กสทช.ตีปกเป๋าตุง 3.42 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/747046

 

ได้ฤกษ์ปลดล็อกกองทุน กทปส. ปั้นฝันอินเตอร์เน็ตทุกหมู่บ้าน

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือถึง กสทช.ระบุว่า ขณะนี้ คสช.ได้มีคำสั่งยกเลิกการชะลอการดำเนินการโครงการจัดให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคมหรือแผนยูเอสโอแล้ว หลังจากที่ คสช.มีคำสั่งชะลอโครงการมาตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย.2557 ซึ่งสำนักงาน กสทช. จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ในวันที่ 11 ต.ค.นี้ เพื่อให้บอร์ด กทค.ได้รับทราบต่อไป

สำหรับรายละเอียดของคำสั่ง คสช.นั้นได้สั่งให้ กสทช.และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและชุมชน (ดีอี) ไปร่วมกันพิจารณาการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึง โดยไม่ซ้ำซ้อนกับแผนงานภายใต้โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้กระทรวงดีอีไปดำเนินการยกระดับโครงการขยายโครงข่ายอินเตอร์เน็ตให้เข้าถึงทุกหมู่บ้านหรืออินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน ซึ่งจะต้องกำหนดหมู่บ้านเป้าหมายที่ชัดเจนว่าหมู่บ้านใดที่มีอินเตอร์เน็ตและไม่มีอินเตอร์เน็ต ทั้งนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ยังได้กำชับว่า อนุมัติให้ใช้เงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อบริการสาธารณะ (กองทุน กทปส.) ที่มีอยู่ประมาณ 34,200 ล้านบาท อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้

สำหรับประเทศไทยมีหมู่บ้านจำนวน 74,987 หมู่บ้าน แบ่งเป็นหมู่บ้านที่มีโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง หรือโซนเอ และบี จำนวน 30,635 หมู่บ้าน และหมู่บ้านที่ไม่มีโครงข่ายอินเตอร์เน็ต หรือโซนซี จำนวน 44,352 หมู่บ้าน ซึ่งจำนวนหมู่บ้านที่ไม่มีโครงข่ายอินเตอร์เน็ตนั้น จากเดิมได้แบ่งงานกันระหว่างกระทรวงดีอีกับ กสทช. โดยกระทรวงดีอีจะรับผิดชอบหมู่บ้านโซนซี จำนวน 40,432 หมู่บ้าน กสทช.รับผิดชอบโซนซีบวก 3,920 หมู่บ้าน.

 

‘เกม’จำเลยของสังคม EP.1 ค่านิยมกีดกั้น วายร้าย 7 พันล้าน ทำไทยสมองไหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/746732

 

ในอดีตที่ผ่านมา สังคมไทยมองเรื่องความสนุกจากการเล่น “เกม” เป็นเรื่องไร้สาระ และมักพิพากษาว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ทั้งปัญหาอาชญากรรม การศึกษา ยาเสพติด ตลอดจนสถาบันในครอบครัว ด้วยเหตุผลนี้ จึงไม่แปลกที่ทำให้ “เกม” ตกเป็นจำเลยของสังคมไปโดยปริยาย ถูกผู้หลักผู้ใหญ่ (บางราย) ตราหน้าว่าเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรเข้าใกล้ เป็นเชื้อร้ายทำลายอนาคตเยาวชนของชาติ?

แต่ปัจจุบัน เกม ได้รับการยอมรับมากขึ้น จากเด็กที่กลายเป็นผู้ใหญ่และโตมากับเกม บางรายเป็นผู้นำทางความคิด ผู้บริหารสถาบันชั้นนำ มากมาย และในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะขอกะเทาะเปลือกวงการเกมแบบเจาะลึก ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศ ซึ่งคุณรู้หรือไม่ว่า เกมที่ผู้ใหญ่มองว่าไร้สาระนั้น กลับมีเงินหมุนเวียนปีละ 7.5 พันล้านบาท!


สำหรับในเมืองไทย “เกม” เป็นที่นิยมมานมนานแล้ว ตั้งแต่ยุค Generation X

สำหรับในเมืองไทย “เกม” เป็นที่นิยมมานมนานแล้ว ตั้งแต่ยุค Generation X ซึ่งคาบเกี่ยวต่อเนื่องมา Generation Y หากนับอายุก็จะรู้ว่าคนเหล่านี้อายุอานามก็ปาเข้าไป 30-45 ปีแล้ว และเล่นเกมมาแล้วหลายเครื่อง โดยเฉพาะเกมคอนโซล นับตั้งแต่ อาตาริ, แฟมิคอม, เมกา ไดรฟ์, ซุปเปอร์ แฟมิคอม, เพลย์สเตชัน, นินเทนโด 64 กระทั่งปัจจุบันก็มีเครื่องเกมให้เลือกเล่นอีกมากมาย จาก 8 บิท สู่ Full HD

“วิดีโอเกม คือ ศิลปะรูปแบบหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ หน้าที่หลักของมันคือ การให้ความบันเทิงกับผู้เสพ”

ฉะนั้น หน้าที่ของ วิดีโอเกม จึงไม่ได้แตกต่างจาก การ์ตูน ละคร หรือ เพลง นั่นก็คือ การให้ความบันเทิงกับผู้คน ทำให้รู้สึกผ่อนคลายจากความเครียด และสิ่งที่บางคนอาจลืมคิดไปคือ เกมที่เนื้อหาดีๆ ในระดับที่สามารถยกระดับจิตใจของผู้เล่นได้ ก็มีเช่นเดียวกับ เพลง ละคร หรือ ภาพยนตร์เช่นเดียวกัน แต่ปัญหาตอนนี้คือ ประเทศไทย ยังไม่มีใครรู้จัก หรือให้การยอมรับ

จึงไม่น่าแปลกใจอะไรเลย ที่ปัจจุบัน ในบ้านเรามีการมอบรางวัลให้กับสื่อทุกแขนง ทั้ง ดนตรี วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และละคร

แต่กลับไม่มีการประกาศรางวัลสำหรับ วิดีโอเกม เกิดขึ้นในประเทศไทย?

ซึ่งสิ่งนี้ เป็นเครื่องสะท้อนอย่างหนึ่งที่ชัดเจนว่า ในบ้านเรา ยังไม่มีใคร…มองเห็นถึงความสำคัญของ วิดีโอเกม

นายกุมภฤทธิ์ พุฒิภิญโญ กูรูด้านเกม เจ้าของนามปากกา P-51 Mustang แห่งนิตยสาร PLAY และ content creator หล่นทัศนะที่น่าสนใจ ก่อนที่จะสนทนากับ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ถึงประเด็น วิดีโอเกม จำเลยสังคมไทยชั่วนาตาปี ในวันนี้


นายกุมภฤทธิ์ พุฒิภิญโญ กูรูด้านเกม เจ้าของนามปากกา P-51 Mustang แห่งนิตยสาร PLAY และ content creator

เหตุใดในบ้านเรา “เกม” จึงถูกตัดสินว่าเป็น “ปัญหา” และ “บ่อนทำลาย” เด็กและเยาวชนมาอย่างยาวนาน

เจ้าของนามปากกา P-51 Mustang ครุ่นคิดสักครู่ ก่อนตอบว่า ที่เป็นแบบนี้ เพราะคนภายนอก ซึ่งในที่นี้หมายถึง คนที่ไม่ได้เล่นเกม ไม่ได้เข้ามาสัมผัสจริงๆ แล้วใช้ทัศนคติแบบเหมารวมว่า

“เกมเป็นสิ่งน่ารังเกียจ”

… เพราะเห็นว่าคนเล่นเกมบางคนไม่ทำงาน ไม่ตั้งใจเรียน รวมทั้งสื่อบ้านเราส่วนใหญ่มักจะชอบนำเสนออะไรที่เกี่ยวข้องกับ เกม แต่ด้านลบ ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่ เกม ถูกพิพากษาไปแล้วว่า “มันมีความผิด”

“จริงๆ วิดีโอเกมก็มีทั้งสองด้าน คือ ทั้งด้านดี และ ไม่ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเกมเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับผู้เล่นด้วย สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดตอนนี้ คือ ต่อให้มีเยาวชนไทยสามารถใช้ วิดีโอเกม สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยได้ขนาดไหน

“ก็ยังเป็นเพียงจุดเล็กๆ ในสังคม เท่านั้น”


ปัจจุบัน เกม ได้รับการยอมรับมากขึ้น จากเด็กที่กลายเป็นผู้ใหญ่และโตมากับเกม
จริงหรือไม่? เด็กเสพติดความรุนแรง เพราะ วิดีโอเกม (อีกแล้ว)

P-51 Mustang ตอบในประเด็นนี้ว่า นี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้คนมอง วิดีโอเกม ในแง่ลบ นั่นเป็นเพราะ มีการนำเสนอเรื่อง “ความรุนแรง” ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ในสังคมทั่วๆ ไป ต่อให้บอกว่ามีความรังเกียจต่อความรุนแรงมากแค่ไหนก็ตาม แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ก็ยังต้องดูข่าว หรือเสพสื่อในลักษณะแบบนั้นอยู่ดี ฉะนั้น การที่จะเอาความรุนแรง ออกไปจากสื่อบันเทิง ซึ่งในที่นี้รวมไปถึง วิดีโอเกม ด้วย จึงเป็นไปได้ยากมาก

ฉะนั้น … สิ่งที่ควรทำ คือ ควบคุมการนำเสนอ หรือกำหนดขอบเขตความรุนแรง ก่อนที่จะมีการนำเสนอ น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่า หรือหากเรากังวลว่า เด็ก จะรับความรุนแรงจากวิธีการนำเสนอ ของเกม เราก็ควรมีการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง หรือคัดกรองข้อมูลให้เหมาะสมกับเยาวชน ซึ่งในจุดนี้ ครอบครัว ก็อาจจะควรเข้ามามีส่วนร่วมดูแลด้วย

ส่องปัญหา–เผยสาเหตุที่แท้จริง ที่ติดเกมเพราะตัวเกมจริงหรือ?

งานวิจัย “การศึกษาปัจจัยป้องกันการติดเกมในเด็กและวัยรุ่น” ของมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2556 ระบุว่า มีเด็กไทยติดเกมแล้ว มากกว่า 2.3 ล้านคน โดยสาเหตุอันดับหนึ่ง มาจาก….

“ปัญหาการเลี้ยงดูในครอบครัว”

เช่น การตามใจเด็กมากเกินไป ปล่อยปละละเลย ครอบครัวแตกแยก หรือการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ด้วยเหตุนี้ เด็กจึงใช้ เกม เป็นเสมือนเพื่อน เพื่อหลีกหนีจากปัญหาครอบครัว และเมื่อปล่อยให้เด็กอยู่กับเกมมากเกินไป ผลที่ตามมาคือ เด็กจะขาดการเรียนรู้ที่ถูกต้องจาก ครอบครัว จากนั้นปัญหาต่อมาคือ เด็กเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะไปก่อ อาชญากรรม


เหตุใดในบ้านเรา “เกม” จึงถูกตัดสินว่าเป็น “ปัญหา” และ “บ่อนทำลาย” เด็กและเยาวชน มาอย่างยาวนาน
แล้วในฐานะผู้คลุกคลีวงการ เกม รู้สึกอย่างไร?

“ผมก็มองเช่นนั้น เพราะปัญหาเด็กติดเกม ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ เกม แต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากปัญหาครอบครัวทั้งสิ้น! คิดง่ายๆ ว่า เมื่อพ่อแม่ไม่เลี้ยงดูลูก เด็กก็เลยหนีมาพึ่งเกม เกมจึงเป็นเพียงทางออกที่เด็กเลือก แต่มันน่าแปลกตรงที่ว่า เมื่อเด็กเลือกทางนี้ ผู้ใหญ่ส่วนหนึ่งกลับไปมองว่า เกม คือ ตัวปัญหา”

“เรื่องนี้มันเหมือนกรณีเมื่อ 30 ปีก่อน ที่ผู้ใหญ่ส่วนหนึ่งมองว่า การ์ตูน คือ ตัวปัญหาของสังคมเช่นเดียวกัน”

เปลี่ยนจากสร้างปัญหา เด็กติดเกม เป็นโมเดล startup อุตสาหกรรมวิดีโอเกมไทย

วิดีโอเกม ตัวปัญหาสังคม แต่รู้หรือไม่ อุตสาหกรรมเกมในประเทศไทย เติบโตปีละ 7,000 ล้านบาท

จากข้อมูลของ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ SIPA ในปี พ.ศ. 2557 ตลาดเกมในประเทศ มีมูลค่าถึง 7,835 ล้านบาท และคาดการณ์ว่า น่าจะขยายได้ถึง 26.1% ในปี พ.ศ. 2559

ขณะที่ สํานักส่งเสริมธุรกิจบริการและโลจิสติกส์การค้า เปิดเผยว่า ตลาดเกมในประเทศไทย ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์หลัก 6 ส่วน ได้แก่ 1. เกมออนไลน์ 2. เกมที่เล่นบนมือถือ/แท็บเล็ต 3. เกมคอนโซลและแฮนด์เฮลด์ 4. เกมพีซี 5. เกมอาเขต 6. ลิขสิทธิ์ตัวละครเกม สําหรับประเทศไทย ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกมออนไลน์ มีอัตราการเติบโตที่สูงที่สุด โดยมีมูลค่าสูงถึง ร้อยละ 50 ของตลาดเกมโดยรวม แบ่งเป็นนําเข้า ร้อยละ 95 และส่งออก ร้อยละ 5 รองลงมาเป็น เกมบนมือถือและเกมคอนโซล ตามลําดับ โดยเป้าหมายการเติบโตของตลาดอุตสาหกรรมเกม คาดว่ามีแนวโน้มการขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ร้อยละ 5-7 ทั้งนี้ ประเภทเกมที่มีแนวโน้มเป็นที่นิยม ได้แก่ เกมบน Social Media (Facebook) และ เกมบนมือถือ (Smartphone)


จริงหรือไม่? เด็กติดเสพความรุนแรง เพราะ วิดีโอเกม (อีกแล้ว)
แม้จะมีมูลค่าทางการตลาดสูงถึงขนาดนั้น แต่รู้ไหม?

“ปัจจุบันประเทศไทย มีบริษัทจัดจำหน่ายเกมมากมาย แต่บริษัทสร้างเกมกลับมีเพียงไม่กี่รายเท่านั้น” กูรูวงการเกม ตั้งปุจฉาเอาไว้อย่างน่าสนใจ

เมื่อบริษัทสร้างเกมมีน้อย เกมเมอร์ระดับหัวกะทิสัญชาติไทยส่วนใหญ่ จึงสมองไหลไปทำงานให้กับบริษัทเกมต่างชาติ ที่สามารถจ่ายค่าตอบแทนในระดับสูงมากแทน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะคนที่มีความสามารถในประเทศไทยมีอยู่เยอะ แต่สิ่งที่บริษัทในประเทศไทยยังขาด คือ คนที่มีวิสัยทัศน์ ที่จะนำเอาศักยภาพคนไทย มาสร้างสรรค์ให้เป็นผลงานของเราเอง!

ทั้งๆ ที่ ในเวลานี้ มีใครรู้บ้างว่า… เด็กไทยที่มีความสามารถสูงๆ ได้เข้าไปทำงาน และประสบความสำเร็จในบริษัทสร้างเกม ทั้งในญี่ปุ่น อเมริกา และยุโรป หลายคนแล้ว….

ทำอย่างไร …ลบภาพลักษณ์จำเลยสังคม

คุณกุมภฤทธิ์ กูรูด้านเกม ให้ข้อคิดเห็นที่น่าสนใจในคำถามนี้ว่า อยากให้เริ่มที่ บรรดาเกมเมอร์ทั้งหลายช่วยกันเองก่อนมากกว่า เพราะหากพวกเรา คนเล่นเกม ทำตัวเองให้ดี ให้หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาจากสังคมที่ว่า พวกคนเล่นเกมมันไม่ดี มันแย่ มันเกรียน มันไม่มีอนาคต เป็นบ่อเกิดของปัญหา และอาชญากรรมต่างๆ


วิดีโอเกม ตัวปัญหาสังคม แต่รู้หรือไม่ อุตสาหกรรมเกมในประเทศไทย เติบโตปีละ 7,000 ล้านบาท

หลังจากนั้น เมื่อ พวกเรา (เกมเมอร์) มีที่อยู่ในสังคมแล้ว เราก็อยากให้คนที่อยู่วงนอก หันมาทำความเข้าใจกับพวกเราด้วยว่า ได้โปรดให้พื้นที่เราหน่อย เช่น หากเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมาที่โยงไปถึงวิดีโอเกม ก็ควรจะเชิญบรรดาเกมเมอร์ไปให้ความเห็นบ้าง เพราะปัจจุบัน เวลาเกิดปัญหาในลักษณะนี้ เรามักจะเห็นแค่มีการเชิญ หมอ ตำรวจ หรือนักวิชาการ มาให้ความเห็นเท่านั้น! เพื่อก่อให้เกิดมุมมองอย่างเท่าเทียมว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมันเกิดจาก วิดีโอเกม หรืออะไรกันแน่? สังคมจะได้มีทัศนคติที่ดีขึ้นกับ วงการเกมของไทย

“ผมขอยกตัวอย่าง สารคดี Let me Grow พลิกชีวิตเด็กติดเกม ซึ่งได้มีการนำเด็กติดเกม 61 คนจากทั่วประเทศ มาแก้ไขปัญหา ซึ่งรู้ไหมครับว่า สืบไปสืบมา ในท้ายที่สุดพบว่าไม่มีเด็กคนใด เกิดปัญหาจาก วิดีโอเกม เลย ทุกอย่างเกิดจากปัญหาครอบครัวทั้งสิ้น!”

ในตอนหน้า ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะเปิดเผยตัวอย่างของคนที่โตมากับเกม ที่ถูกมองว่าเป็น “วายร้าย” ของสังคม แต่เขากลับพลิกชีวิตสร้างร้ายได้จำนวนมหาศาล ซึ่งจะเป็นใครนั้น โปรดติดตาม… 

ขอบคุณเครดิตภาพจาก

https://asia.playstation.com/th/en/regional

https://segaretro.org

https://www.nintendo.com


    • สืบเสาะข่าวรับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

 

ผู้บริหารเนชั่นร้องศาลปกครองขอคุ้มครอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ต.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/747036

 

นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น นำทีมผู้บริหารเครือ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG แถลงข่าวชี้แจงกรณีถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขึ้นแบล็กลิสต์กรรมการ 8 รายขาดความไม่น่าไว้วางใจที่จะให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นกรรมการบริษัท หลังอัยการมีคำสั่งฟ้อง กรณีขวางการประชุมผู้ถือหุ้น โดยนายสุทธิชัยกล่าวว่า จะฟ้องศาลปกครองขอคุ้มครองชั่วคราวคำสั่ง ก.ล.ต. เนื่องจากการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการยกชุด ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวของกรรมการแต่ละคน แต่การที่กรรมการและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทปัจจุบัน 5 คน ต้องพ้นจากตำแหน่งในทันที คงเหลือกรรมการบริษัทที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่เพียง 2 คน ยังส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการของเนชั่นกรุ๊ปโดยตรงทั้งในเรื่องของเครดิตและสินเชื่อจากธนาคาร การดำเนินธุรกิจปกติที่จะต้องหยุดชะงัก สร้างความเสียหายต่อเนื่องต่อธุรกิจ นอกจากนี้ กรรมการที่เหลืออยู่เพียง 2 ท่านไม่เพียงพอที่จะจัดประชุมคณะกรรมการบริษัทให้ครบองค์ประชุมเพื่อกระทำกิจการใดๆ ได้ตามกฎหมายอีกด้วย โดยเบื้องต้นกรรมการทั้ง 8 รายจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งการขาดคุณสมบัติ ต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต.ด้วย “ทันทีที่คำสั่ง ก.ล.ต.ออกมา มีผลให้ต้องหยุดทำงานทันที ธุรกิจของบริษัทหยุดชะงัก เพราะไม่มีผู้มีอำนาจบริหาร และคำว่าเป็นบุคคลไม่น่าไว้วางใจ ถือว่าเป็นคำที่รุนแรงสำหรับสื่อมวลชนโดยเฉพาะเครดิตและความน่าเชื่อถือเพราะอาชีพนี้ความน่าเชื่อถือมีความสำคัญ”.

 

นกแอร์โว! บินตรงเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/747032

 

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยข้อสรุปหลังจากเรียกนกแอร์มาชี้แจงด้านปัญหาความล่าช้าว่า ปัญหาความล่าช้าของเที่ยวบินส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในเดือนที่ผ่านมา เกิดจากเหตุภัยทางธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ถือเป็นความผิดของผู้ประกอบการเนื่องจากปัญหาดังกล่าวมิได้เกิดจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของผู้ให้บริการ ซึ่งปกติแล้วเหตุการณ์เที่ยวบินดีเลย์ในช่วงเดือน ส.ค.และ ก.ย. ของทุกปีนั้นเป็นเรื่องปกติเนื่องจากเป็นฤดูฝน “สายการบินที่ให้บริการในประเทศไทยส่วนใหญ่ดีเลย์เฉลี่ย 20%-30% ซึ่งเมื่อเทียบกับสถิติการบินในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาของนกแอร์นั้นล่าช้าเพียง 12% โดยเฉพาะในเดือน ก.ย. นกแอร์มีเที่ยวบินดีเลย์เพียง 573 เที่ยวจากเที่ยวบินทั้งหมด 5,140 เที่ยว”

ด้านนายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าบริหาร สายการบินนกแอร์ กล่าวว่า ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา นกแอร์ได้เปลี่ยนระบบการจัดการด้านโลจิสติกส์เพื่อยกระดับงานบริการจนสามารถติดอันดับ 7 ของโลก เป็นสายการบินที่มีเที่ยวบินตรงเวลามากที่สุด (Ontime Performance) สัดส่วนเฉลี่ยเที่ยวบินตรงเวลาอยู่ที่ 80%-90% เมื่อเทียบกับทุกสายการบินทั่วโลก แต่ยอมรับว่าบางครั้งล่าช้าเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารตามข้อกำหนดมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าคงไม่มีสายการบินไหนต้องการล่าช้าเพราะจะทำให้ภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งที่ไม่จำเป็น

“เราให้บริการตามมาตรฐานความปลอดภัยทางการบินของโลกเพื่อเป็นหนึ่งในฟันเฟืองผลักดันให้มาตรฐานทางการบินของไทยได้รับการยอมรับจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งสหภาพยุโรป หรือเอียซ่า (EASA) และองค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เพื่อโอกาสทางการบินของประเทศในอนาคต”.

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 9.52 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,504.34 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ต.ค. 2559 17:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/746707

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 9.52 จุด เปลี่ยนแปลง -0.63% ดัชนีอยู่ที่ 1,504.34 จุด พบมูลค่าซื้อขาย 51,387.97 ล้านบาท …

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 7 ต.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดส่งท้ายสัปดาห์ ลดลง 9.52 จุด เปลี่ยนแปลง -0.63% ดัชนีอยู่ที่ 1,504.34 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 51,387.97 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน).

 

กกจ. ไฟเขียวแรงงานต่างด้าว กิจการประมงฯ เปลี่ยนนายจ้างได้ภายในกลุ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ต.ค. 2559 15:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/746581

 

กกจ.ไฟเขียวแรงงานต่างด้าว กิจการประมงทะเลและกิจการแปรรูปสัตว์น้ำ เปลี่ยนนายจ้างกลุ่มอาชีพเดียวกันได้ พร้อมเผยแรงงานที่ทำงานไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในใบอนุญาต มีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท …

วันที่ 7 ต.ค. 59 นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางานได้กำหนดแนวทางการเปลี่ยนไปทำงานกับนายจ้างรายใหม่ของแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงทะเลและกิจการแปรรูปสัตว์น้ำ เพื่อให้การดำเนินการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวมีประสิทธิภาพ และอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน คือ 1. อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวในกิจการประมงทะเลและกิจการแปรรูปสัตว์น้ำ สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้ภายในกลุ่ม โดยไม่จำกัดจำนวนนายจ้าง และจังหวัดที่ทำงาน 2. อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวในกิจการอื่นๆ สามารถเปลี่ยนประเภทงาน นายจ้าง หรือสถานที่ทำงาน เพื่อไปทำงานในกิจการประมงทะเลหรือกิจการแปรรูปสัตว์น้ำได้ 3. ไม่อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวในกิจการประมงทะเล เปลี่ยนนายจ้าง สถานที่ทำงาน และลักษณะงาน เพื่อไปทำงานในกิจการอื่นๆ ที่ไม่ใช่กิจการประมงทะเล และ 4. ไม่อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำ เปลี่ยนนายจ้าง สถานที่ทำงาน และลักษณะงาน เพื่อไปทำงานในกิจการอื่นๆ ที่ไม่ใช่กิจการแปรรูปสัตว์น้ำ

นายสิงหเดช กล่าวอีกว่า แรงงานต่างด้าวที่ทำงานไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในใบอนุญาตทำงาน จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท ขณะที่ นายจ้างรับคนต่างด้าวเข้าทำงานไม่ตรงกับท้องที่ หรือสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตทำงาน จะมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

 

‘อภิรดี’ ผลักดันไทยแลนด์ แบรนด์ สร้างภาพลักษณ์สินค้าส่งออกไทยปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ต.ค. 2559 15:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/746547

 

รมว.พาณิชย์ ผลักดันไทยแลนด์ แบรนด์ สร้างภาพลักษณ์สินค้าส่งออกไทยมีคุณภาพ ปลอดภัย ด้านส่งออกกุ้งปีนี้ คาดโต 15-20% หลังผู้บริโภคเชื่อมั่น รัฐแก้ปัญหาแรงงาน-ประมงจริงจัง …

วันที่ 7 ต.ค. 59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เชิญผู้ส่งออกในกลุ่มสินค้าที่สำคัญมาหารือทั้งกลุ่มอาหาร กลุ่มยานยนต์ และกลุ่มอัญมณี ซึ่งได้แจ้งกับภาคเอกชนว่า กระทรวงฯ จะผลักดันการสร้างไทยแลนด์ แบรนด์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้าไทยว่าเป็นสินค้าที่ปลอดภัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ไม่มีสารเคมีตกค้าง และผู้ผลิตมีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นต่อสินค้าไทยได้

อย่างไรก็ตาม จากการหารือกับผู้ส่งออกสินค้าอาหาร ภาคเอกชนเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้นำเข้า รวมทั้งเป็นการรักษาตลาดส่งออกเดิมไว้ นอกเหนือจากการผลักดันส่งออกไปใหม่ โดยการส่งออกในกลุ่มปลาทูน่า ผัก และผลไม้ ไก่ มีแนวโน้มส่งออกขยายตัวเป็นบวกในปีนี้

สำหรับสินค้าประมง จากการที่รัฐบาลแก้ไขปัญหาการใช้แรงงาน และการทำประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) อย่างเข้มงวด ส่งผลให้ผู้นำเข้าเชื่อมั่นในสินค้าประมงมากขึ้น จนมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกุ้ง ประกอบกับ ไทยสามารถแก้ไขปัญหาโรคตายด่วนในกุ้ง ทำให้มีวัตถุดิบมากขึ้นที่จะป้อนคำสั่งซื้อตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เช่น ห้างวอลมาร์ท จะเดินทางมาไทย เพื่อตรวจสอบระบบการผลิตอาหารทะเลในไทย คาดว่าจะมีคำสั่งซื้อตามมากอีกมาก

ด้าน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า มูลค่าการส่งออกกุ้งปี 59 คาดว่าจะเติบโต 15-20% เพิ่มขึ้นจากปี 58 ที่มีมูลค่า 58,000 ล้านบาท เพราะได้แก้ไขปัญหาโรคตายด่วนในกุ้ง จนลดการสูญเสีย และทำให้มีวัตถุดิบเพิ่มมากขึ้นในการส่งออก และการแก้ไขปัญหาไอยูยูของรัฐบาลอย่างจริงจัง ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นต่อการผลิตสินค้าอาหารทะเลของไทยมากขึ้น

ส่วน นายชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ ประธานคณะกรรมการกลุ่มพืชผักและผลไม้ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กระแสความวิตกต่อการบริโภคผักและผลไม้ของไทย ที่มีการตรวจสอบพบสารตกค้างนั้น เร็วๆ นี้ จะเชิญผู้ประกอบการค้าปลีกมาชี้แจง ซึ่งในภาพรวมน่าจะส่งผลจิตวิทยาต่อผู้บริโภคในประเทศ แต่ไม่กระทบต่อการส่งออก เพราะการส่งออกจะมีมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด ส่วนการส่งออกผักและผลไม้ 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) มีมูลค่า 900 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสัดส่วน 70-80% ส่งออกไปตลาดจีน

 

ผู้ใช้แรงงานจี้ รบ. ลดเหลื่อมล้ำ ขอปรับค่าจ้าง 360 บ.เท่ากันทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ต.ค. 2559 14:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/746496

 

ผู้ใช้แรงงานเดินรณรงค์  ‘Decent Work Day’ ร้องค่าจ้างต่ำ ทำงานหนัก เสนอรัฐ 3 ข้อ ขอปรับขั้นต่ำ 360 บาทเท่ากันทั่วประเทศ เหน็บอย่าหนุนนายทุนต่างชาติ กดขี่ ขูดรีด ละเมิดสิทธิคนไทย

เมื่อวันที่ 7 ต.ค.59 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ และองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ร่วมกันจัดกิจกรรมวันงานที่มีคุณค่า หรือ Decent Work Day ซึ่งตรงกับวันที่ 7 ต.ค.ของทุกปี

ทั้งนี้ เครือข่ายแรงงานหลายร้อยคน นำโดยนายชาลี ลอยสูง รักษาการประธาน คสรท. และนายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการ สรส. ได้ตั้งขบวนถือป้ายเรียกร้อง อาทิ สิทธิความเท่าเทียม สวัสดิการที่เหมาะสม ค่าจ้างที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ หยุดเอาเปรียบแรงงานหญิงตั้งครรภ์ ออกเดินไปตามถนนราชดำเนินไปหยุดประกาศเจตนารมณ์ และข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 3 ข้อ ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย โดยมีนายมอริซิโอ้ บุซซี ผู้อำนวยการองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) เข้าร่วมกิจกรรมด้วย จากนั้นได้ช่วยกันยกตาชั่งจำลอง ที่ชั่งถุงเงินถุงทองของนายทุน และชั่งถุงยังชีพของผู้ใช้แรงงาน ให้น้ำหนักมีความเท่าเทียมกัน

นายชาลี กล่าวว่า รัฐบาลแต่ละยุคสมัยไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้ใช้แรงงานที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดของสังคม แต่กลับสนับสนุนให้นายทุนนักธุรกิจทั้งในชาติและต่างชาติเอารัดเอาเปรียบคนไทย กดขี่ ขูดรีด ทั้งทางตรงและทางอ้อม แลกกับการให้กลุ่มทุนมาลงทุนในประเทศ เห็นได้จากรูปธรรมที่แสดงออกทางกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการสนับสนุนการลงทุน

ทั้งนี้ ทำให้คนงานอยู่ในสภาพย่ำแย่ ค่าจ้างต่ำ ทำงานหนัก ไม่ปลอดภัยในการทำงาน ชั่วโมงการทำงานยาวนานทั้งแรงงานในระบบ นอกระบบ แรงงานข้ามชาติ สิทธิการรวมตัวเจรจาต่อรองทำได้ยากเนื่องจากกฎหมายและนโยบายไม่เอื้ออำนวย จึงก่อให้เกิดปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ละเมิดสิทธิแรงงาน ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้ประเทศถูกโจมตีจากนานาชาติ

นายชาลี กล่าวอีกว่า เพื่อขจัดปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมที่สงบสุข ขอให้รัฐบาลดำเนินการ 3 ข้อ คือ 1. ให้รับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยสิทธิ เสรีภาพ การรวมตัวและเจรจาต่อรอง 2. ให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 360 บาทเท่ากันทั่วประเทศ โดยยกเลิกระบบค่าจ้างแบบลอยตัว

3. ให้รัฐบาลยกเลิกนโยบายและการออกกฎหมายที่นำไปสู่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ด้วยการให้ความสำคัญกับการพัฒนารัฐวิสาหกิจให้มีศักยภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้สหภาพแรงงานและภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่หากข้อเสนอทั้ง 3 ข้อ ไม่ได้รับการตอบสนอง เครือข่ายภาคประชาชน ทั้งจากส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค จะร่วมมือกันผลักดันข้อเสนอให้เกิดผลเป็นจริง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– ที่ประชุม ครส.เห็นชอบ ปรับเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ ผลย้อนหลังถึง 1 ธ.ค.57

 

จับตาโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 7 ต.ค. 2559 14:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/746381

 

การเลือกตั้งของสหรัฐฯ ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน นับว่าเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงอยู่ในระยะฟื้นตัวจากวิกฤติการเงินเมื่อปี 2008 โดยทั้งผู้นำใหม่และนโยบายที่ตามมาจะมีนัยสำคัญต่อภูมิศาสตร์ทางการเมืองและทิศทางเศรษฐกิจในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า สำหรับไทยเองก็ต้องจับตามองผลการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าและแหล่งเงินลงทุนโดยตรง (FDI) ที่สำคัญของไทย นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งจะสร้างความผันผวนในตลาดการเงินทั้งในค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และการเคลื่อนไหวของเงินทุนอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะปัจจุบันที่มีสภาพคล่องส่วนเกินในเศรษฐกิจโลก อีไอซีมองว่าไทยควรเฝ้าระวังผลการเลือกตั้งครั้งนี้ และเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของทิศทางการเมืองและนโยบายของสหรัฐฯ

ในการโต้วาทีระหว่างตัวแทนพรรคทั้งสองฝ่ายที่ผ่านมา ทั้ง Hillary Clinton จากพรรคเดโมแครตและ Donald Trump จากพรรครีพับลิกันยังคงยืนยันนโยบายส่วนใหญ่ที่ทั้งคู่ใช้ในการหาเสียงในช่วงก่อนหน้า โดยนโยบายเศรษฐกิจหลักของฝ่ายพรรคเดโมแครต ได้แก่ การปรับโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มการกระจายรายได้ และการเพิ่มงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะด้านพลังงาน ด้านพรรครีพับลิกันยังคงชูนโยบายมาตรการลดภาษีขนาดใหญ่โดยเน้นภาคธุรกิจ การตั้งกำแพงภาษีกีดกันสินค้านำเข้าและเพิ่มความเข้มงวดในการจ้างงานแรงงานต่างชาติเพื่อดึงอุตสาหกรรมการผลิตให้กลับมาในประเทศ ถึงแม้จุดยืนของทั้งสองฝ่ายจะมีความแตกต่างกันอยู่มาก แต่ทั้งคู่กลับแสดงความกังวลต่อข้อเสียเปรียบด้านข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Trans-Pacific Partnership (TPP) ซึ่งมีแนวโน้มไม่ได้รับการยอมรับขั้นสุดท้ายหรือสัตยาบันจากสภาคองเกรส ทิศทางการดำเนินนโยบายเช่นนี้จึงเป็นความน่ากังวลประการหนึ่งสำหรับประเทศคู่ค้าอย่างไทย

ผลการเลือกตั้งยังคงมีความไม่แน่นอนสูงถึงแม้ว่า Hillary Clinton จะมีคะแนนนิยมนำ ผลสำรวจล่าสุดในวันที่ 5 ตุลาคม โดย Reuter/Ipsos ชี้ว่าจากผู้สมัครทั้งหมด Hillary Clinton มีคะแนนนิยมนำ Donald Trump อยู่ที่ 42% และ 36% ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูสีเทียบกับการเลือกตั้งในอดีต โดยหากพิจารณาข้อมูลการเลือกตั้งที่ผ่านมาพบว่าผู้สมัครที่มีผลคะแนนนำในช่วง 7 สัปดาห์ หลังจากการแต่งตั้งผู้แทนพรรคมักจะเป็นผู้ชนะในที่สุด นอกจากนี้ ผลสำรวจของ CNN/ROC ยังระบุอีกว่าผู้ชมส่วนใหญ่มองว่า Hillary Clinton ทำได้ดีกว่าในการโต้วาทีครั้งแรกที่ผ่านมา ทำให้โดยรวมแล้วดูเหมือนว่า Hillary Clinton มีโอกาสก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปมากกว่า อย่างไรก็ดี คะแนนนิยมของผู้สมัครทั้งสองยังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยหลายฝ่ายกังวลว่ากลุ่ม swing vote ซึ่งไม่สังกัดพรรคใดพรรคหนึ่งอาจจะส่งผลให้ Donald Trump พลิกมาชนะได้ เช่นเดียวกันกับผลประชามติออกจาก EU ของสหราชอาณาจักรที่เหนือความคาดหมาย อีกทั้งด้วยรูปแบบการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ที่ใช้ระบบ Electoral College ทำให้การชนะคะแนนนิยม (popular vote) ก็อาจยังไม่ได้ชี้ขาดว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดี จนกว่าผลการเลือกตั้งระดับ Electoral College จะประกาศในวันที่ 6 มกราคม 2017 เช่น กรณีของการเลือกตั้งในปี 2000 ที่ George W. Bush สามารถก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงแม้ว่าจะแพ้คะแนนนิยมต่อ Al Gore จากพรรคเดโมแครต

อีไอซีมองว่ามีโอกาสสูงที่สภาวะการเมืองชะงักงัน (political gridlock) ในสหรัฐฯ จะดำเนินต่อไป ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้งก็ตาม อีกปัจจัยที่ต้องจับตามองคือการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา (1 ใน 3 ของทั้งหมด) ที่จะเกิดในวันเดียวกันว่าจะสามารถปลดล็อกสภาวะการเมืองชะงักงันของสหรัฐฯ ซึ่งเผชิญมาตั้งแต่ปี 2012 ได้หรือไม่ โดยในปัจจุบันทั้งสองสภามีเสียงส่วนใหญ่เป็นพรรครีพับลิกัน ทำให้ประธานาธิบดี Barack Obama ซึ่งมาจากพรรคเดโมเครตต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเสนอนโยบายต่างๆ เนื่องจากการตัดสินใจหลายอย่างของรัฐบาลและการผ่านร่างกฎหมายต่างๆ ต้องได้รับการเห็นชอบจากทั้งสองสภา ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แม้ว่า Hillary Clinton จะมีคะแนนนิยมนำและอาจเอาชนะการเลือกตั้งได้ แต่โอกาสที่พรรคเดโมแครตจะชนะอย่างถล่มทลายเพื่อกลับมาเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภานั้นมีค่อนข้างจำกัด จากผลสำรวจรายพื้นที่ของ Cook Partisan Voting Index สำหรับกรณีที่ Donald Trump เป็นผู้ชนะและพรรครีพับลิกันสามารถคงเสียงส่วนใหญ่ในสภาได้ ก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาเสียงในพรรคแตกแยก เห็นได้จากแกนนำพรรคหลายฝ่ายที่ออกมาต่อต้านนโยบายบางอย่างของ Trump โดยสภาวะดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับนโยบายด้านงบประมาณการใช้จ่ายของรัฐฯ ที่อาจจะไม่สามารถขยายตัวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในสภาวะที่เปราะบางได้ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากความล่าช้าในการตัดสินใจ เช่น กรณีที่ไม่สามารถตกลงงบประมาณได้ตามกำหนดจนนำไปสู่การปิดทำการของหน่วยงานรัฐฯ (government shutdown) ในปี 2013 และปัญหาการปรับเพดานหนี้สาธารณะที่อาจสร้างความตื่นตระหนกในตลาดเงินได้


Implication

– ความไม่แน่นอนจากการเลือกตั้งจะทำให้ตลาดการเงินผันผวนอย่างหนักโดยเฉพาะในช่วงเดือนตุลาคม ด้วยผลสำรวจความนิยมที่ยังค่อนข้างสูสี ประกอบกับความหวาดกลัวของนักลงทุนจากกรณี Brexit จะทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินในระยะสั้น โดยจากข้อมูลการเลือกตั้งในอดีตค่า CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความหวาดกลัวของนักลงทุนพุ่งสูงขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 21% ในเดือนก่อนการเลือกตั้ง (ตุลาคมของปีเลือกตั้ง) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่การแข่งขันเป็นไปอย่างสูสี แต่จะลดลงหลังผลการเลือกตั้งออกมาเป็นที่แน่นอนแล้ว (ลดลง 8% โดยเฉลี่ยในเดือนพฤศจิกายนที่มีการเลือกตั้ง) โดยในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีสภาพคล่องส่วนเกินอย่างในปัจจุบัน ความผันผวนดังกล่าวอาจทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของเงินทุนอย่างฉับพลัน รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรุนแรง เช่น ในกรณีของ Brexit นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายเป็นแรงกดดันส่วนหนึ่งต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนที่หดตัวติดต่อกันถึง 3 ไตรมาสแล้ว รายงานของ Bank of America ล่าสุดก็เปิดเผยว่าผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐฯ มองว่าความกังวลเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีผลต่อการตัดสินใจจ้างงานและการลงทุน รวมไปถึง ผลการเลือกตั้งที่นอกเหนือความคาดหมายก็อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจจนทำให้ Fed ต้องเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายออกไปอีกก็เป็นได้

– ในระยะกลาง ถึงแม้ความเป็นไปได้จะต่ำ แต่โอกาสที่ Donald Trump จะชนะการเลือกตั้งยังคงมีอยู่และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายที่จะมีผลต่อภาคเศรษฐกิจจริงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านนโยบายภาษี การคลัง และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ จากที่เริ่มเห็นผลการอ่อนลงของค่าเงินเปโซของเม็กซิโกซึ่งเป็นประเทศที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงจากนโยบายกีดกันทางการค้าของ Donald Trump สำหรับไทย นอกจากความน่ากังวลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อีกด้านคือการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งประธานาธิบดีมีอำนาจในการตัดสินใจมากกว่าสภาคองเกรส เมื่อเทียบกับนโยบายด้านอื่น โดยนโยบายของ Trump อาจจะสั่นคลอนความมั่นคงของการเมืองระหว่างประเทศจากการไม่สนับสนุนพันธมิตรอย่าง NATO หรือ การลดบทบาทของสหรัฐฯ ในเอเชีย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการค้าในภูมิภาคเอเชีย

ความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นจากการแข่งขันที่สูสีสร้างความผันผวนในตลาดการเงินได้มากกว่า



Note: “Poll Gap” คือ ผลต่างระหว่างคะแนนนิยมของผู้สมัครในปลายเดือนกันยายนก่อนการเลือกตั้ง
“Change in VIX” คือ การเปลี่ยนแปลงของดัชนีวัดความผันผวน CBOE Volatility Index หรือ VIX (สำหรับปี 1988 เป็นการวัดแบบเก่าหรือ VXO)
แม้ไม่รวมข้อมูลจากปี 2008 ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤติการเงิน ผลยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
ข้อมูลการเลือกตั้ง 1988-2012 จาก Gallup Organization และ Chicago Board Options Exchange (CBOE)

 

เครือเฮอริเทจจัดเวิร์กช็อปและแข่งขันทำขนมอบโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 7 ต.ค. 2559 14:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/746211

 

เครือเฮอริเทจ ผู้นำเข้า ผลิต ส่งออก และจัดจำหน่าย สินค้าของว่าง อาหารแห้ง และเครื่องดื่ม หลากหลายแบรนด์ นำโดย คุณวริญ พลไพศาล ตัวแทนจากกรรมการบริหารเครือเฮอริเทจ (ที่ 4 จากซ้าย) และ คุณสุริยา มูลศรี ผู้อำนวยการฝ่ายขายประจำประเทศไทย (ที่ 1 จากขวา) จัดกิจกรรม Heritage Cooking Competition Party ให้แก่บริษัทคู่ค้า อาทิ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด บริษัท บิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซีสเทม จำกัด หรือ เทสโก้โลตัส รวมทั้งร้านเบเกอรี่ต่างๆ ได้ร่วมสนุกสนานกับการทำขนมอบสองเมนู ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์จากธรรมชาติ “มัฟฟินฟักทองผสมข้าวโอ๊ตอินทผลัม” และ “ทาร์ตถั่วรวมอเมริกัน” โดยใช้วัตถุดิบถั่วและผลไม้อบแห้งภายใต้แบรนด์เฮอริเทจเป็นส่วนประกอบและตกแต่ง อาทิ อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ วอลนัท พิทาชิโอ พีแคน อินทผาลัม และแครนเบอร์รี่ ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณโรเบิร์ต จี โทเบอร์แมน ผู้จัดการโครงการภาคเอเชีย สภาส่งออกสินค้าเกษตรกรรมแคลิฟอร์เนีย (ที่ 3 จากซ้าย) คุณสุกันยา สิรีกีรติกุล ผู้เชี่ยวชาญทางการตลาดสินค้าเกษตรกรรม แผนกสินค้าเกษตรจากสหรัฐอเมริกา สถานทูตสหรัฐอเมริกา คุณยิ่งศักดิ์ และคุณเมย์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ (ที่ 3 จากซ้าย และที่ 2 จากขวา) ณ โรงเรียนสอนทำอาหาร วิทยาลัยเทคโนโลยีธุรกิจ การอาหารไทยและนานาชาติ อ.ยิ่งศักดิ์ (TIFTEC)




กิจกรรมนี้ เป็นส่วนหนึ่งในแผนการตลาดของเครือเฮอริเทจ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเครือเฮอริเทจและบริษัทคู่ค้าและยังเป็นส่วนหนึ่งในความมุ่งมั่นส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกทานของว่างที่ไม่เพียงแค่อร่อย แต่ยังเต็มเปี่ยมด้วยพลังงานและวิตามินนานาชนิด ซึ่งได้จากการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพจากธรรมชาติอย่างแท้จริง ปราศจากการปรุงแต่งของสารเคมีใดๆ



หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.heritagethailand.com หรือติดตามกิจกรรมของเครือเฮอริเทจได้ที่เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/Heritagesnacksandfood หรือ โทร 02-813 0954-5″ https://www.facebook.com/Heritagesnacksandfood หรือ โทร 02-813 0954-5








เกี่ยวกับ เฮอริเทจ – “อาหารดี ชีวีมีสุข”

เครือเฮอริเทจ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2529 ในฐานะผู้ค้าส่งวัตถุดิบในการผลิตอาหารประเภทถั่วและผลไม้แห้ง และก้าวสู่การเป็นบริษัทส่งออกวัตถุดิบ รวมถึงการแปรรูปสินค้าเกษตรและบรรจุภัณฑ์ในอุตสาหกรรมอาหารชั้นนำของโลก ปัจจุบัน เฮอริเทจประกอบด้วยบริษัทในเครือกว่า 10 บริษัท ดำเนินงานใน 8 ประเทศ ส่งออกสินค้าสู่กว่า 60 ประเทศทั่วโลก และยังคงมุ่งมั่นขยายการลงทุนเพิ่มเติมในอีกหลายประเทศ

เครือเฮอริเทจประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ในเครือ อาทิ ถั่วและผลไม้อบแห้ง ภายใต้แบรนด์ “เฮอริเทจ”, “บลูไดมอนด์” เมล็ดอัลมอนด์จากแคลิฟอร์เนีย “เซนเซชั่น” ผลิตภัณฑ์ผลไม้อบแห้งและน้ำผลไม้ออร์แกนิกหลากชนิด, “นัทวอล์คเกอร์” ขนมขบเคี้ยวประเภทถั่วและเมล็ดพืช, ถั่วพิทาชิโอ “ซันคิสต์”, ข้าวโพดอบกรอบเคลือบคาราเมลผสมถั่วพรีเมี่ยม “วันเดอร์พัฟฟ์ ป๊อบคอร์น”, “ฟรังซัวส์” คุกกี้และช็อกโกแลต, ผลิตภัณฑ์อาหารจีน “โกลด์ฟิช”, ผลิตภัณฑ์วุ้นเส้น “เฟิร์สดราก้อน”, และน้ำแร่ธรรมชาติจากอิตาลี “แมนเจียโตเรล่า” รวมถึงอีกหลายผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในระหว่างขั้นตอนเตรียมการผลิต

ผลิตภัณฑ์ของเฮอริเทจ ได้รับการจดทะเบียนระดับสากล และผ่านการรับรองมาตรฐานทั้ง GMP, HACCP, BRC, และ ISO 22000 ซึ่งรับรองมาตรฐานด้านการจัดการความปลอดภัยของอาหาร พร้อมด้วยมาตรฐานอาหารฮาลาลและโคเชอร์ ด้วยวัตถุดิบคุณภาพจากธรรมชาติ ผู้บริโภคจึงสามารถมั่นใจได้อย่างเต็มเปี่ยมถึงความปลอดภัย และคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีมีสุข