กสทช. ให้พนักงาน ยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินฯ ไว้กับสำนักงาน ภายใน 180 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ย. 2559 12:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/734389

 

กสทช. นำร่องกำหนดนโยบายการทำงาน ให้พนักงานตั้งแต่ตำแหน่ง รองเลขาธิการ กสทช. จนถึง ผอ.สำนัก พร้อมผู้ที่เกี่ยวข้อง ยื่นบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สินตามแบบฟอร์มของ ป.ป.ช. ไว้ที่สำนักงาน กสทช. ภายใน 180 วัน ตั้งแต่ 1 ต.ค. นี้ เพื่อความโปร่งใส สนองนโยบายรัฐ …

วันที่ 26 ก.ย.59 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า วันนี้ (26 ก.ย.59) ได้ออกคำสั่งเป็นนโยบายการทำงานของสำนักงาน กสทช. โดยให้พนักงานของ กสทช. ที่มีตำแหน่ง ดังต่อไปนี้ 1. รองเลขาธิการ กสทช. 2. ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ 3. ผู้อำนวยการสำนัก 4. ผู้อำนวยการสำนักงาน กสทช. ภาค 5. ผู้เชี่ยวชาญ 6. ผู้อำนวยการสำนักงาน กสทช. เขต และ 7. ผู้อำนวยการส่วนของสำนักการพัสดุและบริหารทรัพย์สิน ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามแบบฟอร์มของสำนักงาน ป.ป.ช. ไว้กับสำนักงาน กสทช. โดยกำหนดระยะเวลาในการยื่นบัญชีดังกล่าว ภายในระยะเวลา 180 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559

นายฐากร กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นเรื่องที่สำนักงาน กสทช. ตั้งใจในการที่จะทำให้องค์กรมีความโปร่งใสทุกขั้นตอนในการดำเนินการ เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาล และ คสช. ในการดำเนินการปราบปรามการทุจริต โดยสำนักงาน กสทช. ได้มีการลงนามความร่วมมือกับสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อเป็นองค์กรแห่งความโปร่งใส

 

ไลฟ์แจกล้าน กับดักสังคมหิวเงิน แฝงช่องก.ม. บ่อเกิดผีพนัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/733575

 

เคยได้ยินคำสอนที่ว่า “คนมักตายเพราะทรัพย์เป็นเหตุ” คำเปรียบเปรยนี้นับเป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธ ดังเช่น กลอุบายทางการตลาดทั้งหลาย ที่มีมากมายแห่งัดมาใช้ ส่วนใหญ่ก็จะมี “เงิน” หรือ “สิ่งของมีค่าล่อใจ” ให้ใครหลายคนต้องตกเป็นเหยื่อ…

ในปัจจุบัน โลกพัฒนาไปไกล เฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์ระดับโลกก็เช่นกัน ทุกวันนี้สามารถ Live สด ทำกิจกรรมโชว์ให้โลกเห็นได้เพียงแค่ปลายนิ้ว แล้วมีหรือที่นักขายหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์จะพลาดกับโอกาสทองครั้งนี้ และที่เริ่มเห็นดาษดื่น คือ เพจขายบนเฟซบุ๊กหลายราย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เริ่มใช้กลยุทธ์แบบเบสิกที่สุด คือ “แจกเงิน” หรือ “สิ่งของ” ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว เข้าข่ายการพนันหรือไม่ มอมเมาสังคมหรือเปล่า วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะมาไขข้อข้องใจเหล่านี้ โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และนักวิชาการ มาให้ความกระจ่าง



มีผู้เล่นเกมสงสัย ว่าประกาศผลตอนไหน?
ส่อง พฤติกรรม live โปรโมทธุรกิจ ลุ้นเงินล้านฟรี ง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว

ก่อนที่จะเข้าเนื้อหาว่าการกระทำดังกล่าวผิดหรือไม่ ก็ต้องรู้ก่อนว่าพฤติกรรมเหล่านี้เขาทำกันอย่างไร จากการเฝ้าสังเกตของ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พบว่า การ live สดผ่านเฟซบุ๊ก แบ่งออกเป็น 3 ประเภท 1.โปรโมทขายสินค้า รวมถึงการแจกเงิน หรือ สิ่งของ มีเป้าหมายหวังเพิ่มยอดไลค์ ยอดขาย ยอดแชร์ และมีการเปิดโอกาสให้ผู้สนใจร่วมสนุกเล่นเกมทายปริศนาหรือตัวเลข ซึ่งมีกติกา คือ ต้องกดไลค์ กดแชร์ ก่อน จากนั้นจึงจะมีสิทธิ์ส่งคำตอบพร้อม ชื่อ-นามสกุล เลขบัญชีธนาคาร และที่อยู่ มาด้วย โดยอ้างว่าจะโอนเงินรางวัลให้ตั้งแต่ 500-5,000 บาท โชว์ให้เห็นสดๆ ขณะ live หากมีคนทายถูก 2.การประมูลสินค้าประเภทของใช้ เครื่องแต่งกาย เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และ 3.เพื่อการบันเทิง ร้องเพลงโชว์ หวังสร้างชื่อเสียงบนโลกโซเชียลมีเดีย


นายมนัส สุวรรณรินทร์
แจกหนัก แจกไม่อั้น ผิด-ไม่ผิดกฎหมายพนัน..?

นายมนัส สุวรรณรินทร์ ผู้อำนวยการส่วนรักษาความสงบเรียบร้อย 1 สำนักสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง บอกว่า การ live แจกเงินลักษณะดังกล่าวเป็นการส่งเสริมทางการค้า ด้วยวิธีการชิงโชค หรือจูงใจด้วยรางวัล ยังไม่เข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.การพนัน 2478 (ตามมาตรา 8 ว่าด้วยเรื่อง การจัดให้มีแถมพก หรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชคจะต้องขออนุญาตจากกรมการปกครองก่อน ผู้ใดจัดกิจกรรมหรือฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50 บาทขึ้นไป จนถึง 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) เนื่องจากกิจกรรมดังกล่าว ไม่ใช่การเสี่ยงโชค เพราะผู้เล่นไม่เสียเงิน แม้พฤติการณ์จะดูเข้าข่ายก็ตาม

“ต้องยอมรับว่าเป็นช่องว่างทางกฎหมาย เพราะพฤติกรรมก็เข้าข่ายมอมเมาประชาชน แต่เอาผิดไม่ได้ ผู้ประกอบการก็ใช้ช่องว่างทางกฎหมาย กอบโกยผลประโยชน์ ภายใต้คำว่าคืนกำไรให้ประชาชน”

ขณะที่ อ.ไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมาย สุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองต่างมุมว่า การ live facebook แจกเงินนั้น ถือเป็นการเสี่ยงโชค การจะจัดขึ้นควรที่จะขออนุญาตจากกรมการปกครอง โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีการเสียค่าใช้จ่าย หรือไม่ เพราะถ้าพิจารณาตาม พ.ร.บ.การพนัน ว่าถ้าผู้ใดจัดให้มีการเล่นพนันเอาเงินหรือทรัพย์สิน ถือว่าเป็นการพนันหรือเสี่ยงโชคแล้ว เพียงแต่กฎหมายไม่ได้ระบุไว้ว่าต้องเสียเงินหรือจ่ายเงินเท่านั้น

“หากพิจารณาถึงโทษปรับ คือตั้งแต่ 50 – 2,000 บาท และส่วนใหญ่ก็ไม่มีโทษจำคุก เมื่อเทียบผลกำไรที่จะได้รับ มันถือว่าเล็กน้อยมาก จึงทำให้ผู้ประกอบการไม่เกรงกลัวต่อการกระทำผิด และแข่งขันกันแจก จนไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมที่จะตามมา ในระยะยาว” อ.ไพศาล กล่าว


อ.ไพศาล ลิ้มสถิตย์
ปอท.ชี้ live แจกเงิน ไม่ผิด พ.ร.บ.คอมฯ ยกเว้นแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ เตือนระวังถูกฉกข้อมูลส่วนตัว

ด้าน พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ศิลปสุข สว.กก.1 บก.ปอท. ชี้ชัดว่า การ live สดแจกเงินผ่านโซเชียลมีเดียในขณะนี้ ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หากจะมีความผิดได้นั้นก็ต่อเมื่อ เป็นการแจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ คือหลอกลวงประชาชนให้มีการเสียทรัพย์สิน หรือ เสียชื่อเสียง กระทบต่อความมั่นคงของชาติ เผยแพร่ภาพลามกอนาจาร หรือข้อมูลเป็นเท็จที่ก่อให้ประชาชนเกิดความตระหนกตกใจหวาดกลัว ซึ่งเป็นไปตาม มาตรา 14 ของพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์

ส่วนกรณีที่บอกให้ ไลค์หรือแชร์ก่อนจึงจะมีสิทธิ์ลุ้นรางวัล แต่ไม่ได้แจกจริง ก็เป็นการหลอกให้ไลค์ปกติ ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะประชาชนเองไม่ได้เสียอะไร ไม่ได้เสียเงินทองในการเล่นกิจกรรม “ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียล ไม่ใช่ทุกเรื่องจะเป็นความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เสมอไป ถ้าเล่นพนันก็ผิดกฎหมายพนัน ถ้าค้ายา ก็ผิดกฎหมายอาญา พ.ร.บ.คอมฯ มีเพื่อดูแลจัดการระบบคอมพิวเตอร์และความผิดบางอย่างที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์เท่านั้น”


พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ศิลปสุข

พ.ต.ต.ปฐมพงษ์ ย้ำว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือประชาชนกำลังเสี่ยงที่จะถูกโจรกรรมข้อมูล บางทีการที่เราเล่นกิจกรรม เปิดเผยข้อมูลบางอย่าง เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งเลขบัญชี มีความเสี่ยงสูงมากที่เหล่ามิจฉาชีพจะนำข้อมูลเหล่านั้นไปปลอมแปลงเพื่อแอบอ้างในการกระทำผิดต่างๆ ซึ่งทาง ปอท. เองก็ออกมากำชับเรื่องนี้มาโดยตลอด เพราะปัจจุบันมีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการโจรกรรมข้อมูลเหล่านี้จำนวนมาก ซึ่งจะให้ภาครัฐออกมาคุ้มครองอย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่ประชาชนไม่ควรเปิดช่องทางให้มิจฉาชีพเหล่านั้นได้

เสี่ยงโชคล้นเมือง บันไดก้าวแรกสู่การเป็นนักพนันหน้าใหม่ ต่างประเทศคุมเข้ม แต่ไทยกลับปล่อยเสรี!!

นายพงศธร จันทรัศมี ผู้จัดการศูนย์ข้อมูลนโยบายสาธารณะเพื่อลดปัญหาจากการพนัน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ปกติแล้วคนไทยชินชาในการรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการพนัน โดยเฉพาะการเสี่ยงโชค เสี่ยงทาย จนเราถูกกลืนไปกับการพนันโดยไม่รู้ตัว เพราะคิดว่าไม่ใช่ความผิด สามารถกระทำได้ ทั้งที่จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนบันไดก้าวแรกที่นำพาไปสู่การเป็นนักพนันหน้าใหม่ ยิ่งการ live ทาง facebook แจกเงินแบบฟรีๆ ซึ่งเป็นพฤติกรรมก่อให้เกิดการมอมเมาสังคมอย่างมาก เพราะไม่ต้องลงทุนในการเล่น เข้าไปเล่นได้ทุกวัย เยาวชนก็สามารถเข้าถึงกิจกรรมเหล่านี้ได้ง่าย โดยไร้การควบคุมอย่างเข้มงวด แต่กลับเอาผิดและดำเนินการควบคุมไม่ได้ เพราะประชาชนเองไม่ได้เสียเงิน

ประเทศไทยเป็นชาติที่ไม่ได้ควบคุมการแจกรางวัล เรียกว่าเป็นประเทศเดียวที่แจกหนัก ทุ่มไม่อั้น มัวเมาคนในชาติด้วยการหลอกล่อด้วยเงิน ทำให้คนที่มาเล่น ไม่ได้เล่นเพื่อสนุก แต่เพื่ออยากได้รางวัลมาเปลี่ยนชีวิตให้เป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืน สิ่งเหล่านี้เองถ้าเกิดการสะสมไปเรื่อยๆ โอกาสที่คนในชาติจะพลิกบทบาทจากนักเสี่ยงโชคมือฉมัง กลายเป็น นักพนัน ผู้เสพติดพนัน ย่อมมีมากขึ้น


ผศ.ดร.ศรัณยพงศ์ เที่ยงธรรม

“ติดการพนัน ร้ายแรงเท่ากับติดสารเสพติด แต่กลับกลายเป็นวาระที่ไม่เร่งด่วนในการแก้ไข ตัวกฎหมายก็ยังล้าหลังอยู่มาก เพราะยังใช้กฎหมาย ฉบับ พ.ศ. 2478 ซึ่งแน่นอนโลกพัฒนาไปไกลกว่าที่กฎหมายจะครอบคลุมได้แล้ว”

ยอดไลค์ กับธุรกิจออนไลน์ เหตุไฉนจึงสำคัญ

ผศ.ดร.ศรัณยพงศ์ เที่ยงธรรม อาจารย์คณะบริหารธุรกิจและนักการตลาดจาก ม.กรุงเทพ อธิบายความสำคัญของยอดไลค์ ยอดแชร์ ของธุรกิจบนโลกออนไลน์ว่า ปัจจุบันหลากหลายแบรนด์และเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ทำให้มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด เหล่าพ่อค้าแม่ขายจึงต้องงัดกลเม็ดต่างๆ มาใช้อย่างเผ็ดมัน

สิ่งเดียวที่เห็นเป็นรูปธรรม และทำให้ดูน่าเชื่อถือที่สุดคือ ยอดไลค์ หรือยอดวิว เพราะยอดไลค์ 1 ไลค์ เท่ากับ 1 คนกำลังสนใจสินค้านี้ ถ้ามีหนึ่งแสนกดไลค์ เท่ากับ หนึ่งแสนคนกำลังสนใจ คนทั่วๆ ไปเห็น ก็จะเชื่อมั่นในทันทีว่าสินค้านี้ดีจริง เพราะถ้าไม่ดี แล้วทำไมคนเป็นแสนถึงเลือกที่จะไลค์


ข้อมูลการกำกับดูแลการเสี่ยงโชคในต่างประเทศ

อาจารย์คณะบริหารธุรกิจฯ จาก ม.กรุงเทพ เปิดเผยว่า ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา กระแสจัดชิงโชคบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียเป็นที่นิยมมาก การใช้สโลแกนที่จัดแต่งขึ้นมาให้คนดูเชื่อว่า แจกจริง แจกหนัก ก็เปรียบเสมือนเรียลลิตี้สร้าง story ว่า กล้าแจกหนักเพราะสินค้าขายดีมีคุณภาพ จึงทำให้มีวิธีการตอบรับอย่างมาก

“บนโลกนี้ไม่มีอะไรที่ถูก หรือ ให้มาฟรีๆ โดยเฉพาะในมุมของการตลาด ทุกอย่างที่ทำต้องได้กำไร ถ้าสมมติว่ามีการโปรโมทว่าจะแจกล้านวันนี้ แล้วปรากฏว่าคนที่กดไลค์กดแชร์มาซื้อสินค้า 10 คน เราจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเขาแจกจริง คนที่บอกว่าได้เงินล้าน รู้หรือไม่ว่าเขาถูกจ้างมาหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือ เขาขายได้กำไรแล้ว 10 คน ฉะนั้น ก่อนจะเชื่ออะไรให้สันนิษฐานว่า ไม่จริงก่อนเสมอ และเหตุผลจะตามมาเองว่าเราควรที่จะเชื่อหรือไม่ รวมถึงคำนึงเสมอว่า 1 ไลค์ของคุณมีค่า เพราะอาจเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปอ้างอิงความน่าเชื่อถือของแบรนด์”

โลกความเป็นจริงนั้น แตกต่างจากโลก “เสมือนจริง” ในสังคมออนไลน์นั้นเป็นสิ่งที่ยากจะตรวจสอบ การจะให้ข้อมูลอะไร ควรจะตรึกตรองให้ดีเสียก่อน เพราะของฟรีนั้นไม่มีในโลก จากที่จะ “ได้” อาจกลายเป็น “เสีย” ก็ได้ อย่างไรก็ดี อยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบด้วย หากเห็นว่าจุดอ่อนคือ “ช่องโหว่” ทางกฎหมาย ก็ควรจะบูรณาการแก้ไข ไม่ใช่ปล่อยให้ “วัวหายแล้วตามล้อมคอก” อย่างที่ผ่านมา 

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 
reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

 

คลังลุยเต็มสูบรื้อค่ารักษา ดึงระบบประกันสวมแทนสวัสดิการขรก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/734160

 

กรมบัญชีกลางมั่นใจผลศึกษานำระบบประกันมาดูแลค่ารักษาพยาบาลข้าราชการแทนเสร็จทันตุลานี้ ยอมรับหวั่นกระทบสิทธิ์ข้าราชการ จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ ด้านสมาคมประกันฯเด้งรับเร่งขอข้อมูลปรึกษาผู้เชี่ยวชาญต่างชาติก่อนสรุปเบี้ยประกันและความคุ้มครอง

นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลางเปิดเผยว่า ภายในเดือน ต.ค.นี้ กรมบัญชีกลางจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนกรณีว่าจ้างสมาคมประกันเข้ามาศึกษาเรื่องค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ตามคำสั่งของ รมว.คลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดเงินงบประมาณของรัฐบาล ทั้งนี้ ในแต่ละปีงบประมาณ กรมบัญชีกลางประสบปัญหาการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและครอบครัว มียอดการเบิกจ่ายทะลุ 60,000 ล้านบาทมาตั้งแต่ปี 56 โดยมียอดการเบิกจ่ายจริง 62,000 ล้านบาท งบประมาณปี 57 เบิกจ่ายจริง 64,000 ล้านบาท งบประมาณปี 58 เบิกจ่ายจริง 66,000 ล้านบาท และคาดว่างบประมาณปี 59 จะมียอดการเบิกจ่ายจริงสูงถึง 68,000 ล้านบาท

นายมนัสกล่าวว่า ปัจจุบันมีข้าราชการได้รับสิทธิ์รักษาพยาบาล 2 ล้านคน และเมื่อนับรวมบุคคลในครอบครัวแล้ว เช่น พ่อ แม่ สามีหรือภรรยาและบุตรแล้ว จำนวนผู้มีสิทธิ์จะเพิ่มขึ้นเป็น 6 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ผู้รับสิทธิ์ไม่ได้เพิ่มขึ้น หรือลดลงมานานหลายปีแล้ว แต่สาเหตุที่ยอดการเบิกจ่ายมีเพิ่มขึ้นเพราะ 1.คนไทยมีอายุยืนยาวมากขึ้น 2.ประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลดีขึ้นและ 3.คนไทยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น “การใช้ระบบประกันสุขภาพมาดูแลการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล เพราะระบบประกัน
มีอุปกรณ์ ระบบการตรวจสอบโรค การพิจารณาค่ารักษาและการคิดค่ายาดีกว่าของราชการมาก ทำให้เชื่อมั่นว่าจะประหยัดเงินงบประมาณได้ ซึ่งประเด็นนี้จะทำให้กรมบัญชีกลางสามารถควบคุมการเบิกจ่ายรักษาพยาบาลไม่ให้เกินงบปีละ 60,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน”

นายมนัสกล่าวต่อว่า กรมบัญชีกลางต้องการคุมการเบิกจ่ายงบค่ารักษาพยาบาลไม่ให้เกินปีละ 60,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่ชัดเจน เพราะสมาคมประกันต้องไปวิเคราะห์ตัวเลขหรือหาสถิติของการรักษาพยาบาลของข้าราชการในอดีต เพื่อประเมินตัวเลขที่แท้จริงออกมาให้ได้ก่อน หลังจากนั้นถึงจะหาข้อสรุป เพื่อรายงานให้กระทรวงการคลังพิจารณาต่อไป “ที่ผ่านมากรมบัญชีกลางหารือเรื่องค่ารักษาพยาบาลข้าราชการมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 รอบแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่มีข้อสรุป เพราะเกรงว่าการนำระบบประกันมาใช้จะมีผลกระทบต่อสวัสดิการของข้าราชการ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เจ็บป่วยในวัยทำงาน แต่จะเจ็บป่วยในวัยชรา โดยในช่วงของการทำงานจะยอมรับเงินเดือนน้อยๆ เพื่อหวังสวัสดิการด้านอื่นในวัยเกษียณมากกว่า”

ด้านนายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยถึงแนวคิดกระทรวงการคลังต้องการนำระบบประกันเข้าใช้ดูแลค่ารักษาพยาบาลแก่ข้าราชการและครอบครัวแทนการจ่ายสวัสดิการของภาครัฐว่า สมาคมประกันวินาศภัยไทยพร้อมที่จะเข้ามารับประกันโครงการนี้ และขณะนี้กำลังขอข้อมูลจากกรมบัญชีกลางเกี่ยวกับจำนวนผู้ใช้สิทธิ สถิติการจ่ายสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการและครอบครัว รวมถึงขอคำปรึกษาจากบริษัทประกันภัยจากต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในการรับประกันสุขภาพขนาดใหญ่ เพื่อมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและคิดเบี้ยประกันที่เหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปและเสนอให้กระทรวงการคลังได้ภายใน 2-3 เดือนนี้ ส่วนจะเริ่มใช้จริงได้เมื่อไรต้องให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณา

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้ตั้งเงื่อนไขโครงการรับทำประกันสุขภาพแก่ข้าราชการและครอบครัวครั้งนี้ ต้องให้ได้รับการคุ้มครองไม่น้อยกว่าสวัสดิการเดิมที่ได้รับจากภาครัฐ ซึ่งเบื้องต้นบริษัทประกันอาจนำสวัสดิการเดิมของภาครัฐมาเป็นมาตรฐานใช้ก่อนในช่วง 1-2 ปี หลังจากนั้นจึงค่อยปรับพัฒนาให้เหมาะสมต่อไป ซึ่งโครงการนี้ต้องใช้ทุนประกันสำหรับจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงมาก ปีละไม่ต่ำกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะเป็นโครงการที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งบริษัทประกันจากไทยคงไม่สามารถรับประกันเองได้หมด จึงอาจนำทุนและเบี้ยประกันไปส่งต่อกับให้กับบริษัทต่างประเทศด้วย.

 

ทีโอทีอนุมัติ 9,468 ล้านรองรับเน็ตหมู่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/734165

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ทีโอที ที่มีพลเอกสุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ เป็นประธาน ได้อนุมัติในหลักการในการจัดหากรอบราคากลาง และกรอบงบประมาณ เพื่อรองรับการดำเนินโครงการอินเตอร์เน็ตประชารัฐ หรืออินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน ซึ่งถือเป็นโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลตามนโยบายของรัฐบาล วงเงินราว 9,468 ล้านบาท โดยทีโอทีต้องจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ตามระเบียบพัสดุของทีโอทีอย่างเคร่งครัด สำหรับการอนุมัติกรอบงบประมาณในการดำเนินการครั้งนี้ เพื่อมิให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการทำงาน หลังได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะได้ดำเนินการได้ทันที เนื่องจากมีเวลาเพียง 1 ปี ในการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆตามหมู่บ้านจำนวน 28,000 หมู่บ้าน นับตั้งแต่วันลงนามในสัญญา

ทั้งนี้ การเตรียมการดังกล่าวของทีโอที เพื่อมิให้มีปัญหาความล่าช้า เช่นเดียวกับการดำเนินโครงการติดตั้งอินเตอร์เน็ตให้กับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ซึ่งทีโอที ได้ลงนามในการจัดซื้อจัดจ้างกับกระทรวงดิจิทัลฯมาตั้งแต่เดือน มี.ค.59 ทีโอทีต้องติดตั้งอินเตอร์เน็ตให้ กศน. จำนวน 10,000 แห่งทั่วประเทศ โดยจะต้องติดตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากมีปัญหาในการเสนอกรอบงบประมาณในการดำเนินการ และขบวนการ
จัดซื้อจัดจ้างที่ทำให้ล่าช้ามาก และทีโอทีต้องจ่ายค่าปรับให้กระทรวงดิจิทัลฯตามสัญญาด้วย.

 

จับตลาดนักเที่ยวไฮเอนด์จีน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/734170

 

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬากล่าวว่า ได้หารือเบื้องต้นกับนายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ เรื่องความร่วมมือในการส่งเสริมตลาดคุณภาพจากจีนตามแนวนโยบายของรัฐบาล โดยที่นกแอร์แสดงเจตจำนงช่วยทำการตลาดและประชาสัมพันธ์ถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย เชื่อว่าจะเป็นการช่วยขยายตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพมากขึ้น เนื่องจากตามแผนของสายการบินที่นำเสนอมา จะมีการขยายเส้นทางจากเมืองรองในจีนมากขึ้น ซึ่งกลุ่มเหล่านี้มีเศรษฐกิจและการเติบโตสูง

ด้านนายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินนกแอร์ กล่าวว่า การปราบทัวร์ศูนย์เหรียญขณะนี้ ไม่กระทบต่อธุรกิจของสายการบินนกแอร์และนกสกู๊ต เนื่องจากไม่มีลูกค้าภายใต้เครือข่ายดังกล่าวใช้บริการ แต่เห็นว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนมีศักยภาพสูง จึงต้องการช่วยผลักดันส่งเสริมผ่านการจัดทำแพ็กเกจทัวร์ระดับไฮเอนด์ โดยทำตลาดผ่าน 5 เมืองหลักที่นกสกู๊ต มีเส้นทางบินอยู่ ได้แก่ ชิงเต่า, นานกิง, เทียนจิน, เสิ่นหยาง และฉงชิ่ง ซึ่งหากภาครัฐให้ความร่วมมือ จะได้วางแผนสร้างการรับรู้และดึงตลาดใช้จ่ายสูงมาไทยจากเมืองรองต่างๆ เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ สายการบินนกแอร์จะเปิดเที่ยวบินประจำจากกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) ไปคุนหมิง และกวางโจว เดือน พ.ย.นี้ และเปิดเส้นทางใหม่อีก 3-4 เมืองสู่จีนด้วย เพราะเชื่อมั่นในความต้องการของตลาดที่จะไม่กระทบจากปัญหาปราบทัวร์ศูนย์เหรียญแน่นอน “ตลาดจีนที่ผ่านมามีอัตราเติบโตต่อเนื่อง สังเกตจากอัตราบรรทุกเฉลี่ยของนกสกู๊ตกว่า 70-80% เป็นลูกค้าจากจีนเกือบทั้งหมด และใช้เครื่องบิน ขนาดใหญ่ 415 ที่นั่ง และแนวโน้มลูกค้าเป็นกลุ่มที่จับจ่ายในระดับสูง ดังนั้น ภายใต้แผนการเจาะตลาดไฮเอนด์ครั้งนี้จึงนำร่องด้วยการทดสอบตลาดบางเมืองก่อน เช่น ชิงเต่า ที่เข้าไปเปิดตลาดระยะหนึ่งแล้ว และค่อยขยายตลาดไฮเอนด์ไปอีก 4 เมือง”.

 

นักธุรกิจกาญจน์ ระดม 4พันล. สร้างโรงแรมห้องเกมรูม พัฒนาชายแดนทิกิ-ทวาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ย. 2559 21:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/733849

 

นักธุรกิจกาญจน์ ระดมทุน 4,000 ล้าน สร้างโรงแรมห้องเกมรูม เริ่มพัฒนาเมืองชายแดนทิกิ-ทวาย ตรงข้ามด่านพุน้ำร้อน กาญจนบุรี

ความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนบ้านพุน้ำร้อน ที่ด่านผ่านแดนถาวรบ้านพุน้ำร้อน หมู่ 9 ต.บ้านเก่า อ.เมืองกาญจนบุรี เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 ก.ย. 2559 นายชัยยุทธ วัฒโณ ประธานบริหารเครือสยามวัฒนกิจกรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัท สยามวัฒนกิจ จำกัด ได้ร่วมมือกับ บริษัท โคโค่ไลฟ์เฮาท์ จำกัด (เมียนมา) และ บริษัท โนเบิ้ลปริ๊นซ์ จำกัด (KNU.) พัฒนาพื้นที่หน้าด้านชายแดนบ้านทิกิ ตรงข้ามด่านชายแดนบ้านพุน้ำร้อน โดยได้รับอนุญาตให้พัฒนาที่ดิน จำนวน 50 เอเคอร์ หรือ ประมาณ 125 ไร่ โดยโครงการดังกล่าว ได้มีการบันทึกข้อตกลงสามฝ่ายที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลพม่า และกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง KNU ให้ดำเนินการร่วมกัน


นายชัยยุทธ กล่าวต่อว่า โครงการพัฒนาเมืองหน้าด่านทิกิ ได้เริ่มลงมือดำเนินการคืบหน้ามากพอสมควร โดยขณะนี้ เริ่มก่อสร้างสถานีขนส่งและอาคารศูนย์การค้าสินค้าปลอดภาษี และเตรียมสร้างโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่จะมีการสร้างเพื่อรองรับการอนุญาตขอประกอบกิจการเกมรูม กับสถานบันเทิงต่างๆ อีกด้วย โดยใช้การลงทุน ประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าใช้เวลาในการก่อสร้าง ประมาณ 2 ปี ที่จะสอดคล้องกับการพัฒนาเร่องสาธารณูปโภคพื้นที่ฐาน เช่น ไฟฟ้า ที่รอการซื้อขายนำเข้าไฟฟ้าจาก กฟภ. ที่มีการดำเนินการยื่นคำร้องขออนุญาตซื้อขายไฟฟ้าจากไทยไปยังเมืองทิกิต่อไป

 

สสว.จัดงานโชว์สุดยอด SMEs จังหวัด 29 ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ย. 2559 16:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/733775

 

สสว.เตรียมแถลงโชว์ความสำเร็จโครงการสุดยอด SMEs จังหวัด ในวันที่ 29 ก.ย.นี้ ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว โดยมี รมว.อุตสาหกรรม เป็น ปธ.ภายในงาน

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้กำหนดจัดงานแถลงผลความสำเร็จโครงการสุดยอดเอสเอ็มอีจังหวัด (SME Provincial Champions) ในวันที่ 29 ก.ย.นี้ ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ชั้น 1 โซน B ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป โดยมี นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มาเป็นประธานในการแถลงข่าว พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “แนวทางการส่งเสริม SMEs ในการก้าวสู่ Thailand 4.0”

นอกจากนี้ ภายในงานจะยังมีการแสดงผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการที่ได้รับความสำเร็จกว่า 30 ผลิตภัณฑ์ และยังมีการเสวนาเรื่องการตลาดออนไลน์ และการลงทุนในตลาดต่างประเทศ ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ภายในงานสามารถเข้าชม และร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่เวลา 10.30–21.00 น.

 

เติมสมบูรณ์สู่แหล่งน้ำ อีสท์วอเตอร์ผุดโครงการจิตอาสา ดูแลระบบนิเวศระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ย. 2559 16:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/733834

 

อีสท์ วอเตอร์ ฉลองครบรอบ 24 ปี ผนีกกำลังหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ ผุดโครงการคืนความสมดุลให้ระบบนิเวศ รวมพลังคนจิตอาสาร่วมรักษ์ป่ารักษ์น้ำ…

นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ เปิดเผยว่า ในฐานะหน่วยงานดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ บริษัทจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างป่าต้นน้ำ ซึ่งปัจจุบันถูกทำลายเสื่อมโทรมลงไปมาก โดยในโอกาสครบรอบ 24 ปี บริษัทจึงได้จัดกิจกรรมเชิงนิเวศขึ้นในวันอนุรักษ์แม่น้ำคูคลองแห่งชาติ เพื่อหาแนวร่วมช่วยกันเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำ และคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศ บริเวณอ่างเก็บน้ำประแสร์ อันเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของจังหวัดระยอง ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ถือว่าได้รับความการตอบรับเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ อีสท์ วอเตอร์ ได้จัดกิจกรรมเชิงนิเวศน์ “รวมพลคนจิตอาสา ร่วมรักษ์ป่ารักษ์น้ำ” ในโอกาสครบรอบ 24 ปี การดำเนินงานของอีสท์ วอเตอร์ โดยร่วมกับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ กรมชลประทาน รวมพลังหน่วยงานราชการ เอกชน และพันธมิตรทางธุรกิจของบริษัท รวมถึงประชาชนในพื้นที่กว่า 800 คน ร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติผ่านกิจกรรมปลูกต้นไม้ และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกลับคืนสู่อ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง

“ภายหลังจากการปลูกต้นไม้ในวันนี้ อีสท์ วอเตอร์ มีแผนดูแลและบำรุงรักษาต้นไม้เหล่านี้ให้เจริญเติบโต ร่วมกับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ต่อไป ซึ่งเราจะจัดกิจกรรมเชิงนิเวศน์เช่นนี้ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีเพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของภาคตะวันออกให้คงอยู่ นั่นคือหนึ่งในความมุ่งมั่นและตั้งใจของอีสท์ วอเตอร์ ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับการอนุรักษ์แหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างยั่งยืน” นายจิรายุทธ กล่าว

นายพรชัย พ้นชั่ว ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นความร่วมมือด้านการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกับอีสท์ วอเตอร์ เป็นครั้งแรก ถือเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าและแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมโดยรวม สิ่งสำคัญสูงสุดคือเป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ทรงให้ความสำคัญและเสด็จทรงงานด้านนี้มาโดยตลอด

สำหรับกิจกรรม “รวมพลคนจิตอาสา ร่วมรักษ์ป่ารักษ์น้ำ ในโอกาสครบรอบ 24 ปี อีสท์ วอเตอร์” ในครั้งนี้มีเป้าหมายปลูกต้นไม้จำนวน 2,050 ต้น และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 77,000 ตัว ในพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำประแสร์ รวมเนื้อที่กว่า 6 ไร่ ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ กรมชลประทาน ให้ใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์สู่แหล่งน้ำและรักษาสมดุลให้กับระบบนิเวศ นอกจากนี้ นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อีสท์ วอเตอร์ ยังได้มอบทุนการศึกษาจำนวน 1 ล้านบาท แก่มูลนิธิน้ำเพื่อการศึกษาอำเภอวังจันทร์ โดยมี นายปรีชัย ชุ่มบุญยืนยง ประธานมูลนิธิน้ำเพื่อการศึกษาอำเภอวังจันทร์ เป็นผู้แทนรับมอบ.

 

ไทยสมายล์ เปิดเส้นทางบินใหม่ สู่ 4 เมืองสำคัญแดนภารตะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.ย. 2559 18:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732974

 

สายการบินไทยสมายล์ บุกตลาดอินเดีย เปิดเส้นทางบินใหม่ เที่ยวบินระหว่าง กรุงเทพฯ-คยา พาราณสี ชัยปุระ อาเมดาบัดและลัคเนา เริ่มทำการบินสู่ คยาและพาราณสี 1 ต.ค.59 เป็นต้นไป …

วันที่ 24 ก.ย.59 นายวรเนติ หล้าพระบาง รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ สายการบินไทยสมายล์ ได้เริ่มบุกตลาดอินเดีย เปิดเส้นทางบินใหม่ เที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ-คยา พาราณสี ชัยปุระ อาเมดาบัดและลัคเนา ประเทศอินเดีย โดยจะเริ่มทำการบินสู่คยาและพาราณสี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป โดย เที่ยวบิน กรุงเทพฯ-ชัยปุระ จะเริ่มทำการบินในวันที่ 15 พฤศจิกายน ขณะที่ เที่ยวบิน กรุงเทพฯ-ลัคเนา จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไป

การเปิดเส้นทางใหม่ครั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทั้งชาวอินเดียและชาวไทย ที่ต้องการเดินทางระหว่างประเทศไทยและอินเดีย รวมถึงจุดหมายอื่นๆ ด้วยความสะดวกสบาย ไร้รอยต่อ เพื่อร่วมพิธีทางศาสนา ประกอบธุรกิจและพักผ่อนหย่อนใจ

“การเปิดเส้นทางบินใหม่สู่ 5 เมืองในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญในเชิงยุทธศาสตร์สำหรับเราในภาคพื้นชมพูทวีป ทั้งนี้ สายการบินไทยสมายล์กำลังดำเนินโครงการเพื่อขยายการเติบโตที่จะพัฒนาเครือข่ายเชื่อมโยงเส้นทางระหว่างประเทศให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยไทยสมายล์มั่นใจว่า การให้บริการที่เป็นเลิศของสายการบิน จะทำให้สายการบินไทยสมายล์ ขึ้นเป็นผู้นำตลาดในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อขึ้นสู่สายการบินยอดนิยมประจำภูมิภาคเอเชีย ดังนั้น สายการบินจึงเดินหน้าขยายเส้นทางบินระหว่างประเทศ และเพิ่มความถี่สำหรับเที่ยวบินให้มากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสาร” นายวรเนติ กล่าว

 

คลังสรุปเสียหายจำนำข้าว 1.78 แสนล. ‘ปู’ อ่วม ต้องชดใช้ 3.57 หมื่นล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.ย. 2559 17:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/733000

 

คลัง ปิดบัญชีความเสียหายคดีจำนำข้าว 1.78 แสนล้าน ในส่วน “ยิ่งลักษณ์” ต้องชดใช้ 3.57 หมื่นล้าน เหตุจงใจที่ไม่ระงับยับยั้งต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และไม่ทบทวนโครงการ ชี้หากไม่เห็นด้วย สามารถยื่นศาลปกครอง ขอเพิกถอนยกเลิกคำสั่ง…

วันที่ 24 ก.ย.59 นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง เปิดเผยว่า ได้สรุปความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พบว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นทั้งหมด 1.78 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ในมาตราที่ 8 ระบุว่าในกรณีที่การละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคน มิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ และเจ้าหน้าที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น จึงส่งผลทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นคิดเป็น 20% ของความเสียหายทั้งหมดของโครงการ หรือคิดเป็นมูลค่า 3.57 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมาตนได้ลงนามในหนังสือสรุปรับรองความเสียหายไปแล้ว ถือว่าสิ้นสุดความรับผิดชอบในส่วนของตน

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะส่งข้อมูลให้กระทรวงการคลัง และสำนักนายกรัฐมนตรีพิจารณาลงนาม เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ขณะที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ หากไม่เห็นด้วย สามารถยื่นศาลปกครองขอเพิกถอนยกเลิกคำสั่งดังกล่าวได้ แต่หากไม่มีการยื่นขอเพิกถอนคำสั่ง จะเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์ต่อไป

ส่วนประเด็นที่มีการนำนโยบายรับจำนำข้าวมาเป็นนโยบายหาเสียงนั้น ไม่ได้ถือว่าเป็นความผิด เนื่องจากยังไม่มีการทำให้เกิดความเสียหาย แต่เป็นความผิดที่เกิดขึ้นในด้านผู้บังคับบัญชาในการเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งมีหน้าที่ต้องระมัดระวังความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ส่วนความรับผิดชอบอีก 80% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมดนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องรับไปดำเนินการซึ่งต้องเร่งยื่นเรื่องดำเนินการ ตามกฎหมายภายใน ก.พ. 2560 ซึ่งคดีนี้มีอายุความ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2554-2564

“ตัวเลขความเสียหายที่ออกมาอาจจะไม่ตรงกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าวที่มีนายจิรชัย มูลทองโร่ย เป็นประธานได้สรุปความเสียหายในโครงการดังกล่าวไว้ที่ 2.8 แสนล้านบาท เนื่องจากกระบวนการในการพิจารณาความเสียหายแตกต่างกัน”

สำหรับการพิจารณาความเสียหายในครั้งนี้ เป็นการพิจารณาความเสียหายเฉพาะ 2 โครงการ คือ โครงการรับจำนำข้าว ฤดูกาลผลิต ปี 55/56 และ 56/57 จากทั้งหมด 4 โครงการ เนื่องจากในช่วงที่มีการดำเนินโครงการนั้น ได้มีหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งหนังสือเตือนถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในลักษณะชี้แนะให้ทราบถึงประเด็นปัญหา และหาแนวทางป้องกันแก้ไข

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้ทำหนังสือชี้แจงและเสนอความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินโครงการ ดังกล่าวว่าอาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณ 2 แสนล้านบาท และการกู้เงินถึง 4 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่แน่ชัดว่าโครงการเกิดความเสียหายแล้ว ซึ่งตามวินัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องมีการท้วงติงหรือสั่งระงับโครงการ แต่กลับไม่ดำเนินการยับยั้ง รวมถึงคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ก็ได้ชี้แจงไปยังรัฐบาลในขณะนั้นว่าโครงการรับจำนำข้าวจะทำให้เกิดความเสียหาย โดยจากประเด็นดังกล่าวเป็นเหตุผลทำให้เข้าใจว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จงใจให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวทั้ง 2 โครงการ