ตลาดเอเชียฐานใหญ่ “บินไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735327

 

นายธีรพล โชติธนาภิบาล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแนวโน้มการเดินทางของนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน โดยระบุว่า ตลาดเอเชียยังเป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะเส้นทางญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลี มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (เคบิ้นแฟกเตอร์) เฉลี่ยอยู่ที่ 75% เป็นผลจากการเดินทางสะดวก ไม่ต้องมีขั้นตอนวีซ่า จึงทำให้ตัดสินใจเดินทางง่ายในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้สัดส่วนยอดจองการเดินทางผ่านสายการบินไทยพบว่า เป็นยอดจองในเส้นทางเอเชีย 40% เส้นทางยุโรป 30% และเส้นทางอื่นๆ อีก 20%

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ว่า สัดส่วนรายได้ของการบินไทยในปัจจุบัน 5 ตลาดหลัก ยังเป็นผู้โดยสารคนไทย รองมาคือ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย และจีน ทิศทางของธุรกิจในขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณความสำคัญของตลาดเอเชียเป็นหลัก มีการเดินทางเชื่อมโยงในเส้นทางใกล้เคียงเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การบินไทยจึงวางกลยุทธ์ใหม่ ออกโปรโมชั่นในเส้นทางดังกล่าวต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางญี่ปุ่นที่เป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆของคนไทย แม้ขณะนี้จะมีปัจจัยลบจากภาวะเงินเยนแข็งค่า แต่ก็ยังพบว่าปริมาณการเดินทางของคนไทยยังสูงขึ้นต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการเดินทางของผู้โดยสารตลาดญี่ปุ่น ปัจจุบันพบว่ามีปริมาณการเดินทางเข้าไทยเฉลี่ยปีละกว่า 200,000 คน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ

ทั้งนี้ นอกจากการทำโปรโมชั่นเส้นทางบินแล้ว การบินไทยยังเน้นการขายตั๋วในช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 30% ให้เทียบเท่ากับสัดส่วนของสายการบินอื่นๆ ในตลาดโลก ปัจจุบันการบินไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนรายได้ของช่องทางออนไลน์ได้แล้ว 25% จากเดิมอยู่ที่ 17-18% ขณะเดียวกันจะรักษาสมดุลของการขายผ่านเอเยนต์ให้อยู่ที่ 60% ขายตรงผ่านเครือข่ายองค์กร 10%.

 

เอส ฉลองยอดพุ่ง จัดเอ็กซ์คลูซีฟทริป ยกก๊วนมีตแอนด์กรี๊ด GOT7 ถึงเกาหลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 04:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735311

 

เอส ตอกย้ำความแรง! จากแคมเปญ “เอส ซ่าซี้ดสุดขั้ว กับ GOT7” หลังยอดขายเอสทั่วประเทศ สูงถึง 19% เปิด 2 กิจกรรมเดินหน้าขยายฐานเป็นแบรนด์เลิฟของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่พันธุ์ซ่า และฉลองชัยความสำเร็จ ด้วยการอิมพอร์ตหนุ่มๆ สุดฮอต GOT7 เดินสายออกนอกกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก! พร้อมปล่อยแคมเปญส่งท้ายปี จัดทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้ 400 แฟนเอส บินไปมีตแอนด์กรี๊ดกับ GOT7 ถึงประเทศเกาหลี โดยตั้งเป้าแบรนด์ยอดนิยมพร้อมยอดขายเติบโต 10% ภายในสิ้นปี

นางเจษฎากร โคชส์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานการตลาด บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด กล่าวว่า หลังจากเปิดตัวแคมเปญ “เอส ซ่าซี้ดสุดขั้ว กับ GOT7” ไปเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ และขยายฐานให้เอสเป็นแบรนด์เลิฟของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่พันธุ์ซ่า ด้วยการนำบอยแบนด์สุดฮอต GOT7 จากประเทศเกาหลีมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์เอส พร้อมบรรจุภัณฑ์ลิมิเต็ดเอดิชั่นลาย GOT7 รวมทั้งการเปิดประสบการณ์ความแตกต่างกับนวัตกรรมน้ำอัดลมโคล่ากลิ่นส้มสไตล์เกาหลี “เอส โคเรียน ออเร้นจ์ โคล่า” ทำให้สามารถเพิ่มยอดขายของเอสได้ถึง 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มอัตราการดื่มเอสเป็นประจำในรอบ 1 เดือน เพิ่มขึ้นถึง 32%

“เอส ยังสร้างปรากฏการณ์ในกลุ่มฐานแฟนคลับของแบรนด์แอมบาสเดอร์ ในการสะสมบรรจุภัณฑ์รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นของทั้ง 7 หนุ่ม จนทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น และสินค้าบางเอสเคยูขาดตลาด สำหรับด้าน Brand Health ก็พบว่าเอสมีคะแนน ความเป็นแบรนด์ที่เจ๋งและเท่ เพิ่มสูงขึ้นจาก 55 เป็น 59 และจากการสำรวจความนิยมของผู้บริโภค ยังพบว่า “เอส โคเรียน ออเร้นจ์ โคล่า” เป็นน้ำอัดลมโคล่ากลิ่นพิเศษ ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของเอสอีกด้วย เอสจึงได้จัด 2 กิจกรรมฉลองความสำเร็จและกระจายความซ่าซี้ดสุดขั้วโดนใจวัยทีนส่งท้ายปี 2559″ นางเจษฎากร กล่าว

ทั้งนี้ เอส เดินหน้าตอกย้ำความเป็นแบรนด์ของคนรุ่นใหม่พันธุ์ซ่า ประเดิมด้วย กิจกรรม “est ซ่าซี้ดสุดขั้ว GOT7 FLY TO เชียงใหม่และขอนแก่น” ครั้งแรกกับ GOT7 บินตรงพบแฟนๆ นอกกรุงเทพฯ และการ ส่งโปรโมชั่นสุดแรงส่งท้ายปี ชวนแฟนเอส และอากาเซ่ 400 คน เดินทางไปเปิดประสบการณ์สุดซี้ดกับ GOT7 ถึงประเทศเกาหลีในแคมเปญ “เอส แฟนคลับสุดซี้ด บินยกแก๊งมีต GOT7 ที่เกาหลี” จัดทริปให้แฟนเอสผู้โชคดีร่วมลุ้นชิงรางวัลพาเพื่อนยกก๊วน 4 คน บินไปมีตแอนด์กรี๊ดกับ GOT7 ถึงประเทศเกาหลี พร้อมอัพเดทเทรนด์สุดชิค จำนวน 100 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 200,000 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 20,000,000 บาท

ลุ้นเป็น 400 ผู้โชคดีง่ายๆ เพียงส่งรหัสใต้ฝาเอสโคล่า เอสฟรี หรือเอสเพลย์ รสชาติใด ขนาดใดก็ได้ มายัง 1 ใน 3 ช่องทาง ได้แก่ 1) ส่งผ่านโทรศัพท์ พิมพ์ *759* ตามด้วยรหัสใต้ฝา 11 หลัก กดปุ่ม # และกดโทรออก หรือ 2) ส่งผ่าน est mobile application หรือ 3) ส่งทางเว็บไซต์ของเอสได้ที่ http://www.estcolathai.com/promotion ฟรีค่าส่งและภาษี ณ ที่จ่าย ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ประกาศรายชื่อผู้โชคดีทาง http://www.facebook.com/estcola

“เรามั่นใจว่า การสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อเปิดประสบการณ์ความแตกต่างให้แฟนคลับเอสทั่วประเทศ ได้มีโอกาสพบกับไอดอลคนโปรดได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น รวมทั้งการจัดแคมเปญลุ้นเป็นผู้โชคดีในการบินไปมีตแอนด์กรี๊ดแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับไอดอลเกาหลีถึงถิ่น ณ ประเทศเกาหลี จะช่วยขยายฐานผู้บริโภคให้เพิ่มมากขึ้น พร้อมผลักดันให้ เอส เป็นแบรนด์เลิฟของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่พันธุ์ซ่าทั่วประเทศ และช่วยทำให้ยอดขายเอสเติบโต 10% ภายในสิ้นปีนี้” นางเจษฎากร กล่าวทิ้งท้าย

 

อุ่นใจใช้หนี้! ยูเนี่ยนคลองจั่น หอบเงินฝากสหกรณ์ครูโคราชแล้ว 360 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ย. 2559 20:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/734991

 

สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น หอบเงินฝากสหกรณ์ครูโคราช เพิ่มเป็น 360 ล้านบาท สร้างความเชื่อมั่นการชำระหนี้ ที่ติดค้างอยู่ 500 ล้านบาท พร้อมเร่งขายทรัพย์สินในพื้นที่โคราช มั่นใจใช้หนี้ได้หมดก่อนกำหนด 26 ปี…

เมื่อช่วงสายของวันที่ 26 ก.ย.59 ที่ห้องประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา อ.เมือง นครราชสีมา มีการแถลงข่าวความร่วมมือสร้างความมั่นใจการชำระหนี้ขึ้น ระหว่างสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด โดยมีนายประกิต พิลังกาสา ประธานกรรมการบริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด พร้อมด้วยนายทอง วิริยะจารุ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด และนายอมรศักดิ์ พันธุรักษ์ สหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา ร่วมแถลงข่าว


ยูเนี่ยนคลองจั่น หอบเงินฝากสหกรณ์ครูโคราชแล้ว 360 ล้าน

นายประกิต พิลังกาสา ประธานกรรมการบริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เปิดเผยว่า เนื่องจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา อยู่กว่า 500 ล้านบาท ซึ่งได้มีการชำระหนี้งวดแรกไปแล้ว 3.76% เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมา โดยเป็นการชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นพร้อมกันทั่วประเทศ จำนวน 7,611 ราย ในจำนวนเงินเท่าๆกัน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น กว่า 73.9 ล้านบาท ซึ่งหลังจากนี้ก็จะเดินหน้าตามแผนฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งมีกำหนดจะชำระหนี้ปีละ 2 ครั้ง

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความตั้งใจที่จะชำระหนี้ให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา ให้ครบทั้ง 500 ล้านบาท เดือนนี้ทางสหกรณ์ออมทรัพย์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จึงได้นำเงินมาฝากไว้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา รวม 3 งวด เป็นเงินจำนวน 360 ล้านบาท โดยคิดอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 4.20 บาท พร้อมกับวางแผนชำระหนี้ให้เร็วที่สุด ซึ่งคาดว่าจะชำระหนี้ได้ก่อนระยะเวลา 26 ปี ตามแผนชำระหนี้เดิม นายประกิต กล่าว


นายประกิต พิลังกาสา ประธานกรรมการบริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด

ด้าน นายทอง วิริยะจารุ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด เปิดเผยว่า นับเป็นเรื่องที่ดีและเห็นในความตั้งใจของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นการช่วยกันในระบบสหกรณ์ที่จะรับฝาก และนำดอกเบี้ยมาช่วยเหลือกันในการชำระหนี้ จากการสำรวจเส้นทางการเงินที่จะชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นนั้น มีอยู่ 3 เส้นทางคือ

1. จากการปล่อยเงินกู้ การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก หรือสถานที่ประชุมยูทาวน์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่นำรายได้มาสู่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

2. ขณะนี้ DSI ได้ยึดทรัพย์สินจากผู้ทุจริตมาได้ส่วนหนึ่งแล้ว ซึ่งมีทั้งเป็นเงินสด ที่ดิน และทรัพย์สินอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท

3. การให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาล ซึ่งขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กำลังดำเนินการอยู่ เป็นเงินประมาณ 10,000 ล้านบาท นอกจาก 3 ทางนี้แล้ว ทางสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ยังได้เตรียมขายที่ดินของสหกรณ์ฯ ที่อยู่ในพื้นที่ อ.ปักธงชัย 96 แปลง 2,000 ไร่ ที่ดินเชิงเขา ต.ภูหลวง และ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา รวมพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ เพื่อมาชำระหนี้ในครั้งนี้อีกด้วย ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่าศักยภาพของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จะสามารถชำระหนี้ให้ลูกหนี้ได้ทั้งหมด ก่อนกำหนดระยะเวลาไม่เกิน 26 ปีแน่นอน.

 

ทอท. เร่งระบายน้ำภายในสนามบินดอนเมือง ยัน ไม่กระทบผู้โดยสาร-เที่ยวบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ย. 2559 18:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/734937

 

ทอท. เร่งบริหารจัดการด้านการระบายน้ำภายในสนามบินดอนเมือง หลังเกิดฝนตกหนักเมื่อ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา เผย ตรวจสอบแล้ว ไม่กระทบผู้โดยสาร-เที่ยวบิน พร้อม จัด จนท. เฝ้าระวัง 24 ชม.

วันที่ 26 ก.ย.59 นายเพ็ชร ชั้นเจริญ ผู้อำนวยการสนามบินดอนเมือง กล่าวว่า ตามที่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (ทอท.) ได้ดำเนินการและวางแผนหาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง ทดม.ซึ่งโดยปกติ สนามบินดอนเมืองสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนได้ถึง 80 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง และหากมีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 80 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง จะต้องมีการสูบระบายน้ำออกโดยสถานีสูบน้ำที่ตั้งอยู่โดยรอบ ทดม.ทั้งหมด 12 สถานีที่สามารถสูบน้ำรวมประมาณ 48,840 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง รวมกับสถานีสูบระบายน้ำของกองทัพอากาศจำนวน 2 สถานี ซึ่งสามารถสูบระบายน้ำเพิ่มได้อีกประมาณ 26,500 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง นั้น โดยเมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา ช่วงเวลาประมาณ 21.30–22.30 น. เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและฝนตกหนักมากในเขตพื้นที่ดอนเมือง ซึ่งในส่วนบริเวณโดยรอบ สนามบินดอนเมือง สามารถวัดปริมาณน้ำฝนได้ 108.9 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเกินความสามารถการรองรับปริมาณน้ำฝนของสนามบินดอนเมือง

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสูบระบายน้ำออก โดยสถานีสูบระบายน้ำทั้ง 14 สถานีข้างต้นออกจากสนามบินดอนเมือง 3 จุด ได้แก่ (1) ด้านทิศเหนือบริเวณครัวการบินไทยระบายน้ำลงสู่คลองเปรมประชากร (2) ด้านอาคารคลังสินค้าจะระบายน้ำลงคลองข้างถนนวิภาวดีรังสิตซึ่งจะลงสู่คลองวัดหลักสี่และคลองเปรมประชากร และ (3) ด้านทิศตะวันออกระบายน้ำลงสู่คลองถนน แต่เนื่องจากในช่วงเวลาเดียวกันคลองเปรมประชากรมีปริมาณน้ำล้นตลิ่งประมาณ 50 เซนติเมตร รวมถึงมีปริมาณน้ำท่วมขังบริเวณถนนกำแพงเพชร 6 และถนนเชิดวุฒากาศสูงประมาณ 20–25 เซนติเมตร ซึ่ง ทดม.ได้บริหารจัดการสูบระบายน้ำให้สมดุล โดยไม่สูบระบายน้ำออกมากจนส่งผลกระทบแก่ชุมชนโดยรอบ และมิได้กระทบต่อการให้บริการผู้โดยสารและเที่ยวบินในช่วงเวลาดังกล่าว

นายเพ็ชร กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสาเหตุดังกล่าวทำให้มีน้ำท่วมขังบริเวณสนามบินดอนเมือง ได้แก่ (1) บริเวณหลุมจอด 83–84 มีน้ำท่วมขังช่วงเวลา 22.00–23.00 น. บริเวณพื้นผิวลานจอดอากาศยานประมาณ 10 เซนติเมตร เนื่องจากมีเศษวัสดุไหลรวมบริเวณท่อระบายน้ำ ทำให้การระบายน้ำไม่สามารถทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดย ดอนเมืองได้ดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน และจากการตรวจสอบเมื่อเวลา 02.00 น. พบว่า ไม่มีน้ำท่วมขังและไม่พบน้ำท่วมขังในพื้นที่อื่นๆ ในเขตลานจอดอากาศยาน (2) บริเวณพื้นที่จอดรถยนต์ใต้อาคารผู้โดยสารอาคาร 1 ทดม. มีน้ำท่วมขังประมาณ 2-3 เซนติเมตร เนื่องจากมีเศษวัสดุไหลรวมบริเวณท่อระบายน้ำ ทำให้การระบายน้ำไม่สามารถทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่ง ทดม.ได้เนินการแก้ไขเป็นระยะๆ รวมถึงดำเนินการตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมแล้ว ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ ทดม.ไม่พบน้ำท่วมขังบริเวณทางวิ่ง (Runway) และทางขับ (Taxiway) หรือบริเวณหน้าชานชาลาอาคารผู้โดยสารอาคาร 1 และอาคาร 2

ทั้งนี้ ทอท. มิได้นิ่งนอนใจในด้านการบริหารจัดการระบายน้ำภายในท่าอากาศยาน โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนัก ซึ่งในเบื้องต้น ทอท. จะได้เร่งหารือกับร้านค้าผู้ประกอบการต่างๆ ภายใน สนามบินดอนเมืองเพื่อขอความร่วมมือในการกำจัดขยะและเศษวัสดุอย่างระมัดระวัง ตลอดจนได้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังปริมาณน้ำ และประสานงานกับกรมอุตุนิยมวิทยาและสำนักงานเขตดอนเมืองอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อไม่เกิดผลกระทบต่อการให้บริการของ ทดม. รวมทั้งการดำเนินการก่อสร้างท่อระบายน้ำที่รับน้ำจากสถานีระบายน้ำ ทดม. ทางฝั่งทิศตะวันตก ตามแนวโครงการก่อสร้างรถไฟชานเมืองสายสีแดงที่ดำเนินการโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ผ่านท่อลอดใต้ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อระบายน้ำลงสู่ระบบระบายน้ำ ความยาวรวมทั้งสิ้น 900 เมตร ซึ่งจะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2559 นี้ และจะบรรเทาผลกระทบต่อชุมชนได้มากยิ่งขึ้น และสามารถระบายน้ำได้ดีขึ้นเช่นกัน

 

วิทยุการบินฯ สร้างเชื่อมั่นผู้โดยสาร พร้อมรองรับเที่ยวบิน ช่วงฤดูมรสุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ย. 2559 17:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/734785

 

วิทยุการบินฯ ออกมาตรการบริหารจัดการเที่ยวบิน พร้อมรองรับปริมาณเที่ยวบินช่วงสภาพอากาศแปรปรวนในฤดูมรสุม หวังสร้างความเชื่อมั่นผู้โดยสารที่ใช้บริการ ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด …

วันที่ 26 ก.ย.59 นางสาริณี แสงประสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในขณะนี้ ประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก ประสบปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกหนัก ในช่วงฤดูมรสุม ซึ่งส่งผลต่อทัศนวิสัยทางการบิน และเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้โดยสารและอากาศยาน วิทยุการบินฯ จึงได้เตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ โดยได้ออกมาตรการรองรับสภาพอากาศ ที่อาจส่งผลกระทบการบิน เพื่อเพิ่มระดับของความปลอดภัย และระดับประสิทธิภาพในการจัดการจราจรทางอากาศ ตามแนวทางขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)

ทั้งนี้ วิทยุการบินฯ ได้กำหนดมาตรการรองรับสภาพอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการทำการบิน โดยได้เพิ่มอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศให้มีความพร้อมต่อการให้บริการในช่วงสภาพอากาศไม่ดี และมีการบริหารจัดการระยะห่างในการขึ้น–ลงของอากาศยานให้เหมาะสมที่สุด มีการออกประกาศแจ้งเตือน ให้ทุกเที่ยวบินขาเข้าของทุกสนามบิน เตรียมการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรองรับความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูมรสุมนี้ รวมถึงมีการปรับตำแหน่งการปฏิบัติงานในแต่ละพื้นที่ความรับผิดชอบให้เหมาะสมกับปริมาณการจราจรทางอากาศ

นอกจากนี้ วิทยุการบินฯ ยังได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อแจ้งเตือนให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ทอท. สายการบินต่างๆ รวมถึงต่างประเทศ ทราบถึงข้อมูลสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยได้มีการประสานงานและบริหารแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการบิน เพื่อนำมาใช้บริหารจัดการจราจรทางอากาศล่วงหน้า เพื่อให้การควบคุมจราจรทางอากาศเป็นไปอย่างปลอดภัย คล่องตัว และอำนวยความสะดวกให้กับทุกเที่ยวบินที่เข้ามาในน่านฟ้าไทย

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 2.74 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,490.14 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ย. 2559 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/734911

 

หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 2.74 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,490.14 จุด มูลค่าการซื้อขาย 34,952.13 ล้านบาท …

การเคลื่อนไหวของดัชนีหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 26 ก.ย. 59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 2.74 จุด เปลี่ยนแปลง -0.18% ดัชนีอยู่ที่ 1,490.14 จุด มูลค่าการซื้อขาย 34,952.13 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน).

 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ปลื้มความสำเร็จงาน Symposium 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 26 ก.ย. 2559 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/734630

 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เผยความสำเร็จของการจัดสัมมนา Symposium 2016 ซึ่งเป็นกิจกรรมไฮไลต์สำคัญในงาน TILOG-LOGISTIX 2016 โดยได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศเข้าร่วมฟังแนวคิดโลจิสติกส์ 4.0 จากผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ชั้นนำระดับโลก

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน ว่า ปัจจุบันโลจิสติกส์ได้พัฒนามาถึงยุค 4.0 ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ผู้ประกอบการต้องศึกษาข้อมูลเพื่อนำไปพัฒนาการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าโลก


“การสัมมนาในครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมสัมมนาอย่างคับคั่ง ทำให้ผู้ประกอบการได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลจิสติกส์ 4.0 มากยิ่งขึ้น จากการฟังมุมมอง แนวคิด และความสำเร็จของผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจด้านโลจิสติกส์เป็นอย่างดี” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าว


นายลอช เนเกิล รองกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าฝ่ายการถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยี จาก EffizienzCluster Management, GmbH ประเทศเยอรมนี

ทางด้าน นายลอช เนเกิล รองกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าฝ่ายการถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยี จาก EffizienzCluster Management, GmbH ประเทศเยอรมนี ที่มาร่วมบรรยายในหัวข้อ “100 Innovations for the Logistics of Tomorrow” ได้อธิบายถึงการปฏิวัติโลจิสติกส์ 4.0 ว่า ปัจจุบันการดำเนินธุรกิจและอุตสาหกรรมกำลังปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การเคลื่อนย้ายของประชากรโลก การเปลี่ยนแปลงทางด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาด้านเทคโนโลยี รวมถึงความต้องการของตลาดที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้ต้องมีการพัฒนากระบวนการโลจิสติกส์ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยสร้างระบบการเชื่อมต่อข้อมูล การบริหารจัดการ และการขนส่งอัตโนมัติ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ


นายพูนิช กุมาร์ ผู้จัดการใหญ่ Amazon Global Selling ประเทศสิงคโปร์ ได้บรรยายในหัวข้อ How Technologies and Logistics Enhance Amazon’s Success

ขณะที่ นายพูนิช กุมาร์ ผู้จัดการใหญ่ Amazon Global Selling ประเทศสิงคโปร์ ได้บรรยายในหัวข้อ How Technologies and Logistics Enhance Amazon’s Success กล่าวถึงความสำเร็จของ อเมซอน ว่า เกิดจากการพัฒนาการดำเนินธุรกิจให้ตอบสนองลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ค้าและลูกค้าที่มีมากถึง 285 ล้านราย ใน 11 ประเทศทั่วโลก ให้สามารถเชื่อมต่อกันได้แบบเรียลไทม์ อีกทั้งยังมีการพัฒนาโลจิสติกส์ให้ทันสมัย ตลอดจนเพิ่มช่องทางจัดส่งสินค้าที่หลากหลายและเหมาะสมกับการกระจายสินค้าในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งการใช้โดรนส่งสินค้า เพื่อให้สามารถส่งสินค้าถึงผู้ซื้อได้อย่างรวดเร็วและตรงเวลา นอกจากนี้ ยังได้นำเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ เข้ามาประยุกต์ใช้ในการผลิตชิ้นส่วนสินค้า และพัฒนาการบริหารจัดการคลังสินค้าเพื่อความแม่นยำในการจัดเก็บ


ดร.รุธิร์ พนมยงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาบริหารการขนส่งระหว่างประเทศ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในส่วนของ ดร.รุธิร์ พนมยงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาบริหารการขนส่งระหว่างประเทศ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้บรรยายในหัวข้อ Challenges and Next Steps for Thailand กล่าวถึงแนวทางการศึกษาเกี่ยวกับโลจิสติกส์ 4.0 ว่า สภาพแวดล้อมทางการแข่งขันด้านการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ต้องมีการพัฒนาโลจิสติกส์ 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทาน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียนยังต้องมีการพัฒนาในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงการขนส่งทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมทั้งพัฒนาการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญ คือ สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ในกลุ่มอาเซียน เพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศสมาชิกให้มีความแข็งแกร่ง พร้อมรับการแข่งขันและความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น

ทางด้านความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมสัมมนา Symposium 2016 : Logistics 4.0 ในครั้งนี้ ส่วนใหญ่มองว่ามีความน่าสนใจในด้านเนื้อหาการบรรยายที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการทั้งที่อยู่ในธุรกิจบริการโลจิสติกส์ และธุรกิจการค้า เพราะทำให้มองเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจในยุค 4.0 ได้อย่างชัดเจนขึ้น ซึ่งวิทยากรได้นำเสนอข้อมูลและแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้พัฒนาธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาวะการแข่งขัน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า

 

ส่งออกเดือน ส.ค. พลิกขยายตัว 6.5% บวกครั้งแรกรอบ 5 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ย. 2559 15:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/734745

 

พาณิชย์ เผย ภาวะส่งออกเดือน ส.ค. 59 ขยายตัว 6.5% กลับมาบวกอีกครั้งในรอบ 5 เดือน รับปัจจัยจากสินค้าในกลุ่ม รถยนต์ อุปกรณ์-ส่วนประกอบ มั่นใจทั้งปี ส่งออกดีกว่าที่คาด …

วันที่ 26 ก.ย.59 มีรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างประเทศในเดือน ส.ค.59 ว่า การส่งออกมีมูลค่า 18,825 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 6.5% ขณะที่ ตลาดคาดส่งออกหดตัว -1.4% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 16,697 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -1.5% ส่งผลให้ดุลการค้าเดือน ส.ค.59 เกินดุล 2,128 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ แม้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะชะลอตัวและมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง แต่การส่งออกของไทยในช่วงที่ผ่านมา ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ดีเมื่อเทียบกับหลายประเทศ โดยการส่งออกในเดือนสิงหาคม 2559 ได้กลับมาขยายตัวอีกครั้งในรอบ 5 เดือนที่ 6.5% และเป็นการขยายตัวในอัตราสูงสุดในรอบ 6 เดือน

ส่วนภาพรวมการส่งออกในเดือน ส.ค.59 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ยังคงหดตัวต่อเนื่องตามการลดลงของทั้งปริมาณการส่งออกและราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เนื่องจากภาวะภัยแล้ง การชะลอตัวของอุปสงค์โลก และราคาสินค้าเกษตรที่ยังอยู่ในระดับต่ำตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ลดลง -4.1% ได้แก่ ยางพารา น้ำตาลทราย ข้าว และอาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋อง และแปรรูปไม่รวมกุ้ง

ส่วนภาพรวมการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวเป็นบวกอีกครั้ง โดยได้รับอานิสงส์จากการส่งออกยานยนต์ที่ขยายตัวในระดับสูง รวมทั้งการขยายตัวของภาคการก่อสร้างและภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะ CLMV โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 9.0%


ด้าน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกในเดือน ส.ค. ที่กลับมาขยายตัวเป็นบวกอีกครั้งในรอบ 5 เดือน และถือว่าขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 เดือน ทั้งนี้ การส่งออกของไทยปรับตัวดีขึ้นเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดออสเตรเลีย จีน สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปที่กลับมาขยายตัวได้สูง มีเพียงตลาดตะวันออกกลางที่ยังคงหดตัว ซึ่งการที่ส่งออกในเดือน ส.ค.นี้สามารถกลับมาขยายตัวได้นั้น ปัจจัยสำคัญมาจากการขยายตัวของสินค้าในกลุ่ม รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ที่ขยายตัวถึง 40.4% รองลงมาคือ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ที่ขยายตัวได้ 25%การที่ยอดส่งออกรถยนต์ในเดือน ส.ค. ขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราสูงนั้น เป็นผลมาจากส่วนหนึ่งที่ยอดการส่งออกรถยนต์ที่ไม่ได้ทำการบันทึกไว้ในเดือน ก.ค.มูลค่า 370 ล้านดอลลาร์ นำมาบันทึกไว้ในเดือน ส.ค. จึงทำให้ดูว่าการส่งออกรถยนต์ในเดือนนี้มียอดสูงขึ้น ซึ่งหากหักยอดดังกล่าวออก การส่งออกในเดือน ส.ค.ก็ยังสามารถเป็นบวกได้ 4.4%

สำหรับการส่งออกในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค.59) มีมูลค่ารวม 141,007 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -1.2% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่ารวม 125,624 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -8.8% โดยการค้าเกินดุลทั้งสิ้น 15,384 ล้านเหรียญสหรัฐฯตลาดส่งออกสำคัญของไทยปรับตัวดีขึ้นในเกือบทุกตลาด ยกเว้นตะวันออกกลางที่ยังหดตัว โดยเฉพาะตลาดออสเตรเลีย จีน สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ที่กลับมาขยายตัวสูง โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการกลับมาขยายตัวอีกครั้งของกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยานยนต์และชิ้นส่วน และสินค้าเกษตรสำคัญ อาทิ มันสำปะหลัง ผลไม้ และไก่แปรรูป กลับมาขยายตัวได้ดี และเป็นผลจากปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์การส่งออกของโลก พบว่าประเทศไทยอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่ง โดยการส่งออกของไทยอยู่ในลำดับที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับหลายประเทศ อีกทั้งยังรักษาส่วนแบ่งตลาดได้ดีในเกือบทุกตลาดสำหรับแนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 59 คาดว่า จะปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ และมีโอกาสขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือน ต.ค. พ.ย. และ ธ.ค. โดยมีปัจจัยสำคัญจากแนวโน้มการทรงตัวของราคาน้ำมันดิบ ทิศทางค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่า และเศรษฐกิจโลกค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ รวมทั้งค่าเงินบาทแม้จะยังแข็งค่าเทียบกับดอลลาร์ สรอ. แต่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ

อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะการออกมาตรการ QE และมาตรการทางการเงินของประเทศต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยนขณะที่ ทั้งปี 59 คาดว่า การส่งออกจะดีกว่าที่หลายหน่วยงานคาดการณ์ไว้ โดยทั้งปี 59 คาดว่าการส่งออกจะหดตัวในช่วง -1.0% ถึง 0.0% โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ แนวโน้มราคาน้ำมันในช่วง ต.ค.-ธ.ค.59 สูงกว่าปีก่อน ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันน่าจะเพิ่มขึ้น, ราคาสินค้าเกษตรสำคัญมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันและความต้องการตลาดโลก, ตลาด CLMV ยังขยายตัวได้ดี ส่วนปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การออกมาตรการ QE และมาตรการทางการเงินอื่นๆ ของประเทศต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยน และเศรษฐกิจยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ที่ยังฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนในการปรับอัตราดอกเบี้ยของ FED ที่อาจชะลอออกไป ส่งผลให้ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าในระดับนี้ต่อไป.

 

ขนส่งตราด ดีเดย์ 16 ต.ค. บังคับใช้กฎหมาย คุมเข้มรถตู้เถื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ย. 2559 13:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/734454

 

ขนส่ง จ.ตราด ประกาศตั้งแต่ 16 ต.ค. เป็นต้นไป เริ่มลงพื้นที่ตั้งจุดตรวจ พร้อมบังคับใช้กฎหมาย หากพบคนขับ-ผู้ประกอบการ ใช้รถตู้เถื่อน รับ-ส่งผู้โดยสาร ดำเนินการจับ-ปรับทันที …

วันที่ 26 ก.ย.59 นายสุชัย เลยะกุล ขนส่ง จ.ตราด กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการทำเอกสารแจ้งไปยังหน่วยงานส่วนที่เกี่ยวข้องต่างๆ และเจ้าของธุรกิจด้านท่องเที่ยว ว่า ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.59 เป็นต้นไป ทางเจ้าหน้าที่สำนักงานขนส่ง จ.ตราด จะลงพื้นที่ร่วมกับทหาร-ตำรวจ-ฝ่ายปกครอง ตั้งจุดตรวจ พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยไม่มีการละเว้นกับผู้ขับรถและผู้ประกอบการ ที่นำรถตู้โดยสารที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถตู้โดยสารสาธารณะ (รถป้ายดำ) มารับ-ส่งผู้โดยสาร ในลักษณะรถตู้โดยสารประจำทาง ทั้งพื้นที่บนฝั่ง และพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว อย่างเกาะช้าง หลังจากที่ได้ให้เวลาในการแก้ไขทำให้ถูกต้องตามกฎหมายมานานพอสมควรแล้ว ถึงเวลาต้องเดินหน้าจัดระเบียบให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 23 ประกอบมาตรา 126 แห่ง พ.ร.บ.ขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในส่วนของพื้นที่ จ.ตราด ได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ได้มีรถตู้เถื่อนทั้งป้ายดำ-ป้ายเหลือง จากต่างพื้นที่ มาวิ่งรับ-ส่งลูกค้านักท่องเที่ยว บนเกาะช้างจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่ซื้อตั๋วตามบูธทัวร์ ซึ่งเป็นการแย่งลูกค้า และวิ่งทับเส้นทางอย่างชัดเจน ทำให้รถโดยสารสาธารณะบนเกาะช้างได้รับผลกระทบ ขณะที่รถประจำทางบนเกาะช้างส่วนใหญ่ ก็ให้ความร่วมมืออย่างดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างดี หลังมีการจัดระเบียบ ได้ปรับปรุงการให้บริการมีคุณภาพ และวิ่งตรงตามเวลาที่กำหนดมากขึ้น ปัจจุบันบนเกาะช้างจะมีรถสองแถวบริการ หมวด 4 สายที่ 6042 บ้านสลักเพชร-บ้านบางเบ้า โดย บริษัท สยามเบย์รีสอร์ต จำกัด มีรถให้บริการจำนวน 90 คัน เส้นทางการเดินรถ เป็นไปตามแนวถนนวงแหวนรอบเกาะ โดยแบ่งเป็นช่วงๆ ตามใบอนุญาต ระบุไว้ให้สองแถวต้องวิ่งตามเวลาตามที่กำหนด

ขณะเดียวกัน ด้านรถตู้โดยสารที่ถูกต้องตามกฎหมายบนเกาะช้างก็มีอย่างเพียงพอ โดยมีชื่อว่า หจก.เกาะช้าง ทรานสปอร์เตชั่น เซอร์วิส มีรถให้บริการอยู่จำนวน 60 คัน ที่ผ่านมา ก็ได้รับผลกระทบมีปัญหาคล้ายๆ กัน กับรถสองแถว คือ ได้มีรถตู้ป้ายดำจากต่างถิ่น มาวิ่งแย่งรับผู้โดยสาร มีทั้งรับจากบูธทัวร์ และรับจากหน้าโรงแรม รีสอร์ต จากข้อมูลพบว่า คนขับรถตู้จากต่างถิ่น เวลาที่ขึ้นไปส่งลูกค้าบนเกาะช้าง จะมีการแจกนามบัตร พร้อมเสนอค่าหัวคิวรายหัวของผู้โดยสารให้แก่พนักงานที่นั่งเคาน์เตอร์ตามโรงแรม-รีสอร์ตต่างๆ เป็นค่าโทรศัพท์ติดต่อ 150-200 บาท/หัว ซึ่งกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่ขนส่ง ระบุว่า ถึงเป็นการตกลงสมยอมกัน แต่ก็ถือว่าผิดกฎหมาย หลังจากวันที่ 16 ต.ค.59 ไปแล้ว ถ้าท่านใดพบเห็นว่ามีการกระทำความผิด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที.

 

ขนส่ง เตือนพนักงานขับรถสาธารณะ พบผิดซ้ำซาก พักใช้เพิกถอนใบอนุญาตทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ย. 2559 13:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/734405

 

ขนส่ง เตือน พนักงานขับรถสาธารณะ ควรรักษาคุณภาพมาตรฐานการให้บริการ หากพบทำผิดซ้ำซากลงโทษหนัก พักใช้-เพิกถอนใบอนุญาตขับรถสาธารณะทันที เผย ตั้งแต่ ต.ค.58-ส.ค.59 เพิกถอนใบอนุญาตขับรถสาธารณะแล้ว 6 ราย พักใช้อีก 116 ราย …

วันที่ 26 ก.ย.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงผลดำเนินการพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตขับรถสาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะกระทำความผิดซ้ำซาก หรือความผิดร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเลือกใช้บริการรถสาธารณะ หรือเป็นความผิดที่ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ พบว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558-เดือนสิงหาคม 2559 มีพนักงานขับรถสาธารณะถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถแล้วจำนวน 6 ราย ได้แก่ ความผิดฐานปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร จำนวน 2 ราย เก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่ทางราชการกำหนด จำนวน 2 ราย และมีพฤติกรรมลามกอนาจาร จำนวน 2 ราย ในส่วนของการลงโทษพักใช้ใบอนุญาตขับรถสาธารณะจำนวน 116 ราย ได้แก่ แท็กซี่ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร จำนวน 59 ราย ไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร จำนวน 9 ราย ไม่ส่งผู้โดยสารตามจุดหมายปลายทางที่ได้ตกลงกันไว้ จำนวน 6 ราย แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ จำนวน 5 ราย เก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่ทางราชการกำหนด จำนวน 2 ราย มีพฤติกรรมลามกอนาจาร จำนวน 2 ราย ไม่แสดงบัตรประจำตัว จำนวน 1 ราย และอีกจำนวน 32 ราย เป็นความผิดฐานฝ่าฝืนใช้รถจักรยานยนต์ป้ายดำรับส่งผู้โดยสาร

สำหรับผู้กระทำความผิดที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตขับรถ ภายหลังครบกำหนดพักใช้และกลับไปขับรถให้บริการ หากพบการร้องเรียนจากผู้ใช้บริการ หรือตรวจสอบพบว่า ยังมีพฤติกรรมกระทำความผิดซ้ำเกิดขึ้นอีก อาจพิจารณาพักใช้ในระยะเวลาที่นานขึ้นหรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที โดยกรมการขนส่งทางบก ได้จัดเก็บประวัติการกระทำความผิดของผู้ขับรถโดยสารสาธารณะทุกรายไว้ที่ศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะของกรมการขนส่งทางบก และในกรณีที่ผู้ขับรถกระทำความผิดอาญา ความผิดร้ายแรง หรือทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยว เช่น ทำร้ายร่างกายผู้โดยสาร กระทำอนาจาร ส่งตัวดำเนินคดีและเพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบกเข้มงวดกวดขันการจัดระเบียบรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทตามนโยบายของรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการลงโทษผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอย่างจริงจัง การบังคับใช้มาตรการลงโทษพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตขับรถของผู้ขับรถกระทำความผิดซ้ำซาก พร้อมประสานความร่วมมือกับทหารและตำรวจ ในการลงพื้นที่ตรวจสอบพฤติกรรมการให้บริการรถโดยสารสาธารณะในพื้นที่ที่มีประชาชนเรียกใช้บริการเป็นจำนวนมาก รวมถึงพื้นที่ที่มีปัญหาการร้องเรียนสูง

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการให้บริการรถแท็กซี่ไม่เป็นธรรม เอาเปรียบผู้โดยสาร สามารถร้องเรียนมายัง กรมการขนส่งทางบกได้ทันที โดยระบุรายละเอียดของรถ หมายเลขทะเบียนรถ ชื่อ-นามสกุลผู้ขับรถ สถานที่ใช้บริการ เพื่อให้การติดตามตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษเป็นไปด้วยความรวดเร็ว โดยสามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง