กรมเจ้าท่า ล้อมคอก สั่งตรวจสอบใบอนุญาตเรือ ย้ำต้องทำประกันภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 20:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732325

 

กรมเจ้าท่า ชี้เหตุเรือล่มกรุงเก่า จากการรุกล้ำลำน้ำ สั่ง เจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ ตรวจสอบ ย้ำเข้มก่อนออกใบอนุญาต เรือโดยสารทุกลำต้องมีประกันภัย…

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 23 ก.ย. นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) ได้เปิดแถลงข่าวด่วนเกี่ยวกับเหตุการณ์เรือล่มที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง คือ มีสิ่งรุกล้ำลำน้ำ จนทำให้เรือเกิดความเสียหายรุนแรง จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมเจ้าท่าในภูมิภาคทุกสาขา ไปตรวจสิ่งรุกล้ำลำน้ำ ทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยในการเดินเรือ นอกจากนี้ในส่วนของเรือโดยสาร จะต้องผ่านการตรวจสภาพ ให้พร้อมใช้งานทุกปี และต้องมีการทำประกันภัยครอบคลุมผู้โดยสารทุกคนที่ใช้บริการในเรือ เช่น เรือลำหนึ่งกำหนดบรรทุกผู้โดยสาร 70 คน ต้องมีประกันภัยคุ้มครองทั้ง 70 คน เป็นต้น

“เหตุการณ์ที่อยุธยา เป็นความผิดพลาด เพราะเรือลำดังกล่าวไม่มีประกันภัยผู้โดยสาร จึงได้ออกคำสั่งให้ทุกสาขาของเจ้าท่า ตรวจใบอนุญาตเรือโดยสารทุกลำที่ได้รับใบอนุญาตว่า มีประกันภัยครบตามข้อกำหนดทุกลำหรือไม่ ซึ่งระบบเดิมเป็นการตรวจเอกสารด้วยมือของเจ้าหน้าที่ จากนั้นจึงจะทำการออกใบอนุญาตได้ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้น ได้สั่งการให้แก้ไขซอฟต์แวร์เพื่อให้เติมรายละเอียดเลขที่กรมธรรม์ประกันภัย และวันหมดอายุของกรมธรรม์ในใบอนุญาตการใช้เรือด้วย หากไม่เติมเลขที่กรมธรรม์ และเลขที่ดังกล่าวแล้ว จะไม่สามารถพริ้นใบอนุญาตออกใช้เรือมาได้ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการปฏิบัติงานของทางเจ้าหน้าที่ และในระบบก็สามารถตรวจสอบได้ง่ายกว่าการทำด้วยมือเพียงอย่างเดียว โดยในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ จะแก้ไขซอฟต์แวร์แล้วเสร็จ จากนั้นในวันที่ 15 ตุลาคม จะเริ่มเข้าสู่ระบบใหม่ได้แล้ว” นายศรศักดิ์ กล่าว.

 

กนง. ชี้ศก.ไทยฟื้นแบบค่อยๆไป หวั่น แก้ทัวร์ศูนย์เหรียญ กระทบท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 18:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732210

 

กนง. ประเมิน ศก.ไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช่วงครึ่งหลังของปี แต่ ศก. โลกยังเปราะบาง เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น กดดันการส่งออกสินค้าอาจหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้…

วันที่ 23 ก.ย.59 นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงรายงานนโยบายการเงินฉบับเดือน ก.ย.59 ระบุว่า ที่ประชุม กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะที่ภาวะการเงินโดยรวมอยู่ในระดับผ่อนคลาย และยังเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากอัตราดอกเบี้ยแท้จริง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับต่ำ และการระดมทุนโดยรวมของภาคธุรกิจและสินเชื่อภาคครัวเรือนที่ยังขยายตัวได้ แม้ธุรกิจบางกลุ่มยังมีข้อจำกัดในการได้รับสินเชื่อ

“กนง.มีความเห็นว่า เงินบาทที่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นบ้าง เมื่อเทียบกับสกุลคู่ค้าคู่แข่งสำคัญ อาจไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ดังนั้น กนง. เห็นว่าการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (policy space) ยังมีความสำคัญ เพราะในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยอาจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง และความไม่แน่นอนของทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ที่จะส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากขึ้น ซึ่งยังต้องติดตามความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน รวมทั้งพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า (search for yield) จากการที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน”

ขณะที่ ประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 59 มีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่เคยประเมินไว้เล็กน้อยจากการบริโภคภาคเอกชนใน ไตรมาสที่ 2 ที่สูงกว่าคาดซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลของปัจจัยชั่วคราว เช่น การทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย การเร่งซื้อรถยนต์จากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ และมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย ขณะที่ระยะต่อไปนั้น การบริโภคภาคเอกชนอาจจะชะลอตัวลงจากไตรมาสที่ 2 บ้าง แต่ก็ยังมีการฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การจ้างงานในภาคเกษตรกรรม และภาคบริการที่ขยายตัว ขณะที่รายได้จากภาคการผลิตเพื่อการส่งออกยังคงฟื้นตัวช้าตามเศรษฐกิจคู่ค้า ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าคาด และภาคการท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบระยะสั้นจากปัจจัยในประเทศ

ส่วนการลงทุนภาครัฐนั้น มีเพิ่มขึ้นจากที่เคยประเมินไว้ หลังจากที่ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้มีการมองว่าความต่อเนื่องของนโยบายการลงทุนในโครงการต่างๆ จะทำได้ดีขึ้น ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำตามการผลิตเพื่อส่งออกสินค้าที่ยังคงซบเซา อย่างไรก็ดี โครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ที่มีความชัดเจนมากขึ้น จะช่วยสนับสนุนได้ตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 60 และความสามารถในการระดมทุนไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการลงทุนของภาคธุรกิจ

สำหรับความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโน้มไปด้านต่ำมากขึ้น โดยความเสี่ยงด้านบวก คือ การใช้จ่ายภาครัฐทั้งการลงทุนและมาตรการภาครัฐ อาจทำได้เร็วและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมากกว่าคาด ขณะที่ความเสี่ยงด้านลบที่สำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจคู่ค้าอาจขยายตัวต่ำกว่าคาดจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นหลัง สถานการณ์ Brexit, การจัดระเบียบผู้ประกอบการทัวร์ศูนย์เหรียญอาจกระทบจำนวนนักท่องเที่ยวจีน มากกว่าคาด และความสามารถในการรองรับ shock ทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนอาจน้อยกว่าที่คาด

นายจาตุรงค์ กล่าวว่า สำหรับความสามารถในการรองรับ shock ทางเศรษฐกิจของภาคเอกชนนั้น สิ่งที่เห็น คือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในระบบธนาคารพาณิชย์ยังไม่ bottom ซึ่งผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ยังมี NPL สูงขึ้นและมีโอกาสที่จะฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้

ทั้งนี้ พัฒนาการสำคัญที่ กนง. ได้นำมาพิจารณาเพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า ได้แก่ 1. เศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ 2. จำนวนนักท่องเที่ยวต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ 3. ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นช้ากว่าที่เคยประเมินไว้ และ 4. การใช้จ่ายภาครัฐในระยะต่อไปมีมากกว่าที่เคยประเมินไว้ ทำให้โดยรวมเศรษฐกิจปี 2560 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงเดิม สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานใกล้เคียงกับที่เคยประเมินไว้เช่นกัน ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลงตลอดช่วงประมาณการตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบ

นายจาตุรงค์ กล่าวถึงปริมาณการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้เดิมตาม เศรษฐกิจคู่ค้าที่ฟื้นตัวช้าและยังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งใน และต่างประเทศ อย่างไรก็ดี ราคาสินค้าส่งออกบางประเภท เช่น ราคาสินค้าเกษตรที่สูงกว่าคาดช่วยชดเชยปริมาณการส่งออกที่ต่ำกว่าคาด ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยในปี 59 ใกล้เคียงเดิม

 

หุ้นไทยขาดปัจจัยหนุน ปิดตลาดร่วง 13.11 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,492.88 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732179

 

หุ้นไทยขาดปัจจัยหนุน ปิดตลาดลดลง 13.11 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,492.88 จุด มูลค่าการซื้อขาย 49,724.48 ล้านบาท KTBST แนะ เก็งกำไรช่วงสั้น…

การเคลื่อนไหวของดัชนีหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 23 ก.ย.59 พบว่า หุ้นไทยปิดตลาดส่งท้ายสัปดาห์ ลดลง 13.11 จุด เปลี่ยนแปลง -0.87% ดัชนีอยู่ที่ 1,492.88 จุด มูลค่าการซื้อขาย 49,724.48 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

ด้าน นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (KTBST) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยที่ปรับลดลง มาจากแรงขายทำกำไร หลังจากที่ดัชนีดีดตัวขึ้นไปมากก่อนหน้านี้ ซึ่งสวนทางกับตลาดหุ้นเอเชียที่เคลื่อนไหวทั้งแดนบวกและลบ เพราะยังไม่มีปัจจัยหนุนที่ช่วยผลักดันให้กลับมาเป็นบวกได้

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองว่าทิศทางตลาดหุ้นว่ายังเดินหน้าต่อได้ หุ้นขนาดใหญ่ยังเป็นกลุ่มหลักที่คาดจะมีแรงซื้อเข้ามาต่อเนื่องจากวันก่อน รวมทั้งหุ้นที่มีปัจจัยบวกอื่นๆ หุ้นที่มองว่าน่าสนใจ สำหรับการเก็งกำไรช่วงสั้น แบ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่ อาทิ  PTT, BANPU, IVL และ CPF ส่วนหุ้นที่มีข่าวหรือปัจจัยบวกเฉพาะตัวอื่นๆ เช่น WICE, SVI, ASK.

 

ทางหลวงชนบท สั่ง ทช. ติดตามสถานการณ์-รับมืออุทกภัย ช่วยเหลือ ปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 17:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732015

 

ทางหลวงชนบท เผย สายทางที่ได้รับผลกระทบจากพายุราอี เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว 27 จาก 40 สายทาง เผย หากปริมาณน้ำลด จะเร่งซ่อมทางให้ใช้งานได้ต่อไป กำชับทางหลวงในพื้นที่ประสบภัย เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมช่วยเหลือประชาชน …

วันที่ 23 ก.ย. 59 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวถึงสายทางของกรมทางหลวงชนบทที่ได้รับผลกระทบ เหตุจาก พายุดีเปรสชันราอี และร่องมรสุมพาดผ่าน จำนวน 40 สายทาง ว่าขณะนี้ได้เข้าสู่ภาวะปกติแล้วจำนวน 27 สายทาง ทั้งนี้ ได้กำชับให้สำนักงานทางหลวงชนบทในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยดูแลเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชน รวมทั้งรายงานความเสียหายให้รับทราบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้แขวงทางหลวงชนบทในพื้นที่ที่ประสบเหตุได้ดำเนินการสำรวจพื้นที่ความเสียหาย พร้อมทั้งติดตั้งป้ายเตือนในบริเวณที่มีน้ำท่วม เพื่อเตือน และแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทาง เป็นการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

จากข้อมูลพบว่า ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนถึงปัจจุบัน สายทางที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรม ได้รับผลกระทบใน 27 จังหวัด จำนวน 82 สาย สามารถสัญจรได้แล้ว จำนวน 80 สายทาง และมี 2 สายทาง ที่ยังไม่สามารถสัญจรผ่านได้ (สาย นพ.4058 จ.นครพนม และสาย กพ.4014 น้ำท่วมขังสูง) ทั้งนี้ หน่วยงานได้ดำเนินการติดตั้งป้ายเตือน เพื่อความปลอดภัยของประชาชนเรียบร้อยแล้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 23 กันยายน 2559) เมื่อปริมาณน้ำลดแล้ว กรมจะเร่งเข้าดำเนินการซ่อมแซมสายทางที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้ใช้งานได้ตามปกติต่อไป

ในเบื้องต้น ขอให้ประชาชนผู้ใช้เส้นทาง โปรดระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประสบกับอุทกภัย และโปรดสังเกตป้ายจราจร เตือนระดับน้ำ หรือป้ายหลีกเลี่ยงเส้นทาง ทั้งนี้ ท่านผู้ใช้เส้นทาง สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือแจ้งเหตุอุทกภัย ได้ที่ สายด่วนทางหลวงชนบท 1146

 

ขนส่ง ทดลองวิ่งเสมือนจริงรถตู้โดยสาร ย้ายวินจากอนุสาวรีย์ฯ ไม่พบปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 16:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731952

 

คณะทำงานจัดระเบียบฯ ทดลองนำรถตู้โดยสารต่างจังหวัด ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร ที่ย้ายวินจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ วิ่งเสมือนจริงไปยังสถานีขนส่งฯ ทั้ง 3 แห่ง เรียบร้อยแล้ว ไม่พบปัญหา พร้อมดีเดย์ 25 ต.ค. นี้ …

วันที่ 23 ก.ย.59 นายณัฐวุฒิ อ่อนน้อม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารการเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า คณะทำงานจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ ได้ทดลองจัดระเบียบรถตู้โดยสารต่างจังหวัด ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร ที่จะย้ายจุดจอดจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปจอดที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (ปิ่นเกล้า) เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (23 ก.ย.59) โดยการทดลองวิ่งเสมือนจริง เริ่มจากผู้โดยสารขึ้นรถ Shuttle Bus เส้นทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ–สายใต้ปิ่นเกล้า ที่เกาะพญาไท ในเวลา 07.00 น. เดินทางมาถึงบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (ปิ่นเกล้า) ในเวลา 07.45 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที จากนั้น เจ้าหน้าที่ บขส. นำผู้โดยสารเดินมายังจุดจอดรถตู้ พร้อมแนะนำเส้นทางการเดินรถ และทำการปล่อยรถตู้โดยสารออกจากสถานีขนส่งฯ (ปิ่นเกล้า)


ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารการเดินรถ บขส. กล่าวด้วยว่า สถานีขนส่งฯ สายใต้ (ปิ่นเกล้า) มีพื้นที่ทั้งหมด 18 ไร่ โดยพื้นที่ 15 ไร่ เป็นพื้นที่จอดสำรองวิน สามารถรองรับได้ทั้งรถโดยสารขนาดใหญ่ และรถตู้โดยสาร จำนวน 400-500 คัน

ทั้งนี้ สถานีขนส่งฯ (ปิ่นเกล้า) เป็นสถานีขนส่งฯ ที่มีความพร้อมด้านสถานที่มากที่สุด เนื่องจากเดิมเป็นสถานีขนส่งฯ ที่ให้บริการผู้โดยสารอยู่แล้ว และ บขส. มีแผนจะพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ใช้พื้นที่เป็นเชิงพาณิชย์ และในปี 2560 บขส. มีแผนจะเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก ปรับปรุงห้องน้ำ และติดตั้งระบบ CCTV เพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารอีกด้วย อย่างไรก็ดี คณะทำงานฯ ได้ทดลองวิ่งเสมือนจริง โดยนำรถตู้โดยสารเข้าใช้พื้นที่ของสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ ทั้ง 3 แห่ง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พบว่า แต่ละสถานีขนส่งฯ มีความพร้อมแล้ว ประมาณร้อยละ 80-90


ขณะที่ ผู้ประกอบการ ได้ให้ความร่วมมือในการเข้าใช้พื้นที่เป็นอย่างดี และ บขส. จะเร่งทำความเข้าใจต่อความกังวลในการเข้าใช้สถานีขนส่งของผู้ประกอบการรายเดิม และผู้ประกอบการรายใหม่ โดยจะแยกพื้นที่จุดจอดให้ชัดเจน ซึ่งยืนยันว่า จะเกิดผลกระทบน้อยที่สุด

ส่วนการเดินรถ Shuttle Bus ของ ขสมก. ก็เป็นไปตามแผน ซึ่งหลังจากนี้คณะทำงานฯ จะนำผลจากทดลองไปปรับปรุง ก่อนนำไปปฏิบัติ เพื่อให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย สำหรับ สถานีขนส่งฯ (ปิ่นเกล้า) มีจำนวน 32 เส้นทาง แบ่งพื้นที่จุดจอดตามเกาะ คือเกาะราชวิถี +วงเวียนใหญ่ จำนวน 6 โต๊ะ เกาะดินแดง จำนวน 6 โต๊ะ เกาะพหลโยธิน จำนวน 10 โต๊ะ เกาะรัตนโกสินทร์ จำนวน 20 โต๊ะ และเกาะพญาไท จำนวน 22 โต๊ะ.


พาณิชย์ จ่อชง ครม. ไฟเขียวงบ 1.2 พันล. พักหนี้ชาวไร่มัน 5 แสนราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 15:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731885

 

พาณิชย์ เตรียมเสนอ ครม. ไฟเขียวงบ 1.2 พันล้าน พักหนี้ชาวไร่มัน 5 แสนราย นาน 24 เดือน พร้อมชงให้ไฟเขียว ธ.ก.ส. ปล่อยกู้ฉุกเฉิน รายละ 2 หมื่นบาท หวังเพิ่มสภาพคล่อง ช่วงชะลอขุดมันไปขาย ดึงไม่ได้ราคาตกต่ำ…

วันที่ 23 ก.ย.59 นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผานมา มีมติจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า พิจารณาอนุมัติมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ได้แก่ มาตรการพักชำระหนี้เงินต้นให้แก่ผู้ปลูกมันสำปะหลัง เป็นเวลา 24 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.59-31 ส.ค.61 วงเงิน 1,200 ล้านบาท ครอบคลุมผู้เกษตรกร 500,000 ราย ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะชดเชยดอกเบี้ยให้ 1.5% และรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ 1.5%

นอกจากนี้ จะเสนอให้พิจารณาอนุมัติให้ ธ.ก.ส. ปล่อยสินเชื่อเกษตรกร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน และเพิ่มสภาพคล่อง จำนวน 500,000 ราย รายละไม่เกิน 20,000 บาท รวมวงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0.5% ต่อเดือน หรือหากกู้เต็มวงเงิน 20,000 บาท จะชำระดอกเบี้ยเพียงเดือนละ 100 บาท กำหนดชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน ซึ่งเกษตรกรที่ยังไม่เคยกู้เงินจาก ธ.ก.ส. ก็สามารถมาขอกู้ในส่วนนี้ได้ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้ เป็นต้นไป เพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนในช่วงที่ชะลอการขุดหัวมันไปขาย

รวมถึงจะเสนอให้เห็นชอบให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้ามันสำปะหลัง ทำงานอย่างเข้มงวดมากขึ้น เช่น การตรวจสอบสุขอนามัยพืช ป้องกันลักลอบนำเข้า และ การดึงมันสำปะหลังออกสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยกรมการค้าต่างประเทศ และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะร่วมมือกัน นำผู้ประกอบการ ผู้นำเข้าจากต่างประเทศ มาเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย เพื่อกระจายมันสำปะหลังไปยังประเทศที่มีความต้องการใช้มัน

สำหรับ 3 มาตรการ ที่ นบมส. อนุมัติไปก่อนหน้านี้นั้น จะเสนอให้ ครม. อนุมัติการดำเนินการให้เร็วขึ้นเป็นเริ่มต้นโครงการวันที่ 15 ต.ค.59-31 ธ.ค.62 จากเดิมเริ่ม 1 ธ.ค.59-31 ธ.ค.62 ได้แก่ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลังในระบบน้ำหยด โครงการสินเชื่อ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและการแปรรูปมันสำปะหลัง และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันทั้งหมด รวมวงเงินหมุนเวียนทั้งสิ้น 14,800 ล้านบาท วงเงินชดเชย 1,767.73 ล้านบาท

ด้าน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า โครงการชะลอการขุดหัวมันสด ที่ กรมฯ ได้เสนอให้ นบมส. พิจารณาในการประชุมเมื่อวันที่ 22 ก.ย.นั้น ที่ประชุมไม่เห็นด้วย เพราะโครงการในปีก่อน มีเกษตรกรเข้าร่วมประมาณ 3,000 ราย แต่กลับมีหนี้เสียจำนวนมาก จึงไม่อนุมัติให้ดำเนินการ และได้เปลี่ยนมาเป็นโครงการปล่อยสินเชื่อเกษตรกร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน และเพิ่มสภาพคล่องแทน ส่วนการเข้มงวดการนำข้ามันสำปะหลังให้มากขึ้น เพราะไทยนำเข้าหัวมันสดทั้งปีจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่บางครั้งติดเชื้อไวรัสมาด้วย จึงต้องเข้มงวดนำเข้าให้มากขึ้น โดยจะให้นำเข้าได้เฉพาะด่านถาวรที่มีด่านกักกันพืชของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น ส่วนด่านชั่วคราว จะไม่อนุญาตให้นำเข้าแล้ว ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นการลักลอบนำเข้า.

 

ขนส่ง ลงดาบรถตู้สาย 552 บรรทุกผู้โดยสารเกิน สั่งปรับ-พักใบอนุญาตขับรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 15:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731990

 

ขนส่ง ลงดาบคนขับรถตู้สาย 552 (552A) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ–ปากน้ำ บรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง สั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถสาธารณะ 90 วัน ปรับสูงสุด 5,000 บาท พร้อมลงโทษผู้ประกอบการขนส่งด้วย …

วันที่ 23 ก.ย.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ตามที่มีผู้ร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กรณีรถตู้โดยสารสาธารณะเส้นทางหมวด 1 ร่วมบริการ ขสมก. สาย 552 (552A) เส้นทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ปากน้ำ พนักงานขับรถมีพฤติกรรมจอดรับผู้โดยสาร ตั้งแต่บริเวณป้ายหยุดรถประจำทาง ห้างโลตัส บางนา ถนนบางนา-ตราด ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมมีผู้โดยสารในรถทั้งสิ้น 21 คน ทำให้ผู้โดยสารบางส่วนต้องยืนภายในตัวรถนั้น

จากการตรวจสอบ พบว่า เป็นรถตู้โดยสารคันดังกล่าว หมายเลขทะเบียน 13-9894 กรุงเทพมหานคร มีนายเสนีย์ งามแพง ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถชนิดที่ 2 ประเภททุกประเภท (ท.2) ฉบับที่ สป.1085/57 เป็นผู้ขับรถคันเกิดเหตุ ซึ่งได้ให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา

สำหรับกรณีดังกล่าว เป็นความผิดที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร จึงได้สั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถเป็นระยะเวลา 90 วัน พร้อมเปรียบเทียบปรับในอัตราโทษสูงสุดเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท ตามมาตรา 107 ประกอบมาตรา 127 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ความผิดฐานบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง ส่งตัวเข้ารับการอบรมความปลอดภัยในการขับรถให้บริการ และบันทึกประวัติการกระทำความผิดไว้ที่ศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะ เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้อีก

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ประกอบการขนส่งที่ละเลย ไม่ควบคุมให้พนักงานขับรถปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยความปลอดภัย กรมการขนส่งทางบกจึงได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับเป็นจำนวนเงิน 2,000 บาท พร้อมบันทึกความผิดในประวัติการประกอบการ และกำชับให้ผู้ประกอบการขนส่งต้องมีมาตรการในการควบคุม กำกับดูแลการให้บริการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยและมีมาตรฐานการให้บริการที่ดี ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำความผิดขึ้นอีก กรมการขนส่งทางบกได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยทหารในพื้นที่รับผิดชอบเขตอำเภอบางพลี ลงพื้นที่ตรวจสอบการให้บริการรถโดยสารสาธารณะอย่างต่อเนื่องในวันจันทร์–วันศุกร์ ช่วงเช้า ตั้งแต่เวลา 06.00 น. และช่วงเย็น ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป หากพบการฝ่าฝืนให้ดำเนินการลงโทษตามกฎหมายทันที และหากพบการทำความผิดซ้ำซาก กรมการขนส่งทางบก มีมาตรการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ

ทั้งนี้ ประชาชนที่พบรถโดยสารที่ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย หรือพบปัญหาจากการใช้บริการรถโดยสารทุกประเภท สามารถแจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ปลัดท่องเที่ยวฯ ย้ำความปลอดภัยสร้างเชื่อมั่น รับจำนวน นทท.เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 14:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731863

 

ปลัดท่องเที่ยวฯ เน้นย้ำดูแลความปลอดภัย มุ่งสร้างความเชื่อมั่น-รักษาภาพลักษณ์ รับจำนวน นทท.มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น พร้อมจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวหลัก คอยดูแล นทท.เมื่อประสบเหตุ…

เมื่อวันที่ 23 ก.ย. นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงโครงการประชาสัมพันธ์และเตือนภัยด้านการท่องเที่ยวว่า ในปี 2559 กองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยนักท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีการจัดเสวนาเกี่ยวกับโครงการในจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น และภูเก็ต โดยกองมาตรฐานฯ ได้มีการจัดทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการเตือนภัยนักท่องเที่ยว และอำนาจหน้าที่ของกองมาตรฐานฯ จำนวน 9 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย อังกฤษ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น รัสเซีย ฝรั่งเศส สเปน และเยอรมัน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นผู้นำทางด้านธุรกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย จำนวน 29.88 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2557 จำนวน 5.10 ล้านคน คิดเป็น 20.58% ในปี 2559 (มกราคม-กรกฎาคม) มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย จำนวน 19.54 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันที่ผ่านมา คิดเป็น 11.87% โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ส่วนประเทศที่สร้างรายได้มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน รัสเซีย และมาเลเซีย ซึ่งต้องให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของประเทศ

อย่างไรก็ตาม นอกจากการมุ่งเน้นดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวแล้ว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการเฝ้าระวัง ติดตามปัญหาการหลอกลวง ข่มขู่ หรือการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลัก เพื่อรับเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ แก้ไขปัญหา และดูแลช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเมื่อประสบเหตุ ซึ่งปัจจุบันมี 16 ศูนย์ ใน 14 จังหวัด และในกรุงเทพฯ มีบุคลากรปฏิบัติงานทั้งหมด 188 คน.

 

รับเทศกาลกินเจ แลคตาซอย-แม็กกี้ จัดแคมเปญคึกคัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 12:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731770

 

ต้อนรับเทศกาลกินเจปี 2559 นมถั่วเหลืองแลคตาซอยและซอสแม็กกี้จัดแคมเปญการตลาดร่วมเทศกาล โดยทั้งชวนร่วมบริจาคทำบุญและเดินสายร่วมกิจกรรมในพื้นที่…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ใกล้เข้าช่วงเทศกาลกินเจปี 2559 ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าหลายชนิดจัดกิจกรรมและแคมเปญการตลาดต้อนรับช่วงกินเจคึกคัก โดยแลคตาซอย นมถั่วเหลือง ต้อนรับเทศกาลกินเจด้วยแคมเปญ “พลังเจ พลังใจ กับแลคตาซอย 3 พลังบุญสูตรเจ” ชวนทุกคนอิ่มบุญกับนมถั่วเหลืองแลคตาซอยสูตรเจที่มีให้เลือก 3 รสชาติ ทั้ง ไฮแคลเซียม นมถั่วเหลือง 100% น้ำตาลน้อย งาดำ นมถั่วเหลืองผสมเนื้องาดำ และ กรีนทรี นมถั่วเหลืองผสมคุณค่าของผงชาเขียว

นอกจากนั้น ยังจัดกิจกรรมออนไลน์โดยชวนทุกคนเป็นผู้ให้ด้วยวิธีง่ายๆ เพียงกดแชร์แคมเปญพลังเจ พลังใจ ที่แฟนเพจ LactasoyClub ทุก 1 แชร์ เท่ากับได้บริจาคเงิน 10 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหัวใจที่ศูนย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 2 ต.ค. 2559

อีกด้านหนึ่ง ซอสตราแม็กกี้ โดย บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เปิดแคมเปญ “อร่อยเห็นเห็น” ด้วยการยกขบวนคาราวานเดินสายร่วมสนับสนุนการถือศีลกินเจพร้อมมอบความอร่อยด้วยการแนะนำซอสปรุงอาหารตราแม็กกี้ เจ ที่มีส่วนผสมซอสถั่วเหลืองที่หมักโดยวิธีธรรมชาติ โดยเดินสายไปยัง 3 จังหวัด ได้แก่ ตลาดศรีนคร จ.นครสวรรค์ ตลาดกิมหยง จ.สงขลา และตลาดเทศบาลเกษตร 2 จ.ภูเก็ต พร้อมกันนี้ ยังได้จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับช่วงเทศกาลกินเจนี้ เพียงซื้อซอสปรุงอาหารตราแม็กกี้ 1 ขวด รับฟรี วุ้นเส้นขนาด 40 กรัม.

 

ดีแทค จ่ายค่าปรับทางปกครอง ให้ กสทช. แล้ว 81.83 ล. กรณีไม่แยกบัญชีฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 10:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731623

 

เลขาธิการ กสทช. เผย ดีแทคนำเงินค่าปรับทางปกครอง กรณีไม่แยกบัญชีในกิจการโทรคมนาคม จำนวน 81.83 ล้านบาท มาชำระ สำนักงาน กสทช. แล้ว พร้อมนำส่งเข้ากองทุน กทปส. ต่อไป …

วันที่ 23 ก.ย.59 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ได้นำเงินค่าปรับทางปกครองกรณีที่บริษัทฯ ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำรายงานบัญชีแยกประเภทในกิจการโทรคมนาคมสำหรับบัญชี 2554 และบัญชี 2555 มาชำระให้สำนักงาน กสทช. เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 81,830,000 บาท

สำหรับประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำรายงานบัญชีแยกประเภทในกิจการโทรคมนาคมนั้น ได้กำหนดให้บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องนำส่งบัญชีแยกประเภททุกปี ซึ่งในบัญชี 2554 และ 2555 บริษัทฯ ไม่ได้นำส่งให้สำนักงาน กสทช. ภายในระยะเวลาที่กำหนด สำนักงาน กสทช. จึงได้มีการกำหนดค่าปรับทางปกครอง พร้อมทั้งแจ้งให้บริษัทฯ นำค่าปรับมาชำระ

ทั้งนี้ เงินค่าปรับดังกล่าว สำนักงานฯ จะได้นำส่งเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ตามมาตรา 53 (5) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ต่อไป

สำหรับสถานะการนำส่งบัญชีแยกประเภทในปัจจุบัน บริษัทฯ ได้นำส่งบัญชี 2554 และ 2555 มาให้แล้ว ในส่วนของบัญชีปีต่อๆ มาบริษัทฯ ได้มีการจัดส่งให้สำนักงาน กสทช. ตามกำหนด