คาราวาน “เมืองผี” สู่สยาม “เมืองยิ้ม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730649

 

หลังไทยเป็นเขตปลดปล่อยให้ “รถบ้าน” จากจีนเข้ามาแล่นเพ่นพ่านอยู่เต็มพื้นที่ภาคเหนือล้นลงมาถึงภาคกลาง สร้างปัญหา ตามมาพะเรอเกวียน

ครั้นพอเราใช้มาตรการเข้มสถิติรถบ้านซึ่งเคยปรากฏที่ด่านพรมแดน อ.เชียงของ-แม่สาย จ.เชียงราย จำนวนมากกลับกลายเป็น “ศูนย์” ไปทันที!

อย่างไรก็ตาม…กระแสนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยนั้น มิได้หยุดนิ่งที่จะมาเที่ยวสยามเมืองยิ้ม โดย ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยังพูดแบบอมยิ้มไปพร้อมกันว่า เมื่อปีที่ผ่านมาไทยมีนักท่องเที่ยวจีน 7.9 ล้านคน เติบโตขึ้นถึงร้อยละ 71.14 แล้วคาดหวังต่อไปอีกว่าปีนี้น่าจะได้มากถึง 10 ล้านคนแน่นอน ขณะที่นายกองค์กรท่องเที่ยวเอกชนอ้างจีนกำลังพิพาททางทะเลกับญี่ปุ่น เวียดนาม และฟิลิปปินส์ จะส่งผลบุญให้ไทยส้มหล่นมีนักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนเข็มทิศมาไทย 13 ล้านคน

ไต่เพดานสูงถึงเกือบร้อยละ 1 ของจำนวนประชากรจีนล่าสุด 1,400 ล้านคนเลยทีเดียว!

และถึงรถบ้านจีนจะใส่เกียร์ถอยไม่ยอมมาไทย ผู้ว่าการ ททท.ก็ดูเหมือนจะไม่ถือเป็นประเด็นปัญหา ด้วยเมื่อเช้าวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา ททท.ก็ได้ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมจีน โดยสมาคมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศแห่งจีน สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และสภาวัฒนธรรมไทย-จีน

จัดโครงการคาราวานรถยนต์สานสัมพันธ์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวไทย-จีน ประจำปี 2559 ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ที่ลานวัฒนธรรมกลางเมืองออร์โดส ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองผี” หรือ “เมืองร้าง” ของเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ซึ่งเป็นเมืองชายแดนตอนเหนือของจีนที่ติดรัสเซียกับมองโกเลีย จากสาเหตุเมืองนี้มีทรัพยากรถ่านหิน ก๊าซ และแร่โลหะมากมายที่สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบและสินค้าพร้อมขาย

เมื่อเริ่มต้นปี ค.ศ.2000 รัฐบาลจีนจึงทุ่มพัฒนาเมืองนี้ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเมือง โดยเร่งสร้างปัจจัยพื้นฐานต่างๆ กับอาคารที่อยู่อาศัยเตรียมรองรับ ด้วยคาดว่าจะต้องมีประชากรมากถึง 14 ล้านคนในอนาคต แต่เพราะการบริหารที่ล้มเหลวส่งผลให้เศรษฐกิจล่มสลาย มีประชากรอยู่เพียง 1.4 ล้านคน เหล่าอสังหาริมทรัพย์จึงกลายเป็นอาคารร้างว่างเปล่า ถนนหนทางไร้ซึ่งรถราแล่นผ่านเช่นเมืองใหญ่ๆของจีน การจราจรไม่มีติดขัดให้เห็นไม่ว่าจะเป็นเวลาเย็นหรือเช้า…เมืองนี้จึงดูไม่ต่างเมืองผีและเมืองร้างอย่างที่ถูกกล่าวถึง!

แต่คณะผู้จัดคาราวานต่างกลับเห็นพ้องต้องกันที่จะเลือกเมืองนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปล่อยขบวนคาราวานจำนวน 70 คันออกเดินทาง ด้วยเห็นว่าเมืองนี้มีวัฒนธรรมของชนเผ่ามองโกลอันชวนให้น่าสนใจ และมีประวัติศาสตร์โบราณอันเกี่ยวกับเจงกิสข่าน ขุนพลนักรบบนหลังม้าที่ลือชื่อ อีกทั้งมีทะเลทรายผืนใหญ่ “เซี้ยงซาวัน” ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับแนวหน้า

ติง เหว่ย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรมจีน ให้เหตุผลด้วยว่า “คาราวานสานสัมพันธ์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวไทย-จีน ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันของทั้ง 2 ประเทศ ภายใต้แนวคิดที่ว่า One Belt One Road คือการเชื่อมต่อบนถนนสายเดียวกัน ด้วยจะต้องเดินทางผ่าน 7 มณฑลในจีน และอีกกว่า 10 จังหวัดในไทย รวมระยะทางไป-กลับ 12,000 กิโลเมตร ใช้เวลานานถึง 39 วัน และยังมีการจัดเวทีแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-จีน ทั้งที่ออร์โดส, เจิ่งโจวแห่งมณฑลเหอหนาน และฉางชาแห่งมณฑลหูหนาน ส่วนเมืองไทยที่ จ.เชียงราย กับกรุงเทพฯ โดยทุกเวทียังมีการนำเสนอขายการท่องเที่ยวไทยในจีน และขายท่องเที่ยวจีนในไทย”

สำหรับเส้นทางคาราวานที่แล่นด้วยรถตระกูล “ฉีลุ่ย” ที่ผลิตในจีน เมื่อเริ่มออกจากเมืองออร์โดสแล้ว ก็จะเลาะลงไปทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือผ่านทุ่งดอกหญ้าออร์โดส ที่คนมองโกล เรียกว่า “มาหลันฮั้ว” สู่เมืองโบราณอายุกว่า 1,000 ปีที่อำเภอปิงเหย้า ก่อนเข้าสู่ไต้หยวน, เจ็งโจว, เต็งเฟ็ง, หวู่ฮั่น, ฉางชา, กุ้ยหยาง ลงไปทางใต้ถึงคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลยูนนาน จากนั้นใช้เส้นทางสาย R3A แล่นลงสู่หยวนเจียงเซียนและ “จิ้งฮง” หรือเชียงรุ้ง และเป็นเมืองเดียวกับที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “สิบสองปันนา” ถิ่นที่อยู่ชาวไทลื้อกลุ่มเดียวกับไทลื้อ จ.พะเยา

ครั้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา ขบวนคาราวานได้พากันแล่นผ่าน สปป.ลาว ด้านบ่อเต็นสู่บ่อแก้ว แล้วข้ามลำน้ำโขงบนสะพานมิตรภาพไทย-สปป.ลาว แห่งที่ 4 เข้าสยามเมืองยิ้มที่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย โดยมีพิธีต้อนรับกันอย่างเอิกเกริกตามธรรมเนียมล้านนา พร้อมการแสดงทางด้านวัฒนธรรม

คราวนี้นักแสดงฝ่ายจีนกลับเป็นฝ่ายมาเยือนบ้าง

ก่อนหน้าที่คณะคาราวานจะเดินทางเข้าสู่ไทย ผู้ขับขี่รถทุกคันซึ่งเป็นคนจีนทั้งหมด บางคนที่อาสาเข้ามาเป็นผู้ขับขี่นั้น มีสถานะเป็นถึงผู้บริหารบริษัทตัวแทนผู้จำหน่ายรถตระกูลฉีลุ่ยเป็นต้นทุนอยู่ในจีน แต่เขาก็จะต้องผ่านการอบรมย้ำเตือนมาเป็นอย่างดี ถึงมารยาทในการขับขี่และการปฏิบัติตามกฎจราจรภายใต้ พ.ร.บ.ขนส่งทางบกของไทย เช่น เปลี่ยนช่องทางการจราจรจากขวาเป็นซ้าย ไม่ขับรถหวือหวาปาดซ้ายปาดขวาให้ดูน่ากลัว ไม่สูบบุหรี่และใช้โทรศัพท์หรือถ่ายภาพกับวีดิโอขณะขับรถ

เพราะกระทรวงวัฒนธรรมจีนทราบดีว่า พฤติกรรมการขับขี่คนของเขาเป็นอย่างไร อีกทั้งยังทราบด้วยว่า สายตาคนไทยมองนักท่องเที่ยวจีนที่นิยมขับรถมาเที่ยวไทย แล้วทิ้งมารยาทบางอย่างที่ไม่เหมาะสมไว้?

คณะคาราวานได้เริ่มเยือนไทยตั้งแต่เชียงรายลงไปเชียงใหม่ ลำปาง ซึ่งคงไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับตลาดจีน ที่มาไทยแล้วมักเลือกถิ่นนี้เป็นจุดหมายแรกก่อนเที่ยวถิ่นอื่น แต่ทางเลือกใหม่ของกลุ่มตลาดจีนเที่ยวนี้ คือจะล่องต่อไปทางนครสวรรค์แล้วเชื่อมสู่อู่อารยธรรมอีสาน สินค้าที่ตลาดจีนยังไม่สู้จะคุ้นเคยนัก โดยเลือก จ.นครราชสีมา เพื่อชมแหล่งโบราณคดีอายุหลายพันปีที่บ้านปราสาท อ.โนนสูง และปราสาทหินพิมายแหล่งโบราณคดีสมัยขอมเรืองอำนาจ

ที่โดดเด่นเป็นวิถีชุมชนคนทอผ้าไหมแห่งบ้านสนวนนอก อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ อีกทั้งถิ่นทอผ้าไหมยกทองโบราณบ้านท่าสว่าง จ.สุรินทร์ กับหมู่บ้านช้างบ้านตากลาง พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก จ.ยโสธร ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จ.อุบลราชธานี กับผามออีแดง จ.ศรีสะเกษ แล้วย้อนลงมาทางปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ก่อนเข้าสู่ภาคตะวันออกทางด้าน จ.นครนายก เพื่อไป จ.ระยอง และเมืองพัทยาเป้าหมายสำคัญของตลาดจีน และมุ่งสู่เมืองหลวงกรุงเทพฯ 26 กันยายน เพื่อจับจ่ายสินค้าในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ก่อนทำพิธีเลี้ยงลาเพื่อปิดโครงการที่ศูนย์วัฒนธรรมจีน วันที่ 29 กันยายน ก่อนขบวนจะวกกลับเชียงรายและย้อนสู่จุดหมายคือเมืองผีออร์โดส

กิจกรรม 39 วันบนเส้นทางล้อหมุน 12,000 กิโลเมตร นับเป็นประวัติศาสตร์ใหม่อีกบทหนึ่งเพื่อเชื่อมประสานความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ของสองฟากฝั่งประเทศที่เคยมีกันมานาน แต่โครงการนี้หากมองถึงการแลกเปลี่ยนทางการท่องเที่ยว อาจยังไม่มีน้ำหนักที่ชัดเจนมากพอสำหรับโครงการใหญ่ขนาดนี้ ด้วยบทผนวกยังเป็นเพียงการทำตลาดแบบ Soft Sale คือสร้างการรับรู้ ทว่าขาดแรงกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายตรงแบบ Hard Sale ที่นำผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวจากไทยไปเป็น “ผู้ขาย” แก่ “ผู้ซื้อ” คือบริษัทนำเที่ยวในจีน

กระทั่งเมื่อคาราวานนำเที่ยวเยือนไทย ก็นำผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจากจีนมาเป็น “ผู้ขาย” ให้กับ “ผู้ซื้อ” คือบริษัทนำเที่ยวในไทย เป็นการแลกเปลี่ยนตลาดการท่องเที่ยวไทย-จีน แบบเอื้อซึ่งกันและกัน

ถึงกระนั้นด้วยสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวอย่างที่รู้กันว่า ททท.กำลังจะโหนตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยให้ได้ 10 ล้านคนจากทุกกลุ่ม ขณะคนไทยไปจีนเฉลี่ยปีละประมาณ 613,100 คน ซึ่งไทยยังคงความได้เปรียบทางดุลจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ที่สูงกว่าจีนหลายเท่าตัว

ก็พอสรุปได้ว่าเมื่อไทย-จีนคิดปั้นโครงการใหญ่คือคาราวานสานสัมพันธ์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ติดต่อกันถึง 3 ปีโดยมีหน่วยงานรัฐของทั้ง 2 ประเทศเป็นแม่งาน ก็น่าที่จะคัดกรองผู้ประกอบการนำเที่ยวซึ่งขายบริการแก่กลุ่มคุณภาพ มาเจรจาซื้อขายธุรกิจแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งวิธีการนี้ย่อมดีกว่าการไปลงนามข้อตกลงไม่รู้กี่ครั้งกี่หน เพื่อแก้ปัญหาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวประพฤติตนไม่เหมาะสมระหว่างท่องเที่ยว

ไม่คิดเริ่มต้นเฟ้นหานักท่องเที่ยวคุณภาพอย่างจริงๆจังๆกันเลยเหรอ?

 

“ซีคอน” ชวนช็อปเพลินๆ เดินชิวงาน “ฮิปสเตอร์ ฮับ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731423

 

(ภาพจาก:เว็บไซต์ ซีคอน บางแค)

นายจรัญ ผู้พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ สำนักสื่อสารการตลาดและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ซีคอน บางแค จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดงาน “Hipster Hab” #เดินวนไปในทะเลทราย เอาใจผู้ที่ชื่นชอบหลงใหลในวิถีฮิปสเตอร์ได้สัมผัสบรรยากาศทะเลทรายผสมผสานเทพเจ้าแห่งอียิปต์แนวโมเดิร์นอาร์ต โดยในงานมีร้านค้ากว่า 50 ร้านดัง แนวฮิปสเตอร์ทั้งเสื้อผ้า แว่นตา เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า แว่นตา อาทิ ร้าน Chatty Bag กระเป๋ายีนดีไซน์เท่ผสมไอเดียแปลกใหม่ ร้าน NanajittNG Hand Mand กระเป๋า, เสื้อยืด, เชิ้ต ลายเส้นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีแฟชั่นทรัค แบรนด์เสื้อผ้าสุดฮิปบนหลังรถ และฟู้ดทรัค ร้านอาหารติดล้อ อาทิ ร้าน BABY PIZZA by chayanan พิซซ่าบางกรอบ สไตล์ฟิวชั่น ร้าน Say Cheese เฟรนช์ฟรายชีสหน้าต่างๆ เป็นต้น ดูข้อมูลเพิ่มเติม www.seaconbangkae.com หรือโทร.0-2454-7777 ต่อ 535 งานจัดตั้งแต่วันนี้-25 ก.ย. 59 ที่ลานกลาง ชั้น 1 ศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแค.

 

สาธุชนผู้ถือศีลกินเจเฮ ‘พาณิชย์’ เผยปีนี้ราคาผักลดลงกว่าปีที่ผ่านมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ย. 2559 18:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731023

 

‘พาณิชย์’ ชี้ราคาผักลดลง 8-26% แต่สั่งเกาะติดปริมาณและราคาใกล้ชิด รับมือเทศกาลกินเจ 1-9 ต.ค. ที่จะมีความต้องการบริโภคเพิ่ม พร้อมเชื่อมโยงผักจากแหล่งผลิตสู่ตลาดกลางไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลน

เมื่อวันที่ 22 ก.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์ราคาผัก และปริมาณผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาดให้มีปริมาณเพียงพอ เพื่อรองรับความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลกินเจที่วันที่ 1-9 ต.ค.59 โดยราคาผักอาจยังคงอยู่ในระดับสูงตามปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดในแต่ละวัน และความต้องการที่สูงขึ้น ดังนั้นขอให้ประชาชนเป็นผู้บริโภคยุคใหม่ ‘ฉลาดซื้อ ประหยัดใช้’ เปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อ และหากพบเห็น หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการ แจ้งที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ จากการสำรวจราคาผักใบในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือน ก.ย.59 เป็นต้นมา พบว่า ราคาผักบางชนิดลดลงเฉลี่ย 8-26% โดยเฉพาะผักกาดหอม คะน้า ผักชี ต้นหอม และขึ้นฉ่าย เพราะมีฝนตกในแหล่งผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดต่อเนื่อง และเพียงพอกับความต้องการของตลาด ส่วนผักใบ (กาบแข็ง) ที่ปลูกบนที่สูง ได้แก่ กะหล่ำปลี และผักกาดขาวปลี ราคาทรงตัว ขณะที่ผักผล ราคายังคงทรงตัวต่อเนื่องเช่นกัน

สำหรับแนวโน้มราคาผัก จากการสอบถามเกษตรกรผู้ปลูกผักภาคกลางและภาคตะวันตก พบว่ายังมีผักที่เกษตรกรส่วนใหญ่เพาะปลูกไว้รอเก็บเกี่ยวออกสู่ตลาดในช่วงเทศกาลกินเจ ประกอบกับในช่วง ต.ค. ภาวะฝนจะเบาบางลง จึงไม่น่าทำให้ผักเสียหาย คาดว่าปริมาณผักในช่วงเทศกาลกินเจจะมีเพียงพอ

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้กรมการค้าภายในจัดกิจกรรมเชื่อมโยงผักสดจากแหล่งผลิต หรือตลาดกลางเข้าสู่ตลาดสด แล้วกระจายไปสู่ผู้บริโภค โดยตลาดสดที่จะจัดกิจกรรมมีทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค ตลาดในกรุงเทพฯ ได้แก่ ตลาดศูนย์การค้ามีนบุรี ตลาดอ่อนนุชเฟรชมาร์ท ตลาดยิ่งเจริญ และตลาดแฮปปี้แลนด์ ส่วนในภูมิภาค ได้แก่ ตลาดศูนย์การค้ากำแพงเพชร จ.กำแพงเพชร ตลาดบางลำพู จ.ขอนแก่น ตลาดศูนย์การค้ารังสิต จ.ปทุมธานี และตลาดเสรี จ.นครปฐม รวมถึงตลาดกลางผักและผลไม้ในภูมิภาค 3 จังหวัด ได้แก่ ตลาดศรีนคร จ.นครสวรรค์ ตลาดไท จ.ปทุมธานี ตลาดย่าโม จ.นครราชสีมา และเครือข่ายของกรมฯ ได้แก่ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จ.ปัตตานี

‘กระทรวงฯ ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดอย่างใกล้ชิด โดยจะดูแลให้สินค้าอุปโภคบริโภคมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการไม่ขาดแคลน และกำชับไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบประชาชนผู้บริโภคโดยเด็ดขาด รวมทั้งติดตามสินค้าที่เป็นพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่ประสบภัย โดยสำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือต่อไป’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมการค้าภายในได้สำรวจราคาผักในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า ราคาผักเดือน ก.ย.59 ลดลงเมื่อเทียบกับเดือน ก.ย.58 เช่น ผักคะน้า เดือนก.ย.59 ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 27.50 ลดจาก ก.ย.58 ที่กิโลกรัมละ 47.50 ผักบุ้งจีนกิโลกรัมละ 19 บาท จากเดิมกิโลกรัมละ 29 บาท ผักกวางตุ้งกิโลกรัมละ 19 บาท ลดจากเดิมกิโลกรัมละ 32.50 บาท กะหล่ำปลีกิโลกรัมละ 18-20 บาท ลดจากเดิมกิโลกรัมละ 20-25 บาท ถั่วฝักยาวราคาทรงตัวเท่ากับช่วงเดียวกันของปีก่อนคือกิโลกรัมละ 30-35 บาท เว้นผักกาดขาวปลีกิโลกรัมละ 35-40 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิมกิโลกรัมละ 27.50 บาท.

 

หุ้นไทยปิดตลาดพุ่ง 18.82 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,505.99 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ย. 2559 17:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731065

 

หุ้นไทยปิดตลาดพุ่ง 18.82 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,505.99 จุด มูลค่าการซื้อขาย 46,459.72 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 22 ก.ย.59 พบว่า หุ้นไทยปิดบวก 18.82 จุด เปลี่ยนแปลง +1.27% ดัชนีอยู่ที่ 1,505.99 จุด มูลค่าการซื้อขาย 46,459.72 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และ 5.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน).

 

เด้งเจ้าท่านนทบุรี หลังต่อใบอนุญาตเรือล่มอยุธยา ทั้งที่ไม่มีประกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ย. 2559 16:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730938

 

เด้งเจ้าท่านนทบุรีเข้ากรุ เหตุต่อใบอนุญาตเรือล่มอยุธยา ทั้งที่ไม่มีการทำประกันตามกฎหมาย พร้อมตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงรู้ผลสิ้นเดือนก.ย.

เมื่อวันที่ 23 ก.ย.59 นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้ลงนามในคำสั่งกรมเจ้าท่าที่ 772/2559 ย้ายให้นางหทัยกาญจน์ เพ็ญกูล นักวิชาการขนส่งชำนาญการ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขานนทบุรี ไปช่วยปฏิบัติราชการที่สำนักมาตรฐานทะเบียนเรือ โดยให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนวยการสำนักจะมอบหมายเป็นเวลา 2 สัปดาห์

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเรือโดยสารล่มในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหน้าวัดสนามไชย ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมาพบว่า เรือลำดังกล่าวไม่มีการจัดทำประกันภัยตามที่กฎหมายกำหนด แต่นางหทัยกาญจน์มีการลงนามต่ออายุใบอนุญาตให้กับเรือลำดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวงฉบับที่ 48 (พ.ศ. 2530) ตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ที่กำหนดให้การขอรับหรือต่อใบอนุญาตใช้เรือ โดยสารรับจ้างจะต้องจัดให้มีการประกันภัยสำหรับผู้โดยสารโดย และเจ้าของเรือจะต้องยื่นเอกสารสัญญาประกันภัยอุบัติเหตุที่มีผลคุ้มครองผู้โดยสารตามระยะเวลาที่กำหนดในใบอนุญาตใช้เรือและกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวด้วย พร้อมกับคำขอรับหรือต่อใบอนุญาตการใช้เรือ

“เราตรวจพบว่าเจ้าท่านนทบุรีมีการต่อในอนุญาตใช้เรือให้เรือลำดังกล่าวไปเมื่อช่วงเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ เรือไม่ได้มีการทำประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสารตามที่กฎหมายกำหนด ถือว่าฝ่าฝืนกฎหมาย ผมจึงเซ็นคำสั่งย้ายเจ้าท่านนทบุรีออกจากพื้นที่ และตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 10 วัน หรือภายในสิ้นเดือนก.ย.นี้ หากผลสอบพบว่าเข้าข่ายมีความผิด ก็จะตั้งกรรมการสอบวินัย เพื่อเอาผิดทางวินัยต่อไป ซึ่งจะใช้เวลาสอบอีก 20 วัน”

อย่างไรก็ตาม ตามกฎกระทรวงกำหนดให้เรือโดยสารต้องทำประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสารตามระยะเวลาที่กำหนดในใบอนุญาตใช้เรือ โดยได้ระบุความคุ้มครองกรณีผู้โดยสารได้รับจากอุบัติเหตุจนถึงแก่ความตาย ทุพพลภาพ หรือบาดเจ็บ ดังนี้ เช่น กรณีสูญเสียชีวิต ชดเชยคนละ 50,000 บาท, สูญเสียตาหรือสายตาสองข้าง คนละ 50,000 บาท ค่ารักษาพยาบาล คนละไม่เกิน 10,000 บาท เป็นต้น

 

พณ.จ่อชงครม.พักหนี้ชาวไร่มัน ชะลอนำเข้าข้าวสาลี พยุงราคาข้าวโพด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ย. 2559 15:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730893

 

พาณิชย์ สั่งโรงงานอาหารสัตว์ ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไม่ต่ำกว่ากก.ละ 8 บาท และชะลอนำเข้าข้าวสาลี หวังดึงไม่ให้ราคาข้าวโพดตกต่ำ ในช่วงที่ผลผลิตออกมากตั้งแต่พ.ย.-ธ.ค.นี้ ขณะเดียวกัน จี้ผู้ประกอบการมันสำปะหลัง ซื้อหัวมันสดโลละ 1.90 บาท เตรียมชง ครม. พักหนี้ชาวไร่มัน

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 59 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การเตรียมรับมือผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูกาลผลิตปี 59/60 ที่จะออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือน พ.ย.นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาตกต่ำนั้นทางเราได้ขอความร่วมมือโรงงานอาหารสัตว์ ให้รับซื้อเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศในราคาไม่ต่ำกว่าปีก่อน หรือกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 8 บาท ที่ความชื้น 14.5% โดยเมื่อทอนเป็นราคาที่เกษตรกรขายแบบฝักจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 3.80-4.00 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรอยู่ได้

‘ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศจะออกมากตั้งแต่เดือน พ.ย.-ธ.ค. ปีนี้มีประมาณ 4 ล้านตัน ไม่เพียงพอต่อความต้องการอยู่แล้ว เพราะโรงงานอาหารสัตว์ใช้ปีละประมาณ 7-8 ล้านตัน แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาลดลงในช่วงผลผลิตออกมาก กรมฯ ได้ขอความร่วมมือโรงงานรับซื้อไม่ต่ำกว่ากก.ละ 8 บาท ที่ความชื้น 14.5%’

ทั้งนี้หากโรงงานใดซื้อราคาต่ำกว่าที่ขอความร่วมมือไว้ ให้เกษตรกรแจ้งมาได้ที่กรมฯ จะดำเนินการแก้ปัญหาให้ เช่น อาจจะกำหนดเป็นราคาแนะนำ ที่โรงงานจะต้องรับซื้อ หรือกำหนดมาตรการอื่นๆ ต่อไป คาดว่าราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ น่าจะปรับสูงขึ้นในช่วงปลายฤดู ซึ่งปีที่ผ่านมา ราคาปรับขึ้นไปได้ถึงกิโลกรัมละ 9 บาท พร้อมกันนั้น ยังได้ขอความร่วมมือให้โรงงานอาหารสัตว์ ชะลอการนำเข้าข้าวสาลีออกไปก่อน โดยให้นำเข้าได้ในช่วงที่ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกหมด หรือประมาณช่วงเดือน ก.พ.เป็นต้นไป เพื่อไม่ให้กระทบกับราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ กล่าวว่า ส่วนการแก้ปัญหาราคามันสำปะหลังตกต่ำนั้นได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการมันสำปะหลังให้รับซื้อหัวมันสดจากเกษตรกรกิโลกรัมละ 1.90 บาท ซึ่งผู้ประกอบการโรงงานมันเส้น และเอทานอล รับปากจะให้ความร่วมมือ เพราะราคาส่งออกมันเส้นของไทยดีมาก แต่ขอให้เกษตรกรอย่าเพิ่งเร่งรีบขุดหัวมัน เพราะจะได้คุณภาพต่ำ และเชื้อแป้งไม่ได้ตามมาตรฐานที่ 25%

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ที่มีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 22 ก.ย.นี้ ได้อนุมัติมาตรการพักชำระหนี้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง โดยมีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 560,000-600,000 ครัวเรือน คาดจะใช้เงินงบประมาณ 1,400 ล้านบาท รวมถึงยังมีมาตรการชดเชยดอกเบี้ยให้เกษตรกร เพื่อชะลอการขุดหัวมัน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีเงินไปใช้จ่ายในช่วงที่ยังขายผลผลิตไม่ได้ ซึ่งจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในสัปดาห์หน้า

 

Nok Air รุกบริการส่งสัตว์เลี้ยง หวนเปิด ‘นกแอร์คาร์โก้’ เริ่ม 1 ต.ค.59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ย. 2559 15:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730807

 

คนรักสัตว์มีเฮ! หลังนกแอร์ บุกตลาดหนัก หันกลับมาเปิดรับขนส่งสัตว์ผ่านช่องทาง “นกแอร์คาร์โก้” ดีเดย์ 1 ตุลาคมนี้ ยันเน้นย้ำขั้นตอนปฏิบัติให้รัดกุม ดูแลสัตว์เลี้ยงทุกตัวให้ดีที่สุด เน้นที่ความปลอดภัยสูงสุดของสัตว์เลี้ยง…

เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2559 นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินนกแอร์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่เปิดทำการบินให้บริการขนส่งผู้โดยสาร ปัจจุบันนี้บริษัท ได้รับคำร้องขอจากผู้ใช้บริการขนส่งสัตว์ผ่านช่องทางสื่อสารต่างๆ ของบริษัทฯ เป็นจำนวนมาก เกี่ยวกับการขอให้มีการพิจารณาเปิดให้บริการขนส่งสัตว์เลี้ยงจากเดิมที่เคยให้บริการแต่ได้หยุดให้บริการไป ดังนั้นสายการบินนกแอร์ จึงเปิดให้บริการขนส่งสัตว์เลี้ยงเฉพาะช่องทางการให้บริการผ่าน นกแอร์คาร์โก้ เท่านั้น โดยมีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป ทั้งนี้ผู้โดยสารที่ประสงค์จะเดินทางพร้อมกับสัตว์เลี้ยง โดยนำสัตว์เลี้ยงมาเช็กอิน ณ เคาน์เตอร์ให้บริการภายในสนามบิน บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการงดให้บริการตามประกาศเดิม สำหรับการเปิดให้บริการขนส่งสัตว์เลี้ยงผ่าน นกแอร์คาร์โก้ ในครั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมในกระบวนการปฏิบัติงานให้มีความเคร่งครัดและรัดกุมมากยิ่งขึ้น


การกลับมาเปิดให้บริการในครั้งนี้ ยังคงยึดแนวทางและขั้นตอนการปฏิบัติงานตามมาตรฐานสากล โดยเพิ่มมาตรการตรวจสอบสัตว์เลี้ยงก่อนการขนส่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสภาพร่างกายของสัตว์เลี้ยงมีความพร้อมในการเดินทางมากที่สุด และพนักงานจะเน้นย้ำทำความเข้าใจกับเจ้าของสัตว์เลี้ยงทุกครั้งก่อนการขนส่ง โดยนกแอร์คาร์โก้และพนักงานทุกคนจะดูแลสัตว์เลี้ยงทุกตัวอย่างดีที่สุด และปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของสัตว์เลี้ยง อย่างไรก็ตามผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาดูรายละเอียดการส่งสัตว์เลี้ยงผ่านนกแอร์คาร์โก้ ได้ที่ เว็บไซต์นกแอร์ หรือติดต่อนกแอร์คาร์โก้ (สนามบินดอนเมือง) โทร. 02-504-3523-4 กด 101, 102 เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 03.00-23.00 น.

 

แรงงาน พร้อมรับข้อเสนอ สทน. เพิ่มวันหยุดประจำปีลูกจ้างจาก 6 เป็น 8 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ย. 2559 13:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730574

 

ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมรับข้อเสนอ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือ สทน. เพิ่มวันหยุดประจำปีลูกจ้างจาก 6 วัน เป็น 8 วัน

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงข้อเสนอสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) ที่ต้องการให้กระทรวงแรงงานแก้ไขกฎหมายเพิ่มวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้กับลูกจ้างแรงงานจาก 6 วัน เป็น 8 วัน ว่า ถ้าหากมีการเสนอเรื่องเข้ามา ก็พร้อมจะนำมาพิจารณา โดยมีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวควรมีการทำประชาพิจารณ์ขอความเห็นชอบจากทุกฝ่ายทั้งนายจ้าง และลูกจ้าง ว่าเห็นด้วยหรือไม่ และผู้ประกอบการมีความพร้อม เนื่องจากอาจส่งผลต่อแผนการผลิตหากต้องมีการปรับในเรื่องวันหยุดที่มากขึ้น

อย่างไรก็ตามการเพิ่มวันหยุดถ้าไม่มีการประกาศตามกฎหมาย ที่ผ่านมากระทรวงแรงงาน ได้ขอความร่วมมือกับสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกจ้างหยุดงานได้ โดยเฉพาะวันสำคัญต่างๆ ที่ผู้ประกอบการพร้อมให้ความร่วมมือ.

 

ดัชนีอุตสาหกรรมวูบ 3 เดือนติด ส.อ.ท.ผวาน้ำท่วมทุบกำลังซื้อ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ย. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730244

 

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ส.อ.ท.มีความกังวลปัญหาน้ำท่วมในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน กระทบต่อผลผลิตพืชไร่ของเกษตรกร ส่งผลต่อเนื่องถึงรายได้ของเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อขนาดใหญ่ของประเทศ จึงต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแผนบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจน และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่มีความเชื่อมั่นเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

“ปัญหาน้ำท่วมที่อาจกระทบกำลังซื้อ ไม่เพียงแต่กระทบยอดขายรถยนต์ แต่จะกระทบไปถึงเศรษฐกิจภาพใหญ่ของประเทศ ทั้งที่ขณะนี้เศรษฐกิจในประเทศเริ่มค่อยๆฟื้นแล้ว เพราะฉะนั้น จึงไม่อยากให้ผลกระทบจากน้ำท่วมมากระทบเป็นลูกโซ่ จากปลายปีที่แล้วประเทศไทยก็เผชิญปัญหาภัยแล้ง ที่สำคัญ 2 ปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาสลับไปสลับมาในแต่ละปี ทั้งนี้ ถ้าหากมีแผนบริหารจัดการน้ำที่ดี เชื่อว่าจะลดผลกระทบเรื่องนี้ไปได้มาก”

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาที่ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. พบว่าอยู่ที่ระดับ 83.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 84.7 เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยปัจจัยที่ส่งผลลบต่อค่าดัชนีอุตสาหกรรมฯ ส่วนใหญ่ เกิดจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ปัญหาการเตรียมปรับค่าจ้างแรงงาน และผู้ประกอบการยังได้รับผลกระทบจากการที่ประเทศจีนออกมาตรการให้สินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศ ไทย ต้องดำเนินการพ่นสารเคมีกำจัดยุงในตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้มีค่าใช้จ่าย เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร.

 

“เดอะซี ศรีราชา” ผุดเฟสพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730239

 

นางวันเพ็ญ ธนธรรมสิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวลธ์ ดีเวลลอปเปอร์ จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทเปิดตัวโครงการ “เดอะซี” (THE ZEA) คอนโดมิเนียม 39 ชั้น ติดชายทะเลที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท ไปเมื่อช่วงกลางปี 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้า โดยสามารถปิดยอดขายไปแล้วมูลค่า 1,800 ล้านบาท โดยโครงการเดอะซีมีกำหนดสร้างแล้วเสร็จช่วงกลางปี 2560 นี้แน่นอน

“จากกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้า ทำให้ล่าสุดบริษัทได้เตรียมเปิดให้จองเฟสพิเศษ ที่มีเพียง 100 ยูนิต ตกแต่งเสร็จพร้อมอยู่ ในครั้งนี้บริษัทได้ ดึงบริษัท จนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือเจแอลแอล มาเป็นตัวแทนขาย โดยมีแผนเน้นเจาะกลุ่มลูกค้านักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่มองเห็นโอกาสในการพัฒนาสินทรัพย์ที่พักอาศัยสำหรับชาวญี่ปุ่นที่มาทำงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก พร้อมชูจุดขายเจพีสไตล์เพื่อเข้าใจชาวญี่ปุ่น”

สำหรับเดอะซี เฟสพิเศษ จะเปิดให้จองในวันที่ 1 ต.ค.นี้เป็นต้นไป โดยเปิดราคาขายเฉลี่ย 100,000 บาทต่อตารางเมตร (ตร.ม.) โดยมีห้องให้เลือกพื้นที่เริ่มต้น 31.90 ตร.ม. ไปจนถึงขนาด 111.10 ตร.ม. อีกทั้งเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและลูกค้าที่สนใจ ทางบริษัทได้มอบความสะดวกในการบริหารจัดการห้องชุดเพื่อการปล่อยเช่าให้กับลูกค้า และการันตีผลตอบแทนขั้นต่ำ 21% ใน 3 ปี หรือเฉลี่ย 7% ต่อปี.