ญี่ปุ่นมิตรแท้ลงทุนในไทยต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ย. 2559 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735371

 

นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังนายชินสึเกะ ยูอาสะ ประธานบริษัท ไทยโอซูก้า จำกัด ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมทางการแพทย์ เข้าพบว่า นโยบายส่งเสริมการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้รับความสนใจเป็นอย่างดี ทำให้มั่นใจว่าปีนี้ ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม จะเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ 550,000 ล้านบาท ส่วนปีหน้าเชื่อมั่นว่ายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนใน 10 กลุ่มเป้าหมายก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้น เพราะบีโอไอได้เพิ่มความเข้มข้นในการชักจูงการลงทุน (โรดโชว์) ในกลุ่มประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และยังจะมีกฎหมายสนับสนุนการลงทุนที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ ประกอบด้วย กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก กฎหมายกองทุนเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน 10,000 ล้านบาท กฎหมายบีโอไอ ที่มีการปรับปรุงใหม่ด้วย

สำหรับการหารือกับนายชินสึเกะในครั้งนี้ ได้แจ้งบริษัทฯมีแผนขยายธุรกิจในประเทศไทย เกี่ยวกับอุตสาหกรรมทางการแพทย์ โดยเชิญให้ไปร่วมพิธีเปิดโรงงานอาหารทางการแพทย์แห่งใหม่ วันที่ 28 ก.ย.นี้ ที่มีมูลค่าลงทุน 650 ล้านบาท กำลังผลิต 3,000 ตันต่อปี ตั้งอยู่ที่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โดยจะจำหน่ายทั้งในประเทศ และส่งออกไปยังจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และอาเซียน

นายชินสึเกะกล่าวว่า ปีหน้าบริษัทฯยังมีแผนลงทุนขยายโรงงานผลิตน้ำเกลือสำหรับผู้ป่วย มูลค่า 900 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันบริษัทฯ เป็นผู้จำหน่ายน้ำเกลืออันดับ 1 ของประเทศไทย มีส่วนแบ่งการตลาด 40% จึงเล็งเห็นโอกาสในการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ยังต้องการใช้สิทธิประโยชน์ของบีโอไออย่างเต็มที่ เพราะผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯถือเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย ส่วนโรงงานผลิตอาหารทางการแพทย์ ล่าสุด บริษัทฯได้เตรียมจะเปิดดำเนินการเช่นกัน โดยมั่นใจว่าจะทำให้บริษัทฯมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 1,000 ล้านบาท ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยมีสัดส่วนการส่งออกเพิ่มเป็น 30% ที่เหลือจำหน่ายในประเทศ จากปัจจุบันรายได้บริษัทฯอยู่ที่ 300 ล้านบาท มีสัดส่วนการส่งออก 15%.

 

รัฐหนุนชาวนาหันปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลดพื้นที่ทำนาปรัง-“ซีพี”รับซื้อโลละ8บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ย. 2559 07:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735352

 

นางจินตนา ชัยยวรรณาการ ผู้ช่วย รมว.เกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯเตรียมทำประชารัฐกับบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ (มหาชน) จำกัด หรือซีพี ในโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อเป็นพืชทางเลือกให้กับเกษตรกร หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเปลือกนาปีปี 59/60 แล้ว ซึ่งตรงกับนโยบายของกระทรวงฯที่ต้องการลดพื้นที่เพาะปลูกข้าวเปลือกนาปรังปี 59/60 จำนวน 2 ล้านไร่ โดยมีพื้นที่เป้าหมายใน 13 จังหวัด ในเขตชลประทาน ระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.59-30 เม.ย.60 โดยซีพีจะรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการดังกล่าวจากเกษตรกร ตามราคาประกันที่กิโลกรัม (กก.) ละ 8 บาท ซึ่งเป็นข้าวโพดเบอร์ 2 ความชื้นไม่เกิน 14%

“เรากำลังมองว่า ถ้าไม่ให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังจะให้ทำอะไร ประกอบกับซีพีเสนอเรื่องการปลูกข้าวโพดมา กระทรวงฯคิดว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังมีความต้องการในตลาดอยู่มาก น่าจะทำรายได้ให้เกษตรกรได้ จึงคุยกับซีพีเพื่อหาแนวทางร่วมกัน อยากให้ภาคเอกชนรายอื่นๆที่ต้องการวัตถุดิบแบบนี้ จับมือกับเกษตรกร เพื่อที่จะไม่ต้องพึ่งพาเงินของรัฐบาลมากนัก ทั้งยังเป็นการช่วยพัฒนาเกษตรกรอีกด้วย”

ทั้งนี้ กระทรวงฯจะคัดเลือกเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการ โดยอบรมการเพาะปลูก และดูแลให้ได้รับความเป็นธรรม รวมถึงร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หาสินเชื่อให้กับเกษตรกร ส่วนซีพีจะจัดหาปัจจัยการผลิตในราคายุติธรรม และจัดสถานที่รวบรวมผลผลิต เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เกษตรกร.

 

ไฟเขียว ปตท.ซื้อแอลเอ็นจี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ย. 2559 07:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735351

 

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้รับทราบผลการเจรจาราคาจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ระยะยาวจากบริษัท เชลล์ อีสเทิร์น เทรดดิ้ง จำกัด และบริษัท บีพี สิงคโปร์ พีทีอี จำกัด ที่ลดราคาลงมาได้ 20% คิดเป็นมูลค่าตลอดอายุสัญญารวมกันทั้ง 2 สัญญาราว 115,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง พร้อมทั้งอนุมัติให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ลงนามในสัญญาซื้อขายแอลเอ็นจีระยะยาวตามราคาที่ปรับลดลงได้ หลังจากสำนักงานอัยการสูงสุดตรวจร่างสัญญาและเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ ความต้องการใช้แอลเอ็นจีของไทยอยู่ที่วันละ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต หรือคิดเป็นปริมาณ 2.7-2.9 ล้านตันต่อปี

นอกจากนี้ ที่ประชุม กพช.ยังได้อนุมัติการปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FIT) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (วีเอสพีพี) จากราคา 5.66 บาทต่อหน่วยไฟฟ้า ลงมาเหลือ 4.12 บาทต่อหน่วยไฟฟ้า เนื่องจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ปรับลดลง ขณะเดียวกัน ยังได้เห็นชอบให้กระทรวงพลังงานขยายเวลาการคัดเลือกผู้ดำเนินการบริหารจัดการสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุปี 65-66 ออกไปอีก 60 วัน โดยจะต้องเปิดประมูลทั่วไปให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.60.

 

หวั่นบทวิเคราะห์ลดลง ก.ล.ต.หารือสมาคมโบรกเกอร์ 27 ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735347

 

ก.ล.ต.หารือกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ในประเด็น พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯฉบับแก้ไขใหม่ เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน ขณะที่นักวิเคราะห์เสนอขอให้ผ่อนปรนให้ใช้ข้อมูล Company visit นำมาทำบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ได้ เพราะเกรงว่าจากนี้ไปบทวิเคราะห์จะถูกจัดทำออกมาน้อยมาก

นายปริย เตชมวลไววิทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายงานเลขาธิการและสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 ก.ย.นี้ สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือโบรกเกอร์ ได้เชิญตัวแทนจากสำนักงาน ก.ล.ต.ไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ฉบับที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ที่มีความเข้มงวดและขยายความ การกระทำความผิดในการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรม ทั้งการปั่นหุ้นและการใช้ข้อมูลภายใน มาซื้อขายหุ้น (อินไซเดอร์เทรดดิ้ง) มากขึ้น ที่มีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น

รวมทั้งการเข้มงวดกับนักวิเคราะห์ ในการออกบทวิเคราะห์ให้มากขึ้น โดยต้องใช้ข้อมูลที่มีความครบถ้วน ถูกต้อง ไม่บิดเบือนหรือข้อมูลที่เป็นเท็จ และห้ามใช้ข้อมูลภายใน ที่ได้มาใช้ในบทวิเคราะห์ และจะชี้แจงทำความเข้าใจถึงหลักการของกฎหมาย เพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องกับประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทหลักทรัพย์ทุกแห่ง

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวว่า สมาคมอยู่ระหว่างจัดทำคู่มือและแนวปฏิบัติในการทำบทวิเคราะห์ให้กับนักวิเคราะห์คาดว่าจะแล้วเสร็จเร็วๆ นี้ และแนวทางการทำบทวิเคราะห์ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมมากนัก เป็นเพียงการปรับปรุงให้มีความถูกต้องชัดเจนมากขึ้น เช่น ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ ต้องมีความถูกต้อง ครบถ้วน และมีปัจจัยสนับสนุน รวมทั้งต้องไม่นำข้อมูลภายใน (อินไซด์) มาใช้ในการวิเคราะห์ เป็นต้น แต่การทำงานของนักวิเคราะห์ก็ยังคงเหมือนเดิม

นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ ฉบับใหม่ เพราะไม่ได้ทำให้ขั้นตอนต่างๆในการทำบทวิเคราะห์ยากขึ้น โดยเฉพาะการจัดทำบทวิเคราะห์ของ บล.กสิกร ได้ทำตามกฎเกณฑ์ของ ก.ล.ต.อย่างเข้มงวด

นายรณกฤต สารินวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป กล่าวว่า กฎหมายฉบับใหม่นี้อาจส่งผลทำให้มีบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ออกมาน้อยลง เนื่องจากโดยปกติการทำบทวิเคราะห์แต่ละครั้ง นักวิเคราะห์ต้องเข้าไปพบปะพูดคุยกับผู้บริหาร หรือเข้าไปสอบถามข้อมูลต่างๆ หรือจากการไปสัมภาษณ์ เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของแต่ละกิจการ จากผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนนั้นๆ (Company visit) จากนั้น ก็นำข้อมูลที่ได้รับมาประกอบการวิเคราะห์ราคาพื้นฐานของแต่ละบริษัท โดยใช้หลักการ ประสบการณ์ของนักวิเคราะห์ ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับใหม่กำหนดไว้ว่าข้อมูลทุกอย่าง ต้องมีการแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯก่อน จึงจะนำมาใช้ได้ หรือนำมาเขียนได้ ซึ่งในตลาดหุ้นมีบริษัทจดทะเบียนอยู่กว่า 600 บริษัท ในแต่ละวันมีการแจ้งข่าวต่อตลาดหลักทรัพย์ฯน้อยมาก ส่งผลให้แนวโน้มบทวิเคราะห์ มีแนวโน้มที่ลดลง

“เมื่อ 10 ปีก่อน เราใช้การพูดคุยกับผู้บริหาร หรือใช้การเข้าไปสอบถามข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ และข่าวสารจากหน้าหนังสือพิมพ์ ประกอบกับประสบการณ์มาวิเคราะห์หาพื้นฐานการเติบโต ราคาที่เหมาะสม แต่หลังจากนี้จะทำได้ยากขึ้น เพราะข้อมูลที่ได้รับมาต้องมาตรวจสอบก่อนว่าข้อมูลจริงหรือไม่ และรอข้อมูลที่แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอเสนอ ก.ล.ต.ให้สามารถนำข้อมูลจากการเข้าไปทำ Company visit หรือจากการโทร.เข้าไปพูดคุยกับผู้บริหารที่มีที่มาที่ไปชัดเจน และข้อมูลจากหน้าหนังสือพิมพ์ มาใช้ประกอบบทวิเคราะห์ได้”.

 

คปภ.คุมเข้มแบงก์บังคับขายประกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ย. 2559 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735342

 

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยหลังลงพื้นที่สุ่มตรวจพฤติกรรมการขายกรมธรรม์ประกันภัยต่างๆ ผ่านสาขาธนาคารพาณิชย์ว่า ขณะนี้พบสาขาธนาคารพาณิชย์หลายแห่งไม่ได้ปฏิบัติตามประกาศของ คปภ.เกี่ยวกับการขายกรมธรรม์ประกันภัยผ่านธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะสาขาตามต่างจังหวัดที่ห่างไกล ยังคงมีการขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินพ่วงประกันโดยไม่ชี้แจงให้ชาวบ้านรับทราบอย่างชัดเจน ส่วนสาขาในตัวเมือง ในกรุงเทพฯและปริมณฑลส่วนใหญ่ได้ปฏิบัติตามระเบียบแล้ว

ทั้งนี้ ในเดือน ต.ค.นี้ สำนักงาน คปภ.จะหารือกับสมาคมธนาคารไทย พร้อมกับลงนามบันทึกความตกลง (เอ็มโอยู) กำชับให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งต้องปฏิบัติตามประกาศ คปภ. เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการออก การเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัย และการปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทนประกันชีวิต นายหน้าประกันชีวิต และธนาคาร พ.ศ.2551 และประกาศ คปภ. เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการออก การเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัย และการปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทนประกันวินาศภัย นายหน้าประกันวินาศภัย และธนาคาร พ.ศ.2552 อย่างเคร่งครัด

นายสุทธิพลกล่าวว่า รูปแบบพฤติกรรมที่ยังพบว่าธนาคารพาณิชย์ยังไม่ปฏิบัติตามประกาศของ คปภ. เช่น การขายบริการทางการเงินพ่วงประกันภัยโดยไม่แจ้งรายละเอียดให้รู้ อาทิ ค่าธรรมเนียมบัตรเดบิตเท่าไร ค่าเบี้ยประกันอุบัติเหตุเท่าไร การสมัครบัญชีเงินฝากแต่มีการหักค่าเบี้ยประกันไปด้วย เป็นต้น โดยเรื่องการขายผลิตภัณฑ์ธนาคารพ่วงประกัน ยังคงเป็นปัญหาว่าบางกรณีจะเข้าลักษณะเป็นการบังคับขายพ่วงหรือไม่ ซึ่งหลังจากนี้ คปภ.จำเป็นต้องวางแนวปฏิบัติให้ชัดเจนกว่าเดิม.

 

“ดีอี” เมิน “สตง.” ลุยต่อเน็ตหมู่บ้าน ย้ำชัดเจนทุกขั้นตอนโปร่งใส จับเข่าคุย กสทช.มั่นใจไร้ปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ย. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735341

 

นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ยืนยันที่จะเดินหน้าโครงการอินเตอร์เน็ตประชารัฐ หรืออินเตอร์เน็ตหมู่บ้านตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล ภายใต้นโยบายการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ดำเนินการตามกระบวนการทุกอย่างให้มีความโปร่งใสชัดเจนและต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2560

สำหรับข้อเสนอของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ให้ชะลอหรือทบทวนโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน เพราะมีความซ้ำซ้อนกับแผนงานที่จัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคมได้ตามแผนงานปี 2555-2559 หรือแผน USO ของสำนักงานคณะกรรมการกิจกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นั้น กระทรวงดีอี ขอยืนยันว่าไม่ซ้ำซ้อน เนื่องจากตลอดระยะเวลาในการจัดทำแผนงานอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านนั้น ได้หารือกับ กสทช.อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากจะต้องทำตามข้อเสนอของ สตง.แล้ว กสทช.จะต้องไปปรับแผน USO ใหม่ ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล โดยใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ที่มีอยู่ 34,607 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน กสทช.จะต้องปรับแก้ไขประกาศแผนงาน USO ให้เป็นไปตามมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.) ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการให้บริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึง กสทช.ต้องกำหนดแผนงานรายละเอียดและค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น อีกทั้ง กสทช.ยังต้องหารือกับหน่วยงานของรัฐอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยต้องสอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการตั้งของสังเกตจากกรณีที่ สตง.ได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงดีอี เพื่อให้ชะลอและทบทวนโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านนั้น เพราะต้องการปกป้อง กสทช.มิให้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี โดยรายละเอียดของหนังสือระบุว่า กสทช.จัดเก็บค่าธรรมเนียบใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมในอัตรา 3.75% ต่อปี มาตั้งแต่ปี 2555-8 ส.ค.2559 รวมเป็นเงิน 34,607 ล้านบาท ซึ่งตามแผนงาน USO กสทช.ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 แต่เนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งให้ชะลอโครงการออกไปก่อน จึงทำให้กสทช.ไม่สามารถดำเนินงานตามแผน และอาจทำให้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้.

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วงก่อน ‘คลินตัน-ทรัมป์’ เปิดฉากดีเบตนัดแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735386

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันจันทร์ ก่อนที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะโต้วาทีกัน นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับธนาคาร ดอยต์ช แบงก์ ยังส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มการเงินด้วย…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 26 ก.ย. ในแดนลบโดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 166.62 จุด หรือ 0.91% ปิดที่ 18094.83 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 18.59 จุด หรือ 0.86% ปิดที่ 2146.10 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็ก ลดลง 48.26 จุด หรือ 0.91% ปิดที่ 5257.49 จุด

เมื่อวันจันทร์หุ้นของ ดอยต์ช แบงก์ ร่วง 7.1% หลังจากมีรายงานว่า รัฐบาลเยอรมนีปฏิเสธออกเงินช่วยเหลือ เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้เงินกองทุนของธนาคารแห่งนี้ ส่งผลให้ธนาคารอื่นๆ ของสหรัฐฯ หุ้นตกเช่นกัน

ขณะที่นาย ปีเตอร์ คาร์ดิลโล หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบริษัท เฟิร์สต์ สแตนดาร์ด ไฟแนนเชียล ระบุว่า นักลงทุกกำลังรู้สึกไม่สบายใจกับการดีเบตครั้งที่ 1 ระหว่าง ฮิลลารี คลินตัน กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ในคืนวันจันทร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) เนื่องจากตลาดเริ่มตระหนักแล้วว่า คลินตัน อาจไม่สามารถคว้าชัยชนะอย่างง่ายดาย ตามที่เคยคิดอีกต่อไป และหากนายทรัมป์ชนะ ก็อาจก็ให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นอีก.

 

ปรับเกณฑ์รับบริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ย. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735336

 

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับปรุงคุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียน ทั้งในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ให้เป็นหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพและมีสภาพคล่อง สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ธุรกิจที่เข้าจดทะเบียนมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเกณฑ์ที่ปรับ เช่น กำหนดให้บริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนต้องมีส่วนผู้ถือหุ้นเป็นบวก ก่อนการเสนอขายหุ้นต่อประชาชน (IPO) โดยบริษัทที่จะจดทะเบียนในตลาด mai จะต้องมีทุนชำระแล้ว และส่วนของผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท มีกำไรสุทธิปีล่าสุดไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท นอกจากนี้ ได้กำหนดให้บริษัทมีการกระจายการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่น้อยกว่า 25% เช่นเดียวกับบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาด SET ทั้งนี้ เพื่อให้มีหุ้นหมุนเวียนในตลาดมากขึ้น

นอกจากนี้ ปรับคุณสมบัติของบริษัทที่จะจดทะเบียนด้วยเกณฑ์มูลค่าหุ้นตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ให้ต้องเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เป็นต้น โดยมีผลบังคับใช้ 1 ม.ค.2569 ทั้งนี้ การปรับปรุงเกณฑ์ดังกล่าว จะไม่มีผลกระทบกับบริษัทที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณารับหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก “ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังกำหนดให้หุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนต้องมีมูลค่าที่ตราไว้ขั้นต่ำไม่น้อยกว่าหุ้นละ 0.50 บาท เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจของผู้ลงทุน อย่างไรก็ดีจะมีการยกเว้นการกำหนดมูลค่าที่ตราไว้ขั้นต่ำสำหรับหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีราคาพาร์ต่ำกว่า 0.50 บาท โดยการกำหนดมูลค่าที่ตราไว้ขั้นต่ำนี้มีผลบังคับใช้ 1 ต.ค.นี้”.

 

เที่ยวง่าย รายได้ไม่เข้า! ทลาย ‘ทัวร์ศูนย์เหรียญ’ ลดธุรกิจเถื่อนในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/734335

 

ย้อนกลับไป เมื่อปลายเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ปัญหา ธุรกิจทัวร์ศูนย์เหรียญและการใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) ที่ทำลายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จนนำมาซึ่งการจับกุมเครือข่ายบริษัทที่ดำเนินธุรกิจทัวร์ศูนย์เหรียญรายใหญ่ คือ บริษัทฝูอัน จำกัด และบริษัทซินหยวน จำกัด ซึ่งทั้ง 2 บริษัท มีความผิดฐานสวมบัตรประชาชนคนไทยเข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งบริษัททัวร์ และความผิดฐานอั้งยี่ ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานหลักในการยึดทรัพย์ของ ปปง. ก่อนจะขยายผล ถึงการเข้าตรวจยึดรถบัสนำเที่ยวของบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด ย่านลาดกระบัง บริษัททัวร์ยักษ์ใหญ่ มีเครือข่ายกว้างขวาง


รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ หวั่นทำลายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในอนาคต

แต่หลายคนยังสงสัยว่า “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” คืออะไร? “ทีมข่าวเศรษฐกิจไทยรัฐออนไลน์” ขออธิบายทำความเข้าใจแบบง่ายๆ ว่า คือ ทัวร์ราคาถูก ที่นำคนจีนเข้ามาเที่ยวด้วยแพ็กเกจราคาถูก ค่าเครื่องบิน ค่ารถ ค่าอยู่ค่ากิน 5 วัน อยู่ที่ราคาประมาณ 2,000-5,000 บาท เมื่อเจ้าของบริษัททัวร์คิดราคาทัวร์ที่ถูกเกินจริง ก็จะนำทัวร์จีนไปเที่ยวถอนทุนคืน โดยบวกค่าบริการเพิ่มอีกประมาณ 35-50% ของราคาสินค้า

ทัวร์ศูนย์เหรียญในเมืองไทยไม่ได้แค่ทำธุรกรรมซื้อขายปกติ แต่ยังมีตัวแทนการให้บริการรับชำระเงินของผู้ให้บริการจากต่างประเทศที่ไม่ได้รับบริการจากประเทศไทยเข้ามาให้บริการแก่ร้านค้าในเครือข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญ เพื่อให้บริการกับนักท่องเที่ยว เพื่อนักท่องเที่ยวไม่ต้องชำระเงินโดยตรงกับร้านค้า แต่ให้บริการชำระเงินเพื่อให้บริการทัวร์จีน ที่เมืองจีน

ฉะนั้น จึงเรียกได้ว่า การซื้อขายที่เกิดขึ้นจริงได้ของจริงแต่ไปจ่ายเงินกันที่เมืองจีน ผ่านระบบบริการชำระเงินของจีนเอง ตามกฎหมายการซื้อขายไม่เกิดในเมืองไทย ภาษีการซื้อขายที่รัฐควรจะได้จึงไม่มี ทั้งหมดนี้ จึงเป็นที่มาที่ทำให้หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้องต้องออกมาแก้แก้ไขเร่งด่วน เพราะหวั่นว่าจะกระทบกับปัญหาท่องเที่ยวในระยะยาว

แต่เมื่อรัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหา สิ่งที่จะตามมา คือ สายการบิน โรงแรม ทัวร์จีน ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง อาจได้รับผลกระทบ ผู้ประกอบการปรับตัวไม่ทัน นักท่องเที่ยวจีนก็ยกเลิกการเดินทางทันทีเช่นกัน

จากรายงานของกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดการณ์ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจีนในเดือนกันยายนนี้น่าจะมีประมาณ 6.9 แสนคน จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาราวๆ 8.25 แสนคน หรือลดลงประมาณ 16.39% เมื่อเทียบกับปี 2558


นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

อย่างที่ทราบกันว่า นักท่องเที่ยวจีน คือ รายได้หลักในระบบอุตสาหกรรมนี้ และตัวเลขที่ลดลงย่อมส่งผลต่อความรู้สึกของผู้ประกอบการ ในประเด็นนี้ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ตอบว่า มาตรการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญของรัฐบาลนั้น ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในบางพื้นที่เท่านั้น และเชื่อว่า จะเป็นผลกระทบในระยะสั้นๆ หรือแค่ในช่วงเดือนกันยายนนี้ แต่ตนก็ยอมรับว่า ผลกระทบดังกล่าวนี้ อาจทำให้เป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวจีนปีนี้มีปริมาณที่ลดลงบ้างเล็กน้อย

นอกจากนี้ ยังเปิดเผยด้วยว่า ตั้งแต่วันที่ 1-15 กันยายน ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยวไทยจำนวน 334,435 คน เพิ่มขึ้น 32.06% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-15 กันยายน ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจีน 6,970,192 คน เพิ่มขึ้น 19.43%


นักท่องเที่ยวจีน นิยมเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย

สำหรับรายงานจาก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า จากมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของภาครัฐ ได้มีการระงับการดำเนินงานของเครือข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญ ส่งผลให้โปรแกรมทัวร์จีนหลายรายถูกยกเลิก จำนวนนักท่องเที่ยวจีนจึงมีโอกาสลดลงราว 530,000 คน หรือประมาณ 5% ของจำนวนที่คาดไว้ของปี 2016 โดยคาดว่า จะส่งผลกระทบระยะสั้นเพียง 1-3 เดือน ซึ่งปกติแล้วนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามากับกรุ๊ปทัวร์มีสัดส่วนราว 40% ของนักท่องเที่ยวจีนทั้งหมด โดย 50% ของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะมากับกรุ๊ปทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวจีน มีโอกาสลดลงราว 170,000 คน/เดือน


นักท่องเที่ยวจีนกลุ่มที่มากับทัวร์ มีการใช้จ่ายต่อทริป ประมาณ 43,000 บาท/คน

อย่างไรก็ตาม ได้มีการคาดการณ์กันว่า มาตรการดังกล่าว อาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มที่มากับทัวร์นั้นมีการใช้จ่ายต่อทริป ประมาณ 43,000 บาท/คน อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น จากการยกเลิกการจองเครื่องบินและที่พักที่ลดลงอย่างกะทันหัน แต่จากความต้องการของนักท่องเที่ยวจีนที่ยังมีสูง อีกทั้งค่าใช้จ่ายของการมาเที่ยวไทยของประชากรจีนกว่า 3 ใน 4 ยังอยู่ในระดับต่ำ หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 7% ของ รายได้ต่อปี ซึ่งเป็นปัจจัยให้บริษัททัวร์ขยับเข้ามารองรับความต้องการในส่วนนี้ และทำให้นักท่องเที่ยวจีนกลับมาเติบโตได้ตามปกติ

ภาคธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบหลักๆ ได้แก่ โรงแรมระดับล่าง-กลาง เครื่องบินเช่า เหมาลำ และธุรกิจค้ำปลีก โดยเฉพาะธุรกิจในกรุงเทพฯ พัทยา อยุธยา และภูเก็ต ที่เป็นสถานที่จัดโปรแกรมท่องเที่ยวของบริษัททัวร์ที่ถูกระงับการดำเนินงาน นอกจากนี้ จุดเด่นอย่างหนึ่ง ของนักท่องเที่ยวจีน คือ มีการใช้จ่ายด้านการช็อปปิ้งมากถึง 27% ของการใช้จ่ายทั้งหมด จึงทำให้ร้านค้าต่างๆ จะได้รับผลกระทบสูงไปด้วย


ธุรกิจท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ

สำหรับผู้ประกอบการ ควรเตรียมแผนการควบคุมค่าใช้จ่าย เพื่อรองรับรายได้ที่จะหายไปในระยะสั้น และมองหาตลาดอื่นๆ มาชดเชย ซึ่งตลาดท่องเที่ยวในประเทศเป็นอีกตลาดหนึ่งที่มีโอกาส เนื่องจากภาครัฐให้การสนับสนุนผ่านมาตรการลดหย่อนภาษี รวมไปถึงการส่งเสริมให้มีการประชุม อบรม และสัมมนาของภาครัฐ

ส่วนภาครัฐไทยและจีน ควรร่วมกันประชาสัมพันธ์ถึงวัตถุประสงค์ของมาตรการและมาตรฐานราคาที่ชัดเจนอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากปริมาณนักท่องเที่ยวจีนที่จะลดลงในช่วงที่เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ทั้งนี้ ไทยยังเป็นจุดหมายท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของชาวจีน ซึ่งการปราบปรามและประชาสัมพันธ์จะส่งผลให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยดีขึ้น และแพ็กเกจทัวร์มีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงยังส่งผลดีในระยะยาวที่นักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาท่องเที่ยวในไทยซ้ำมากขึ้น


แม้ว่าการมีมาตรการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญอาจเกิดผลกระทบต่อธุรกิจ นักท่องเที่ยว แต่หากรัฐบาลไม่เร่งจัดการแก้ปัญหาในเร็ววัน นานไปการท่องเที่ยวไทยจะยิ่งถูกผูกขาดและตกต่ำลง ผู้ประกอบการรายใหม่ไม่มีทางเกิด รายได้จะตกกับพ่อค้าจีนและคนไทยเพียงไม่กี่คน และในอนาคต นักท่องเที่ยวที่อยากจะมาเที่ยวเมืองไทยก็จะลดจำนวนลงก็เป็นได้

ขณะที่ ผู้ประกอบการเองก็อย่าได้กังวลกับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงแบบกะทันหัน ขอเพียงมุ่งมั่นสร้างบริการที่มีคุณภาพต่อไป ไม่เอารัดเอาเปรียบทั้งชาวต่างชาติหรือคนไทยด้วยกันเอง ก็เชื่อมั่นได้เลยว่า เสน่ห์แบบไทยๆ ที่ยากจะเลียนแบบ จะพาให้นักเดินทางและเม็ดเงินที่ควรจะเป็นของเรา หลั่งไหลกลับมาสู่เมืองไทยอีกครั้ง

 

อนท.ตะลุยขายน้ำตาลทรายตลาดโลก! แก้ข้อหา “บราซิล” ฟ้ององค์การการค้าโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ย. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735331

 

นายนราธิป อนันตสุข หัวหน้าสำนักงานสมาคมชาวไร่อ้อยเขต 7 จังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด (อนท.) ได้ทำการเสนอขายน้ำตาลล่วงหน้าฤดูการผลิตปี 2559/60 ที่จะเริ่มเปิดหีบอ้อยเดือน พ.ย.นี้ ไปแล้วเกือบ 70% ราคาเฉลี่ยที่ระดับ 20 เซนต์ต่อปอนด์ ทำให้แนวโน้มการคำนวณราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2559/60 จะไม่ต่ำกว่าระดับ 1,000 บาทต่อตัน ขณะเดียวกัน อนท.จะมีการประชุมเร็วๆนี้ เพื่อตัดสินใจทำการขายน้ำตาลล่วงหน้าฤดูการผลิตปี 2560/61 อีกด้วย

ทั้งนี้ วันที่ 28 ก.ย.นี้ ตัวแทนชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล จะร่วมกันหารือในรายละเอียด ถึงการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ที่จะสามารถปฏิบัติได้ เพื่อแก้ไขประเด็นข้อกังวลของประเทศบราซิล ที่ได้ยื่นคำร้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) กล่าวหารัฐบาลไทย ใช้มาตรการอุดหนุนการส่งออกและอุดหนุนภายในประเทศ ในสินค้าน้ำตาลเพื่อที่จะได้นำเสนอความเห็นประกอบการหารือในคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(กอน.)วันที่ 30 ก.ย.นี้ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป “ขั้นตอนล่าสุด บราซิลยังอยู่ระหว่างเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมน้ำตาลของไทย คาดว่าจะยืดระยะเวลาที่เคยประกาศว่าจะฟ้องร้องประเทศไทยวันที่ 15 ต.ค.ออกไปได้ หากการเจรจามีแนวโน้มที่ดี และหากไทยชี้แจงได้ว่ามาตรการที่ผ่านๆ มาในการช่วยเหลือชาวไร่อ้อยของรัฐบาล ไม่ได้ขัดต่อข้อกำหนดขององค์การการค้าโลก”.