การบินไทย เปิดเส้นทางบินใหม่ กรุงเทพฯ-เตหะราน คาดปีแรกกำไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 07:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731155

 

การบินไทยเปิดเส้นทางบินใหม่กรุงเทพฯ-เตหะราน ให้บริการ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777-200 ทุกวันอังคาร พฤหัสฯ เสาร์ อาทิตย์ เริ่ม 1 ตุลาคมนี้…

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ เป็นต้นไป การบินไทยได้เปิดเส้นทางบินใหม่ กรุงเทพฯ-เตหะราน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ซึ่งประเทศนี้ ถือว่าเป็นแหล่งอารยธรรมเปอร์เซียที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกกว่า 20 แห่ง


สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน

“เราคาดการณ์ว่า เส้นทางบินกรุงเทพฯ-เตหะราน จะสามารถทำกำไรได้ตั้งแต่ปีแรก เนื่องจากเส้นทางบินนี้ถือว่าเป็นเส้นทางบินที่มีศักยภาพเส้นทางหนึ่งของการบินไทย และด้วยความที่ประเทศอิหร่านนั้น เป็นประเทศที่ปิดมานาน เพราะฉะนั้น การเปิดเส้นทางบินในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประชาชนคนไทยที่จะได้เดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศอิหร่าน” นายจรัมพร กล่าว

ทั้งนี้ การบินไทยทำการบินเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-เตหะราน สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี เสาร์ และอาทิตย์ ด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 777-200


ตารางการบิน

ด้าน นายอนิรุทธิ์ สมุทรโคจร อดีตผู้แทนการท่องเที่ยวการค้าและวัฒนธรรม สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ก่อนที่นักท่องเที่ยวชาวไทยจะเดินทางไปยังประเทศอิหร่าน ท่านควรศึกษาข้อมูลในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม และประวัติศาสต์ของประเทศอิหร่านเอาไว้เบื้องต้น เพื่อที่ท่านจะได้ท่องเที่ยวด้วยความสุข ความสนุก และได้รับความรู้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม การบินไทยพร้อมนำผู้โดยสารไปสัมผัสประเทศอิหร่าน เพื่อเปิดประสบการณ์และมุมมองต่อประเทศอิหร่านในรูปแบบที่ทุกท่านไม่คาดฝัน หากสนใจโปรแกรมการท่องเที่ยวประเทศอิหร่านของทัวร์เอื้องหลวง สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 02-288-7335.


เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว
 

“สมคิด” สั่ง ธอส.ดูแลคนจน! เปลี่ยนรูปแบบปล่อยสินเชื่อซื้อบ้านประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ย. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731478

 

“สมคิด” เตรียมชง ครม.เปลี่ยนแปลงโครงการบ้านประชารัฐ ไม่ต้องเป็นบ้านหลังแรกอย่างเดียว เปิดทางคนจนที่มีบ้านแล้วแต่ทรุดโทรม ยกระดับบ้านใหม่ให้ดีขึ้น สั่ง ธอส.เปลี่ยนรูปแบบการปล่อยสินเชื่อใหม่ ไม่เน้นเฉพาะคนที่ซื้อบ้านในโครงการอสังหาริมทรัพย์ แต่ซื้อได้หมด พร้อมกันสินเชื่อเพื่อการนี้ไว้ 5–6 หมื่นล้านบาท

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังตรวจเยี่ยมธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ว่า การเดินทางมาครั้งนี้ ต้องการให้ธนาคารเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปล่อยสินเชื่อแบบเดิมๆ คือ ปล่อยกู้ให้ประชาชนไปซื้อบ้านจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ มาเป็นการปล่อยกู้ให้ประชาชนที่ต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง จากที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ จากที่ดินริมทางรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หรือแม้แต่บ้านริมคลอง เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

“รูปแบบการปล่อยสินเชื่อของ ธอส.ในปัจจุบันต้องแตกต่างไปจากเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ในสมัยที่ผมเป็น รมว.คลัง ก็ได้ใช้ธนาคารแห่งนี้ปล่อยกู้ให้ข้าราชการที่ต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง เพื่อแก้ปัญหาบ้านล้นตลาดในช่วงวิกฤติฟองสบู่ปี 2540 แต่ปัจจุบันวิกฤติฟองสบู่แบบนั้นไม่มีอีกแล้ว ธอส.จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบ โดยสร้างพันธกิจใหม่ เพื่อให้คนไทยมีบ้าน ซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล”

ทั้งนี้ นโยบายที่มอบให้ ธอส.ดำเนินการ ประกอบด้วย 1.การสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ โดยใช้ที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ หรือที่ดินของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และมอบให้เอกชนเป็นผู้ก่อสร้างบ้านดังกล่าวในราคาที่ไม่แพง ด้วยวัสดุที่แข็งแรงทนทาน โดย ธอส.สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 2.การยกระดับบ้านคนจนที่อยู่ตามแนวทางรถไฟหรือบ้านที่อยู่ริมคลอง โดยประชาชนไม่ต้องย้ายถิ่นฐานออกไป แต่ รฟท.และกรมธนารักษ์ต้องไปหาที่ดินตรงบริเวณนั้นๆ หรือใกล้เคียงก่อสร้างบ้านขึ้นใหม่ เพราะคนที่อยู่ตามแนวทางรถไฟส่วนใหญ่หากินและประกอบอาชีพกับกิจการของรถไฟ เช่นเดียวกับทหาร ตำรวจ ก็ก่อสร้างบ้านบนที่ราชพัสดุของทหารเพื่อให้ทหารอยู่ บนที่ราชพัสดุของตำรวจ ให้ตำรวจอยู่ เป็นต้น

3.การเสนอเงื่อนไขพิเศษสำหรับลูกกตัญญูที่ซื้อบ้านแล้วให้พ่อแม่ตัวเอง หรือพ่อแม่ของสามี-ภรรยามาอยู่ด้วย จะได้รับดอกเบี้ยพิเศษ เหมือนที่ประเทศสิงคโปร์ส่งเสริมให้คนในครอบครัวรวมตัวอยู่ด้วยกัน เพื่อช่วยกันดูแลสังคม เป็นต้น คาดว่า ธอส.จะใช้เวลาอีก 2 เดือน เพื่อออกมาตรการดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้ ธอส.เปลี่ยนจากธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อ มาเป็นธนาคารที่กำกับโครงการต่างๆ เหล่านี้ “ผมจะเสนอให้ ครม.แก้ไขมติ ครม.เดิม กรณีบ้านประชารัฐของธนาคารออมสิน และ ธอส.ที่กำหนดว่า ต้องเป็นบ้านหลังแรกออกไป เพื่อให้คนจนจำนวนมากที่มีบ้านอยู่แล้ว แต่อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ หรือเป็นชุมชนแออัด สามารถยกระดับที่อยู่อาศัยให้มีสภาพดีขึ้นได้”

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่า การปล่อยสินเชื่อกลุ่มดังกล่าว ธนาคารจะตั้งวงเงินเอาไว้ 50,000-60,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตลาดใหม่ของธนาคาร คาดว่าจะใช้ระยะเวลาศึกษาโครงการอีก 2 เดือน ส่วนโครงการลูกกตัญญูนั้น ธอส.จะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยให้ แต่จะมอบเป็นเงินสด เช่น กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนมาแล้ว 100,000 บาท หรือ 1 ปี จะได้รับเงินสด 20,000-30,000 บาท

“รองนายกรัฐมนตรีเห็นชอบกับแนวทางที่ ธอส.ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงการคลัง ให้สามารถแก้กฎหมายของ ธอส.เพื่อรองรับอนาคต เช่น การอนุมัติให้ทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทางการเงินใหม่ๆได้ สินเชื่อสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการนำบ้านมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันกับธนาคารในอัตราส่วน 60-70% ของราคาประเมิน โดยผู้สูงอายุจะขอรับเงินกู้เป็นรายเดือนระยะเวลา 15-20 ปี หรือจนกว่าจะเสียชีวิต หรือ Reverse Mortgage และการออกสลาก ธอส. เพื่อระดมเงินฝากระยะยาว เป็นต้น”

ทั้งนี้ ธอส.จะยังคงให้บริการสินเชื่อแก่รายย่อยมากที่สุดเหมือนเดิม แต่รูปแบบการให้สินเชื่อเปลี่ยนจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ มาเป็นหน่วยงานรัฐ ซึ่งเท่ากับว่า ธอส.กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดใหม่ๆที่ไม่เคยทำมาก่อน และเชื่อว่าตลาดนี้จะส่งผลดีต่อธนาคารและช่วยให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเองได้ง่ายขึ้น

ด้านนายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า กรมจะลงไปสำรวจที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ทุกจังหวัดทั่วประเทศสำหรับบ้านผู้สูงอายุ ส่วนบ้านประชารัฐธนารักษ์ก็อยู่ระหว่างดำเนินการเฟส 2 หลังประสบความสำเร็จจากเฟสแรกมาแล้ว โดยบ้านธนารักษ์ประชารัฐเฟส 2 จะใช้ที่ราชพัสดุ 2 แปลงที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

“บ้านสำหรับผู้สูงอายุที่กรมรับผิดชอบราคาจะไม่แพงแน่นอน เช่น บ้านริมคลองที่แก้ไขปัญหาเรื่องชุมชนบุกล้ำคูคลอง ราคาค่าก่อสร้างเฉลี่ยหลังละ 290,000-390,000 บาท ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาเป็นบ้านผู้สูงอายุได้ แต่ต้องปรับปรุงแบบให้เหมาะสม”.

 

ชาวสวนลำไยรวมตัวขอเงินรัฐ กองทุนหมู่บ้านละ 5 แสนบาท ตั้งล้งรับซื้อแข่งจีนถ่วงดุลกดราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731475

 

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการดำเนินงานโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ หรือโครงการหมู่บ้านละ 500,000 บาท ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติโครงการเพิ่มเติมทำให้ยอดการอนุมัติโครงการล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 32,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 92% ของวงเงินโครงการที่ตั้งไว้ 35,000 ล้านบาท และปัจจุบันได้เบิกจ่ายเงินไปแล้วประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยการประชุมครั้งนี้มีชาวบ้านมานำเสนอโครงการให้ที่ประชุมรับฟังด้วย มีโครงการที่น่าสนใจ เช่น การสร้างล้งรับซื้อลำไยจากชาวบ้านด้วยกันเอง ที่ จ.จันทบุรี การทำสมาร์ทฟาร์มปลูกผักและเมล่อนในโรงเรือนปิด โครงการเลี้ยงไส้เดือน และตั้งศูนย์สุขภาพและสปา เป็นต้น

“โครงการหมู่บ้านละ 500,000 บาท รัฐบาลเน้นให้กองทุนหมู่บ้านเกิดการทำงานที่ต่อยอด มีการหมุนเวียนของเงิน ไม่ใช่แค่การให้เงินไปเปล่าๆ ซึ่งกำลังเร่งรัดการดำเนินงานให้เกิดการทำงานจริง ไม่ใช่อนุมัติโครงการไปแล้วอยู่กันแบบนิ่งๆ และจะมีกลไกติดตามประเมินผลโครงการด้วยว่า การทำงานไปถึงไหนแล้ว โดยจะเริ่มติดตามประเมินผลโครงการตั้งแต่เดือน ต.ค.นี้เป็นต้นไป”

ด้านนายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) กล่าวว่า จำนวนกองทุนหมู่บ้านที่มีสิทธิ์เสนอโครงการทั้งสิ้น 70,000 หมู่บ้าน ขณะนี้ยังมีกองทุนหมู่บ้านที่ไม่เสนอโครงการ หรือเสนอโครงการแล้วไม่ผ่านการพิจารณาประมาณ 4,000-5,000 กองทุน ซึ่งตามมติ ครม.กำหนดให้ต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 ก.ย.นี้ ดังนั้น จะเสนอให้ที่ประชุมฯ พิจารณาในสัปดาห์หน้าอีกครั้ง ว่าจะขยายระยะเวลาโครงการต่อไปอีกหรือไม่ สำหรับการใช้เงินทำโครงการหมู่บ้านละ 500,000 บาทนั้น จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจมากกว่าโครงการหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ที่จะเน้นการให้เงินกองทุนไปจัดให้สมาชิกเป็นรายบุคคลกู้ยืมและนำเงินมาใช้หนี้เป็นเงินทุนหมุนเวียน แต่โครงการหมู่บ้านละ 500,000 บาท เป็นการลงทุนเพื่อส่วนรวม ดังนั้น ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจน่าจะมากกว่าเป็นแบบให้กู้ยืมรายบุคคล เพราะจะเน้นให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน

ทั้งนี้ ในที่ประชุมฯ ชาวบ้านจากกองทุนหมู่บ้านที่ จ.จันทบุรี ได้เสนอโครงการสร้างล้งเก็บลำไย ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกองทุนหมู่บ้าน 16 กองทุน รวมเป็นเงิน 8 ล้านบาท เป็นเงินสำหรับสร้างโรงอบลำไย 4 ล้านบาท และเงินหมุนเวียนรับซื้อลำไยอีก 4 ล้านบาท.

 

แบงก์ชาติชี้บาทแข็งหลังเฟดคงดอกเบี้ย อย่าย่ามใจเศรษฐกิจโลกยังป่วนไม่หยุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731453

 

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25-0.50% โดยระบุว่า จะมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ ว่า หลังเฟดประกาศคงดอกเบี้ย สถานการณ์ของเงินบาทและเงินสกุลภูมิภาคส่วนใหญ่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ไม่ได้เป็นการแข็งค่าที่รุนแรงนัก เนื่องจากผลการประชุมดังกล่าวเป็นไปตามที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ นอกจากนั้นในแถลงการณ์ของเฟดเริ่มมั่นใจถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้น รวมทั้งกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้

“เงินบาทเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย โดยช่วงเช้าเคลื่อนไหวในช่วง 34.64-34.67 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรือแข็งค่าขึ้น 0.3% จากวันก่อน ขณะที่ค่าความผันผวนของเงินบาทปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 3.5%”

สำหรับตลาดพันธบัตรในประเทศ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับลดลง สอดคล้องกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับลดลง อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินสกุลต่างๆที่เกิดขึ้นจะเป็นการตอบสนองของตลาดในระยะสั้น แต่ในระยะยาวยังต้องติดตามต่อไป เพราะยังมีความไม่แน่นอนกับนโยบายการเงินของเฟด

“ในระยะต่อไป ปัจจัยภายนอกยังเป็นสิ่งที่กระทบภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดโลก และกระทบต่อเนื่องมายังประเทศในภูมิภาคนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้าย จึงควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อรองรับกับความผันผวนในอนาคต ขณะที่ ธปท.จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเช่นกัน”.

 

“อภิศักดิ์” ป้อนยาหอมคนไทย เข็นแพ็กเกจประกันอุบัติเหตุให้ผู้มีรายได้น้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731470

 

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยที่เคยลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยกับรัฐบาล 8.3 ล้านราย ให้มีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น กระทรวงการคลังเตรียมเสนอแพ็กเกจการทำประกันอุบัติเหตุให้กับผู้มีรายได้น้อยดังกล่าว โดยจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ภายในเดือน พ.ย.นี้ แต่ในส่วนนี้จะไม่มีการรวมการทำประกันชีวิตให้กับผู้ที่มีรายได้น้อย เพราะรัฐบาลประกันรักษาพยาบาล 30 บาทรักษาทุกโรคให้แล้ว อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นจะใช้งบประมาณกลางกรณีฉุกเฉิน 800 ล้านบาทต่อปีมาดำเนินการ ซึ่งจะมีการจ่ายค่าสินไหมชดเชยในกรณีบาดเจ็บและเสียชีวิตวงเงินรายละ 100,000 บาท และกรณีที่ไม่สามารถทำงานจะชดเชยให้วันละ 300 บาท เป็นเวลา 30 วัน โดยบริษัทประกันจะคิดเบี้ยประกันกับรัฐเพียง 99 บาทต่อรายต่อปี จากต้นทุนปกติที่มีราคา 150 บาท

ทั้งนี้ รัฐบาลยังจะมีแนวคิดในการศึกษาให้ภาคเอกชนธุรกิจประกันเข้ามาบริหารจัดการค่ารักษาพยาบาลแทนให้สวัสดิการกับข้าราชการและครอบครัวที่มีสิทธิ์ที่มีอยู่ในระบบ 10 ล้านคน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลใช้งบในการรักษาพยาบาลให้กับข้าราชการสูงถึง 60,000 ล้านบาทต่อปี โดยใช้งบประมาณประจำ ซึ่งที่ผ่านมามีการเบิกจ่ายเงินเกินที่กันไว้มาโดยตลอด ดังนั้น หากให้เอกชนดำเนินการแทนจะประหยัดเม็ดเงินงบประมาณ เพราะเอกชนบริหารจัดการได้ดีกว่า

นอกจากนี้ อยู่ระหว่างการหารือกับสมาคมประกันวินาศภัยไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อกำหนดสิทธิพิเศษให้แก่บริษัทประกันภัยและผู้ประกอบการนำเข้าส่งออก เพื่อส่งเสริมให้บริษัทเหล่านี้เข้ามาทำประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลกับบริษัทประกันในไทยเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่จะทำกับต่างประเทศ ซึ่งทำให้บริษัทประกันไทยสูญเสียโอกาส เห็นได้จากปัจจุบันมีเบี้ยประกันภัยทางทะเลเพียง 3% ของเบี้ยประกันวินาศภัยรวม.

 

สั่งซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กก.ละ 8 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731463

 

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงการเตรียมรับมือผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูกาลผลิตปี 59/60 ที่จะออกสู่ตลาด ตั้งแต่เดือน พ.ย.นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาตกต่ำว่า ได้ขอความร่วมมือโรงงานอาหาร สัตว์ ให้รับซื้อเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศในราคาไม่ต่ำกว่าปีก่อน หรือกิโลกรัม (กก.) ละไม่ต่ำกว่า 8 บาท ที่ความชื้น 14.5% โดยเมื่อทอนเป็นราคาที่เกษตรกรขายแบบฝักจะอยู่ที่ กก.ละ 3.80-4.00 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรอยู่ได้

“ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศจะออกมากตั้งแต่เดือน พ.ย.-ธ.ค. ปีนี้มีประมาณ 4 ล้านตัน ไม่เพียงพอต่อความต้องการอยู่แล้ว เพราะโรงงานอาหารสัตว์ใช้ปีละประมาณ 7-8 ล้านตัน แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาลดลงในช่วงผลผลิตออกมาก กรมได้ขอความร่วมมือโรงงานรับซื้อไม่ต่ำกว่า กก.ละ 8 บาท ที่ความชื้น 14.5% หากโรงงานใดซื้อราคาต่ำกว่าที่ขอความร่วมมือไว้ให้เกษตรกรแจ้งมาได้ที่กรมจะดำเนินการแก้ปัญหาให้ คาดว่าราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จะปรับสูงขึ้นในช่วงปลายฤดู ซึ่งปีที่ผ่านมาราคาปรับขึ้นถึง กก.ละ 9 บาท”

นางสาววิบูลย์ลักษณ์กล่าวว่า ได้ขอความร่วมมือให้โรงงานอาหารสัตว์ ชะลอการนำเข้าข้าวสาลี ที่สั่งซื้อจากต่างประเทศออกไปก่อน โดยให้สามารถนำเข้าได้ในช่วงที่ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกหมด หรือประมาณเดือน ก.พ.เป็นต้นไป เพื่อไม่ให้กระทบกับราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลคงไม่สามารถจำกัดปริมาณการนำเข้าข้าวสาลีได้ เพราะไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกเนื้อสัตว์รายใหญ่ของโลก ทั้งไก่ หมู เป็นต้น หากยังมีต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงอยู่ จะทำให้ราคาเนื้อสัตว์สูง ซึ่งจะกระทบต่อทั้งผู้บริโภคในประเทศ และทำให้สูญเสียศักยภาพในการแข่งขันด้านการส่งออกกับประเทศที่มีต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ถูกกว่า ทั้งสหรัฐฯ และบราซิล

สำหรับการแก้ปัญหาราคามันสำปะหลังตกต่ำ ได้ขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการมันสำปะหลังแล้ว ให้รับซื้อหัวมันสดจากเกษตรกรที่กำลังทยอยออกสู่ตลาดในขณะนี้ ราคา กก.ละ 1.90 บาท ซึ่งผู้ประกอบการโรงงานมันเส้น และเอทานอล รับปากจะให้ความร่วมมือ เพราะราคาส่งออกมันเส้นของไทยดีมาก เมื่อทอนเป็นราคาหัวมันสดแล้ว สามารถรับซื้อได้ที่ กก.ละ 1.90 บาท แต่ขอให้เกษตรกรอย่าเพิ่งเร่งรีบ เพราะจะได้คุณภาพต่ำ ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ที่มีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เป็นประธาน ได้อนุมัติมาตรการพักชำระหนี้ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง โดยมีเกษตรกรขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 560,000-600,000 ครัวเรือน คาดจะใช้เงินงบประมาณ 1,400 ล้านบาท.

 

นักวิเคราะห์ห่วงกฎหมายใหม่ทำงานยากขึ้น ผิดพลาดโทษแรงขั้นอาญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731443

 

ก.ล.ต.เตรียมร่อนหนังสือแจ้งโบรกเกอร์และนักวิเคราะห์ ห้ามนำข้อมูลภายในหรืออินไซด์ ที่มีนัยสำคัญหรือมีผลกระทบต่อราคาหุ้นมาวิเคราะห์บริษัทจดทะเบียน ขณะที่นายกสมาคมนักวิเคราะห์ขอทำความเข้าใจถึงแนวทางการวิเคราะห์ที่ชัดเจน ก่อนเตรียมทำคู่มือแนวทางการวิเคราะห์หรือการปฏิบัติงานของนักวิเครราะห์ หลังกังวลกฎหมายใหม่จะทำให้นักวิเคราะห์ทำงานยากขึ้น ผิดพลาดโดนบทลงโทษรุนแรงถึงขั้นอาญา

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้า ก.ล.ต.จะส่งหนังสือชี้แจงแนวทางการปฏิบัติตามร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฉบับแก้ไขใหม่ ให้กับบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อให้บริษัทนำไปจัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติงาน และเพื่อให้การวิเคราะห์หลักทรัพย์เป็นไปอย่างถูกต้อง โดยปัจจุบัน ก.ล.ต.อยู่ระหว่างพูดคุยกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์และสมาคมนักวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจขอบเขตการปฏิบัติงาน ว่าสิ่งไหนที่สามารถทำได้ และอะไรที่ไม่สามารถทำได้

ทั้งนี้ เชื่อว่าแนวทางการปฏิบัติใหม่นี้จะไม่ส่งผลต่อการวิเคราะห์ หรือทำให้มีการออกบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ลดลง โดยการเขียนบทวิเคราะห์ต่างๆ ยังสามารถทำได้ตามเดิม เนื่องจากนักวิเคราะห์ยังสามารถนำข้อมูลในอดีต ข้อมูลพื้นฐานและการคาดการณ์มาประกอบการวิเคราะห์ได้ แต่สิ่งที่ห้ามคือนำข้อมูลภายในที่ไปรับทราบมา และยังไม่ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์มาใส่ในบทวิเคราะห์จนทำให้มีผลกระทบต่อราคาหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจทำให้นักวิเคราะห์มีความผิดได้ จากที่ก่อนหน้านี้ไม่มีความผิด “บทวิเคราะห์คงไม่ได้น้อยลงเพราะยังทำได้ตามปกติ แต่ที่กฎหมายใหม่ต้องการบอก คือห้ามนำข้อมูลอินไซด์มาประกอบการวิเคราะห์ หรือชูขึ้นมาเป็นประเด็น โดยหลังจากนี้ทางสมาคมนักวิเคราะห์ฯ จะจัดทำคู่มือเกี่ยวกับข้อจำกัดต่างๆ ในการปฏิบัติงานให้นักวิเคราะห์ได้รับทราบ”

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา สมาคมนักวิเคราะห์ได้นำนักวิเคราะห์กว่า 100 คนเข้าพบ ก.ล.ต.เพื่อทำความเข้าใจ และกำหนดแนวทางการทำงานของนักวิเคราะห์ตามกฎหมายหลักทรัพย์ฉบับใหม่ หลังมีความกังวลว่า จะทำให้นักวิเคราะห์ทำงานยากขึ้นหรือไม่ เพราะกฎหมายเขียนไว้เข้มข้นรุนแรงและมีบทลงโทษที่เป็นคดีอาญาที่รุนแรง ซึ่งวัตถุประสงค์ของกฎหมายเป็นเรื่องดี ยกระดับมาตรฐานแนวทางการวิเคราะห์ที่มีความเป็นสากลมากขึ้น และเป็นการสร้างมาตรฐานเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน โดยหลังจากนี้จะมีการทำคู่มือแนวทางการวิเคราะห์และการเขียนบทวิเคราะห์ที่ชัดเจน เป็นไกด์ไลน์หรือแนวทางว่าอะไรทำได้หรืออะไรทำไม่ได้

สำหรับการหารือมีประเด็นสำคัญ เช่น การห้ามนำข้อมูลเท็จมาวิเคราะห์หรือใส่ในบทวิเคราะห์ ซึ่งประเด็นนี้ไม่ติดใจ แต่มีประเด็นที่ต้องการความชัดเจนที่ ก.ล.ต.ห่วงว่าเวลาไป company visit หรือพบผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนแล้วได้ข้อมูลภายในที่มีผลต่อราคาหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ ห้ามนำมาเผยแพร่หรือนำมาเป็นข้อมูลในการวิจัย ซึ่งนักวิเคราะห์ต้องการให้กำหนดรายละเอียดหรือนิยามข้อมูลอินไซเดอร์ว่ามีขอบเขตแค่ไหน นอกจากนี้ ที่กำหนดว่า ต้องไม่นำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมาวิเคราะห์ ทำให้ต่อไปจะต้องเป็นหน้าที่ที่นักวิเคราะห์ต้องไปพิสูจน์หาความถูกต้องของข้อมูลเองหรือไม่แค่ไหน เช่น หากเป็นข้อมูลที่ผู้บริหารให้สัมภาษณ์ออกสื่อจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ได้หรือไม่ รวมทั้งประเด็นที่ว่าข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ ต้องมีความครบถ้วนของข้อมูลเพียงพอ ซึ่งต้องการความชัดเจนว่าข้อมูลแค่ไหนถึงจะเรียกว่าครบถ้วนและนำมาวิเคราะห์ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ร.บ.หลักทรัพย์ที่แก้ไขใหม่ได้ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว โดยเพิ่มมาตรการในการบังคับใช้กฎหมายที่มีความเข้มข้นและบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นทั้งในประเด็นการปั่นหุ้น การใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้น ที่มีการตรวจสอบตั้งแต่ผู้บริหารพนักงาน ลูกเมียพ่อแม่ญาติพี่น้อง ขณะที่เพิ่มมาตรการลงโทษทางแพ่งที่กำหนดค่าปรับที่รุนแรงขึ้น และยังถูกห้ามเป็นกรรมการและผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนรวมทั้งห้ามซื้อขายหุ้นในตลาดด้วย.

 

19 หน่วยผนึกกำลังรับมือภัยไซเบอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731448

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (22 ก.ย.59) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. (เอ็ดด้า) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจยกระดับความพร้อมรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์กับ 19 หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมมือกันขับเคลื่อนการป้องกันภัยจากไซเบอร์และรักษามาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการออนไลน์ อีกทั้งยังเป็นการสนองนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของรัฐบาล เพื่อนำประเทศไทยเข้าสู่ยุค 4.0

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ สพธอ.กล่าวว่า ทุกหน่วยงานจะร่วมมือกันพัฒนาบุคลากรด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ให้มีความพร้อมในการรับมือ, ตรวจจับ, วิเคราะห์ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงและอุดช่องโหว่ของระบบสารสนเทศที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้จากผลสำรวจความคิดเห็นของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน พบว่า 86.7% เคยประสบเหตุภัยคุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และแจ้งว่ามีการโจมตีทางเว็บไซต์เพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูลบนเว็บไซต์ ซึ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ขององค์กร และ 76% แสดงความเห็นว่าขาดงบประมาณในการสนับสนุนและวิเคราะห์ปัญหาด้วยตัวเอง ขณะที่ 79% ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ไม่มีแผนงานพัฒนาบุคลากรด้านป้องกันภัยทางไซเบอร์

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานต่างๆได้มีการเสนอแนะให้จัดอบรมเสริมสร้างความรู้ด้านป้องกันภัยจากไซเบอร์ การสร้างความร่วมมือกันรับมือภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการดูแลความมั่นคงทางไซเบอร์ด้วย.

 

ลงทุนวิจัยพลังงานเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731440

 

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า หลังจากบีโอไอได้เปลี่ยนนโยบายส่งเสริมการลงทุน โดยมุ่งเน้นส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ปรากฏว่ามีนักลงทุนไทยและบริษัทคนไทยแสดงความสนใจยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนหลายราย โดยเฉพาะในด้านการวิจัยและพัฒนา และไบโอเทคโนโลยี รวมทั้งมีแนวโน้มที่บริษัทของคนไทยจะขยายการลงทุนในกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากการเก็บข้อมูลการประชุมให้คำปรึกษากับนักลงทุนไทย พบว่ามีบริษัทคนไทยอีกหลายรายที่จะยื่นขอรับการส่งเสริม

สำหรับกิจการในกลุ่มวิจัยและพัฒนาที่ได้รับการส่งเสริมแล้ว และเป็นกิจการที่สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ การวิจัยพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ของบริษัทวีราออโตโมทีฟ จำกัด เงินลงทุน 5 ล้านบาท การวิจัยพัฒนารถโดยสารขนาดใหญ่พลังงานไฟฟ้า ของบริษัทไทยยานยนต์ไฟฟ้า จำกัด เงินลงทุน 40 ล้านบาท การวิจัยพัฒนาเครื่องจักรที่ใช้ในการหล่อโลหะแบบใหม่ ของบริษัทกิสโค จำกัด เงินลงทุน 5 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีกิจการวิจัยพัฒนาในกลุ่มอื่น ได้แก่ กิจการวิจัยพัฒนาสูตรเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โดยมีลูกค้าเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอางชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ กิจการวิจัยพัฒนากระบวนการคัดเลือกและผลิตเมือกหอยทาก เพื่อนำไปผลิตผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ของบริษัทสยามสเนล จำกัด เงินลงทุน 22 ล้านบาท ขณะที่การวิจัยพัฒนาในกลุ่มยาก็มีหลายโครงการ อาทิ กิจการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์แบคทีเรียเพื่อใช้ในการผลิตวัคซีน เช่น วัคซีนป้องกันการติดเชื้อไอกรน ของบริษัทไบโอเนท เอเชีย จำกัด เงินลงทุน 1.2 ล้านบาท วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก ของบริษัทไบโอเนท เอเชีย จำกัด เงินลงทุน 2 ล้านบาท.

 

ลุ้นเอกชนยื่นขายไฟฟ้า 30 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731433

 

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์) เปิดเผยว่า เรคกูเลเตอร์ได้เปิดให้ภาคเอกชนยื่นขอเสนอขายไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมในรูปแบบ ต้นทุนการผลิตที่แท้จริง (FiT) ระหว่างวันที่ 22-28 ก.ย.นี้ จำนวน 50 เมกะวัตต์ ซึ่งในวันแรกหรือเมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา มีผู้มายื่นรวม 26 รายกำลังการผลิตเฉลี่ยไม่เกินรายละ 10 เมกะวัตต์ เปิดรับจนถึง 28 ก.ย.นี้ คาดว่าจะมีผู้มายื่นรวม 30 ราย กำลังผลิตรวม 300 เมกะวัตต์

“เงื่อนไขของการผลิตไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรมคือ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือก ต้องตั้งกิจการอยู่ภายใน 11 นิคมอุตสาหกรรมเพื่อป้อนไฟฟ้าให้กับนิคมฯ และคาดว่าในวันสุดท้ายของการยื่นขอร่วมโครงการในวันที่ 28 ต.ค. เรคกูเลเตอร์จะสามารถประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการพิจารณาได้ ซึ่งจะต้องลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ภายในวันที่ 25 ก.พ. 2560 เพื่อผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(COD) ภายในเดือน ธ.ค. 2562”

สำหรับโครงการรับซื้อไฟฟ้าขยะชุมชน ที่จะเป็นการผลิตไฟฟ้าใช้ในชุมชนต่างๆ คาดว่าจะมีการเปิดให้เอกชนเข้ายื่นเสนอขายไฟฟ้าได้ในช่วงต้นเดือน ต.ค.นี้ จำนวน 130 เมกะวัตต์ ซึ่งได้มีการประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้ส่งพื้นที่เป้าหมายมาก่อน ในการเช็กระบบสายส่งไฟฟ้าให้เพียงพอกับการรับซื้อ รวมถึงโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร (โซลาร์ฟาร์มราชการฯ) ระยะที่ 2 กำลังการผลิต 519 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นราชการ 400 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ การเกษตร 119 เมกะวัตต์ เรคกูเลเตอร์จะดำเนินการให้ได้ภายในต้นปี 2560.