ้น จากเมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียนั้นเป็นตลาดที่สำคัญของสายการบินเอทิฮัด ที่สนับสนุนการขยายตัวทั่วโลกของเรา ซึ่งเราได้เริ่มให้บริการมาตั้งแต่เมื่อ 13 ปีที่แล้ว ความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อตลาดซาอุดีอาระเบียก็เพิ่มมากขึ้นตั้งแต่เราเริ่มบินไปยังกรุงริยาดเมื่อปี พ.ศ. 2547 และเราก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันทำการบิน 63 เที่ยวบินต่อสัปดาห์จากและสู่ 4 เมืองของซาอุดีอาระเบีย

เฉพาะเส้นทางริยาด สายการบินเอทิฮัดได้ให้บริการผู้โดยสารมาแล้วมากกว่า 2.5 ล้านคน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 โดยเที่ยวบินของสายการบินเอทิฮัดไปยังริยาด เจดดาห์ มาดีนะห์ และดัมมาน นั้นทำการบินร่วมด้วยสายการบินพันธมิตรเที่ยวบินร่วมของซาอุดีอาระเบีย อย่าง ฟลายนาส ซึ่งบริการเที่ยวบินระหว่างกรุงอาบู ดาบี กับริยาด และเจดดาห์ ซึ่งจะมอบทางเลือกให้ผู้โดยสารมากยิ่งขึ้น

ริยาด นั้นกลายมาเป็นจุดหมายปลายทางล่าสุดที่ให้บริการด้วยเครื่องบิน 787 ของสายการบินเอทิฮัดในปีนี้ ต่อจากการนำเครื่องบินรุ่นนี้ไปให้บริการที่เพิร์ธ ดุสเซลดอร์ฟ และเซี่ยงไฮ้ และด้วยเส้นทางอาบู ดาบี – โจฮันเนสเบิร์ก นั้นมีกำหนดการจะเริ่มให้บริการด้วย 787 ดรีมไลเนอร์ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ปัจจุบันสายการบินเอทิฮัดมีฝูงบิน 787 จำนวน 9 ลำ และนอกจากที่กล่าวไปแล้วยังมีให้บริการไปยัง บริสเบน สิงคโปร์ วอชิงตัน ดี.ซี. และซูริก.

 

เพจพาลูกเที่ยวดะ จับมือ ททท. จัดงาน มหกรรมพาลูกเที่ยวดะ ครั้งที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ต.ค. 2559 08:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/746096

 

เพจพาลูกเที่ยวดะ จับมือ ททท. จัดงานมหกรรมพาลูกเที่ยวดะ ครั้งที่ 1 เน้นชูแนวคิดกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันในเด็กและเยาวชน ระหว่าง 17-19 ก.พ.2560 ที่พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน…

เว็บไซต์พาลูกเที่ยวดะ ชุมชนสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่รักการพาลูกเที่ยว…ดะ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมแบ่งปันที่เที่ยวทุกสไตล์สำหรับเด็กและครอบครัว จัดงาน “มหกรรมพาลูกเที่ยวดะ ครั้งที่ 1 ตอน พาลูกตะลุยเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์” งานมหกรรมท่องเที่ยวที่รวบรวมแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพสำหรับครอบครัวและกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ช่วยสร้างเสริมประสบการณ์และพัฒนาการให้กับเด็กๆ จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2560 ณ พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน โดยมุ่งส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว สร้างเสริมประสบการณ์นอกห้องเรียนให้กับเด็กๆ และส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบครอบครัวให้เกิดมากขึ้น

นายปพน วงศ์ประเสริฐสุข หนึ่งในผู้ก่อตั้งเพจพาลูกเที่ยวดะ กล่าวถึงความเป็นมาของชุมชน “พาลูกเที่ยว…ดะ” ว่า “พาลูกเที่ยวดะเกิดขึ้นจากการรวมของกลุ่มพ่อแม่ที่มีลูกที่เรียนอนุบาลห้องเดียวกัน ตอนแรกเราตั้งกลุ่มไลน์ขึ้นมาเพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องลูกๆ และแนะนำสถานท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว ใครรู้จักที่ไหนดี มีที่ไหนที่น่าพาเด็กๆ ไปเที่ยวก็จะมาแชร์กันในกลุ่ม และชักชวนกันไปเที่ยวเสมอ กลายเป็นที่มาของกลุ่มที่ชื่อว่า “พาลูกเที่ยว…ดะ” คือ เที่ยวได้ทุกแบบทุกสไตล์ อะไรก็ได้ที่ลูกได้เล่น ได้เรียนรู้ ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ รวมถึงไปเที่ยวกันแบบง่ายๆ สบายๆ เน้นกินง่ายนอนง่าย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กๆ ช่วยเหลือตัวเองได้ตามวัยของพวกเขา และสามารถแก้ปัญหาแปลกๆ ที่หาไม่ได้ในชีวิตประจำวัน ที่สำคัญคือเราได้ใช้เวลาว่างของพ่อแม่อยู่กับลูก ทำให้ทั้งพ่อแม่และลูกๆ ต่างได้เปิดมุมมองใหม่ที่เราเองอาจจะไม่ได้เห็นกันที่บ้าน เช่น จากเด็กขี้กลัวก็กล้ากระโดดน้ำจากที่สูง จากเด็กรักสะอาดก็กล้าที่จะเล่นโคลนอย่างเมามัน จากที่ลูกอยู่ไม่ค่อยนิ่ง ก็มีสมาธิจดจ่อในการตกหมึก หรือกระทั่งลูกที่ไม่กินผักก็แย่งกินผักกับเพื่อนร่วมทริป

จึงมีความคิดว่าคงจะดีไม่น้อย ถ้าครอบครัวอื่นๆ สามารถใช้ช่วงเวลาแบบนี้กับลูกๆ บ้าง ก่อนที่พวกเขาจะถึงวัยที่โตแล้วไปเที่ยวกันเอง ดังนั้น เราจึงอยากให้พื้นที่เล็กๆ ของพวกเราขยายออกไป สร้างเป็นชุมชนที่แบ่งปันเรื่องราวของพ่อแม่ที่รักการพาลูกไปเติบโตในโลกกว้างสไตล์เที่ยวดะ โดยเริ่มต้นจากการสร้างเพจเฟซบุ๊กที่ชื่อว่า “พาลูกเที่ยวดะ” เพื่อร่วมแบ่งปันประสบการณ์ต่างๆ ที่พ่อแม่ในกลุ่มของเราได้พาลูกๆ ไปเที่ยวและพบเจอมา จนกระทั่งเราสามารถสานเครือข่ายได้กว้างขวางมากขึ้น และเราต้องการที่จะขยายให้พ่อแม่และผู้ปกครองคนอื่นๆ ได้มีโอกาสและพบกับสถานที่ท่องเที่ยวเชิงกิจกรรมครอบครัวอย่างที่พวกเราได้พาลูกๆ ไปเที่ยวบ้าง จึงจัดเป็นงาน “มหกรรมพาลูกเที่ยวดะ ครั้งที่ 1 ตอน พาลูกตะลุยเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ (The Family Trip Expo 2017)” มีแนวคิดหลักคือ “พาลูกออกไปเที่ยว”  ให้พ่อแม่ได้พาลูกออกไปเรียนรู้และพบกับสิ่งใหม่ๆ โดยหวังที่จะสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้แข็งแรง และเป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันในชีวิตให้แก่เด็กๆ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอยู่ในช่วง 3-15 ปี เป็นวัยที่พร้อมจะออกไปเที่ยวกับครอบครัว”

งาน “มหกรรมพาลูกเที่ยวดะ ครั้งที่ 1 ตอน พาลูกตะลุยเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ (The Family Trip Expo 2017)” จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันสถานที่ท่องเที่ยวเชิงกิจกรรมให้กับพ่อแม่และผู้ปกครอง สร้างเสริมประสบการณ์และสร้างโอกาสในการเปิดโลกกว้างและประสบการณ์ใหม่ๆ นอกห้องเรียนให้แก่เด็กและเยาวชน ส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยภายในงานแบ่งรูปแบบออกเป็น 1) โซนตะลุยลอง (Theme Zone) โซนพื้นที่จัดแสดงและจำลองสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เหมาะกับการเที่ยวแบบครอบครัว และมีกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มความรู้และให้เด็กเกิดประสบการณ์และทดลองร่วมกิจกรรมจริง 2) โซนตะลุยเที่ยว (Exhibitor Zone) โซนพื้นที่ที่รวบรวมผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั่วไป โดยมีการเลือกผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่เหมาะกับการท่องเที่ยวแบบครอบครัว 3) โซนตะลุยเล่น (Playground) พื้นที่สนามเด็กเล่นใจกลางงานมหกรรมที่จัดเตรียมไว้สำหรับเด็กให้สนุกสนานเพลิดเพลิน เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้มีเวลาเพลิดเพลินกับการเลือกแพ็กเกจท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในปี 2560 ททท. ได้กำหนดเป้าหมายสำหรับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ มุ่งกระตุ้นคนไทยให้เดินทางมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 คิดประมาณการเป็น 950,000 ล้านบาท โดยยังคงนำจุดแข็ง “ท่องเที่ยววิถีไทย” ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสความเป็นไทยแท้ดั้งเดิมในท้องถิ่น ไม่เพียงแค่เรื่องของท้องถิ่นที่สะท้อนถึงวิถีไทยเท่านั้น ความสัมพันธ์ครอบครัวแบบไทยๆ ก็ยังสะท้อนถึงวิถีความเป็นไทยอีกเช่นกัน ซึ่ง “มหกรรมพาลูกเที่ยวดะ ครั้งที่ 1” ก็มีวัตถุประสงค์การจัดงานที่สอดคล้องกับวิถีของคนไทย ได้แก่ “สร้างความสัมพันธ์” ส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ในครอบครัว เป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชน “แบ่งปัน” สร้างชุมชนเพื่อแบ่งปันสถานที่ท่องเที่ยวเชิงกิจกรรมให้กับผู้ปกครอง “ประสบการณ์” สร้างโอกาสในการเปิดโลกกว้างและประสบการณ์ใหม่ๆ นอกห้องเรียนให้แก่เยาวชน และที่สำคัญยัง “สนับสนุน” ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ เป็นที่ทราบกันดีว่าโดยพื้นฐานแล้วสังคมไทยเป็นสังคมแบบครอบครัว ที่พ่อแม่เลี้ยงลูกและปลูกฝังความคิดค่านิยมต่างๆ ให้ลูก แต่ปัจจุบันความผูกพันในครอบครัวไทยเริ่มลดน้อยลง อันเกิดจากสภาพทางเศรษฐกิจและปัจจัยทางสังคมหลายอย่าง ดังนั้น หากครอบครัวได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกัน อย่างการท่องเที่ยว นับว่าเป็นกิจกรรมที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ในวิถีครอบครัวไทยให้แน่นแฟ้นขึ้น

นอกจากนี้ “มหกรรมพาลูกเที่ยวดะ ครั้งที่ 1 ตอน พาลูกตะลุยเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ (The Family Trip Expo 2017)” ยังมีกิจกรรมไฮไลต์ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ โดยพื้นที่ในส่วนของโซนตะลุยลอง (Theme Zone) ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวต่างๆ มาร่วมรังสรรค์พื้นที่ในฮอลล์ใจกลางเมืองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเรียนรู้สำหรับเด็กๆ อาทิ นาเกลือจำลอง ที่ได้ยกนาเกลือ จ.สมุทรสงคราม มาไว้กลางเมือง พบกับปราชญ์ท้องถิ่นที่ยังคงยึดอาชีพทำนาเกลือมากว่า 40 ปี ให้ความรู้เรื่องของเกลือ รวมถึงจัดเวิร์คช็อปเกลือ ให้เด็กๆ ได้ร่วมทำแป้งเกลือจืด ไข่เค็มจากเกลือ และไอติมหลอด เวิร์คช็อปปลูกผักออแกนิกจากไร่ปลูกรัก สอนวิธีปลูกผักออแกนิกในกระถางที่ทำจากมันสำปะหลัง เสร็จแล้วนำกลับบ้านได้เลย รวมถึงมีการออกแบบหลักสูตรการปลูกผัก และการเตรียมแปลงผักสำหรับตัวแทนครูจากโรงเรียนต่างๆ เพื่อนำเอาไปสอนนักเรียนต่อไป

Farm De Lek ชวนเด็กๆ ทำกิจกรรมการจัดการฟาร์ม ที่ไม่ได้มีแค่เรื่องการปลูกผัก หรือเลี้ยงสัตว์ แต่รวมไปถึงการจัดการวางแผนนำเอาวัสดุเหลือใช้มาทำให้เป็นงานศิลปะ มุ่งหวังให้เด็กๆ ปลูกฝังให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านการทำกิจกรรมสร้างสรรค์งานประดิษฐ์ และกิจกรรมจาก EEC องค์กรที่จัดค่ายสำหรับเด็กๆ นำโดยนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ “อเล็กซ์ เรนเดลล์” ที่จัดองค์กรนี้ขึ้น เพื่อปลูกฝังการเรียนรู้ และจิตสำนึกต่อธรรมชาติ มอบประสบการณ์การอยู่กับธรรมชาติ ในธีม Marine Life กับกิจกรรมเรื่องเล่าจากทะเล เปิดแล็ปทดลองส่องกล้องศึกษาสัตว์ทะเล  พิพิธภัณฑ์และแมลงมีชีวิต จ.เชียงใหม่ ที่จะนำแมลงหลากหลายชนิดมาให้เด็กๆ ได้สัมผัส พร้อมกิจกรรมค้นหาตั๊กแตนใบไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักพรางตัวชั้นยอด เรียนรู้วงจรชีวิตผีเสื้อแสนสวย รวมถึงกิจกรรมบนเวทีอื่นๆ อีกมากมาย และยังมีกิจกรรมสัมมนาระหว่างวันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และให้ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวครอบครัว และวิธีการสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กผ่านการท่องเที่ยว

สำหรับงาน มหกรรมพาลูกเที่ยวดะ ครั้งที่ 1 ตอน พาลูกตะลุยเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์ (The Family Trip Expo 2017) งานเดียวที่รวบรวมข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว และจัดกิจกรรมให้เด็กๆ ได้ทดลองลงมือทำ พร้อมพบกับบูธผู้ประกอบการท่องเที่ยว ที่คัดสรรแล้วว่าเหมาะสมกับเด็กและครอบครัว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2560 ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน  ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ เว็บไซต์

 

คลังมั่นใจอสังหาฯครึ่งปีหลังฟื้นตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ต.ค. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745971

 

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น หลังมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล โดยเฉพาะมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนอง ส่งผลให้ยอดขายรวมทั้งตลาดในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพิ่มสูงขึ้น โดยตลอดระยะเวลาดังกล่าวพบว่ามียอดโอนกรรมสิทธิ์ 130,000 หน่วย เพิ่มขึ้นทั้งโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม เติบโตมากกว่า 100% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

“ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีสัญญาณบวก แม้ภาครัฐจะยังไม่มีมาตรการกระตุ้นออกมา แต่ช่วงนี้ภาคเอกชนเริ่มเปิดตัวโครงการใหม่มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยกระตุ้นความต้องการของผู้ซื้อ นอกจากนี้ ปัจจัยที่ช่วยหนุนการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ มาจากการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคมของรัฐบาลที่เดินหน้าสร้างรถไฟฟ้าเส้นทางต่อขยายและเส้นทางใหม่ โดยกรุงเทพฯ 12 เส้นทาง และภูมิภาคอีก 15 เส้นทาง ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างไปเมื่อปลายปี 2558 และโครงการส่วนใหญ่จะแล้วเสร็จในปี 2564 ทั้งนี้ เส้นทางคมนาคมจะเริ่มทยอยสร้างและเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการขยายตัวของเมืองออกไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น”

นายวิสุทธิ์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่จะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยให้เติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกา และคาดว่าจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ภายในเดือน ต.ค.นี้ และคาดว่าจะประกาศใช้ภายในปี 2560.

 

แบงก์ชาติหนุนคลังแก้หนี้นอกระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ต.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745986

 

นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาสินเชื่อนอกระบบของรัฐบาล โดยเพิ่มสินเชื่อ“พิโคไฟแนนซ์” ขึ้นมาอีกช่องทาง เพิ่มเติมจากสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งออกมาในช่วงก่อนหน้านี้ว่า การเพิ่มช่องทางเลือกในลักษณะสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ เป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ขอกู้ ให้สามารถกู้เงินในระบบกับสถาบันการเงินหรือบริษัทปล่อยสินเชื่อที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ที่อยู่ในการดูแลของ ธปท.ได้

“เพื่อให้การเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนครอบคลุมมากขึ้น และแก้ปัญหาแบบองค์รวม ทั้งในแง่ผู้ใช้บริการหรือผู้ขอกู้ ผู้ให้บริการหรือผู้ให้กู้ การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบครั้งนี้กระทรวงการคลังได้ดูแลในมิติของผู้ให้กู้ด้วย โดยปรับกลไกรองรับผู้ให้กู้ ซึ่งเดิมเคยเป็นเจ้าหนี้นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ ในเวลาเดียวกันอีกไม่นานก็จะมีกฎหมายเกี่ยวกับการห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อสร้างแรงกดดันให้เจ้าหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังมีแนวคิดให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ เช่น ธนาคารออมสินมาช่วยดูแลการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งก็เพิ่มช่องทางแก้ไขปัญหาสินเชื่อนอกระบบอย่างสมบูรณ์มากขึ้น”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่ผ่านมาสายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท.ได้พยายามผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์ ให้ปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์เพิ่มขึ้น แต่เงื่อนไขของนาโนไฟแนนซ์ค่อนข้างเข้มงวด ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น ตามความเสี่ยงที่มีมากขึ้น ส่งผลให้ยอดการปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เป็นไปในทิศทางเดียวกับของสินเชื่อส่วนบุคคลที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง ทั้งนี้ ธปท.คาดว่าการเพิ่มสินเชื่อ“พิโคไฟแนนซ์” จะช่วยผู้มีรายได้น้อยให้เข้าถึงแหล่งเงินเพิ่มขึ้น เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะจุด แต่ในภาพรวมการปล่อยสินเชื่อ น่าจะทรงตัวในระดับไม่สูงมาก จนกว่าการลงทุนใหม่ ทั้งภาครัฐและเอกชนจะมีความชัดเจน.

 

อุบัติเหตุทำเศรษฐกิจพัง 2 แสนล้าน/ปี “อาคม” แก้กฎหมายเมาแล้วขับ เล็งให้ครอบครัวรับผิดชอบร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ต.ค. 2559 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745981

 

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยหลังเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “คมนาคมปลอดภัย ประชาชนอุ่นใจ สัญจรทั่วไทย ไร้อุบัติเหตุ” เพื่อระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนหาทางแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนว่า จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยมีสถิติเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก

โดยในทุกๆ 1 ชั่วโมง จะมีผู้เสียชีวิตบนท้องถนน 1-2 คน คิดเป็นสูญเสียทางเศรษฐกิจปีละกว่า 200,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.7% ของจีดีพี ทั้งนี้จากข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นบนถนนในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคมในปี 58 ที่ผ่านมา พบว่า มีถึง 16,157 ครั้ง คิดเป็น 23.29% ของจำนวนอุบัติเหตุทั้งประเทศ

สำหรับกรณีเมาแล้วขับ เป็นหนึ่งปัญหาหลักที่ต้องเร่งแก้ไข ซึ่งภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้กระทรวงคมนาคมไปพิจารณาแนวทางการปรับปรุงกฎหมาย รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะกรณีผู้ที่ดื่มสุรามีอาการมึนเมาแล้วมาขับรถ ผู้ที่นั่งมาในรถกับคนขับก็จะถูกดำเนินคดีด้วย เนื่องจากถือเป็นการกระทำผิด ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ รวมถึงกรณีที่ผู้ขับเสียชีวิตจากการมึนเมาสุรา และมีผู้อื่นได้รับความเสียหาย ครอบครัวของผู้ขับก็จะต้องมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อความผิดที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้ขนส่งทางบก (ขบ.)ไปพิจารณาศึกษาในรายละเอียด ตัวอย่างการบังคับใช้กฎหมายในต่างประเทศก่อนที่จะนำมาปรับปรุงบังคับใช้

ด้านนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ปัจจุบันรถโดยสารสาธารณะมีกฎข้อบังคับที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าผู้ขับต้องมีแอลกอฮอล์เป็นศูนย์ ส่วนรถยนต์ส่วนบุคคลได้ประสานงานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อหารือเรื่องการบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน รวมถึงการปรับแก้กฎหมายให้มีความเข้มข้นมากขึ้น.

 

“หมอเสริฐ” ยังเชื่อมั่นพีพีทีวี ภายใน 5 ปีมีโอกาสลืมตาอ้าปาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ต.ค. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745976

 

“หมอเสริฐ” ยืนยันเดินหน้าพีพีทีวีต่อ เชื่อธุรกิจทีวียังไปได้ อีกไม่นานช่อง HD จะได้รับความนิยมสูงสุด เชื่อภายใน 5 ปีจะมีโอกาสลืมตาอ้าปาก รับไม่ค่อยเข้าไปยุ่ง แต่วางแนวทางเน้นรายการข่าวและกีฬา

นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทบางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด เจ้าของสถานีโทรทัศน์พีพีทีวี เปิดเผยว่า ธุรกิจทีวียังคงไปได้ท่ามกลางภาวะที่ข่าวสารเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยทีวีถือว่าเป็นสื่อที่อยู่ตรงกลาง ระหว่างสื่อเก่าอย่างหนังสือพิมพ์และสื่อใหม่อย่างสื่อออนไลน์

“ผมพูดตามตรง สื่อเก่าได้รับผลกระทบหมด อย่างหนังสือพิมพ์ในอนาคตน่าจะเหลือหลักๆ ไม่กี่หัว ขณะที่สื่อออนไลน์ได้รับความนิยมมาก ส่วนสื่อโทรทัศน์น่าจะอยู่กึ่งกลาง ผมจึงเชื่อว่าโทรทัศน์จะยังอยู่ได้ แม้ตอนนี้คนจะนิยมรับชมผ่านจอเล็กบนมือถือมากขึ้น แต่ก็ยังมีคนที่ชอบดูจอใหญ่หรือพอถึงบ้านก็จะดูจอใหญ่”

“พีพีทีวีจะเดินหน้าต่อไปแน่นอน จะให้ผมหยุดหรือ ผมเชื่อว่ามีอนาคต แต่ยอมรับว่าธุรกิจนี้ไม่ค่อยได้เข้าไปยุ่งเท่าใดนัก กำหนดนโยบายให้คร่าวๆ ว่ารายการข่าวต้องมีสัดส่วน 30% และ รายการกีฬาต้องมีสัดส่วน 30% จากรายการที่ออกอากาศทั้งหมด”
“เราถือเป็นหน้าใหม่ในธุรกิจ ก็จะค่อยๆ ทำไป เมื่อได้ร่วมอาชีพกับใครแล้ว ผมจะไม่ไปแข่งขันเอาเป็นเอาตายกับเขา สไตล์ผมไม่นิยมเป็นศัตรูกับใคร ผมถือว่าศัตรูคือมิตรที่อยู่ไกลที่สุด ช่องพีพีทีวีก็จะไปเรื่อยๆ อย่างที่ให้เน้นข่าว ก็ไม่ได้ จะไปแข่งกับช่องไทยรัฐ อย่างช่องไทยรัฐอาจเน้นข่าวในประเทศ ทางเราก็จะไปเน้นข่าวต่างประเทศ ผมวางแนวทางไว้ให้เขาประมาณนี้ ที่เหลือก็ต้องให้เวลาเขาทำงาน ต้องเห็นใจทีมงานด้วย”

โดยเชื่อว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า ธุรกิจทีวีน่าจะมีโอกาสผงกหัว โดยภายใน 3 ปีจากนี้ ธุรกิจทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี รวมทั้งผู้ชมที่ยังรับชมทีวีอนาล็อกผ่านเสาก้างปลาน่าจะหมดลง ซึ่งเมื่อเครือข่ายทีวีดิจิตอลครอบคลุมได้ทั่วประเทศเมื่อใด ผู้ชมก็จะเพิ่มมากขึ้น “ผมเชื่อว่าในอนาคตไม่นานจากนี้ ช่อง HD ที่ให้ความละเอียดของความภาพสูง จะได้รับความนิยมแน่ คนจะไม่ชอบดูช่องภาพที่ไม่ชัดอีกต่อไป และช่อง HD คือทางเลือกที่ดีที่สุด จึงเชื่อว่าจะครองสัดส่วนผู้ชมได้ถึง 90% ในที่สุด”

นายแพทย์ปราเสริฐกล่าวต่อว่า จากที่เข้าใจ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่สามารถทำให้การเปลี่ยนผ่านจากทีวีระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิทัลราบรื่นและเป็นไปตามที่พูดไว้ได้ ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งในการทำธุรกิจของช่องทีวีดิจิทัลทั้งหมด เพราะจำนวนผู้ชมไม่เป็นไปตามเป้า “แต่ถ้าถามว่าผมเข้าใจ กสทช.ไหม ผมก็เข้าใจเขานะ ก็คงต้องรอต่อไป และแม้ธุรกิจไม่มีกำไร ผมก็ยังจ่ายโบนัสให้พนักงานพีพีทีวีทุกคน เพราะธุรกิจไม่ดีไม่เกี่ยวกับพนักงาน ผมอยากให้พนักงานมีกำลังใจ รักองค์กร มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน คนทำงานกับผมจะรู้ว่าอย่างในบางกอกแอร์เวย์ส ไม่มีใครที่ผมฝากงานสักคน นอกจากลูกชาย ซึ่งนั่งเป็นซีอีโออยู่ เพราะผมอยากให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียว เท่าเทียมกัน”

ทั้งนี้ พีพีทีวีของนายแพทย์ปราเสริฐ ได้เข้าประมูลชิงใบอนุญาตทีวีดิจิทัลเมื่อปลายปี 2556 และสามารถคว้าใบอนุญาตโทรทัศน์ประเภทความละเอียดของภาพคมชัด (HD) มาด้วยราคา 3,460 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นราคาประมูลที่สูงเป็นอันดับ 2 รองจากช่อง 3 ที่เคาะราคาประมูลสูงสุด ที่ใบอนุญาตละ 3,530 ล้านบาทสำหรับช่อง HD

พีพีทีวีมีจุดขายในยุคแรกอยู่ที่การซื้อซีรีส์เกาหลีใหม่เอี่ยมมาออกอากาศ สร้างฐานผู้ชมได้ในระดับหนึ่ง แต่ล่าสุดหันมาเน้นรายการกีฬา ด้วยจุดแข็งด้านเงินทุนไม่อั้น ทำให้สามารถคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจากอังกฤษสำหรับฟรีทีวีจำนวน 26 นัด มาออกอากาศติดต่อกันได้ 4 ปี สิ้นสุดในปี 2562

ล่าสุดในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พีพีทีวีมีเรตติ้งความนิยมอยู่ในอันดับ 14 ของระบบทีวี เรตติ้งเฉลี่ยอยู่ที่ 0.166 เพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยจากเรตติ้งที่ 0.14 เมื่อเดือน ส.ค. ขณะที่ 10 ช่องเรตติ้งสูงสุดในเดือน ก.ย.2559 ประกอบด้วยช่อง 7, ช่อง 3, เวิร์คพอยท์, โมโน, ช่องวัน, ช่อง 8, ไทยรัฐทีวี, ช่อง 3 เอสดี, MCOT และอมรินทร์ทีวี.

 

เช็กบิลภาษีเศรษฐีในคราบยาจก สรรพากรสอบเข้มนักช็อปแบรนด์เนมย้อนหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745991

 

“สรรพากร” ยอมรับหมดเปลือก เรียกเศรษฐีไทยมาสอบกว่า 20 ราย เก็บภาษีย้อนหลัง เหตุช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมหรูราคาแพงจากต่างประเทศ แต่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่ำเตี้ยยิ่งกว่ายาจก หลังเชื่อมโยงข้อมูลคอมพิวเตอร์กับสรรพากรกว่า 60 ประเทศภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อนสำเร็จเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกระแสข่าวส่งต่อกันในสื่อโซเชียลมีเดียที่ออกมาเตือนนักช็อปคนไทยที่ซื้อสินค้าจากต่างประเทศและได้ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่สนามบินต่างประเทศก่อนที่จะบินกลับประเทศไทยนั้น ปรากฏว่ากรมสรรพากรต่างประเทศที่นักช็อปไทยเดินทางไปซื้อสินค้าจะส่งรายงานข้อมูลการซื้อสินค้าดังกล่าวให้แก่กรมสรรพากรไทย เพื่อดำเนินการตรวจสอบภาษีย้อนหลังว่า ซื้ออะไรมาและราคาเท่าไรบ้าง

หลังจากนั้นไม่เกิน 1 ปี กรมสรรพากรไทยจะทำหนังสือส่งมาที่บ้านที่เป็นเจ้าของสินค้าเพื่อเชิญให้มาพบเพื่อชี้แจงคือ 1.ชี้แจงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาว่าเอาเงินที่ไหนมาซื้อเมื่อเทียบกับประวัติการยื่น ภ.ง.ด.90, 91 (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) ที่ผ่านมานั้น เสียภาษีแบบคนจน แต่ดันช็อปสินค้าแบบคนรวย และ 2.สินค้าที่นำเข้าดังกล่าวยังต้องภาษีแวตนำเข้า 7% บวกเบี้ยปรับ 2 เท่า และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน

โดยข้อมูลในโซเชียลมีเดียยังย้ำเตือนนักช็อปคนไทยอีกด้วยว่า หากช็อปไม่เกินหลักแสนหรือแสนต้นๆ อาจจะรอด เพราะถือเป็นรายเล็ก แต่ถ้าหากช็อปเพลินใช้ทะลุหลักแสนกลาง-ปลาย หรือหลักล้าน ก็จะมีโอกาสโดนเก็บภาษีย้อนหลังสูงมาก นอกจากนี้ยังโดนกรมศุลกากรไทยตรวจสอบอีกเป็นดาบ 3 โดยจะถูกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ กรณีสินค้าดังกล่าว มีราคาเกินกว่า 20,000 บาทจะถูกบวกเบี้ยปรับ 2-4 เท่าอีกด้วย

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวยอมรับว่า กระแสข่าวที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียลมีเดียนั้น เป็นความจริงทุกประการ ซึ่งขณะนี้กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการเชิญคนไทยที่ซื้อสินค้าราคาแพงๆ จากต่างประเทศมาตรวจสอบการเสียภาษีย้อนหลังประมาณ 10-20 รายแล้ว ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากความร่วมมือทางด้านข้อมูลภาษีระหว่างไทยกับต่างประเทศตามสนธิสัญญาภาษีซ้อนที่กรมสรรพากรไทยลงนามเอาไว้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกประมาณ 60 ประเทศ เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐฯ อินเดีย ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ฮ่องกง และอีกหลายประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง

“ข้อมูลภาษีของกรมสรรพากรไทย กับข้อมูลภาษีของสรรพากรต่างประเทศที่มีข้อตกลงในสนธิสัญญาภาษีซ้อน เกือบทั้งหมดสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ เพราะประเด็นเรื่องนักช็อปที่ซื้อสินค้าแพงๆ หรูๆในต่างประเทศก็เป็นสิ่งที่สรรพากรไทยสงสัยมานาน และในประเด็นเดียวกัน สรรพากรต่างประเทศก็สงสัยเหมือนกันว่าคนของเขาเดินทางมาซื้ออะไรที่ประเทศไทย ใช้จ่ายเงินในต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน และในกรณีที่นักช็อปซื้อสินค้าแพงๆ ในต่างประเทศนั้น คนผู้นั้นได้เสียภาษีให้แก่ประเทศชาติของตนเองมากน้อยแค่ไหน ถ้าหากพบว่ามีการซื้อสินค้าราคาแพงๆในต่างประเทศ แต่กลับยื่นเสียภาษีรายได้น้อยๆ ก็แสดงให้เห็นว่าคนคนนั้นหลบเลี่ยงภาษีอย่างแน่นอน”

สำหรับบุคคลที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีช็อปปิ้งสินค้าราคาแพงในต่างประเทศ มีเพียงกรณีเดียวคือ ซื้อสินค้าที่มีราคาแพงเกินกว่ารายได้ที่เสียภาษีให้แก่กรมสรรพากร เช่น มีรายได้ปีละ 500,000-600,000 บาท แต่ซื้อกระเป๋าหรูราคา 700,000 บาท หรือ 1 ล้านบาท อย่างนี้ก็ถือว่ามีความร่ำรวยผิดปกติ โดยกรมสรรพากรจะเปิดโอกาสให้นักช็อปที่ถูกกล่าวหา นำหลักฐานมาแสดงถึงแหล่งที่มาของรายได้เพื่อชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่สรรพากรในการสืบหาข้อเท็จจริง ซึ่งในกรณีนี้หากไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของ
รายได้ได้ ก็จะถูกเก็บภาษีย้อนหลังจากการยื่นภาษีไม่ครบถ้วนและยังถูกเปรียบเทียบปรับ 2 เท่าของภาษีที่ขาดหายไปและเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน ตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้เสียภาษี

นอกจากนี้ กรณีสินค้าราคาแพงที่นำเข้าในราชอาณาจักร หากมีราคาเกินกว่า 20,000 บาท ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เนื่องจากกฎหมายศุลกากรอนุญาตให้นักท่องเที่ยวไทยซื้อสินค้าและนำติดตัวเข้ามาในประเทศได้ในราคาไม่เกิน 20,000 บาท หากสินค้ามีมูลค่าเกินกว่า 20,000 บาท ต้องเสียภาษีแวตและยังต้องเสียภาษีอากรของสินค้านั้นๆ ด้วย ส่วนกรณีที่นักช็อปสินค้ามีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า เงินที่ใช้ในการซื้อสินค้าจากต่างประเทศเป็นรายได้ที่หามาอย่างสุจริตมีแหล่งที่มาอย่างชัดเจน กรม สรรพากรจะไม่เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม

ด้านนายกุลิส สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ขณะนี้กรมศุลกากรอยู่ระหว่างเชื่อมโยงข้อมูลนักช็อปไทยที่กลับมาจากต่างประเทศเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมสรรพากร ซึ่งได้หารือหลายครั้งแล้ว คาดว่าในกลางปีงบประมาณ 2561 ระบบคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากรกับกรมสรรพากรจะเชื่อมโยงได้ทั้งหมด โดยในส่วนของกรมศุลกากรจะเพิ่มระบบเอกซเรย์ตรวจกระเป๋าผู้เดินทางเข้าภายในประเทศทุกใบจากเดิมสุ่มตรวจ

“การเพิ่มเครื่องเอกซเรย์ตรวจกระเป๋าผู้โดยสารขาเข้ามีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันประเทศ ทั้งทางด้านยาเสพติดและก่อการร้าย โดยกระเป๋าทุกใบที่ผ่านจากเครื่องเอกซเรย์จะมีสติกเกอร์ติดอยู่เพื่อแยกแยะชนิดสินค้าที่อยู่ในกระเป๋า เช่น สติกเกอร์สีแดง หมายถึง มียาเสพติดหรือวัตถุอันตราย สติกเกอร์สีเขียวมีพืชผลหรือสินค้าเกษตร หรือสีเหลืองมีสินค้าหรูราคาแพงอยู่ในกระเป๋า เป็นต้น ซึ่งวิธีการนี้เจ้าหน้าที่ของกรมศุลฯไม่ต้องสุ่มตรวจกระเป๋าผู้โดยสารอีกต่อไป แต่จะทราบทันทีที่เห็นสติกเกอร์สีต่างๆบนกระเป๋าของผู้โดยสาร”.

 

ทีโอทีวิ่งสู้ฟัดเร่งหารายได้เสริม จับมือปตท.พลิกที่ดินให้เป็นเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ต.ค. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745966

 

นายกำธร ไวทยกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการนำทรัพย์สินที่มีอยู่จำนวนมากมาดำเนินการบริหารจัดการเพื่อสร้างรายได้ให้องค์กรว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อร่วมกันพัฒนาที่ดินของทีโอทีในต่างจังหวัด คาดว่าจะมีข้อสรุปต้นปีหน้า โดย ปตท. และทีโอที จะคัดเลือกพื้นที่ที่มีเหมาะสมและมีศักยภาพในการทำธุรกิจ โดยจะเลือกที่ดิน 2 แห่งใน 10 แห่ง ที่ทีโอทีประกาศเชิญชวนผู้สนใจร่วมพัฒนาที่ดินไปก่อนหน้านี้ ดังนี้ 1.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดขอนแก่น จำนวน 11 ไร่ 2.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดยโสธร จำนวน 5 ไร่

3.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดนครสวรรค์ 15 ไร่ 4.ที่ดินชุมสายโทรศัพท์อำเภอแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ 1 ไร่ 5.ที่ดินส่วนบริการลูกค้าจังหวัดภูเก็ต 1 ไร่ 6.ที่ดินชุมสายกะตะจังหวัดภูเก็ต จำนวน 2 งาน 7.ที่ดินชุมสายกะรน จังหวัดภูเก็ต 8.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดปราจีนฯจำนวน 10 ไร่ 9.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 5 ไร่ 10.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดจันทบุรีจำนวน 13 ไร่ โดยพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ว่างเปล่าไม่มีการใช้งาน และเป็นที่ดินของทีโอทีเอง

ส่วนการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าและสายสื่อสารโทรคมนาคมแบบอากาศให้เป็นสายใต้ดินนั้น ทีโอทีวางแผนการลงทุนนำสายโทรศัพท์ลงใต้ดินไว้ 5 ปี (2560-2564) ราว 5,000 ล้านบาท หรือลงทุนปีละ 1,000 ล้านบาท และคาดว่าจะทำให้รายได้ทีโอทีเพิ่มขึ้นปีละ 500 ล้านบาท โดยในอีก 5 ปีข้างหน้าทีโอทีจะมีรายได้จากธุรกิจท่อร้อยสายมากกว่า 1,000 ล้านบาท ขณะที่ความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานท่อร้อยสาย คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 1 ของปีหน้า และประมาณกลางปี 2560 จะสามารถจัดตั้งกองทุนและระดมทุนได้.

 

ธุรกิจลิงโลดยิ้มรับนักท่องเที่ยวจีนทะลัก กสิกรไทยร่วมมือวีแชทให้เดินช็อปเพลิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ต.ค. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745962

 

นางนพวรรณ เจิมหรรษา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ร่วมมือกับวีแชท หนึ่งในแอพพลิเคชั่นระดับโลก พัฒนาระบบของเครื่องรับชำระเงิน หรืออีดีซี ที่ร่วมกัน โดยจะติดตั้งเครื่องอ่านเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด เพื่อเพิ่มช่องทางให้ร้านค้าต่างๆสามารถรับชำระ เงินค่าสินค้าและบริการจากลูกค้าชาวจีนผ่านวีแชทเพย์ได้ เพียงแค่เปิดแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ แล้วร้านค้าใช้เครื่องสแกนคิวอาร์โค้ด ก็สามารถจ่ายเงินได้ทันที เป็นการอำนวยความสะดวกในการชำระเงินให้กับกลุ่มลูกค้าชาวจีน ซึ่งปกตินิยมใช้วีแชทเพย์สำหรับยอดชำระเงินที่มีจำนวนเงินไม่สูงนัก (Micro Payment Transaction) “ปัจจุบันธนาคารมีเครื่องรับชำระเงินที่รองรับการติดตั้งเครื่องอ่านคิวอาร์โค้ดได้กว่า 200,000 เครื่อง และพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนนี้ โดยจะเริ่มให้บริการกับร้านค้าที่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมเข้าไปใช้บริการ ทั้งร้านค้ารายใหญ่และรายย่อยครอบคลุมทั่วประเทศ”

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าในปี 2559 จะมีชาวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย 9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 13.4% จากจำนวน 7.93 ล้านคน และประเทศไทยจะเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวจีนอีก 3 ปีข้างหน้า.