ดรากอนแอร์รีแบรนด์ ผนึกสายการบินแม่เพิ่มพลังแข่งขัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.ย. 2559 12:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732830

 

“ดรากอนแอร์” รีแบรนด์เป็น “คาเธ่ย์ ดรากอน” ผนึก “คาเธ่ย์ แปซิฟิค” เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ขณะที่เส้นทางบินจากไทยอัดโปรสู้คู่แข่ง…

น.ส.อากาธ่า ลี ผู้จัดการประจำประเทศไทย สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค กล่าวว่า ไทยเป็นตลาดสำคัญและขอบคุณผู้โดยสารชาวไทยที่ให้การสนับสนุนมาตลอด แม้ว่าต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในการทำธุรกิจ โดยเรายังคงมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างความแข็งแกร่งให้เครือข่ายการบิน การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้โดยสารจะได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ยอดเยี่ยมภายใต้ปรัชญา “Life Well Travelled”

ทั้งนี้ คาเธ่ย์ แปซิฟิคลงทุนในผลิตภัณฑ์และบริการมากมายเพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่ยอดเยี่ยมให้แก่ผู้โดยสารด้วยการขยายเครือข่ายฝูงบินทันสมัยและประหยัดพลังงาน รวมทั้งความมุ่งมั่นในการมอบบริการเหนือระดับแก่ผู้โดยสารตั้งแต่ก่อนออกเดินทางไปจนถึงการบริการบนเที่ยวบิน โดยรับมอบเครื่องบินแอร์บัสรุ่น A350-900s
จำนวน 22 ลำแรกในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างนี้จนถึงปี 2563 จะรับมอบเครื่องบินแอร์บัสรุ่น A350XWB จำนวนทั้งหมด 48 ลำ

สำหรับเครื่องบิน A350 รุ่นใหม่ที่ประหยัดพลังงานนี้ มาพร้อมเทคโนโลยีและดีไซน์ที่ทันสมัย ยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารในทุกระดับชั้น ห้องโดยสารได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถใช้เวลาและพื้นที่ได้ตรงตามความต้องการมากขึ้นไม่ว่าจะเพื่อการทำงานหรือเพื่อการผ่อนคลาย นอกจากที่นั่งและระบบความบันเทิงรูปแบบใหม่แล้วยังมีการติดตั้งอินเทอร์เน็ตบนเที่ยวบินด้วย

น.ส.อากาธ่า กล่าวต่อว่า เรามุ่งมั่นสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายการบินเพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสาร ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2557 ได้เปิดเส้นทางบินใหม่สู่เมืองแมนเชสเตอร์ ซูริก บอสตัน ดึสเซลดอร์ฟ มาดริดและสนามบินแกตวิค กรุงลอนดอน รวมถึงเพิ่มเที่ยวบินสู่จุดหมายปลายทางยอดนิยมทวีปอเมริกาเหนือ
โดยสายการบินจะเพิ่มเที่ยวบินไปยังนครบอสตันจาก 4 เที่ยวบินเป็น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และแวนคูเวอร์จาก 14 เที่ยวบินเป็น 17 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ในเดือน มี.ค. 2560

ขณะที่เดือน พ.ค. ยังได้เปิดให้บริการห้องรับรองผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจในท่าอากาศยานนานาชาติแวนคูเวอร์ โดยใช้แนวทางการออกแบบเดียวกันกับห้องรับรอง ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ สนามบินฮาเนดะกรุงโตเกียว สนามบินในกรุงมะนิลาและสนามบินในกรุงไทเป นอกจากนี้ ห้องรับรองผู้โดยสารชั้นธุรกิจ เดอะ เพียร์ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง ได้รับการปรับปรุงเมื่อเดือน มิ.ย. และกลายเป็นห้องรับรองผู้โดยสารที่ใหญ่ที่สุดของสายการบิน และยังเตรียมเปิดให้บริการห้องรับรองผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจแห่งใหม่ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติฮีทโธรว์ กรุงลอนดอน ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

ผู้จัดการประจำประเทศไทย สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค กล่าวต่อว่า คาเธ่ย์ แปซิฟิค ได้พัฒนาระบบการจัดการเดินทางแบบออนไลน์ หรือ E-Journey รูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโมบายล์ แอพพลิเคชั่นที่มีเวอร์ชั่นภาษาไทย การซื้อบัตรโดยสารและการเช็กอินออนไลน์ รวมไปถึงการรับ e-boarding pass บนโทรศัพท์มือถือเพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุดให้แก่ผู้โดยสารชาวไทยตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อบัตรโดยสารไปจนถึงการเช็กอิน

ขณะเดียวกันสายการบิน ดรากอนแอร์ซึ่งเป็นสายการบินในเครือของคาเธ่ย์ แปซิฟิค จะเปลี่ยนชื่อเป็นคาเธ่ย์ ดรากอน ซึ่งการรีแบรนด์ครั้งนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของทั้ง 2 สายการบินและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับคาเธ่ย์ แปซิฟิค กรุ๊ป รวมถึงมอบประสบการณ์การเดินทางที่ยอดเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอให้แก่ผู้โดยสาร

อย่างไรก็ตาม คาเธ่ย์ แปซิฟิคและดรากอนแอร์ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศไทยและฮ่องกงจำนวนสูงสุด โดยคาเธ่ย์ แปซิฟิคให้บริการเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพ-ฮ่องกงจำนวน 63 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และดรากอนแอร์ให้บริการเที่ยวบินภูเก็ต-ฮ่องกง 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และเที่ยวบินระหว่างเชียงใหม่-ฮ่องกง 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยผู้โดยสารสามารถเชื่อมต่อสู่จุดหมายปลายทางกว่า 200 เส้นทางทั่วโลก ซึ่งเพื่อความสะดวกสบายและความคุ้มค่าในการเดินทาง สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค และดรากอนแอร์ ยังได้นำเสนอบัตรโดยสารราคาพิเศษกับโปรโมชั่นในหลากหลายเส้นทางยอดนิยมอีกด้วย.

 

‘พิชัย’ ย้อน ‘สมคิด’ ดูการเติบโตของเพื่อนบ้าน ก่อนบอก ศก. ไทยฟื้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.ย. 2559 11:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732685

 

“พิชัย” แนะ “สมคิด” ดูการเติบโตของประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนบอกไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่ทำได้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงอย่างต่อเนื่อง ยากกว่าการขยายตัวจากฐานเดิมที่ต่ำ ย้ำ เศรษฐกิจยังไม่ดี เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ถูกจุด …

วันที่ 24 ก.ย.59 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ดูแลเศรษฐกิจ ออกมาบอกว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 โตได้ 3.5% จากฐานปีก่อนๆ ที่ต่ำ เป็นประเทศเดียวในโลกที่ทำได้ ก็อยากให้นายสมคิด ได้ไปดูเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน ในไตรมาส 2 ที่โตสูงกว่าไทยมาก เช่น ลาว โต 7% เขมร โต 6.9% พม่า โต 8% เวียดนาม โต 5.6% อินโดนิเซีย โต 5.18% ฟิลิปปินส์ โต 7% มาเลเซีย โต 4% เป็นต้น ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ ปีก่อนๆ ก็โตกว่าไทยมาก นายสมคิดน่าจะทราบดีว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยมาจากฐานที่ต่ำมากในปีก่อนๆ ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ควรภูมิใจ เพราะการจะทำให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวสูงอย่างต่อเนื่องทุกปีแบบประเทศเพื่อนบ้านทำได้ยากกว่ามาก โดยไอเอ็มเอฟ บอกเลยว่า ไทยยังโตต่ำกว่าศักยภาพมาก

อีกทั้งล่าสุด ไอเอ็มเอฟยังห่วงอีกว่า การลงทุนในภาคเอกชน ทั้งในประเทศและจากต่างประเทศของไทยหดหายไปมาก และจะเป็นปัญหาในอนาคต ซึ่งตรงกับที่ตนเคยเตือนมาโดยตลอด และเห็นด้วยว่า การช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานรากเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อช่วยเหลือประชาชนส่วนใหญ่ และอยากให้มีแผนงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อเพิ่มรายได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เศรษฐกิจจะไม่สามารถขยายตัวตามศักยภาพและต่อเนื่องได้เลย ถ้ากลจักรทางเศรษฐกิจยังไม่สามารถขับเคลื่ยนได้ครบโดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกที่มีสัดส่วนของจีดีพีสูงและยังไม่มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวแต่อย่างใด โดยกระทรวงการคลังเริ่มกังวลว่าเศรษฐกิจเริ่มแผ่วแล้ว และธนาคารแห่งประเทศก็ห่วงว่าเศรษฐกิจอาจจะโตไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้

ดังนั้น จึงอยากให้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล เร่งแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดโดยด่วน อย่าหลงคิดว่าเศรษฐกิจฟื้นแล้ว และใครก็ตามที่บอกว่าเศรษฐกิจดีแล้วก็อยากให้ไปสอบถามประชาชนส่วนใหญ่ เพราะหากดูจากทุกผลการสำรวจ จะพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่อยากให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก

 

ผู้ค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปรับทัพใหม่ ลั่นยึดหลักบรรษัทภิบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.ย. 2559 09:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732630

 

ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ ประเทศไทย แต่งตั้งนายคาน บาเรา เป็นผู้จัดการทั่วไปคนใหม่กรุงเทพฯ ลั่นดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักบรรษัทภิบาล…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด (DMHT) ผู้ประกอบธุรกิจด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ จอนห์นนี่ วอล์คเกอร์ แต่งตั้ง นายคาน บาเรา เป็นผู้จัดการทั่วไปคนใหม่ ต่อจากนางเจน ฮาร์วีย์ โดยนายคานเริ่มทำงานกับดิอาจิโอในปี พ.ศ. 2556 จนได้รับแต่งตั้งให้มาประจำที่ประเทศไทย

ทั้งนี้ นายคานมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์หลากหลาย ผ่านการทำงานกว่า 19 ปี ในตำแหน่งด้านการขาย การตลาด และการบริหารทั่วไปกับบริษัทข้ามชาติชั้นนำทั้งในประเทศตุรกีบ้านเกิด และในภูมิภาคคอเคซัส ทั้งนี้ในฐานะผู้จัดการทั่วไปคนใหม่ของ DMHT นายคานจะเป็นผู้กำหนดทิศทางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ วางนโยบายและแผนงานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ยิ่งไปกว่านั้นจะสานต่อความมุ่งมั่นของ DMHT ในการดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักบรรษัทภิบาล เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมไทย.

 

ชูศักยภาพไทย “อมาธารา” เปิดตลาดท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.ย. 2559 09:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732614

 

อมาธารา เวลเนส รีสอร์ต ภูเก็ต จับมือ รพ.กรุงเทพภูเก็ตและสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส รุกตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หวังผลักดันไทยที่มีศักยภาพผงาดบริการท่องเที่ยวด้านสุขภาพชั้นนำแห่งเอเชีย…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อมาธารา เวลเนส รีสอร์ต ภูเก็ต รีสอร์ตให้บริการด้านสปาและเวลเนส ได้ลงนามความร่วมมือกับโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต พัฒนาโปรแกรมการบริการด้านเวลเนสและสุขภาพแบบองค์รวมอย่างครบวงจรโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและโปรแกรมการดูแลและส่งเสริมสุขภาพดี ครอบคลุมทั้งแผนการบริการด้านสุขภาพแบบบูรณาการ พร้อมประกาศความร่วมมือกับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส มอบสิทธิพิเศษในการเดินทางแก่ลูกค้า โดยเป็นครั้งแรกในภูมิภาคที่มีการลงนามระหว่างเวลเนสรีสอร์ตกับโรงพยาบาลและสายการบินชั้นนำ เพื่อผลักดันประเทศไทยเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวด้านสุขภาพชั้นนำแห่งเอเชีย

น.ส.ปรารถนา ปุณณกิติเกษม กรรมการผู้จัดการ อมาธาราอะ เดสทิเนชั่น สปา จำกัด กล่าวว่า อมาธาราเวลเนสรีสอร์ต ร่วมกับโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต นำเสนอทางเลือกใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ ด้วยการร่วมกันพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมและดูแลสุขภาพแบบองค์รวม มุ่งเน้นด้านการดูแลสุขภาพสมอง การดูแลส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมทั้งกายใจจิต และการชะลอวัยอย่างครบวงจร เริ่มตั้งแต่การดูแลตรวจสุขภาพสมองภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์ระดับสากล การให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพ แผนโภชนาการหลังการรักษา การพักผ่อนพร้อมทำทรีตเมนต์และให้ความรู้ไลฟ์สไตล์เพื่อป้องกันโรคและเสริมสร้างให้มีสุขภาพดีปราศจากโรคภัยต่างๆ

นอกจากนั้น อมาธารา ยังพร้อมมอบความสะดวกสบายให้แก่คนไข้ของทางโรงพยาบาลที่ต้องการพักฟื้นหลังการรักษา หรือพักผ่อนหลังการตรวจสุขภาพ ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายริมทะเลภูเก็ตด้วยบริการชั้นเลิศและความสะดวกสบายสูงสุด เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย ให้เป็นไปในรูปแบบบูรณาการมากยิ่งขึ้น รวมถึงยังมีแผนที่จะร่วมกันพัฒนาโปรแกรมป้องกันโรคเกี่ยวกับสมอง โปรแกรมเวลเนสรีทรีต โปรแกรมชะลอวัย และโปรแกรมเพื่อการนอนอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคตเพิ่มเติมอีกด้วย

น.ส.ปรารถนา ก่าวต่อว่า อมาธารา เวลเนส รีสอร์ต ยังได้ร่วมมือกับ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เพื่อให้นักท่องเที่ยวและลูกค้าของอมาธาราและบางกอกแอร์เวย์ส ได้รับสิทธิพิเศษมากมายในการเดินทางท่องเที่ยว โดยความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรชั้นนำทั้งสองแห่งนี้ จะช่วยให้อมาธาราสามารถมอบประสบการณ์การพักผ่อนได้หลากหลายรูปแบบ พร้อมด้วยข้อเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ทำให้ผู้มาเยือนได้รับความสะดวกสบาย คุ้มค่า และสัมผัสกับบริการที่ดีที่สุดในเอเชีย ทั้งในด้านการเดินทาง การตรวจสุขภาพ การบำบัดสุขภาพ และการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม และยังเป็นการส่งเสริมมาตรฐานธุรกิจโรงแรมและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของ จ.ภูเก็ตให้ดีขึ้น ยกระดับมาตรฐานด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย พร้อมทั้งดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งนี้ อมาธาราวางเป้าหมายในการก้าวขึ้นเป็น Top 5 Wellness Destination ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลักดันมาตรฐานเวลเนสไทยไปสู่ระดับสากล พร้อมๆ กับการส่งเสริมกลุ่มตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทยให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น.

 

เกร็ง! กันทั่วจัดถก พ.ร.บ.หลักทรัพย์ใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732549

 

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์กล่าวว่า ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลายแห่งมีความกังวลเรื่องการให้หรือการเปิดเผยข้อมูลต่างๆแก่นักลงทุนว่าอาจเข้าข่ายกระทำความผิดตามร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฉบับแก้ไขใหม่ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากยังเป็นเรื่องใหม่ โดยที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ได้หารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของผู้บริหาร บจ. เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจร่วมกัน อย่างไรก็ตามตลาดหลักทรัพย์ยืนยันว่าจะยังมีการจัดกิจกรรมบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุนและจัดโรดโชว์ต่อไป

ด้านนางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (โบรกเกอร์) เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้าสมาคมโบรกเกอร์ได้เชิญตัวแทนสำนักงาน ก.ล.ต. มาให้ข้อมูลและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ใหม่ แก่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของโบรกเกอร์ทุกแห่ง เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง โดยฝั่งโบรกเกอร์มีความกังวลในเรื่องการปฏิบัติงานของนักวิเคราะห์ ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพราะวิชาชีพการวิเคราะห์คือการมองไปข้างหน้า บนพื้นฐานข้อมูลปัจจุบันและแผนงานอนาคต ซึ่งทางสมาคมนักวิเคราะห์จะจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานของนักวิเคราะห์ ว่าการวิเคราะห์นั้นใช้ข้อมูลและสมมติฐานอะไรบ้างเพื่อให้ ก.ล.ต.พิจารณา และทำความเข้าใจตรงกันว่า วิเคราะห์อย่างไรไม่ผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ใหม่.

 

เศรษฐกิจไทยยังน่าห่วง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732544

 

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงิน เปิดเผยว่า จากการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยล่าสุดของ ธปท.ในภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวดีขึ้น โดย ธปท.ได้ปรับขึ้นการประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้จากคาดว่าจะขยายตัว 3.1% ในการประมาณการครั้งก่อน เป็น 3.2% ในการประมาณการครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยลบที่ต้องติดตามเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกเหนือจากภาคการส่งออกที่เป็นตัวบั่นทอนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด

โดยในส่วนของปัจจัยในประเทศนั้น ธปท.ประเมินว่า การอุปโภคบริโภคในระยะต่อไปแม้ภาพรวมจะขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่การขยายตัวจะชะลอลงจากไตรมาสที่ 2 หากรัฐบาลไม่มีมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติม เชื่อว่าความเชื่อมั่นในการบริโภคของเอกชนยังคงลดลง นอกจากนั้น จากการประเมิน ธปท.ยังพบว่า ภาคเอกชนขนาดกลางและเล็กของไทยมีความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลงในทางลบ (Shock) ได้น้อยกว่าที่คาดไว้ ทำให้หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น ซึ่ง ธปท.จะติดตามกรณีนี้อย่างต่อเนื่อง สำหรับภาคการลงทุน ในส่วนของการลงทุนภาครัฐ ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ซึ่ง ธปท.อยากเห็นการลงทุนเพิ่มขึ้นในส่วนของรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนตรงกันข้ามกับภาครัฐ โดยการลงทุนยังอยู่ในระดับต่ำ และมีเอกชนจำนวนหนึ่งซึ่งยังคงชะลอการลงทุนออกไปต่อเนื่อง นอกจากนั้น หากดูภาพรวมของเศรษฐกิจโลก ธปท.ได้ปรับลดประมาณการการขยายตัวของประเทศเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจหลักในปีนี้และปีหน้าลงเกือบทุกประเทศ โดย ธปท.ปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปีนี้ลงเหลือ 3% จาก 3.2%.

 

ไฟเขียว ธ.ก.ส.ช่วยไร่มัน พักหนี้-ปล่อยกู้ฉุกเฉินเสริมสภาพคล่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732540

 

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) เมื่อวันที่ 22 ก.ย.59 มีมติจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า พิจารณาอนุมัติมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ได้แก่ มาตรการพักชำระหนี้เงินต้นให้แก่ผู้ปลูกมันสำปะหลัง เป็นเวลา 24 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.59-31 ส.ค.61 วงเงิน 1,200 ล้านบาท ครอบคลุมเกษตรกร 500,000 ราย ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะชดเชยดอกเบี้ยให้ 1.5% และรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 1.5%

นอกจากนี้ จะเสนอให้พิจารณาอนุมัติให้ ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อเกษตรกร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน และเพิ่มสภาพคล่อง จำนวน 500,000 ราย รายละไม่เกิน 20,000 บาท รวมวงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท โดยคิดดอกเบี้ย 0.5% ต่อเดือน หรือหากกู้เต็มวงเงิน 20,000 บาท จะชำระดอกเบี้ยเพียงเดือนละ 100 บาท กำหนดชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน ซึ่งเกษตรกรที่ยังไม่เคยกู้เงินจาก ธ.ก.ส.ก็ขอกู้ในส่วนนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้เป็นต้น เพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนในช่วงที่ชะลอการขุดหัวมันไปขาย รวมถึงจะเสนอเห็นชอบให้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้ามันสำปะหลัง ตรวจสอบสุขอนามัยพืช ป้องกันลักลอบนำเข้า ดึงมันสำปะหลังออกสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยกรมการค้าต่างประเทศและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะร่วมมือกัน นำผู้ประกอบการ ผู้นำเข้าจากต่างประเทศ มาเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย เพื่อกระจายมันสำปะหลังไปยังประเทศที่มีความต้องการใช้มัน เช่น อินเดีย สำหรับ 3 มาตรการที่ นบมส.อนุมัติไปก่อนหน้าจะเสนอให้ ครม.อนุมัติดำเนินการเร็วขึ้นเป็นการเริ่มต้นโครงการ 15 ต.ค.59-31 ธ.ค.62 จากเดิมเริ่ม 1 ธ.ค.59-31 ธ.ค.62 ได้แก่ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพเพาะปลูกมันสำปะหลังในระบบน้ำหยด เป็นต้น.

 

ไปรษณีย์บริการส่งเช้ารับบ่าย สนองผู้บริโภคยุคสังคมดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732530

 

ซื้อ-ขายออนไลน์โตไม่หยุดฉุดไม่อยู่

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันการค้าขายผ่านออนไลน์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไปรษณีย์ไทยต้องพัฒนารูปแบบการให้บริการเพื่อสนองตอบความต้องการของลูกค้าและสอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของรัฐบาล ล่าสุดได้เปิดให้บริการ เซม เดย์ โพสต์ (Same Day Post) เพื่อบริการจัดส่งสิ่งของด่วนภายในวันเดียว โดยส่งของเช้าสามารถรับของบ่ายภายในเวลา 18.00 น. ในเบื้องต้นได้เปิดให้บริการเซม เดย์ โพสต์ใน กทม. ตั้งแต่วานนี้ (23 ก.ย.) เป็นต้นไป และจะทยอยเปิดให้บริการในหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต ในระยะต่อไป สำหรับในช่วง 8 เดือนของปีนี้ ไปรษณีย์ไทยมีรายได้รวม 16,728 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,450 ล้านบาท รายได้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14% โดย รายได้ 8 เดือนแรกของปีที่แล้วอยู่ที่ 14,446 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,698 ล้านบาท รายได้ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มบริการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มของการค้าขายออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ จากการเปิดให้บริการเซม เดย์ โพสต์ ได้มีผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซหลายรายได้ติดต่อขอใช้บริการ ซึ่งไปรษณีย์ไทยได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจเบื้องต้นกับบริษัท โอ้โห้ บายปูนิ่ม จำกัด ผู้จำหน่ายสินค้าออนไลน์รายใหญ่ในภาคเหนือ มียอดขายมากกว่า 1,000 ล้านบาท โดยโอ้โห้จะใช้บริการส่งสินค้าผ่านไปรษณีย์เพิ่มมากขึ้น จากเดิมวันละ 5,000 ชิ้นเพิ่มเป็นวันละ 10,000 ชิ้นได้ โดยไปรษณีย์จะมีรายได้จากการให้บริการบริษัทโอ้โห้ประมาณเดือนละ 1 ล้านบาท

น.ส.ศิรินทรา เส็งสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอ้โห้ กล่าวว่า การเช่าพื้นที่ศูนย์กระจายสินค้าและการใช้บริการส่งสิ่งของจากไปรษณีย์นั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการความรวดเร็ว เนื่องจากการค้าขายผ่านออนไลน์ หากระบบส่งสิ่งของดี รวดเร็ว ถือว่าตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดีในยุคดิจิทัล.

 

คลอดประชารัฐเพื่อสังคม รัฐเล็งออกพันธบัตรดูแลคุณภาพชีวิตเด็ก-สูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732525

 

“สมคิด” ผนึกกำลัง “หมอประเวศ” ตั้งคณะทำงานสานพลังประชารัฐเพื่อสังคม พัฒนาเด็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ มอบคลังศึกษาแนวทางออกพันธบัตรนำเงินไปใช้เพื่อสังคม ด้าน สสส.เสนอ 5 โมเดล ให้ภาคเอกชนร่วมดูแลสังคม

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมระดมความคิดเห็นในเวที “ประชารัฐเพื่อสังคม” โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมจากหลายหน่วยงานกว่า 100 คน เข้าร่วมว่า นโยบายประชารัฐตลอด 1 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นไปในด้านเศรษฐกิจจึงหารือร่วมกับนายประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้มีการเริ่มต้นนโยบายประชารัฐด้านสังคมอย่างจริงจัง ซึ่งมีหลายเรื่องที่ภาคเอกชนสามารถเข้ามาร่วมผลักดันได้

เช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข แต่ก็มีกำลังน้อย ขณะที่ภาคเอกชนมีกำลัง มีเครื่องมือ จึงอยากให้เข้ามามีส่วนร่วม

“ผลสรุปของที่ประชุม จะให้มีคณะทำงานสานพลังประชารัฐเพื่อสังคมขึ้นมาอีกหนึ่งคณะ รวมกับของเดิมเป็น 13 คณะ มี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานฝ่ายรัฐ และภาคราชการ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายเอกชน ขอให้นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ไปคัดเลือก ซึ่งนายอิสระเสนอว่า ต้องมีหลายคน และขอให้ตนเองและนายประเวศมาร่วมประชุมด้วยทุก 2 เดือน ส่วนภาคประชาสังคม ขอให้ สช.และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำเสนอรายชื่อมา โดยระหว่างนี้กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการที่เกี่ยวกับภาคสังคมเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทีละเรื่อง จากนั้นถ้าคณะกรรมการชุดนี้มีมาตรการใด ก็จะเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป เชื่อว่าเมื่อจัดระบบกลไกเข้าที่แล้ว ภายใน 1 ปีไม่ว่ารัฐบาลใดเข้ามาก็จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป ไม่สามารถหยุดได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมได้มีข้อเสนอเรื่องการสร้างระบบการคลังเพื่อสังคม ซึ่งนายสมคิดได้มอบหมายให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลังรับไปศึกษาการสร้างความเข้มแข็งกับภาคประชาชน และวิสาหกิจชุมชน ผ่านการออกพันธบัตรเพื่อสังคม โดยภาครัฐจะเข้ามารับประกันการออกพันธบัตร ส่วนภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนการซื้อพันธบัตร และได้รับเงินคืนเมื่อครบสัญญาพร้อมดอกเบี้ย เพื่อนำเงินไปใช้ในภาคประชาสังคม หรือกลุ่มเป้าหมายให้เกิดประโยชน์ ทั้งการพัฒนาสุขภาวะเด็กปฐมวัย ดูแลคนพิการ พัฒนาคุณภาพผู้สูงอายุ การลดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ และการดูแลผู้ยากจน ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีใช้อยู่แล้วกว่า 15 ประเทศทั่วโลก

นายประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า แนวทางประชารัฐเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งภาคเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมเป็นกลไกทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศได้ โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและเด็ก

“สิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่นี้เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนา จะต่างจากที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยมักออกจากอดีตไม่ได้ ทำให้ไปสู่อนาคตไม่ได้ แต่จากนี้ไปจะทำสิ่งใหม่ที่ง่ายกว่า คือการรวมตัวกันทำสิ่งใหม่ที่คิดไปถึงอนาคต ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จได้ เพราะอนาคตไม่มีจำเลย แตกต่างจากอดีตที่มีจำเลย และขณะที่การพัฒนาผู้สูงอายุต่อจากนี้ไป ใครที่อายุ 60 ปีแล้ว ก็ขอให้ทำงานต่อไปอีก 20 ปีเพราะการทำงานเรื่อยๆจะทำให้อายุยืนขึ้น”

นายสุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ความร่วมมือด้านสังคมที่จะประสานภาครัฐ ประชาสังคมและเอกชน มีกิจกรรมที่เสนอดังนี้คือ 1.การพัฒนาสุขภาวะเด็กปฐมวัย 2.การจ้างงานคนพิการ 3. การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ 4.การลดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ 5.การสร้างเครือข่ายเพื่อการแก้ปัญหาในพื้นที่ ทั้งนี้ มีข้อมูลว่าปัจจุบันผู้สูงอายุ 34.3% มีรายได้ต่ำกว่าเส้นยากจน หรือ 2,572 บาทต่อคนต่อเดือน และปัจจุบัน 1 ใน 10 ถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพัง และในอีก 12 ปีข้างหน้า จะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 14.4 ล้านคน ส่วนการใช้งบประมาณดูแลผู้สูงอายุในอนาคตจะยิ่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในปี 2606 รัฐจะต้องใช้งบสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลและการดูแลเพิ่มขึ้นจาก 523,726 ล้านบาท เป็น 18 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ จากโครงสร้างการบริโภคในปี 2554 ผู้สูงอายุต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 2.03 ล้านบาทต่อคน จึงจะเพียงพอต่อการดำรงชีวิตได้จนถึงอายุ 80 ปี แนวทางการแก้ปัญหาจะต้องแยกจำนวนผู้สูงอายุออกมาเป็นกลุ่มๆ เพื่อจะได้จัดรูปแบบการพัฒนาเข้าไปให้ตรงจุด โดยเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุในปัจจุบัน กลุ่มแรกจะแยกเป็นผู้สูงอายุที่สามารถดูแลตัวเองได้ดี มีมากถึง 8 ล้านคน ผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพิงบางส่วนมีประมาณ 1 ล้านคน และที่เหลืออีก 1% หรือ 100,000 คน ต้องการพึ่งพิง

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาคเอกชนสามารถเข้ามามีบทบาทด้านการศึกษาให้กับเด็กรุ่นใหม่ได้ เช่น แนวทางหนึ่งแต่ละปีบริษัทเอกชนที่อยู่ในคณะทำงานสานพลังประชารัฐ มีพนักงานที่เข้า-ออกจากงานปีละประมาณ 50,000-60,000 คน หากดึงเด็กนักเรียนจากมัธยม หรืออาชีวะเข้ามาทำงานจะช่วยพัฒนาคุณภาพของเด็กได้มากขึ้นด้วย.

 

การบินไทย เปิดเส้นทางใหม่ กรุงเทพ – เตหะราน เจาะตลาด นทท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.ย. 2559 04:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732435

 

“บินไทย” สยายปีก เปิดเส้นทางบินใหม่หลังแผนปฏิรูปเห็นผลพลิกทำกำไรแล้ว 1 ต.ค.นี้ เส้นทาง กรุงเทพฯ – เตหะราน เจาะตลาดนักท่องเที่ยว คาดเคบิ้นแฟคเตอร์พุ่ง 80% …

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนดำเนินธุรกิจ โดยระบุว่า ปัจจุบันการบินไทยถึงช่วงเวลาในการขยายเส้นทางบินแล้ว หลังจากในช่วงที่ผ่านมาปรับแผนปฏิรูปองค์กร และพบว่ามีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น จนสามารถกลับมาทำกำไรได้ ส่งผลให้ในปีนี้ การบินไทยจึงวางแผนเปิดเส้นทางบินใหม่รวมทั้งเพิ่มความถี่เที่ยวบิน พร้อมทั้งปรับแผนวางตารางบินในภาพรวมระยะ 6 เดือน ซึ่งเริ่มต้นจากตารางบินฤดูหนาว ระหว่างเดือน ต.ค. 59 – มี.ค. 60 โดยวางสัดส่วนการเพิ่มความถี่เที่ยวบินไว้ที่ 70% และเปิดเส้นทางบินใหม่ 30%

อย่างไรก็ดี สำหรับเส้นทางบินใหม่ที่การบินไทยวางแผนเปิดตัวในช่วงตารางบินฤดูหนาวนั้น เริ่มต้นจากเส้นทางกรุงเทพ – เตหะราน ซึ่งจะเริ่มทำการบินในวันที่ 1 ต.ค.นี้ จำนวน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยเบื้องต้นคาดว่าเส้นทางบินดังกล่าวจะมีอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (เคบิ้นแฟคเตอร์) สูงอยู่ที่ 80% สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลัก จะเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนการเดินทางเข้าไทยเฉลี่ยปีละ 1 แสนคน และกลุ่มธุรกิจ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย ทั้ง ออสเตรเลีย และทางมาเลเซีย ที่จะเดินทางเชื่อมโยงมาไทยและเดินทางต่อไปที่อิหร่าน

นอกจากนี้ การบินไทยยังวางแผนเพิ่มเส้นทางบินในรัสเซีย โดยพิจารณากลับมาทำการบินในเส้นทางกรุงเทพ – มอสโคว ซึ่งจะเที่ยวบินแรกวันที่ 15 ธ.ค.นี้ จำนวนความถี่ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ซึ่งการกลับมาเปิดบินครั้งนี้ การบินไทยได้ปรับแผนการตลาดโดยจับมือกับพันธมิตรเอเยนต์ท่องเที่ยวในพื้นที่มากกว่า 20 เมือง โดยเฉพาะในแถบไซบีเรีย เพื่อเจาะกลุ่มตลาดใหม่เข้ามาใช้บริการ โดยจากการประเมินสถานการณ์ตลาดในเบื้องต้น พบว่าความต้องการเดินทางในเส้นทางบินนี้ยังมีปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงกลุ่มลูกค้าคนไทย และกลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดบนจากรัสเซีย ที่จะเข้ามาใช้บริการ แต่พบว่าดีมานด์ของนักท่องเที่ยวเชื่อมต่อจุดบินจากทางมาเลเซีย และประเทศเพื่อนบ้านก็มีสัญญาณสูง

“หลังจากนี้เราจะวางตารางบินยาวขึ้นให้เห็นภาพรวม 6 เดือน เพื่อที่จะวางแผนการตลาดได้ดี ซึ่งในช่วง 6 เดือนที่จะเริ่มต้นนี้คือตารางบินฤดูหนาว ระหว่างเดือน ต.ค. 59 – มี.ค. 60 โดยแผนแรกที่เราจัดทำในตารางบินนี้คือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เครื่องบิน หรือเพิ่มกำลังการผลิต ทั้งการนำเครื่องบินใหม่เข้ามา วางแผนเพิ่มเส้นทางบินใหม่และขยายความถี่อีกหลายเส้นทาง ทำให้เครื่องบินแต่ละลำสามารถใช้ประสิทธิภาพได้สูงขึ้น จาก 11 ชั่วโมง เป็น 13 ชั่วโมง ซึ่งเติบโตสูงสุดในการดำเนินงานของการบินไทยช่วงที่ผ่านมาแล้ว และนับเป็นช่วงเวลาที่ใช้งานเต็มที่เป็นมาตรฐานเทียบเคียงคู่แข่ง” นายจรัมพร กล่าว

นายจรัมพร ยังกล่าวอีกว่า จากการวางแผนใช้ประสิทธิภาพเครื่องบินทำให้ภาพรวมธุรกิจของการบินไทยหลังจากนี้จะอยู่ในสถานะที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนจัดซื้อเครื่องบินเพิ่มเติม แต่ก็สามารถขยายเส้นทางบิน และเพิ่มความถี่เที่ยวบินได้ โดยนอกจากแผนเปิดเส้นทางบินใหม่ทั้ง 2 จุดบินแล้ว ภายในไตรมาส 4 ปีนี้การบินไทยยังเตรียมเพิ่มความถี่ในเส้นทางกรุงเทพ – เมลเบิร์น ซึ่งจะใช้เครื่องบินลำใหม่แอร์บัส 350 เข้าไปทำการบิน ปัจจุบันอยู่ระหว่างยื่นขออนุญาตจากทางออสเตรเลีย และเส้นทางบินนี้จะนับเป็นเส้นทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเนื่องจากจะทำการบินได้เต็มกำลังอยู่ที่ 18 ชั่วโมง

ทั้งนี้ หากประเมินผลจากการวางแผนตารางบินฤดูหนาว เทียบกับตารางบินฤดูร้อนในช่วงที่ผ่านมา พบว่าการบินไทยสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้สัดส่วน 5.7% และจะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้รายได้ของการดำเนินธุรกิจในปีนี้ เติบโตในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เป้าหมายเคบิ้นแฟกเตอร์ ยังคาดการณ์ไว้ที่ 80% ซึ่งในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมาพบว่าทำได้อยู่ในสัดส่วนราว 75% ขณะที่แผนเพิ่มยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์พบว่าเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องคิดเป็นสัดส่วนรายได้ 15% ของภาพรวมทั้งหมด ส่วนปัจจัยบวกของธุรกิจในปีนี้ยังคงเป็นราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจัยลบพบว่าธุรกิจการบินกำลังประสบปัญหาอัตราผลตอบแทนต่อที่นั่ง (ยิวด์) ยังอ่อนทั่วโลก