จ่อเปิดตัวผู้ร่วมชดใช้ค่าเสียหายจำนำข้าวร่วมกับ ‘ยิ่งลักษณ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 20:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736266

 

จ่อเปิดตัวผู้ร่วมชดใช้ค่าเสียหายจำนำข้าวร่วมกับ ‘ยิ่งลักษณ์’ มีทั้ง กขช. 24 คน ข้าราชการ ก.พาณิชย์ เกษตร คลัง ส่วนคน อคส.-อ.ต.ก.ไม่รอด ขณะที่ เอกชนมีทั้งโรงสี เซอเวเยอร์ โกดังกลาง ระบุอาจลามถึง ผวจ. เหตุร่วมรับผิดชอบถือกุญแจคลังเก็บข้าว ส่วน ครม. 35 คนไม่น่ารอด

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า หลังจากที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว ได้สรุปเรียกค่าเสียหายจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวงเงิน 35,600 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ของวงเงินความเสียหายรวม 178,000 ล้านบาท ส่วนอีก 80% หรือ 143,000 ล้านบาท รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเรียกค่าเสียหายกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะมีทั้งกรรมการในคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) 24 คน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีก 35 คน

ทั้งนี้ หากพิจารณาแนวทางการกำหนดสัดส่วนความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ภายใต้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ที่กำหนดโดยกระทรวงการคลัง พบว่า ได้กำหนดสัดส่วนความรับผิดของเจ้าหน้าที่ชัดเจน โดยในกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นผู้อนุมัติขั้นสูง ต้องรับผิดชอบในสัดส่วน 20% ส่วนที่เหลืออีก 80% แบ่งเป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการที่พิจารณาโครงการรับจำนำข้าว 60% และอีก 20% เป็นความรับผิดชอบของผู้ผ่านงานชั้นต้นและชั้นกลาง

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขดังกล่าว หมายความว่า ผู้ที่เป็นกรรมการใน กขช. สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะถูกเรียกค่าเสียหายในสัดส่วน 60% หรือ 106,800 ล้านบาท และอีก 20% หรือ 35,600 ล้านบาท จะเป็นความรับผิดชอบของ รมว.พาณิชย์ รองนายกรัฐมนตรี รวมถึง ครม. ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะเป็นผู้อนุมัติในลำดับรองลงไป

นอกจากนี้ ความรับผิดทางละเมิดอาจรวมไปถึงผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบในโครงการจำนำข้าว ในฐานะหน่วยงานปฏิบัติ โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน องค์การคลังสินค้า (อคส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และยังรวมถึงภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องและได้รับประโยชน์ในทางที่ไม่สุจริตจากโครงการรับจำนำ เช่น โรงสี บริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวเยอร์) เจ้าของโกดังกลางที่รัฐเช่าฝากเก็บข้าว เจ้าหน้าที่ของจังหวัดที่ถือกุญแจโกดังข้าว และอาจรวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ในจังหวัดที่มีโกดังเก็บข้าวรัฐด้วย

สำหรับคณะกรรมการ กขช. ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติโครงการรับจำนำ มี 24 คน ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 153/54 เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ได้แก่ นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.คลัง รองประธานกรรมการ รมช.พาณิชย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.พาณิชย์ และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 5 คน เป็นกรรมการ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการและเลขานุการ และมีรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และอธิบดีกรมการข้าว เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ส่วนหน่วยงานปฏิบัติในระดับกระทรวง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว ได้แก่ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะดูแลนโยบาย กรมการค้าภายใน ในฐานะหน่วยงานต้นเรื่องที่เป็นผู้จัดทำโครงการ และผู้ที่อยู่ในข่ายถูกเรียกร้องค่าเสียหาย จะเริ่มตั้งแต่อธิบดี รองอธิบดี ไล่ลงไปจนถึงระดับผู้อำนวยการกอง และเจ้าหน้าที่ ส่วน อคส. และ อ.ต.ก. ในฐานะหน่วยงานปฏิบัติ โดยผู้อยู่ในข่ายจะเริ่มตั้งแต่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หัวหน้าคลัง และเจ้าหน้าที่ ขณะที่ ภาคเอกชน ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับประโยชน์ที่ไม่สุจริตจากโครงการ มีทั้งโรงสี เซอร์เวเยอร์ และเจ้าของโกดังกลาง

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลจะเรียกค่าเสียหายจากข้าราชการ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานตามคำสั่ง ถือว่าไม่ยุติธรรม เพราะข้าราชการไม่มีอำนาจยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ต้องเดินหน้าตามคำสั่ง แต่หากจะผิดจริง น่าจะเป็นผู้ที่มีอำนาจยับยั้งรองจากนายกรัฐมนตรี คือ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่ในรัฐบาลชุดนั้น เพราะการชี้มูลทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดนั้น เป็นการชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในข้อหาไม่ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว จนทำให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณประเทศชาติ ซึ่งหากจะเอาผิดกับข้าราชการจริง จะทำให้ข้าราชการเสียขวัญและกำลังใจในการทำงาน และต่อไปคงไม่มีใครกล้าทำงานตามหน้าที่ และคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย

 

ครม.อนุมัติรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ถนนจิระ เชื่อมโยงขนส่งเรือแหลมฉบัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 19:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736247

 

ครม.อนุมัติรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ถนนจิระ เพื่อเชื่อมโยงขนส่งเรือแหลมฉบังได้สะดวกมากขึ้น ส่วนอีก 3 เส้นทางช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ, ช่วงนครปฐม-หัวหิน และช่วงหัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ เล็งเอาเข้าครม.เดือนต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 27 ก.ย.59 นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการเดินทางและขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือแหลมฉบังได้สะดวกมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างช่วงขอนแก่น-ชุมทางถนนจิระ และแก่งคอย-ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้าแล้ว

ส่วนอีก 3 ช่วงจะนำเข้า ครม.ได้ในเดือนตุลาคมนี้ คือ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ, ช่วงนครปฐม-หัวหิน และช่วงหัวหินประจวบคีรีขันธ์ ขณะที่ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ที่ ครม.อนุมัติไปก่อนหน้านี้นั้น อยู่ระหว่างประกาศร่างเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) ลงเว็บไซต์ จากนั้นก็จะต้องนำมาพิจารณาทบทวน คาดว่าจะเปิดประกวดราคาได้ในเดือนตุลาคมนี้

 

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไทยดังถึงสหรัฐฯ นักโทษมะกันยกนี่คืออาหารชั้นเลิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 19:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736116

 

‘พาณิชย์’ ปลื้มดันบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเจาะคุกสหรัฐฯ สำเร็จ หลังนักโทษยกเป็นอาหารมูลค่าสูงดั่งทองคำ และยังใช้เป็นเงินตราซื้อสินค้าอื่นได้อีก ระบุช่วง 7 เดือนส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นอันดับ 1 มูลค่า 95 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 27 ก.ย.59 นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ทูตพาณิชย์และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ (เอชทีเอ) ในสหรัฐฯ ได้ร่วมกันทำการตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยเข้าสู่เรือนจำของสหรัฐฯ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเปรียบเสมือนสินค้ามูลค่าสูงทดแทนการใช้จ่ายในรูปแบบเงินตรา อีกทั้งมีรสชาติถูกปาก และมีความหลากหลาย จึงกลายเป็นอาหารยอดนิยมสำหรับนักโทษในเรือนจำ

ทั้งนี้ ภายในเรือนจำสหรัฐฯ มีระบบเศรษฐกิจของตนเอง นักโทษไม่ได้ใช้จ่ายด้วยเงินสด แต่ใช้ระบบการแลกเปลี่ยนสินค้า สินค้าแต่ละประเภทจะมีมูลค่าที่แตกต่างกันและสามารถแลกเปลี่ยนกับสินค้าประเภทอื่นๆ ได้ สินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยถูกยกให้เป็นมาตรฐานทองคำในระบบเรือนจำ

“ปัจจัยหลักที่ทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้รับความนิยมในหมู่นักโทษ เป็นเพราะคุณภาพและรสชาติที่ไม่ถูกปากของอาหารในเรือนจำ เนื่องจากงบประมาณด้านอาหารของนักโทษไม่สามารถตอบสนองต่อจำนวนนักโทษที่เพิ่มขึ้นในเรือนจำของสหรัฐฯ ได้ ส่งผลให้นักโทษจำนวนมากต้องบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพื่อทดแทนอาหารหลัก นอกจากราคาถูกและมีรสชาติที่ดีกว่าอาหารเรือนจำแล้ว ยังง่ายต่อการปรุงและให้พลังงานสูง อีกทั้งยังสามารถหาซื้อได้ที่ร้านค้าของเรือนจำอีกด้วย”

อย่างไรก็ตาม การส่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้าไปเจาะตลาดในเรือนจำสหรัฐฯ ตามยุทธศาสตร์ผลักดันการส่งออกที่จะเน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม (นีช มาร์เก็ต) เนื่องจากได้มีการศึกษาระบบเศรษฐกิจในเรือนจำสหรัฐฯ พบว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นเงินตราสำคัญในเรือนจำ และมีการประยุกต์ใช้อย่างหลากหลาย เช่น นำมาบริโภค ใช้เป็นค่าตอบแทนในการบริการต่างๆ หรือใช้แลกเปลี่ยนหรือซื้อสินค้าอื่นๆ เช่น แปรงสีฟัน เสื้อผ้า ผลไม้

สำหรับสถิติการส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและอาหารสำเร็จรูปของไทยไปทั่วโลกพบว่า ปี 58 ส่งออกรวม 1,069 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยส่งออกไปสหรัฐฯ สูงเป็นอันดับหนึ่งที่ 170 ล้านเหรียญฯ รองลงมาคือ เมียนมา และจีน ส่วนในช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) ปี 59 ไทยส่งออกเพิ่มขึ้น 4.6% คิดเป็นมูลค่า 640 ล้านเหรียญฯ โดยส่งออกไปสหรัฐฯ 95 ล้านเหรียญฯ ตามด้วยจีน ฟิลิปปินส์ และเมียนมา

 

คมนาคมแจง ‘เอฟเอเอ’ มั่นใจปี 60 ปลดล็อกธงแดงสำเร็จแน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 19:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736201

 

คมนาคมแจง “เอฟเอเอ” ปลดล็อกการบินของไทย ปรับระดับมาตรฐานขึ้น Category 1 เตรียมจี้การบินไทยปักหมุดเปิดบินเส้นทางอเมริกา ต.ค.นี้ ยันต้นปีหน้าปลดล็อกธงแดงสำเร็จแน่นอน

เมื่อวันที่ 27 ก.ย.59 นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมช. คมนาคม กล่าวว่า ขณะนี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว. คมนาคม ได้ไปประชุมเกี่ยวกับการบินที่ประเทศแคนาดา และมีความเป็นไปได้ที่ สำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ เอฟเอเอ จะปรับระดับมาตรฐานการบินของไทยจาก Category 2 ขึ้นเป็นระดับ Category 1 ซึ่งการปรับระดับมาตรฐานการบินดังกล่าวจะทำให้ สายการบินไทย สามารถทำการบินเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาได้ในเดือนตุลาคม 59 นี้ โดยที่ไม่ต้องรอให้มีการปลดล็อกธงแดง จากองค์การบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ไอเคโอในปี 2560

นอกจากนี้ในที่ประชุม องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ไอเคโอ หน่วยงานความปลอดภัยด้านการบินยุโรป หรือ เอียซ่า กรมการบินพลเรือนแห่งญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน ยังได้มีการชื่นชมแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านการบินของไทยที่ดำเนินการมาถูกทางทั้งระยะสั้น และระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านการบินทางฝ่ายไทยอยากให้ ทางเอฟเอเอ และ ไอเคโอ เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงร่วมในการตรวจสอบดูแลมาตรฐานการบินของไทยอย่างเข้มงวด เนื่องจากไทยจะต้องถูกหน่วยงานการบินเข้ามาตรวจในปี 2560-2561

 

หุ้นไทยปิดร่วง 0.75 จุด ซื้อขายเบาบาง บลจ.ชี้ไม่มีปัจจัยใหม่หนุนตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 17:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736162

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 0.75 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,489.39 จุด พบมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 34,648.46 ล้านบาท ขณะที่บลจ.วรรณ มองระยะนี้ยังขาดปัจจัยใหม่หนุนตลาด แนะจับตาสรุปผลการประชุมโอเปก

การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 27 ก.ย. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 0.75 จุด เปลี่ยนแปลง -0.05% ดัชนีอยู่ที่ 1,489.39 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 34,648.46 ล้านบาท ตลอดทั้งวันดัชนีสูงสุดอยู่ 1,498.20 จุด ต่ำสุด 1,488.78 จุด

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)

ทางด้านนายมณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ จำกัด กล่าวว่า สัปดาห์นี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังคงมีทิศทางการเคลื่อนไหวผันผวนตลอดทั้งสัปดาห์ เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้าสนับสนุนการปรับขึ้นของดัชนี อีกทั้งยังมีแรงขายทำกำไรหลังจากที่ดัชนีปรับตัวขึ้นเป็นส่วนใหญ่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในส่วนของปัจจัยต่างประเทศ นักลงทุนยังติดตามแนวโน้มการแสดงสุนทรพจน์ (Debate) ของผู้สมัครเข้าชิงประธานาธิบดีทั้ง 2 ท่าน เนื่องจากมองว่า นโยบายทั้ง 2 คนจะส่งผลต่อนโยบายการลงทุนของสหรัฐอเมริกาต่อตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) รวมถึงไทย

นายมณฑล กล่าวอีกว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสผันผวนตามตลาดหุ้นทั่วโลกหลังราคาน้ำมันดิบยังมีโอกาสปรับตัวลดลงหลังซาอุดีอาระเบียและอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการเจรจาในเรื่องการจำกัดปริมาณการผลิตน้ำมันในเบื้องต้นได้ ขณะที่อุปทานน้ำมันดิบเริ่มส่งสัญญาณปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามผลการประชุมของกลุ่มโอเปกที่แอลจีเรียระหว่างวันที่ 26-28 ก.ย. 59 ซึ่งหากข้อสรุปออกมาในเชิงบวกน่าจะสนับสนุนให้ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นได้ (Rebound) แต่หากข้อสรุปไม่มีอะไรออกมาอาจกดดันให้ราคาน้ำมันย่อตัวลงจากระดับปัจจุบันเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม สัปดาห์นี้คาดว่าปัจจัยที่ยังพอเข้ามาสนับสนุนตลาดได้ ได้แก่ กระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังคงไหลเข้าบางส่วนและการทำปิดงบรายไตรมาส (Window Dressing) อาจช่วยให้ตลาดไม่ปรับตัวลดลงมากนัก โดยมองกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี 1,450–1,500 จุด

สำหรับนักลงทุนระยะยาว บริษัทยังมองเป็นโอกาสทยอยสะสม หากดัชนีมีการย่อตัวลง โดยเลือกหลักทรัพย์ที่มีปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจน และมีปัจจัยพื้นฐานรองรับการเติบโตของกำไร เนื่องจากมองว่าด้วยปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวได้กอปรกับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนที่ยังมีโอกาสไหลเข้า หากธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

นอกจากนี้  ยังรวมถึงการผ่อนคลายสภาพคล่องของธนาคารกลางหลักทั่วโลกที่ยังคงดำเนินอยู่จะยังผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้ สำหรับนักลงทุนระยะสั้น แนะนำขายทำกำไรบางส่วนหากดัชนีฯ มีการปรับตัวเหนือระดับ 1,500 จุด

 

‘วุฒิชาติ’ เร่งรัดการสร้างถนนตัดผ่านรถไฟสายแม่น้ำ เพื่อแก้ปัญหาจราจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 16:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736021

 

ผู้ว่าการรถไฟฯ ลงพื้นที่ทางรถไฟสายแม่น้ำรอบสอง ติดตามเร่งรัดโครงการสร้างถนนตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำ 2 ช่องจราจร เชื่อมต่อถนนพระราม 3 เพื่อแก้ปัญหาคอขวดระหว่างทางลงสะพานข้ามแยก ห้าแยก ณ ระนอง กับพื้นราบถนนขาเข้า

เมื่อวันที่ 26 ก.ย.59 ที่ผ่านมา นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำคณะผู้บริหารการรถไฟฯ ลงพื้นที่เป็นครั้งที่สอง บริเวณทางรถไฟสายแม่น้ำ ถนนพระราม 3 เพื่อติดตามความก้าวหน้า และเร่งรัดการดำเนินโครงการสร้างถนนตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำให้เสร็จและเปิดให้บริการโดยเร็ว เพื่อช่วยบรรเทาการปัญหาจราจรในเมืองหลวงตามนโยบายของรัฐบาล

นายวุฒิชาติ กล่าวว่า ขณะนี้โครงการสร้างถนนตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำ บริเวณถนนพระราม 3 มีความก้าวหน้าไปมาก โดยการรถไฟฯ อยู่ระหว่างดำเนินปรับปรุงพื้นที่สร้างเป็นถนนผิวการจราจรแอสฟัลต์ กว้าง 7.2 เมตร 2 ช่องจราจร เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับถนนพระราม 3 ทั้งขาเข้าและขาออก รวมถึงยังได้มีการปรับผิวการจราจรบนสะพานข้ามทางรถไฟสายแม่น้ำ ซึ่งไม่ได้มีการปรับปรุงมานานอีกด้วย

ทั้งนี้คาดว่าใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 วัน การปรับปรุงพื้นที่ของการรถไฟฯ จึงแล้วเสร็จ จากนั้นทางกรุงเทพมหานคร จะเข้ามาดำเนินการปรับพื้นผิวถนนจราจรด้วยการลาดแอสฟัลต์ ซึ่งคาดว่า กระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้น และสามารถเปิดให้ประชาชนได้ใช้รถใช้ถนนสัญจรผ่านทางตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำ บริเวณถนนพระราม 3 ได้ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2559 ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจรภายในเมืองหลวงได้อย่างแน่นอน

“จากการประเมินพบว่า การสร้างถนนตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำจะช่วยบรรเทาปัญหาจราจรในเมืองได้มาก ทั้งถนนพระราม 4 ถนนพระราม 3 ถนนรัชดาภิเษกจากแยกอโศก ถนนสุนทรโกษา รวมถึงการแก้ปัญหาคอขวดระหว่างทางลงสะพานข้ามแยก ห้าแยก ณ ระนอง กับพื้นราบถนนขาเข้า เพราะสภาพปัญหาการจราจรปัจจุบันพบว่ามีปริมาณรถสะสมจำนวนมาก จากรถที่ลงจากสะพาน 2 ช่องทาง มารวมกับรถพื้นราบจากแยก ณ ระนอง อีก 3 ช่องทาง รวมเป็น 5 ช่องทาง แต่เมื่อขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟสายแม่น้ำจะเหลือ 2 ช่องทางเดินรถเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาคอขวดติดขัดยาวไปถึงถนนพระราม 4 ส่งผลกระทบสู่ถนนสาทรเหนือ ถนนวิทยุ และถนนสีลมอีกด้วย”

นายวุฒิชาติ กล่าวย้ำว่า การรถไฟฯ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินนโยบายแก้ปัญหาจราจรในเมืองหลวงและปริมณฑลของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคมอย่างเต็มที่ ตลอดจนสนับสนุนนโยบายของที่ประชุมบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน เพื่อให้การเดินทางของพี่น้องประชาชนคนไทยได้รับความสะดวกสบาย รวดเร็ว และปลอดภัย.

 

ขนส่งเด้งรับมติครม.ยกเลิกให้ขสมก.เป็นผู้ประกอบการรายเดียวเดินรถในกทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 15:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735947

 

ครม.เห็นชอบยกเลิกมติครม.เดิมเมื่อปี 2526 ที่ระบุ ขสมก.เป็นผู้ประกอบการเดินรถเพียงรายเดียวในกทม. ขณะที่กรมขนส่งทางบกพร้อมเดินหน้ากระบวนการถ่ายโอนการกำกับรถเอกชนร่วมบริการให้ขนส่งฯ แทน ขสมก. เพื่อพัฒนางานด้านบริการด้วยรถโดยสารประจำทางทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 27 ก.ย.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยภายหลังคณะรัฐมนตรีซึ่งมีมติเห็นชอบยกเลิกมติ ครม. เดิมเมื่อวันที่ 11 ม.ค.2526 ที่ระบุให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เป็นผู้ประกอบการเดินรถเพียงรายเดียว และรถร่วมฯ เอกชนจะต้องทำสัญญาเข้าร่วมเดินรถกับ ขสมก.ว่า โดยหลังจากที่มติ ครม. เดิมดังกล่าวยกเลิกไปแล้ว รถร่วม ขสมก. จะต้องมาขอใบอนุญาตกับกรมการขนส่งทางบก ซึ่งจะทำให้เกิดความชัดเจนในบทบาทและแนวทางกำกับดูแลการเดินรถโดยสารในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกำหนดให้กรมการขนส่งทางบกเป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) แต่เพียงผู้เดียว และให้ ขสมก. เป็นเพียงผู้ประกอบการเดินรถ (Operator) รายหนึ่ง

ทั้งนี้ จะทำให้เกิดการแข่งขันด้านการให้บริการเดินรถประจำทางในกรุงเทพมหานครอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ ครม. ได้เห็นชอบในหลักการให้มีการปรับแก้กฎหมายเพื่อรองรับการถ่ายโอน ได้แก่ การแก้ไข พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 เกี่ยวกับอายุใบอนุญาตประกอบการขนส่ง แก้ไขกฎกระทรวง เรื่องอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบการขนส่ง แก้ไขกฎกระทรวง เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการในการออกใบอนุญาตประกอบการขนส่ง และจัดตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อมารองรับการดำเนินการตามภารกิจดังกล่าว โดยจะดำเนินการตามแผนปฏิรูประบบรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลควบคู่กันไปด้วย เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการและประชาชนได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม จะเกิดประโยชน์การแข่งขัน คุณภาพการให้บริการในระยะยาว เช่น กำหนดโครงข่ายเส้นทางใหม่ จัดสรรเส้นทางการเดินรถตามโครงข่ายใหม่ กำหนดเงื่อนไขขอรับใบอนุญาต การคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ จนกระทั่งสามารถออกใบอนุญาตประกอบการขนส่งใหม่

นายสนิท กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนปฏิรูประบบรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะแก้ไขปัญหาการเดินรถโดยสารประจำทางในปัจจุบัน ที่มีเส้นทางทับซ้อนและไม่ครอบคลุม ให้สามารถตอบสนองความต้องการเดินทางของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ คุณภาพของตัวรถ ความปลอดภัย ความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ และภาครัฐสามารถกำกับดูแลการให้บริการอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน

นอกจากนี้ แผนปฏิรูปฯ ดังกล่าวยังกำหนดแนวทางปรับปรุงเส้นทางการเดินรถใหม่ทั้งระบบ กำหนดต้นทางปลายทาง ออกแบบเส้นทางเดินรถซึ่งจะลดการทับซ้อนของเส้นทาง และปรับปรุงเส้นทางให้เชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนประเภทอื่นๆ เช่น โครงข่ายรถไฟฟ้า ระบบราง การสัญจรทางน้ำ ทางอากาศ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เป็นต้น

ทั้งนี้ ประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพการให้บริการที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนแทน

 

เผย ส.ค. เดือนเดียวเก็บภาษีรถใน กทม.ได้กว่า 700 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 14:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735707

 

กรมการขนส่งทางบกเผยผลการจัดเก็บภาษีรถประจำปีในเขตกรุงเทพฯ เฉพาะเดือน ส.ค. ได้ถึง 752 ล้านบาท ประชาชนยังนิยมใช้บริการชำระภาษีรถที่สำนักงานของกรมฯ มากที่สุด…

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 59 นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกได้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเลือกชำระภาษีรถประจำปีได้หลากหลายช่องทาง ปรากฏว่า เฉพาะเดือน ส.ค. 2559 สามารถจัดเก็บภาษีรถในเขตกรุงเทพมหานครได้ทั้งสิ้น 752,178,988.75 บาท เป็นการใช้บริการรับชำระภาษีรถยนต์ ณ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–5 ของกรมการขนส่งทางบกมากที่สุด จำนวน 493,930 ราย จัดเก็บภาษีรถได้ทั้งสิ้น 553,899,193.92 บาท รองลงมาเป็นการใช้บริการรับชำระภาษีรถผ่านช่องทาง “เลื่อนล้อ ต่อภาษี” (Drive Thru for Tax) ชำระภาษีโดยไม่ต้องลงจากรถ จำนวน 73,611 ราย จัดเก็บภาษีรถได้ทั้งสิ้น 130,527,002.84 บาท และการใช้บริการชำระภาษีรถที่ห้างสรรพสินค้าในวันเสาร์–อาทิตย์ตามโครงการ “ช็อปให้พอ แล้วต่อภาษี” (Shop Thru for Tax) มีผู้ใช้บริการ จำนวน 24,510 ราย จัดเก็บภาษีรถได้ทั้งสิ้น 34,779,303.41 บาท และที่ศูนย์บริการร่วมคมนาคม เชิงสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน ที่ให้บริการทุกวันจันทร์–ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30–15.00 น. สามารถจัดเก็บภาษีได้ทั้งสิ้น 10,787,586.14 บาท

ขณะที่ การชำระภาษีรถผ่านเว็บไซต์ http://www.dlte-serv.in.th สามารถจัดเก็บภาษีได้ทั้งสิ้น 12,090,784.98 บาท และการรับชำระภาษีรถผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส จัดเก็บภาษีได้ทั้งสิ้น 7,857,461 บาท โดยเจ้าของรถสามารถชำระภาษีรถล่วงหน้าได้ไม่เกิน 90 วัน และต้องไม่ค้างชำระภาษีรถเกินกว่า 1 ปี สำหรับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปี หรือรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปี ต้องมีใบรับรองการตรวจสภาพรถจากสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) มาแสดงด้วย หากเป็นรถที่ติดตั้งแก๊ส ต้องมีหนังสือรับรองการตรวจสอบ และทดสอบตามระยะเวลาที่กำหนด ตลอดจนต้องมีกรมธรรม์ประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ คงเหลือระยะเวลาคุ้มครองไม่น้อยกว่า 3 เดือน

นายณันทพงศ์ กล่าวต่อว่า กรมการขนส่งทางบกยังมุ่งมั่นพัฒนางานด้านบริการอย่างต่อเนื่อง จัดตั้ง “ศูนย์ราชการสะดวก (Government Easy Contact Center : GECC)” เพื่อเป็นจุดให้บริการข้อมูลข่าวสาร และให้คำแนะนำต่างๆ แก่ประชาชนที่เดินทางมาติดต่อราชการ นอกจากนี้ ยังได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความสะดวก และตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของประชาชนมากยิ่งขึ้น โดยการนำระบบ QR Code มาเป็นช่องทางเข้าถึงแอพพลิเคชั่น DLT eForm ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นให้ข้อมูลการให้บริการด้านทะเบียนและภาษีรถ โดยสามารถดาวน์โหลดและพิมพ์แบบคำขอเพื่อนำมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ลดขั้นตอนการติดต่องาน ซึ่งเป็นการพัฒนางานด้านบริการ ที่ได้รับรางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ ประจำปี 2559 จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ประเภทการพัฒนาการบริการที่เป็นเลิศ ระดับดี ซึ่งที่ผ่านมากรมการขนส่งทางบกได้รับรางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ จาก ก.พ.ร.ต่อเนื่องมาถึง 14 ปี นับตั้งแต่ปี 2546-2559.

 

เวียตเจ็ท ประเดิมบินเที่ยวแรก กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กับแอร์บัสลำใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 10:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735541

 

สายการบินเวียตเจ็ทเปิดให้บริการเส้นทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ด้วยเครื่องบิน แอร์บัส เอ320-200 Sharklet ใหม่ หวังเพิ่มขีดความสามารถและ มูลค่าให้แก่อุตสาหกรรมการบินของเมืองไทย เชื่อมโยงกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงราย และเชียงใหม่….

เมื่อวันที่ 26 ก.ย.2559 สายการบินเวียตเจ็ทเปิดให้บริการเส้นทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เที่ยวบินแรกในวันนี้ พร้อมมอบของขวัญแก่ผู้โดยสารทุกท่านในเที่ยวบินปฐมฤกษ์เพื่อเป็นที่ระลึก การเปิดเส้นทางบินใหม่ของเวียตเจ็ทครั้งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถและมูลค่าให้แก่อุตสาหกรรมการบินบนเส้นทางหลักของเมืองไทย ซึ่งเชื่อมโยงกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงราย และเชียงใหม่ นอกจากนี้ เวียตเจ็ทยังถือเป็นสายการบินแรกที่ให้บริการบินตรงเส้นทางภูเก็ต-เชียงราย


สายการบินเวียตเจ็ทได้เปิดบริการเส้นทางบินภายในประเทศไทยไปแล้ว 3 เส้นทาง ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ พร้อมรับมอบเครื่องบินแอร์บัสลำล่าสุด รุ่น A320-200 Sharklet เพื่อเสริมศักยภาพการให้บริการ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเวียตเจ็ทในการเข้าร่วมในอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยอย่างเต็มตัว



นางเหวียน ถิ ถวิ บิ่ง รองประธานสายการบินเวียตเจ็ท กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณสำหรับการสนับสนุนของผู้โดยสารทุกท่าน โดยเฉพาะเที่ยวบินปฐมฤกษ์เส้นทางภายในประเทศไทย และกระแสตอบรับต่อโปรโมชั่นของเวียตเจ็ทที่มีอย่างล้นหลาม ถือเป็นข้อพิสูจน์ที่ดีและเป็นกำลังใจสำคัญให้เรามุ่งมั่นขยายเครือข่าย การบิน พร้อมนำเสนอบริการระดับคุณภาพในราคาประหยัดแก่ผู้โดยสารในเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในวันนี้ เวียตเจ็ท มีความยินดีเปิดบริการเที่ยวบินเส้นทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ให้เป็นทางเลือกแก่นักท่องเที่ยวและร่วมส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ภายในประเทศไทยอีกทางหนึ่ง


เส้นทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ มีบริการเที่ยวบินทุกวัน วันละ 2 เที่ยว ใช้เวลาบินราว 1 ชั่วโมง 20 นาที เที่ยวบินออกจากกรุงเทพฯ เวลา 06:10 น. ถึงเชียงใหม่เวลา 07:30 น. และออกจากกรุงเทพฯ 19:10 น. ถึงเชียงใหม่ 20:30 น. ส่วนขากลับ ออกจากเชียงใหม่เวลา 08:00 น. ถึงกรุงเทพฯ 09:20 น. และจากเชียงใหม่ 21:20 น. ถึงกรุงเทพฯ 22:40 น.

 

ขายโอทอปในสนามบิน “คิง เพาเวอร์”หนุนประชารัฐเพิ่มมูลค่าสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ย. 2559 08:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735376

 

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รวมทั้งขอความร่วมมือจากภาคเอกชน ได้แก่ กลุ่มคิง เพาเวอร์ ซึ่งดูแลร้านค้าปลอดภาษีในท่าอากาศยานต่างๆ หารือร่วมกันถึงการใช้แนวทางประชารัฐ เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล (โอทอป) ในสนามบิน ให้สินค้าโอทอปของไทยมีโอกาสที่จะจัดจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น

สำหรับการเข้ามาร่วมในโครงการประชารัฐของกลุ่มคิง เพาเวอร์ นั้น เกิดมาจากก่อนหน้านี้นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้มาหารือว่าต้องการเข้ามาช่วยพัฒนาสินค้าโอทอป ซึ่งตรงกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาคุณภาพสินค้าชุมชนให้ดี และเมื่อพัฒนาคุณภาพแล้วต้องมีตลาดด้วย จึงให้แนวทางว่ากลุ่มคิง เพาเวอร์ ดูแลพื้นที่ขายสินค้าปลอดภาษีในสนามบินอยู่แล้ว น่าจะจัดพื้นที่ให้ท้องถิ่นได้ขายสินค้าโอทอปด้วย

ด้านนายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กล่าวว่า การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจตามแนวทางประชารัฐเป็นโครงการที่ดีมาก โดยคิง เพาเวอร์จะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าโอทอปให้สูงมากขึ้น โดยขณะนี้ได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย เพื่อพัฒนาสินค้าให้ตรงกับกลุ่มตลาด, พัฒนาบรรจุภัณฑ์, การทำแบรนด์สินค้า, สนับสนุนทางการเงิน เป็นต้น โดยมีตัวอย่างจากกลุ่มเกษตรกรที่ทำเม็ดมะม่วงหิมพานต์ จากเดิมขายได้หลักหมื่นบาทต่อเดือน แต่ปัจจุบันขายได้หลักล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเห็นได้ชัดว่ารายได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากการเพิ่มคุณภาพสินค้าและการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น.