รัฐแก้ปัญหาให้ธุรกิจท่องเที่ยวเดินหน้าต่อได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730230

 

สรุปขั้นต่ำหนึ่งพันบาท/หัว/วัน

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยหลังการหารือกับสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน ว่า ขณะนี้มีข้อสรุปร่วมกันในการกำหนดราคาค่าแพ็กเกจทัวร์ขั้นต่ำ ว่า จากนี้บริษัททัวร์ที่ทำตลาดนักท่องเที่ยวจีน จะต้องมีการเก็บเงินค่าใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวอย่างต่ำ 1,000 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งเป็นราคาประเมินเบื้องต้นจาก 5 รายการหลัก ได้แก่ ค่าโรงแรม ค่ามัคคุเทศก์ ค่ายานพาหนะ ค่าประกัน และค่าอาหาร และจะรายงานข้อสรุปทั้งหมด กับ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ประธานคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ในสัปดาห์หน้า

“การกำหนดราคาขั้นต่ำครั้งนี้จะช่วยแก้ปัญหาในเบื้องต้นของทัวร์ศูนย์เหรียญ ที่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาการประกอบธุรกิจ ทัวร์ถึงขั้นไม่มีการให้นักท่องเที่ยวมีค่าใช้จ่ายเลย หรือเป็นค่าใช้จ่ายขั้นต่ำที่เห็นภาพได้ชัดเจนน้อยมาก ซึ่งการกำหนดราคาค่าใช้จ่ายทัวร์ขั้นต่ำ ก็จะช่วยให้บริษัททัวร์มีรูปแบบการประกอบธุรกิจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ใช่ทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างที่ผ่านมา”

ทั้งนี้ การกำหนดราคาขั้นต่ำ 1,000 บาทดังกล่าว จะไม่ใช่ราคาที่ตายตัว และเป็นราคาที่ตั้งขึ้นเฉพาะกิจในการแก้ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญในขณะนี้ แต่การกำหนดราคาพร้อมเกณฑ์การตรวจสอบว่ามีการจ่ายเงินจริงหรือไม่นั้น ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการร่าง พ.ร.บ.เพื่อออกเป็นกฎหมายที่คาดว่าคลอดในช่วงปลายปีนี้ นอกจากนี้ สามารถหารือกันเพื่อทบทวนปรับเปลี่ยนราคาได้ตามกลไกตลาด และสภาพเศรษฐกิจ เช่น ราคาน้ำมัน ภาวะเงินเฟ้อ โดยจะมีคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ทบทวนในทุกๆ 6 เดือน

ด้านนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า เมื่อคำนวณจากนักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่เดินทางเข้ามาไทยประมาณ 5 วันต่อทริป เท่ากับราคา ขั้นต่ำต่อทริปจะกำหนดไว้ที่ 5,000 บาทต่อคน จะทำให้รายได้จากนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้น 30,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งภาคเอกชน บริษัททัวร์ที่รับนักท่องเที่ยวจีนเห็นด้วยและยอมรับ จึงไม่น่ามีปัญหาหากจะประกาศเป็นราคากลางในการประกาศราคาทัวร์ขั้นต่ำ.

 

กลุ่มมิตรผลรอซื้อโรงน้ำตาลในจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730229

 

นายกฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการในจีนประสบภาวะขาดทุนหนัก และไม่มีเงินจ่ายค่าอ้อยให้กับชาวไร่ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงมีนโยบายควบรวมกิจการน้ำตาลประมาณ 28 แห่ง ในมณฑลกวางซี ซึ่งผลิต น้ำตาลได้มากกว่า 70% ของการผลิตทั้งประเทศ ให้เหลือเพียงผู้ประกอบการ 6 กลุ่มเท่านั้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการรายย่อย

ทั้งนี้ ทางมิตรผลอยู่ระหว่างการเข้าซื้อบริษัทที่ถูกขายทอดตลาด หรือเข้าซื้อหุ้น ตามที่รัฐบาลจีนกำหนด ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มที่เป็นบริษัทของรัฐบาลกลางจีน 2 บริษัท คือ คอฟโก และกวางหมิง บริษัทของรัฐบาลท้องถิ่น 2 บริษัทคือ หนานถิง และหนงเขิ่นและบริษัทของภาคเอกชน 3 บริษัท คือ กลุ่มมิตรผล ตงย่า และหนานหัว โดยทั้งหมดต้องมีกำลังการผลิต 1.5- 2 ล้านตันต่อกลุ่มต่อปี มีเป้าหมายกำลังผลิตรวมอย่างน้อย 12 ล้านตันต่อปี โดยต้องดำเนินการภายใน 2 ปีข้างหน้า จากแผนการควบรวมที่รัฐบาลจีนกำหนดให้แล้วเสร็จในปี 2563

นายจารึก กรีทวี กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจประเทศจีน กล่าวว่า ปัจจุบันมิตรผลรับซื้ออ้อย 87,500 ตันอ้อยต่อวัน โดยมีระยะเวลาหีบ 90 วันต่อปี ซึ่งการควบรวมกิจการครั้งนี้จะทำให้มิตรผลต้องรับซื้ออ้อยมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้กำลังหีบอ้อยสูงถึง 120 วันต่อปี ตามกำลังผลิตที่มิตรผลมีทั้งหมด มิตรผลจึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเรียนรู้การใช้เครื่องจักรเทคโนโลยี การบริหารจัดการแปลงอ้อย หรือมิตรผลโมเดิร์นฟาร์ม เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 10.5 ตันต่อไร่ เพิ่มขึ้นเทียบเท่าประเทศไทยประมาณ 11-12 ตันต่อไร่ ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 140,000 ราย พื้นที่ 500,000 ไร่.

 

‘พิชญ์’ ตัดปัญหาแจสถูกฮุบ เผย ‘คิดดีแล้ว’ ตั้งโต๊ะซื้อหุ้นครั้งมโหฬาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730224

 

“พิชญ์ โพธารามิก” ปฏิเสธข่าวไม่มีแผนรวบรวมหุ้นไปขายให้พันธมิตรต่างชาติหรือขายหุ้นให้ค่ายมือถือทั้ง 3 ราย ยืนยันในระยะสั้น–กลางกอดหุ้นแน่นไว้กับตัว มั่นใจกู้เงินกว่า 4 หมื่นล้านซื้อหุ้นแจสคืนได้ปันผลคุ้มภาระดอกเบี้ย แถมเก็บหุ้นเต็มหน้าตักจนไม่ต้องระแวงว่าจะมีคนดอดเข้ามาฮุบหุ้นแบบไม่เป็นมิตร ยันเดินหน้าขยายธุรกิจบรอดแบนด์ มั่นใจธุรกิจสดใสอนาคตดี

นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (JAS) เปิดเผยยืนยันว่า การประกาศตั้งโต๊ะซื้อหุ้นคืนครั้งนี้ เพื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวและเพิ่มอำนาจในการบริหารจัดการให้คล่องตัวมากขึ้น และไม่ต้องเสี่ยงว่าในอนาคตจะมีใครเข้ามาเทกโอเวอร์หรือฮุบกิจการ โดยเข้ามาแอบเก็บหุ้นในตลาดอย่างไม่เป็นมิตร (Hostile Takeover) ดังนั้น จึงขอปฏิเสธข่าวที่มีการคาดเดาว่า ตนต้องการรวบรวมหุ้นเพื่อนำไปขายต่อให้พันธมิตรต่างชาติหลังจากนี้ โดยยืนยันในระยะสั้นและระยะกลาง 3-4 ปีนี้ ไม่มีแผนจะนำหุ้นขายให้ใคร รวมทั้งไม่มี แผนหรือไม่ต้องการนำบริษัทไปควบรวมกิจการกับค่ายมือถือทั้ง 3 ราย ส่วนระยะยาวยังไม่สามารถบอกได้ แล้วแต่โอกาสทางธุรกิจ ซึ่งยังคงมุ่งโฟกัสทำธุรกิจอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับ 4 จี

นายพิชญ์กล่าวว่า มั่นใจว่าธุรกิจบรอดแบนด์ของบริษัทมีอนาคตสดใส โดยยังมีโอกาสเติบโตที่ดี เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงตามบ้านเพียง 6 ล้านหลังคาเรือนเท่านั้น จาก 25 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ ถือว่ายังไม่ถึงครึ่งหรือ 50% ขณะที่ในประเทศเพื่อน บ้านมีการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงตามบ้านเกินกว่า 50% ดังนั้นจึงยังมีโอกาสโตได้อีกมาก ซึ่งทำให้ธุรกิจอาจเป็นเป้าหมายของการถูกเทกโอเวอร์ได้ หากตนถือหุ้นน้อยเกินไป ที่สำคัญบริษัทมีกำไรและมีการปันผลอย่างสม่ำเสมอ

“ขณะนี้ตนได้เข้าไปซื้อหุ้นแจสในตลาดเพิ่ม จนล่าสุดถือหุ้นมากกว่า 60% แล้ว ทำให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากขึ้นและไม่เสี่ยงว่าบริษัทจะถูกใครเข้ามาเทกโอเวอร์ โดยตั้งเป้าจะถือหุ้นเพิ่มให้มากที่สุด”

ส่วนกรณีที่มองกันว่า การกู้เงินมาซื้อ หุ้นครั้งนี้ที่ต้องใช้เงินกว่า 40,000 ล้านบาท ทำให้มีภาระดอกเบี้ยจำนวน มากนั้น นายพิชญ์ กล่าวว่า ได้มีการวิเคราะห์พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เพราะด้วยบริษัทที่มีกำไรเติบโตได้ต่อเนื่องและมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอนั้น มั่นใจว่าเงิน ปันผลที่จะได้รับมากขึ้นจากการถือหุ้นเพิ่มนั้น คุ้มค่าครอบคลุมกับการจ่ายหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย แค่กำไรไตรมาส 2 ที่ผ่านมาก็มากกว่าพันล้านบาทแล้ว

ส่วนข้อถามที่ว่า แผนการในการซื้อหุ้นครั้งนี้ ได้คิดหรือวางแผนมานานแค่ไหน นายพิชญ์กล่าวว่า คิดและวางแผนมาระยะหนึ่งแล้ว โดยตนมีนายชาญ บุลกุล เป็นที่ปรึกษาที่ดีและมีบิดาคือนายอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.พาณิชย์ เป็นผู้ให้คำปรึกษาตลอดในทุกเรื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นับตั้งแต่นายพิชญ์ได้ ประกาศซื้อหุ้นแจสทั้งหมดเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2559 ที่ราคา 7.25 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาปิดก่อนหน้าที่อยู่ที่ 6.75 บาท ส่งผลให้มีแรงเข้ามาไล่ซื้อหุ้นแจส หนาแน่น ส่งผลให้ราคาหุ้นแจสปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง ขณะที่นายพิชญ์ก็ได้เข้ามาไล่ซื้อหุ้นเช่นกัน โดยนายพิชญ์ได้รายงานการซื้อหุ้นเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ว่า ได้ซื้อหุ้นเพิ่มอีกจำนวน 1,746.29 ล้านหุ้น หรือกว่า 29% ที่ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 7.23 บาท เป็นเงินรวม 12,600 ล้านบาท และซื้อใบสำคัญแสดงสิทธิ์ในหุ้นสามัญ (JAS-W3) จำนวน 649.99 ล้านหน่วย ที่ราคา 3.23 บาท ซึ่งเพียง 3 วันทำการ หรือถึงวันที่ 21 ก.ย. การที่ราคาหุ้นแจสและ JAS-W3 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำให้นายพิชญ์ฟันกำไรเป็นกอบเป็นกำ โดยล่าสุดหุ้นแจสขึ้นไปสูงสุดที่ 7.70 บาท และมาปิดตลาดที่ 7.40 บาท ส่วน JAS-W3 ปิดที่ 3.78 บาท ส่งผลให้นายพิชญ์มีกำไรทางบัญชีทันทีราว 368.35 ล้านบาท

ด้านผู้บริหารระดับสูงในวงการตลาดทุน และวงการที่ปรึกษาการเงิน กล่าวถึงกรณีการประกาศตั้งโต๊ะซื้อหุ้นแจสของนายพิชญ์ โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เป็นผู้สนับสนุนเงินกู้วงเงินกว่า 40,000 ล้านบาทนั้น เชื่อว่านายพิชญ์ต้องมีแผนการหรือกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจน ในการดำเนินการกับหุ้นที่เข้าไปรับซื้อมาแน่นอน เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนทางการเงิน เพียงแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะการที่ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อวงเงินสูงขนาดนี้นั้น ธนาคารเองก็ต้องมีความมั่นใจในแผนธุรกิจและแผนที่จะได้รับเงินคืนจากการปล่อยกู้.

 

สั่งบีโอไอเจาะสิงคโปร์-ฮ่องกง-ไต้หวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730219

 

‘สมคิด’ตั้งเป้า3เดือนดึงต่างชาติซบไทย

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาโครงสร้างระบบราชการของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า ได้มอบหมายให้บีโอไอกลับไปทบทวนแผนงานว่าในอนาคตจะมีโครงสร้างและงานอะไรบ้าง
ที่จะต้องทำเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายใหม่ๆของรัฐบาล เช่น การปรับโครงสร้างให้รองรับกับนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ การเชื่อมโยงกับต่างประเทศ การปรับฐานข้อมูลและให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เข้าร่วมประชุมปรับแผนงานและโครงสร้าง โดยมีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ มาร่วมประชุมให้คำแนะนำ เพื่อให้แผนออกมาในช่วงต้นปีหน้ามีความรอบคอบ เพราะเมื่อปรับโครงสร้างแล้วเปลี่ยนยากและต้องใช้ต่อไปอีกหลายปี

“เงินและความเจริญของโลกตอนนี้อยู่ที่เอเชีย แนวทางการทำงานของบีโอไอในช่วง 3 เดือนข้างหน้าผมอยากให้โฟกัสการดึงนักลงทุนจากฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน ซึ่งมีอุตสาหกรรมที่เหมาะอย่างยิ่งกับการพัฒนาของประเทศไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี มีความแข็งแกร่งมากและเป็นเอสเอ็มอีที่มีความเป็นสากลสูง จึงต้องการให้นักลงทุนจากประเทศเหล่านี้มาลงทุนในไทยภายใน 3 เดือนให้ได้ ขณะที่ฐานการลงทุนในไทยของญี่ปุ่นและจีนขณะนี้แข็งมากแล้ว โดยไต้หวันและสิงคโปร์จะเป็นผู้นำด้านสินค้าไฮเทคและไอที”

นายสมคิดกล่าวว่า ในอดีตสิงคโปร์ไม่ค่อยอยากมาลงทุนในไทยมากนัก เพราะมักจะลงทุนในกิจการทางการเงิน แต่การเน้นการให้บริการทางการเงินอย่างเดียวทำให้สิงคโปร์อยู่ในภาวะชะงักงัน จึงต้องการลงทุนในด้านอื่น ทั้งด้านโลจิสติกส์ อิเล็กทรอนิกส์ ไอที ไฮเทค ขณะเดียวกันตนจะเดินทางไปฝรั่งเศสและเยอรมนีในวันที่ 4 ต.ค.นี้ โดยจะพบกับนักธุรกิจด้านชิ้นส่วนยานยนต์และอากาศยานที่กำลังตัดสินใจจะลงทุนในไทยหรือไม่.

 

เดินหน้าเต็มสปีดสู่ Thailand 4.0 พาณิชย์มอบนโยบายทูตฯ เร่งขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 22 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727168

 

รมช.พาณิชย์ มอบนโยบายทูตพาณิชย์จากทั่วโลก ย้ำเร่งผลักดันประเทศไทยสู่ระบบเศรษฐกิจแนวใหม่ ให้สอดรับนโยบายประเทศไทย 4.0 ขับเคลื่อนสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

เมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รมช.พณ.) มอบนโยบายและบรรยายพิเศษ แก่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศหรือทูตพาณิชย์จากทั่วโลกในหัวข้อ “Thailand 4.0 & Creative Thailand” ในโอกาสที่ทูตพาณิชย์เดินทางมาประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์และร่วมกำหนดแผนผลักดันการค้า
ระหว่างประเทศ

โดย รมช.พณ. กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกปรับตัวเข้าสู่ยุค New normal สืบเนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจหลายประเทศ โดยการขยายตัวเศรษฐกิจโลกไม่ได้สูงเหมือนที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับสภาพเศรษฐกิจไทยในภาพรวม ยังคงฟื้นตัวดีขึ้นอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน ในขณะที่ภาคธุรกิจไทย ที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ประกอบกับการส่งออกบริการที่ขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้การส่งออกของไทยยังมีสถานการณ์ที่ดี โดยไทยยังรักษาส่วนแบ่งการตลาดในตลาดสำคัญไว้ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับอาเซียนภาพรวม และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ซึ่งทูตพาณิชย์เป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันการค้าระหว่างประเทศของไทยในเวทีโลก

“ประเทศไทยกำลังก้าวไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยภารกิจสำคัญขณะนี้คือ การเดินหน้าประเทศไปสู่ “ประเทศไทย 4.0” เพื่อนำพาประเทศไปสู่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้เป็นประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี”

ทั้งนี้ได้มอบนโยบายแก่ทูตพาณิชย์โดยสรุปว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจะเกิดจากหน้าที่ของทูตพาณิชย์ต่อจากการพัฒนาทั้ง 5 ธุรกิจ เป้าหมายข้างต้น คือ การเชื่อมต่อสู่ประชาคมโลกเพื่อสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ โดยการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจผ่านการค้าและการลงทุน 3 ระดับ คือ เศรษฐกิจภายในประเทศ เศรษฐกิจภูมิภาค และเศรษฐกิจโลก ทูตพาณิชย์โดยเฉพาะทูตพาณิชย์ในอาเซียนจะทำหน้าที่เชื่อมต่อเศรษฐกิจในประเทศสู่ระดับภูมิภาค ซึ่งจะเป็นอาเซียนในภาพใหญ่ที่รัฐบาลกำลังผลักดันผ่านการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดทั้งในระดับรัฐบาลกับรัฐบาล ธุรกิจกับธุรกิจ และประชาชนกับประชาชน ผ่านนโยบาย strategic partnership กับประเทศเป้าหมายที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย สิงคโปร์ รวมถึงประเทศสำคัญที่จะเป็น springboard ในภูมิภาคต่างๆ อาทิ อิหร่าน รัสเซีย

“เป้าหมายของการดำเนินงานตามนโยบายประเทศไทย 4.0 คือการขับเคลื่อน 5 กลุ่มเทคโนโลยีและธุรกิจเป้าหมายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลา 3 – 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นการเปลี่ยนปัญหาและความท้าทายให้เป็นศักยภาพและโอกาส เมื่อประเทศไปสู่ประเทศไทย 4.0 เต็มรูปแบบ รูปธรรมที่จะเห็นได้อย่างเด่นชัด คือ รายได้ต่อหัวของประชากรจะเพิ่มขึ้น ความเหลื่อมล้ำต่างๆ จะลดลง ประเทศจะมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” รมช.พณ.กล่าวทิ้งท้าย


อนึ่ง นโยบาย “ประเทศไทย 4.0” นี้ คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ 
ไปสู่ “Value–Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” โดยขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 3 มิติสำคัญ มิติแรกคือ เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” โดยเปลี่ยนจากเกษตรดั้งเดิมสู่เกษตรสมัยใหม่ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี และเป็นเกษตรกรแบบผู้ประกอบการ

มิติที่สองคือ เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม โดยเปลี่ยนจาก SMEs ที่รัฐให้การสนับสนุนเป็น SMEs ที่มีศักยภาพสูง (Smart Enterprises และ Startups) รวมทั้งเปลี่ยนจากแรงงานที่ทักษะต่ำไปสู่แรงงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะสูง

ในขณะที่มิติที่สามคือ เปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น เปลี่ยนจาก Traditional Services ซึ่งมีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ำ ไปสู่ High Value Services โดยจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งใน 4 ระดับ ได้แก่ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศที่เข้มแข็ง ผนวกกับการส่งเสริมให้นักธุรกิจไทยไปตั้งฐานและขยายธุรกิจในต่างประเทศเพื่อสร้างการยอมรับในสินค้าและบริการของไทย

ซึ่งการปรับเปลี่ยนในมิติต่างๆ ข้างต้นจะนำไปสู่การพัฒนา 
“5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย” ซึ่งประกอบด้วย

1) กลุ่มอาหาร เกษตร พัฒนาไปสู่เทคโนโลยีชีวภาพ 2) Bio-Tech, กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ พัฒนาไปสู่เทคโนโลยีทางการแพทย์ (Bio-Med) 3) กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ พัฒนาไปสู่ระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม (Mechatronics) 4) กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ พัฒนาไปสู่เทคโนโลยีสมองกลฝังตัว (Embedded Technology) และ 5) กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ Creative วัฒนธรรม พัฒนาไปสู่บริการที่มีมูลค่าสูง (High Value Services)

เมื่อ 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมายมีความแข็งแรงแล้ว ผู้ประกอบการที่เป็น SMEs จะเริ่มนำนวัตกรรมเข้ามาขับเคลื่อนหรือที่เรียกว่า Innovation Driven Enterprise ซึ่งเมื่อผนวกกับองค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ SMEs รายเล็กจะขยายเป็น SMEs ที่มีศักยภาพหรือเป็น Startup นำไปสู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านต่างๆ เช่น เทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีอาหาร เทคโนโลยีสุขภาพ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ เทคโนโลยีการท่องเที่ยว และเทคโนโลยีการออกแบบ เป็นต้น

 

คุมเข้มออกไลเซนส์สายการบิน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730210

 

นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน และรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กบร.) ว่า ที่ประชุมมีมติให้กำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไข การออกใบอนุญาตประกอบกิจการการค้าขาย การเดินอากาศ (AOL) หรือไลเซนส์ โดยจะรวบรวมรายละเอียดต่างๆเพื่อกำหนด เป็นเงื่อนไขที่เข้ามาทำธุรกิจดังกล่าวได้ยากมากขึ้น เพื่อให้ได้ผู้ประกอบการ ที่มีศักยภาพ มีความพร้อมจริงๆ และเห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรอง ตรวจสอบรายละเอียด ข้อเสนอตามที่กำหนด โดยให้ผู้อำนวยการ กพท.เป็นประธาน ก่อนเสนอให้ รมว.คมนาคมเป็นผู้ลงนามอนุมัติ AOL ซึ่งใบอนุญาตการประกอบธุรกิจการบินมี 2 ใบ คือ ใบอนุญาต AOL โดย รมว.คมนาคมเป็นผู้ลงนามอนุมัติ ออกใบอนุญาต แต่เพิ่มขั้นตอนให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองเข้ามาช่วยพิจารณา ส่วนใบอนุญาตประกอบการบิน (AOC) เป็นอำนาจของผู้อำนวยการ กพท.

“กบร.ได้เห็นชอบให้มีการออกประกาศกฎกระทรวง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาต AOL แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1.ธุรกิจการบินแบบประจำ ต้องมีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท ชำระเต็มจำนวนและวางแบงก์การันตี 5% 2. ธุรกิจการบินแบบไม่ประจำ หรือเที่ยวบินแบบเช่าหมาลำ มีทุนจดทะเบียน 25 ล้านบาท วางแบงก์การันตี 5% 3. ใบประกอบธุรกิจการบินกิจการพาณิชย์อย่างอื่นๆ เช่น เครื่องบินรับจ้างชมวิว, รับส่งเพื่อการพยาบาล ไม่ต้องมีทุนจดทะเบียน”

ทั้งนี้ เงื่อนไขการออกใบอนุญาตใหม่นี้ เดิมกำหนดว่า การขออนุญาต จัดตั้งสายการบินต้องเป็นคนไทยหรือนิติบุคคลไทย ที่ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51% ต่างชาติไม่เกิน 49% แต่ฝ่ายกำกับดูแลไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบว่ามีนอมินีหรือไม่ แต่เงื่อนไขใหม่ได้กำหนดให้เข้าไปตรวจสอบเรื่องสัดส่วนการถือหุ้น เพื่อป้องกันการถือหุ้นแทนได้ ฯลฯ และได้กำหนดอายุของการใช้งานของเครื่องบิน สำหรับเที่ยวบินขนส่งผู้โดยสาร อายุเครื่องบิน ต้องไม่เกิน 16 ปี ในวันที่ยื่นขอจดทะเบียน เครื่องบินขนส่งสินค้า ไม่เกิน 18 ปี และผู้ให้บริการต้องทำประกันภัย เพื่อให้ครอบคลุมกฎหมายขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ที่ให้คุ้มครองบุคคลที่ 3 ด้วย.

 

ไทยเสียแชมป์ส่งออกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730205

 

แนะรัฐบาลจ่ายเงินให้ชาวนาตันละ 2,000 บาท

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยสถิติการส่งออกข้าว วันที่ 1 ม.ค.-6 ก.ย. ว่า อินเดียส่งออกข้าวได้รวม 6.9 ล้านตัน มากสุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก รองลงมาคือไทย ที่ 6.4 ล้านตัน เวียดนาม 3.2 ล้านตัน ปากีสถาน 2.5 ล้านตัน สหรัฐฯ 2.3 ล้านตัน ซึ่งสมาคมฯคาดว่าตลอดทั้งปีนี้ไทยจะส่งออกได้ 9.4-9.5 ล้านตัน แต่จะแซงอินเดียกลับมาเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลกได้หรือไม่ต้องติดตามสถานการณ์อีกครั้ง

ทั้งนี้ กรณีที่นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ จะหารือกับผู้ประกอบการข้าวทุกกลุ่ม ทั้งผู้ส่งออก โรงสี และเกษตรกร เพื่อหารือแนวทางเพิ่มรายได้ให้กับชาวนา โดยอาจออกมาตรการดูแลราคาข้าวเพิ่มเติม เพราะเป็นห่วงราคาอาจตกต่ำ ในช่วงที่ผลผลิตออกมากตั้งแต่เดือน พ.ย.นี้ว่า ตนก็จะเสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินตรงให้กับชาวนาตันละ 2,000 บาท เพื่อเพิ่มอำนาจซื้อ โดยที่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับกลไกตลาดข้าว โดยอาจช่วยเหลือชาวนาที่มีพื้นที่ปลูกข้าวไม่เกิน 20 ไร่/ครัวเรือน รวม 3 ล้านครัวเรือน ใช้งบประมาณ 40,000 ล้านบาท

“เป็นห่วงว่าผลผลิตข้าวเปลือกปี 2559/60 ที่จะออกมา 30-31 ล้านตันข้าวเปลือก เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดปริมาณเพาะปลูกไม่เกิน 27.7 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็นข้าวเปลือกนาปี 2559/60 ราว 23-24 ล้านตัน และผลผลิตนาปรังปี 2560 อีก 8-9 ล้านตัน เพราะน้ำฝนดีขึ้น ทำให้ทั่วโลกผลผลิตมากขึ้น ส่งผลให้การผลักดันราคาทำได้ลำบาก ส่วนการผลักดัน การส่งออก ก็ต้องแข่งขันด้านราคากันอย่างรุนแรง เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี ความต้องการยังไม่เพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตมีมากกว่าคาดการณ์”

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การดึงราคาข้าวในประเทศให้สูงขึ้น วิธีที่ดีที่สุดคือ เร่งระบายข้าวออกจากสต๊อกรัฐบาล เพราะเป็นแรงกดดันให้ข้าวราคาลดลงมาก โดยเฉพาะช่วงที่ผลผลิตข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่จะออกมาในเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ เพราะทำให้ตลาดไม่ซื้อข้าวใหม่ แต่จะรอการระบายข้าวราคาถูก แม้การเร่งระบายทำให้ราคาลดลง แต่ต้องทำ เพื่อให้แข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ หากยิ่งเก็บไว้นาน ราคาจะยิ่งลดลงมากกว่านี้.

 

ขุนคลังหวั่นเศรษฐกิจไทยอ่อนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730204

 

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด โดยต้องการให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ขยายตัวไม่น้อยกว่า 3.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 เพราะโดยปกติแล้ว ไตรมาสที่ 4 ของทุกๆปี เศรษฐกิจจะขยายตัวช้ากว่าไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 ดังนั้น หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยตลอดทั้งปี ขยายตัวมากกว่า 3.2% ของจีดีพี กระทรวงการคลังต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ทั้งมาตรการที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจในระยะยาวผ่านการสนับสนุนการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ การสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลได้เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว เพื่อให้พร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยเข้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น แต่ในระหว่างทางนี้ หากมีปัจจัยที่เข้ามากระทบหรือเป็นปัจจัยที่ไม่ดีกระทรวงการคลังก็พร้อมจะเข้าไปเติมเต็ม

“ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปีนี้ ยังขยายตัวได้ดี แต่มีสัญญาณบางอย่างบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแรงเช่น ยอดขายปูนซีเมนต์ที่ปรับตัวลดลง และการจำหน่ายรถยนต์ในภาคขนส่งที่มีสัญญาณอ่อนตัวลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวสะท้อนการบริโภคที่ปรับตัวลดลง โดยในส่วนนี้จำเป็นต้องเข้าไปดูแลในจุดที่มีความอ่อนแอลง ส่วนในไตรมาส 4 นั้น จะพยายามสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แต่หากส่วนใดมีปัญหาก็จะลงไปกระตุ้นให้เติบโต”

นายอภิศักดิ์กล่าวว่า มาตรการที่จะออกมาในรอบนี้ จะเป็นมาตรการที่ลงไปให้ความช่วยเหลือภาคเกษตรกร เพราะมาตรการที่ออกไปก่อนหน้านี้ อาจจะยังเข้าไม่ถึงเกษตรกร ส่วนมาตรการกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนที่ออกมาก่อนหน้านี้ เป็นมาตรการที่จูงใจมาก แต่เอกชนยังกังวลใจในภาพรวมเศรษฐกิจโลก ที่ยังฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก จึงชะลอการลงทุน นอกจากนี้ ยังสั่งให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เร่งรัดการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มีแผนจะลงทุนอยู่แล้วในช่วง 1-2 ปีนี้เลื่อนเข้ามาลงทุนในปีหน้า ซึ่งจะทำให้การลงทุนของประเทศเร่งตัวขึ้นอย่างมาก เพราะรัฐวิสาหกิจของไทยมีมูลค่าคิดเป็น 10 ล้านล้านบาท ถ้าลงทุนพร้อมกันทั้งหมด เชื่อแน่ว่าจะทำให้เอกชนเกิดความเชื่อมั่นและตามมาลงทุนด้วย.

 

ลงนามสัญญาเอไอเอส-ทีโอที บรรลุข้อตกลงทดลองโรมมิ่งคลื่น 2100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730200

 

เอไอเอสฝันเป็นจริง จรดปากกาลงนามสัญญาโรมมิ่งคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์กับทีโอทีเสียที หลัง “อุตตม” พ้นตำแหน่งไม่กี่วัน ปูทางอีก 6 เดือนลงนามในสัญญาจริง ต่อลมหายใจทีโอทีรับตังค์เดือนละ 325 ล้านบาท โดยสัญญาโรมมิ่งกับทีโอทีจะทำให้เอไอเอสมีคลื่นให้บริการเทียบเท่าทรูที่ 55 เมกะเฮิรตซ์ในที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ก.ย.59 ที่ผ่านมา บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามในสัญญาทดสอบระบบการใช้บริการข้ามโครงข่าย (โรมมิ่ง) เชิงพาณิชย์ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ กับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือเอดับบลิวเอ็น ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เป็นเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาเป็นต้นไป โดยเอเอสไอจะจ่ายค่าโรมมิ่งให้กับทีโอทีในมูลค่า 325 ล้านบาทต่อเดือน โดยในช่วงแรกคาดว่าเอไอเอสจะโรมมิ่งใช้คลื่นจำนวน 5-10 เมกะเฮิรตซ์ และในอนาคต มีแนวโน้มว่าจะใช้คลื่นทั้งหมดคือ 15 เมกะเฮิรตซ์ เนื่องจากเอไอเอสมีลูกค้าจำนวนมากถึง 45 ล้าน เลขหมาย

ทั้งนี้ ในระหว่างนี้ทีโอทีและเอไอเอสจะร่วมกันร่างสัญญาโรมมิ่งฉบับจริง เพื่อนำส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบ และนำไปสู่การลงนามอีกครั้งใน 6 เดือนข้างหน้า โดยสัญญาฉบับจริงนั้น จะสิ้นสุดในปี 2568 ตามระยะเวลาใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของทีโอที ที่ได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงนามในสัญญาระหว่างเอไอเอสและทีโอทีนั้น ได้ถูกส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบแล้ว รวมทั้งสอบถามความเห็นไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ด้วย ซึ่งทุกฝ่ายเห็นว่า หากลักษณะสัญญาเป็นแบบเดียวกับสัญญาการทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่เพื่อให้บริการ 3 จี ด้วยเทคโนโลยีเอชเอสพีเอ ระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคทกับบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ก็สามารถดำเนินการได้

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าการลงนามในสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังนายอุตตม สาวนายน อดีต รมว.ไอซีที ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งไม่ถึง 1 สัปดาห์ โดยตลอด 1 ปีที่ดำรงตำแหน่ง นายอุตตมเปิดเผยกับสื่อมวลชนเสมอว่า พยายามเร่งรัดให้ทีโอทีลงนามเป็นพันธมิตรกับเอไอเอสเสียที เพราะจะทำให้ทีโอทีมีรายได้เพิ่มขึ้นราว 10,000 ล้านบาทต่อปี ช่วยลดการขาดทุน เพราะปีนี้คาดว่าทีโอทีจะขาดทุนราว 10,000 ล้านบาท

โดยในฝั่งของเอไอเอส ได้เพียรพยายามผลักดันการเป็นพันธมิตรร่วมกับทีโอทีมามากกว่า 2 ปีแล้ว เนื่องจากเอไอเอสต้องการใช้คลื่นเป็นจำนวนมากเพื่อให้บริการลูกค้า รองรับการใช้งานในยุคปัจจุบัน ซึ่งเน้นการใช้งานอินเตอร์เน็ตบนมือถือ ทำให้ผู้ให้บริการจำเป็นต้องมีคลื่นจำนวนมาก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ โดยขณะนี้ทรูเป็นผู้ให้บริการที่มีคลื่นมากที่สุด รวมกัน 55 เมกะเฮิรตซ์ หากเอไอเอสได้ใช้คลื่น 2100 ของทีโอทีทั้งจำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์จะทำให้ปริมาณคลื่นที่ใช้บริการของทั้ง 2 ค่ายเท่ากันในที่สุด

ทั้งนี้ การลงนามดังกล่าว จะทำให้ทีโอทีมีรายได้จากเอไอเอสเพิ่มอีกเดือนละ 325 ล้านบาท จากก่อนหน้านี้ตั้งแต่เดือน ก.ค.59 ที่ผ่านมา ทีโอทีมีรายได้จากการให้เอไอเอสเช่าใช้เสาโทรคมนาคมและอุปกรณ์ 2 จี เดือนละ 485 ล้านบาท หลังเอไอเอสรับช่วงประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์มาจากแจสโมบาย เพื่อมาให้บริการลูกค้า 2 จีที่ยังเหลืออยู่

โดยการเป็นพันธมิตรระหว่าง 2 หน่วยงาน ประกอบด้วย 1.สัญญาการทดลองให้บริการเชิงพาณิชย์ 2.สัญญาเช่าใช้โครงข่ายโทรคมนาคมจากเอดับเบิลยูเอ็น (บริษัทลูกของเอไอเอส) 3.สัญญาการใช้บริการข้ามโครงข่าย (โรมมิ่ง) 4.สัญญาการเช่าเสาโทรคมนาคม จำนวน 13,000 ต้น ที่ทีโอทีได้รับมอบภายใต้สัญญาสัมปทาน และ 5.สัญญาเช่าอุปกรณ์โทรคมนาคม ที่เอไอเอสได้ส่งมอบตามสัญญาสัมปทาน

ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) มีมติให้สำนักงาน กสทช.ส่งรายงานสรุปตัวเลขรายได้และค่าใช้จ่ายจากการใช้คลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ นับตั้งแต่วันสิ้นสุดสัญญาสัมปทานจนถึงวันออกใบอนุญาตการใช้คลื่นให้กับผู้ชนะประมูล หรือตั้งแต่ 16 ก.ย.56 -3 ธ.ค.58 ให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และกระทรวงการคลังพิจารณาตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อความชัดเจน

“การคำนวณรายได้และค่าใช้จ่าย เพื่อนำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ระหว่างสำนักงาน กสทช.กับคณะทำงานเยียวยาการใช้คลื่น 1800 หลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุดนั้น มีความแตกต่างกันมาก โดยของคณะทำงานเยียวยาสรุปตัวเลขที่ 14,868 ล้านบาท ขณะที่สำนักงาน กสทช.เคาะตัวเลขที่ 2,241 ล้านบาท”.

 

ราม 100 รุกตลาดทัวร์ชูวัฒนธรรมไทยเออีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729499

 

ศิลปะ วัฒนธรรมไทย ธรรมชาติ ป่า ภูเขาท้องทะเลที่สวยงามเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลากหลายเชื้อชาติให้มาเยือน

ในอดีต ตัวเลขนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากประเทศยุโรปตะวันตก อเมริกา ญี่ปุ่น แต่มาช่วงหลังมานี้นับสิบปีแล้วที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าตัว

ทว่าสิ่งที่ติดตามมาก็คือปัญหาใหญ่ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ”…นักท่องเที่ยวจากจีนสามารถเดินทางมาเที่ยวไทยโดยจ่ายค่าทัวร์ต่ำมากจนแทบจะไม่ต้องจ่ายเงิน ซึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันแย่งชิงกันทางการตลาดที่ถาโถมโหมกระหน่ำ ด้วยหวังที่จะมาหาทางเรียกเงินจากนักท่องเที่ยวจีนด้วยวิธีการต่างๆ

นับตั้งแต่การขายทัวร์เสริม พาไปดูโชว์ลามก หลอกขายของที่ระลึก เครื่องประดับ อัญมณี ในราคาที่แพงกว่าความเป็นจริงหลายเท่าตัวเพื่อเรียกทุนคืน

อุบัติการณ์ทัวร์จีนที่มีปัญหา ทำให้ถูกมองว่า ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางราคาถูก สวนทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่ ททท. ไทยพยายามทุ่มสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยเป็น “จุดหมายปลายทางที่มีคุณภาพ”

ยังไม่นับเงื่อนปัญหาเรื้อรังที่ถูกซุกเอาไว้ใต้พรม มาเฟียกรุ๊ปทัวร์ มัดมือชกให้ลูกทัวร์ไปลงตามจุดที่วางไว้เท่านั้น ไม่นอกเส้นทาง หรือถ้ามีก็ต้องจ่ายกันบนโต๊ะตามอัตราที่กำหนด

ใคร…ไม่จ่ายก็อย่าหวังมีเอี่ยวดึงเม็ดเงินจากสมาชิกกรุ๊ปทัวร์จีน แวดวงธุรกิจทัวร์ไทยถูกรุกคืบ บีบไปตามวัฏจักรธุรกิจ สู้ไม่ไหวก็ต้องถอย สู้ไม่ได้ก็ต้องมีสายป่านยาวและอดทน

ในภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจถือว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่ร้ายแรง นั่นคือการรุกคืบของทัวร์ศูนย์เหรียญที่บ่าทะลักเข้ามาในบ้านเราของกลุ่มนักธุรกิจจีนที่เข้ามายึดธุรกิจเปิดบริษัทนำเที่ยวในประเทศไทย

รวมไปถึงธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้อง หนำซ้ำยังใช้คนไทยเป็นนอมินี หรือร้ายกว่านั้นเอาคนจีนมาสวมบัตรประชาชนคนไทย เปิดบริษัท ร้านค้า ภัตตาคาร ร้านอาหาร ที่พัก เพื่อเอาไว้รองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนโดยเฉพาะ

จุดแวะพักท่องเที่ยวในประเทศไทย แม้ว่าจะดูดีมีสไตล์ พรั่งพร้อมด้วยความบันเทิงรอบด้าน แต่ถ้าไม่มีของ ก็ยืนหยัดอยู่ได้ยากในยุคนี้

“รามฯ 100” สถานบันเทิงครบวงจร ถนนรามคำแหง 100เป็นหนึ่งในกลุ่มนักธุรกิจไทยที่หวังจะเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ รับทัวร์อย่างเสรีไม่ต้องรอเก็บเบี้ยใต้ถุนร้านเหลือแต่เศษๆเท่านั้น

โชว์สไตล์อาเซียน ถ่ายทอดเอกลักษณ์กลุ่มประเทศอาเซียนเอาไว้ทั้งหมด เน้นเพลงเต้น ตระการตาด้วยจอแอลซีดีด้านหลัง สร้างบรรยากาศ สีสัน ตื่นตาตื่นใจ

สาวประเภทสอง 40-50 ชีวิตถูกนำมาแสดงส่งความสุขในการโชว์ต่อรอบ รวมๆแล้วมีเกือบ 100 ชีวิตในการโชว์แต่ละวันที่ใช้หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันไป

การแสดงแนวอาเซียน มุ่งหวังตอบสนองตลาด การท่องเที่ยวอาเซียนกำลังเข้ามา ส่วนใหญ่จะเน้นทัวร์จีน แต่ที่นี่เปิดตลาดทัวร์อาเซียนเต็มรูปแบบ ไล่เรียงไปตั้งแต่อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น โดยมีความสนุกเพลิดเพลิน ตามโปรแกรมที่แบ่งออกเป็นช่วงๆ

โชว์วัฒนธรรมไทย จีน ประเทศเพื่อนบ้าน สื่อออกมาได้อย่างสนุกสนานลงตัว ถัดมาก็จะเป็นช่วงของสาระ เพลงจีน แล้วก็ตามมาด้วยเพลงสนุก สร้างความบันเทิงให้กับลูกค้า ก่อนที่จะปิดฉากการแสดง

ไฮไลต์สาวประเภทสองมากความสามารถ ความสวยก็ไม่แพ้ใคร เรียกว่า เราไม่ยอมใคร ในกรุงเทพฯ อาจเรียกได้ว่าไม่เป็นสองรองใคร…เด็กก็ดูได้ ผู้ใหญ่ก็ดูดี ไม่ได้โชว์ติดเรต โชว์อย่างสร้างสรรค์ สวยงาม สอดแทรกวัฒนธรรมได้อย่างเป็นมืออาชีพ

เศรษฐกิจในช่วงเวลาอย่างนี้ ต้องยอมรับ…ไม่ว่าอาชีพไหนก็คงไม่ราบรื่นเท่าใดนักโดยเฉพาะคนทำงานประจำกินเงินเดือนไม่เว้นแม้แต่สาวประเภทสองในสังกัดรามฯ 100 แต่ก็อีกนั่นแหละ ขึ้นชื่อว่าสวยไม่เป็นรองใครแล้วเงินเดือนก็ใช่ว่าจะน้อยติดดิน ถือว่าอยู่ในระดับดี ค่อนข้างที่จะสูงทีเดียว

เฉลี่ยเดือนละ 2 หมื่นบาทขึ้นไป ทำงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง… โชว์วันละ 5 รอบ แต่ด้วยค่าใช้จ่ายก็มีมากตามความสวย พวกเธอส่วนใหญ่จึงยังพูดได้ไม่เต็มปากว่าอยู่สบาย

เต็มที่ ขอใช้คำว่า “พออยู่ได้เท่านั้น”…คำว่าอยู่ได้ สำคัญอีกว่าคนที่อยู่ได้ ต้องอยู่ให้เป็นด้วย

ปัญญา ทองทัย ที่ปรึกษาโครงการ รามฯ 100 บอกว่า รามฯ 100 มีจุดขายสำคัญก็คือ…การท่องเที่ยว ความบันเทิง ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีไทย มีพื้นที่รวม 34 ไร่ ที่จอดรถกว้างขวาง รองรับรถบัสได้หลายร้อยคัน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่รับทัวร์ทั่วไปทุกชาติ เวียดนาม เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ฯลฯ

รามฯ 100 เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-24.00 น. ศูนย์รวมความบันเทิงครบรส ร้านอาหารก็มีหลายชาติหลากรสให้เลือก ไทย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เวียดนาม

และที่สำคัญเปิดรับคนไทยที่จะมาเที่ยวทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นมาเดี่ยว มาเป็นกลุ่มหมู่คณะองค์กร

“เราเน้นส่งเสริมวัฒนธรรม มวยไทย รำโชว์ ตกเย็นก็จะมี… ถนนคนเดินรามฯ 100 ร้านค้าแหล่งช็อปปิ้ง ตลาดสินค้าโอทอป อาหาร ขนมไทยที่แสดงสื่อถึงวัฒนธรรมของคนไทยได้เป็นอย่างดีให้มาเลือกกิน เที่ยว ช็อป”

“มวยไทย” จะเปิดโชว์วันละ 3 รอบ เป็นการแสดงศิลปะแม่ไม้มวยไทย รำไหว้ อย่างอลังการ ปัญญา รับประกัน ดูที่นี่ไม่ผิดหวังแน่นอน

สำหรับวันเสาร์…อาทิตย์ พิเศษหน่อยจะเปิดให้ชาวบ้านละแวกนี้ เอาของพื้นบ้านมาขาย มีรายได้จากการท่องเที่ยวในชุมชน

ปัญญา ย้ำว่า คาบาเร่ต์โชว์ ไฮไลต์จุดขายไม่ได้แสดงถึงความบันเทิงเท่านั้น หากแต่ยังแฝงไปด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมไทย ศิลปะไทย…จีน อินเดีย นานาชาติ นอกจากนี้ยังมีบรรยากาศการประกวดสาวประเภทสอง…นางงามรามฯ 100 ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ

เสียงตอบรับ ทัวร์ต่างชาติไม่น้อยกว่าวันละ 2,000-3,000 ชีวิต คนไทยมาเป็นกลุ่มๆก็มีไม่น้อย ทั้งจัดสัมมนา ทำกิจกรรม จุดแวะพักเพื่อความบันเทิงที่เป็นหนึ่งในทริปสัมมนา

หน่วยงานใดที่สนใจ จัดกิจกรรมพิเศษ จัดโชว์เพื่อสมทบทุนเพื่อการกุศล ก็ติดต่อเข้ามาได้ รามฯ 100 ยินดีที่มีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง

“เศรษฐกิจมีผลกระทบ…คนทำมาค้าขาย ยิ่งติดขัดก็ยิ่งต้องสู้ ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดีก็ยิ่งต้องสร้าง ถ้าไม่ทำ…มัวแต่ท้อ ก็เหนื่อยยาว ต้องพยายามหางาน สร้างรายได้ให้มากขึ้น”

ปัญหา “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ไม่ใช่เรื่องเส้นผมบังภูเขา แต่เป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศที่รัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน พร้อมๆกับเติมออกซิเจนให้ผู้ประกอบการคนไทยแท้ๆยังมีลมหายใจอยู่ได้.