บวท. เด้งรับ ICAO เตรียมลงนามพัฒนาการรายงานสภาพอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ย. 2559 18:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729594

 

บวท. เตรียมลงนามข้อตกลงกรมอุตุนิยมวิทยา ร่วมพัฒนาการรายงานสภาพอากาศ เพื่อประโยชน์ในการจัดการจราจรในอากาศแบบ Real Time เพิ่มศักยภาพการจัดการด้านการบินของประเทศ เป็นไปตามมาตรฐาน ICAO …

วันที่ 21 ก.ย.59 นางสาริณี แสงประสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) เปิดเผยว่า วันพรุ่งนี้ (22 ก.ย.) บวท.จะลงนามข้อตกลง (Letter of Agreement : LOA) การปฏิบัติงานด้านอุตุนิยมวิทยาการบินร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา ภายใต้โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบบริการการเดินอากาศ หรือ โครงการ Tmcs ซึ่งจะเป็นความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลสภาพอากาศ ที่จะนำมาช่วยสร้างประสิทธิภาพ มีการจัดการจราจรทางอากาศ โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลจะพัฒนาไปสู่การรายงานสภาพอากาศแบบ Real Time ที่จะช่วยให้การจัดการต่างๆ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาปัญหาสภาพอากาศทั่วโลก ทำให้การจัดการจราจรทางอากาศจำเป็นต้องพัฒนาไปสู่ระบบทราบผลรวดเร็ว เพื่อลดปัญหาเที่ยวบินล่าช้าของแต่ละสายการบินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านสภาพอากาศกับหน่วยงานที่จัดจราจรทางอากาศก็เป็นหนึ่งในแนวทางที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ระบุข้อกำหนดให้ไทยดำเนินการแก้ปัญหา เพื่อแสดงให้เห็นความร่วมมือระหว่างองค์กรที่ดูแลหน้าที่การจัดจราจรทางอากาศ

นอกจากนี้ บวท. มีแนวทางนำระบบเทคโนโลยีการจัดจราจรทางอากาศอัตโนมัติมาใช้ ซึ่งระบบดังกล่าวจะเสริมประสิทธิภาพช่วยให้การจัดการจราจรสามารถรองรับเที่ยวบินสูงขึ้นอย่างมากของไทย ปัจจุบันไทยมีเที่ยวบินขึ้น-ลงผ่านท่าอากาศยานต่างๆ ทั่วประเทศมากกว่า 900,000 เที่ยวบิน และเชื่อว่าจะแตะ 1 ล้านเที่ยวบินภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งการนำระบบการจัดจราจรอัตโนมัติมาใช้จะมีสิทธิภาพ ทำให้ผู้ควบคุมการจราจรสามารถกำหนดให้แต่ละเที่ยวบิน มีความปลอดภัย ทั้งการขึ้น-ลงท่าอากาศยาน ระยะห่างของอากาศยานที่ขึ้น-ลงต่างๆ และที่สำคัญลดข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากบุคคล เนื่องจากการจัดการจราจรทางอากาศ แม้บุคคลจะมีความสามารถเพียงใด แต่หากต้องจัดการจราจรที่มีปริมาณสูงขึ้นเรื่อยๆ อาจเกิดความผิดพลาดได้.

 

ผู้ส่งออก เผย 8 เดือน ไทยส่งออกข้าวได้ 6.4 ล้านตัน ที่ 2 ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ย. 2559 18:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729795

 

ผู้ส่งออกข้าว เผย 8 เดือน ไทยส่งออกข้าวได้ 6.4 ล้านตัน อันดับ 2 ของโลก หลังอินเดียส่งออกได้ 6.9 ล้านตัน พร้อมเสนอรัฐจ่ายเงินตรงชาวนา เพิ่มกำลังซื้อ เร่งระบายสต็อกออกโดยเร็ว ไม่ให้ราคาข้าวในประเทศทรุดหนักมากกว่านี้ ย้ำ ขายราคาต่ำก็ต้องขาย …

วันที่ 21 ก.ย.59 นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยถึงสถิติการส่งออกข้าวของไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-6 ก.ย.59 ว่า อินเดียส่งออกข้าวได้แล้ว 6.9 ล้านตัน มากสุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก รองลงมาคือไทย ที่ 6.4 ล้านตัน เวียดนาม 3.2 ล้านตัน ปากีสถาน 2.5 ล้านตัน และสหรัฐฯ 2.3 ล้านตัน ซึ่งสมาคมฯ ยังคงประเมินว่า ทั้งปีนี้ ไทยจะส่งออกได้ 9.4-9.5 ล้านตัน แต่จะแซงอินเดียกลับมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกได้หรือไม่ ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ส่วนกรณีที่ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะหารือกับผู้ประกอบการข้าวทุกกลุ่ม ทั้งผู้ส่งออก โรงสี และเกษตรกร เพื่อหารือถึงแนวทางเพิ่มรายได้ให้กับชาวนา โดยอาจออกมาตรการดูแลราคาข้าวเพิ่มเติม เพราะรัฐบาลเป็นห่วงราคาอาจตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตออกมากตั้งแต่เดือน พ.ย.นี้ ว่า จะเสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินตรงให้กับชาวนาตันละ 2,000 บาท เพื่อเพิ่มอำนาจซื้อ โดยที่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับกลไกตลาดข้าว โดยรัฐอาจช่วยเหลือชาวนาที่มีพื้นที่ปลูกข้าวไม่เกิน 20 ไร่/ครัวเรือน ซึ่งมีประมาณ 3 ล้านครัวเรือน และรัฐบาลอาจต้องใช้งบประมาณราว 30,000-40,000 ล้านบาท

“เป็นห่วงว่าผลผลิตข้าวเปลือกปี 59/60 จะออกมามากถึง 30-31 ล้านตันข้าวเปลือก เกินกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดปริมาณเพาะปลูกไม่เกิน 27.7 ล้านตันข้าวเปลือก เพราะน้ำฝนดีขึ้น ทำให้ทั่วโลกผลผลิตมากขึ้น ส่งผลให้การผลักดันราคาทำได้ลำบาก เพราะประเทศผู้ส่งออกจะแข่งกันขายเหมือนกัน” นายชูเกียรติ กล่าว

ด้าน ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การดึงราคาข้าวในประเทศให้สูงขึ้น วิธีที่ดีที่สุดคือ การเร่งระบายข้าวออกจากสต็อกรัฐบาลให้เร็วที่สุด เพราะเป็นแรงกดดันให้ข้าวราคาข้าวไทยลดลงมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตข้าวเปลือกฤดูกาลใหม่ จะออกมากตั้งแต่เดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ เพราะทำให้ตลาดไม่ซื้อข้าวใหม่ แต่จะรอการระบายข้าวราคาถูกของรัฐบาล แม้การเร่งระบายจะทำให้ราคาข้าวไทยลดลง แต่จำเป็นต้องทำ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้ หากยิ่งเก็บไว้นาน ราคาจะยิ่งลดลงมากกว่านี้

นอกจากนี้ อีกวิธีหนึ่งคือ การจ่ายเงินโดยตรงให้กับเกษตรกร แต่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และนำเงินไปใช้จ่ายหมุนเวียนให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าได้บ้าง แต่ไม่ได้ช่วยทำให้ราคาข้าวสูงขึ้น ส่วนถ้ารัฐจะตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกร โดยกำหนดปริมาณเป้าหมายบางส่วน คงเป็นไปได้ยาก รัฐบาลนี้ไม่ทำอยู่แล้ว เพราะจะเพิ่มภาระในการจัดเก็บของรัฐบาล เหมือนการรับจำนำข้าว.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 13.39 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,487.17 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ย. 2559 17:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729874

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 13.39 จุด เปลี่ยนแปลง +0.91% ดัชนีอยู่ที่ 1,487.17 จุด มูลค่าการซื้อขาย 49,762.90 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 21 ก.ย. 59 ปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 13.39 จุด เปลี่ยนแปลง +0.91% ดัชนีอยู่ที่ 1,487.17 จุด มูลค่าการซื้อขาย 49,762.90 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน).

 

หนุ่มสาวเมินงานหนัก คาดอีก 5 ปีข้างหน้า ‘ไทย’ ขาดแรงงานภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ย. 2559 16:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729580

 

กระทรวงแรงงาน เผย 5 ปีข้างหน้า ไทยขาดแคลนหนักแรงงานภาคการเกษตร เหตุคนแก่เพิ่มมากขึ้น คนวัยหนุ่มสาวเมินงานหนัก ด้านอุตสาหกรรมยิ่งแย่ การจ้างงานจะลดน้อยที่สุด เหตุโรงงานหันใช้เครื่องจักรแทนคน แต่จะไปบูมด้านการบริการ คาดมีการจ้างงานพุ่งสูงที่สุด 18.08 ล้านคนในปี 2562

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวหลังเปิดสัมมนาเหลียวหลังแลหน้าสู่ “Full employment for All Ages 2021” เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมการจัดหางานครบ 23 ปี ว่า การพัฒนาการบริการด้านแรงงาน ต้องทำให้ตรงจุด และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเฉพาะการส่งเสริมการมีงานทำทั้งในและต่างประเทศ การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน โดยในปี 2559 กกจ. ให้บริการจัดหางานทั่วประเทศ มีคนสมัครกว่า 9 แสนคน ได้รับการบรรจุงานกว่า 3 แสนคน สร้างรายได้ 4.7 หมื่นล้านบาท แต่ในอนาคตรูปแบบการจ้างงานจะเปลี่ยนไปจากเดิมใน 5–10 ปี รูปแบบการจ้างงาน ภาคการผลิตหลัก 3 ภาค คือ ภาคการเกษตร ภาคการอุตสาหกรรม และภาคการบริการ จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงต้องเตรียมความพร้อมรองรับ

นายอารักษ์ กล่าวว่า ปัจจัยด้านอายุของแรงงาน ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจ้างงานค่อนข้างมาก มีผลโดยตรงจากการเข้าสู่สังคมสูงอายุ เห็นได้ชัดในกลุ่มแรงงานภาคการเกษตรที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง การจ้างงานจะน้อยลง ใน 5 ปี ปัจจุบันคนทำงานนี้เป็นกลุ่มคนสูงอายุ ขณะที่แรงงานรุ่นใหม่จะไม่เข้ามาแทนที่ เพราะมีทางเลือกอื่นที่ดึงดูดใจมากกว่า

ส่วนภาคอุตสาหกรรม ทำงานโรงงาน ควบคุมเครื่องจักร จะเป็นกลุ่มที่มีการจ้างงานลดน้อยลงมากที่สุด จะมีการใช้เทคโนโลยี เครื่องจักร เข้ามาทำงานแทนคน มีการเลิกจ้าง ลดการลงทุน ย้ายฐานการผลิต ขณะที่งานด้านการบริการต่างๆ จะมีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้นแทนที่ภาคการเกษตร ในอนาคตอาชีพกลุ่มนี้จะสร้างรายได้ค่อนข้างมาก การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะทำให้การท่องเที่ยว และการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศสมาชิก

นายอารักษ์ กล่าวถึง การแก้ไขการขาดแคลนแรงงาน ว่า ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน กกจ.ทำตามลำพังโดดเดี่ยวไม่ได้ ต้องนำโครงสร้างการจ้างงานเข้าไปประกอบกับการกำหนดแผนให้กระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับความเป็นจริง แม้ว่าแรงงานภาคเกษตรจะลดลง แต่ไปเพิ่มในภาคบริการ การส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศยังมีอนาคต และไทยยังมีจุดขายที่เป็นครัวโลก ส่งออกข้าวเลี้ยงดูคนทั่วโลก ส่งออกพ่อครัวแม่ครัว สอดรับกับนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก จึงต้องยกระดับคนกลุ่มนี้ ต้องนำวิทยาการและเทคโนโลยี สร้างมูลค้าสินค้าทางการเกษตรให้มากขึ้น ต้องพัฒนาให้ผู้สูงอายุทำงานต่อเนื่อง มีรายได้ และต้องวางแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งระบบ ตั้งแต่ก่อนเกิดจนเข้าสู่วัยแรงงาน เพื่อให้เป้าหมายการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการวิจัยทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอาชีพ ปี 2558-2562 ที่กองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน ทำการสำรวจและวิเคราะห์จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุความต้องการแรงงานมีเพิ่มทุกปี แต่มีอัตราการขยายตัวต่ำ เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.53 โดยปี 2558 ต้องการแรงงาน 37.99 ล้านคน และปี 2562 ต้องการ 38.80 ล้านคน โดยภาคบริการจะมีแรงงานมากที่สุด อัตราขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 1.75 ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวมากที่สุด ในปี 2558 มีจำนวน 16.87 ล้านคน และในปี 2562 จะเพิ่มเป็น 18.08 ล้านคน

 

‘อภิรดี’ ลั่น ไม่กังวล ‘บุญทรง’ ขู่ฟ้องกลับคดีขายข้าวจีทูจี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ย. 2559 16:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729712

 

“อภิรดี” ลั่นไม่กังวล ไม่หนักใจ “บุญทรง” ขู่ฟ้องคนลงนามเรียกค่าเสียหายจีทูจี ยันทำทุกอย่างตามขั้นตอน-รอบคอบ เผย ฝ่ายกฎหมายเตรียมตัวพร้อมแล้ว …

วันที่ 21 ก.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า จะฟ้องกลับทั้งทางอาญาและทางแพ่งกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่มีส่วนในการลงนามหนังสือบังคับทางปกครองเรียกค่าเสียหายจากการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ว่า ไม่กังวล และไม่หนักใจ เพราะมั่นใจว่าการดำเนินการที่ผ่านมาทั้งหมด ได้ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง และรอบคอบแล้ว หากนายบุญทรงจะฟ้องร้องดำเนินคดี ก็สามารถทำได้

ในขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้ที่ถูกเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายทั้ง 6 รายแล้ว ซึ่งตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้ง 6 คนต้องชดใช้ค่าเสียหายภายใน 30 วัน หลังจากรับหนังสือฯ หากยังเพิกเฉย หรือไม่ชดใช้ค่าเสียหาย กระทรวงฯ จะส่งหนังสือฯ เพื่อแจ้งให้ชดใช้ค่าเสียหายอีก ซึ่งทั้ง 6 คน จะต้องชดใช้ค่าเสียหายภายใน 15 วัน หากยังนิ่งเฉยอีก จะส่งเรื่องเข้าสู่ขั้นตอนการบังคับคดีต่อไป โดยมีกรมบังคับคดี เป็นผู้ที่อายัดทรัพย์ตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเตรียมพร้อมกรณีถูกฟ้องกลับอย่างไร นางอภิรดี กล่าวว่า มีฝ่ายกฎหมายเตรียมไว้อยู่แล้ว และไม่ตอบคำถามใดๆ ต่อจากนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา นางอภิรดี และนางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมลงนามในหนังสือบังคับทางปกครอง โดยนางอภิรดี ลงนามแทนนายกรัฐมนตรี ส่วนนางสาวชุติมา ลงนามแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวง เพื่อให้นักการเมืองและข้าราชการ 6 ราย ชดใช้ความเสียหายจากการขายข้าวจีทูจี รวม 6 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 20,000 ล้านบาท และในวันเดียวกันนั้น นายบุญทรง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า มีการใช้ ม.44 กลั่นแกล้ง และจะฟ้องร้องดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง และต่อสู้คดีในทุกศาลจนถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 20 ก.ย.59 นายบุญทรง ได้โพสต์เฟซบุ๊กอีกครั้ง โดยยืนยันจะฟ้องกลับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงนามหนังสือบังคับฯ เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายในคดีข้าวจีทูจี

 

คมนาคม ถกรถไฟไทย-จีน ได้ข้อสรุปวงเงินก่อสร้าง เล็งเสนอ ครม. ภายใน ต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ย. 2559 13:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729479

 

คมนาคม เร่งถกรถไฟไทย–จีน ครั้งที่ 14 ลั่น ได้ข้อสรุปวัสดุก่อสร้าง พร้อมประเมินวงเงิน เล็งเสนอเข้า ครม. ภายใน ต.ค.นี้ …

วันที่ 21 ก.ย.59 นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย–จีน ครั้งที่ 14 ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน กรุงเทพฯ โดยระบุว่า ในการประชุมครั้งนี้ จะเป็นการหารือเพื่อสรุปรายละเอียด ในส่วนของวงเงินก่อสร้างโครงการ รวมไปถึงการหารือ เพื่อปรับรายละเอียดวัสดุก่อสร้างจากจีนเป็นไทยนำมาสู่การเปิดประกวดราคาที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้ อย่างไรก็ดี กระบวนการต่อไปหลังจากหารือสิ้นสุดลง การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จะสรุปรายละเอียดวงเงินก่อสร้างเสนอมายังกระทรวงฯ ในช่วงสัปดาห์หน้า ก่อนส่งต่อยังไปคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติโครงการในเดือน ต.ค.นี้

ขณะเดียวกัน ส่วนของแบบก่อสร้าง และกรอบวงเงินพัฒนาระยะแรก 3.5 กิโลเมตร (กม.) ช่วงสถานีกลางดง คาดว่า จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในช่วง เดือน ต.ค.นี้ เช่นเดียวกัน ซึ่งจะเป็นส่วนแรกที่ฝ่ายไทยจะทำการเปิดประกวดราคาจัดหาผู้รับเหมา ทั้งนี้ ยังคงวางกรอบกำหนดเริ่มก่อสร้างโครงการไว้ภายในปีนี้เช่นเดิม โดยคาดว่า หลังได้ข้อสรุปประเด็นวงเงินก่อสร้างและออกแบบแล้ว กระทรวงฯ จะสามารถเร่งรัดขั้นตอนประมูลให้แล้วเสร็จ ภายใน 2–3 เดือน

ขณะที่ ประเด็นของวงเงินก่อสร้างนั้น ภายในที่ประชุมครั้งนี้ กระทรวงการคลัง จะเข้ามาเป็นผู้เจรจาโดยตรง และยังคงยืนยันที่จะประเมินอัตราดอกเบี้ยเทียบเคียงกับเงินกู้ในประเทศ จึงคาดว่า ประเด็นเรื่องเงินกู้จะยังไม่ได้ข้อสรุปในการหารือครั้งนี้

 

ไทยคว้า 16 รางวัล ASEAN Energy Awards 2016 มากสุดในอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ย. 2559 12:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729379

 

ไทยคว้า 16 รางวัลเกียรติยศด้านพลังงาน “ASEAN Energy Awards 2016” จากทั้งหมด 47 รางวัล สูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน เดินหน้าหนุนพลังงานสีเขียว สร้างพลังงานทดแทน ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม …

เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 59 พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 34 ที่ กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมา ว่า สำหรับวาระการประชุมสำคัญในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก ก้าวสู่สังคมสีเขียวด้วยพลังงานสะอาด (Towards Greener Community with Cleaner Energy) ซึ่งทุกประเทศสมาชิกอาเซียนได้มุ่งมั่นที่จะดำเนินการภายใต้มาตรการต่างๆ ตามแผนปฏิบัติการพลังงานอาเซียน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งในด้านความมั่นคงทางพลังงาน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ภายหลังการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ยังมีการประกาศผลรางวัล ASEAN Energy Awards 2016 รางวัลเกียรติยศด้านพลังงานระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อเชิดชูเกียรติและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาพลังงานทดแทน และการอนุรักษ์พลังงานในกลุ่มผู้ประกอบการของประเทศสมาชิก โดยปีนี้ตัวแทนผู้เข้าประกวดจากประเทศไทย สามารถคว้ารางวัลมาครองได้สูงสุดถึง 16 รางวัล จากทั้งหมด 47 รางวัล สูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน

พลเอกอนันตพร กล่าวต่อว่า การพัฒนาพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานของประเทศไทย ณ วันนี้ นับว่ามีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558–2579 ซึ่งกำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน เป็นร้อยละ 30 ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายในปี 2579 และแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2558–2579 ที่ตั้งเป้าหมายในการลดสัดส่วนการใช้พลังงานต่อ GDP ของประเทศ (Energy Intensity) อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2579 เช่นเดียวกัน และหนึ่งในมาตรการต่างๆ ที่ออกมากระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเกิดการลดใช้พลังงานโดยวิธีการสมัครใจ คือ การจัดประกวดสุดยอดรางวัลด้านพลังงานไทยระดับสากล Thailand Energy Awards ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความคิดริเริ่มของผู้ประกอบการไทยทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานรูปแบบต่างๆ อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จต่อการเข้าร่วมการประกวด ASEAN Energy Awards มาอย่างต่อเนื่อง


ด้าน นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า การที่ประเทศไทยประสบความสำเร็จในเวที ASEAN Energy Awards ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ ประเทศไทย มีพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาตั้งแต่ปี 2535 ส่งผลให้ผู้ประกอบการ หรือผู้ใช้พลังงานในระดับที่มีการใช้พลังงานสูงๆ ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องพลังงานมากขึ้น ประกอบกับภาครัฐยังมีการส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อให้การใช้พลังงานของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตามแผนและกรอบนโยบาย

สำหรับตัวอย่างผู้ประกอบการไทยที่มีผลงานโดดเด่น และสามารถนำไปเผยแพร่ขยายผลให้กับผู้อื่นได้ อาทิ โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพโชควัลลภา 2.8 เมกะวัตต์ ของ บริษัท ไทย ไบโอแก๊ซ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ โดยมีแนวคิดในการนำน้ำเสียมาผลิตก๊าซชีวภาพ เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้แก่ กฟภ. ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นได้แล้ว ยังเป็นการนำน้ำเสียมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยสร้างรายได้แก่โรงงานอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพสามารถนำไปใช้งานได้กับหลายกลุ่มอุตสาหกรรมที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย


ด้านโครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อใช้ในการอบยางแท่งทดแทนเชื้อเพลิง LPG ของ บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด ดำเนินการบำบัดน้ำเสียดังกล่าวให้มีคุณภาพเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ช่วยลดปัญหากลิ่นรบกวน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม เลือกใช้ระบบบำบัดน้ำเสียที่สามารถผลิตก๊าซชีวภาพ นำกลับมาใช้ประโยชน์ทั้งในรูปของพลังงานความร้อน ความเย็น และกระแสไฟฟ้า ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลงได้ส่วนหนึ่ง โดยสามารถนำไปประยุกต์ดำเนินการได้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่มีน้ำเสียจากกระบวนการผลิตได้เกือบทุกประเภท นับเป็นตัวอย่างหนึ่งตัวอย่างที่ดีในการนำน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตมาใช้ประโยชน์

ทั้ง 2 หน่วยงาน เป็นตัวอย่างความสำเร็จเพียงส่วนหนึ่งของ 16 รางวัลแห่งความภาคภูมิใจของประเทศไทย จากเวที ASEAN Energy Award 2016 ที่ให้ความสำคัญ และตระหนักถึงการใช้พลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสร้างพลังงานทดแทนใช้ภายในโรงงาน จนสามารถลดต้นทุนด้านพลังงานให้กับผู้ประกอบการ นับเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่มศักยภาพให้กับกิจการในการแข่งขันธุรกิจ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม อีกทั้ง ยังเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลในประเภทบุคคลพลังงานดีเด่น ให้กับผู้ที่มีบทบาทสำคัญด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน โดยบุคลากรจากประเทศไทยที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ได้แก่ นายชวลิต พิชาลัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน นายสุริยันต์ อภิรักษ์สัตยากุล รองอธิบดี กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นางอัมราพร อัชวังกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย.

 

ขนส่งทดลองวิ่งรถตู้เสมือนจริง หลังย้ายจุดจอด ก่อนดีเดย์ 25 ต.ค. นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ย. 2559 11:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729400

 

คณะทำงานจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ นำรถตู้ลงพื้นที่ ทดลองวิ่งเสมือนจริง ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ เตรียมความพร้อม ก่อนดีเดย์จัดระเบียบรถตู้ 25 ต.ค. นี้ …

วันที่ 21 ก.ย.59 พ.อ.สุวิทย์ เกตุศรี รองผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ประธานคณะทำงานจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ พร้อมด้วย นายนพรัตน์ การุณยะวนิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารการเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่บริเวณชานชาลาขาเข้า สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) เพื่อดูการทดลองวิ่งเสมือนจริง ของผู้ประกอบการรถตู้ประจำทางมาตรฐาน 2 (จ.), (ต.), (ช) หมวด 2 วิ่งเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ ไปยังต่างจังหวัด ระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร ซึ่งจะย้ายจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เข้าใช้พื้นที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2559


นายนพรัตน์ กล่าวว่า บขส. ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการในการย้ายจุดจอดรถตู้ จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มาใช้พื้นที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ซึ่งในระยะ 6 เดือนแรก บขส. จะให้ผู้ประกอบการจัดการเดินรถตามรูปแบบเดิม แต่หลังจากนั้น บขส. จะดำเนินการจัดการเดินรถเข้าสู่ระบบ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ส่วนการเตรียมความพร้อม ด้านการจัดพื้นที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ขณะนี้ คืบหน้ากว่าร้อยละ 80 และจะดำเนินการแล้วเสร็จ ทั้งในส่วนการติดตั้งตู้ขายใบเวลา การติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ เก้าอี้ที่พักผู้โดยสาร การติดตั้งหลังคาชานชาลา และระบบ CCTV ภายในวันที่ 10 ตุลาคม 2559


สำหรับการทดลองการเดินรถเสมือนจริงวันนี้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) นำ รถ Shuttle bus วิ่งรับผู้โดยสารจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บริเวณเกาะพหลโยธิน ในเวลา 07.10 น. เดินทางมาถึงบริเวณชานชาลาขาเข้า สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ในเวลา 07.25 น. ขึ้นทางด่วนใช้เวลาเดินทางเพียง 15 นาที จากนั้นเจ้าหน้าที่ บขส. นำผู้โดยสารมายังจุดจอดรถตู้ พร้อมแนะนำเส้นทางการเดินรถ จากนั้นทำการปล่อยรถตู้โดยสารออกจากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) อย่างไรก็ดี ในวันที่ 22 กันยายน 2559 บขส. จะทำการทดลองเดินรถเสมือนจริงที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (เอกมัย) และวันที่ 23 กันยายน 2559 ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ สายใต้ (ปิ่นเกล้า)

 

ประชุมด่วน! กู้ภาพท่องเที่ยวจีน “บิ๊กตู่” สั่งข้ามประเทศรับผลกระทบทัวร์ศูนย์เหรียญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ย. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729134

 

“บิ๊กตู่” สั่งจากสหรัฐฯ ให้ “ประวิตร” เรียกประชุมด่วน ห่วงธุรกิจทัวร์รับผลกระทบ หลังปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ เร่งกระทรวงการท่องเที่ยวฯกำหนดราคาต้นทุนให้เสร็จในสัปดาห์นี้ ททท.เชื่อนักท่องเที่ยวจีนไม่ลดมาก เผยยังไม่จับใครเพิ่ม ขณะที่ ครม.ไฟเขียวเอ็มโอยูสร้างทัวร์คุณภาพท่องเที่ยวไทย-จีน 21 ก.ย.นี้

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังจากประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสร็จสิ้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เรียกประชุมกลุ่มเล็กเพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญในทันที หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งระหว่างการเข้าร่วมประชุมของสหประชาชาติที่ประเทศสหรัฐฯ ได้แสดงความเป็นห่วงกรณีดังกล่าวว่าจะเกิดผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และอยากให้ติดตามตรวจสอบ โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่ออิทธิพล หรือเป็นคนที่อยู่ในแวดวงการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมทั้งต้องการให้ข้อมูลต่างๆที่สื่อสารออกไปยังต่างประเทศไม่เกิดการคลาดเคลื่อนจนทำให้เกิดการวิตกกังวล จนส่งผลกระทบกับภาพรวมของการท่องเที่ยวของไทย โดยในการประชุมครั้งนี้นายวิษณุ เครืองาม และ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ได้เข้าประชุมด้วย

ด้าน พล.อ.ประวิตรเปิดเผยภายหลังการประชุมว่า รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญให้เป็นไปตามระเบียบ ตามกฎหมาย และขณะนี้ไทยและจีนก็มีการคุยกันอยู่แล้วเพื่อทำให้ถูกต้อง โดยทางจีนก็ต้องการทำให้ถูกต้อง และจะมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) เรื่องการท่องเที่ยวร่วมกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน (ซีเอ็นทีเอ) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านท่องเที่ยวระหว่างไทยและจีน ส่วนการปรับตัวของบริษัททัวร์ไทยที่เคยทำทัวร์นักท่องเที่ยวจีนนั้นได้มีการประชุมกัน และรัฐบาลกำลังแก้ไข ปัญหาอยู่ไม่ต้องเป็นห่วง ทุกอย่างจะดำเนินการได้ตามปกติ แต่อาจจะมีความไม่เข้าใจเกี่ยวกับการจับกุมอยู่บ้างเล็กน้อย เชื่อว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้

“ขณะนี้อาจมีผลกระทบต่อเรื่องนักท่องเที่ยวจีนที่มากับบริษัททัวร์น้อยลงก็จะมีมาตรการรองรับ ส่วนการจับกุมจะไม่มีการจับเพิ่มอีก เพราะรายนี้ก็รายใหญ่มากแล้ว ซึ่งต้องดูว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างไรบ้าง”

ขณะที่นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ได้ อนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอร่างบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ที่จะลงนามร่วมกับซีเอ็นทีเอ ในวันที่ 21 ก.ย.นี้ จากนั้นวันที่ 14 ต.ค. ตนพร้อม ททท.และผู้ประกอบการท่องเที่ยวของไทย จะเดินทางไปโรดโชว์ที่ประเทศจีนและ หารือกับเอกชนท่องเที่ยวรายใหญ่ของจีนด้วย ขณะที่ หลังจากนี้ต้องมีการตกลงราคาด้านการท่องเที่ยว ให้เกิดความยุติธรรมกับทั้งสองประเทศ ซึ่งจากนี้ไปคาดว่าภายใน 1 เดือน จะสามารถทำให้การดำเนินธุรกิจทัวร์กับนักท่องเที่ยวจีนเข้าสู่ระบบได้

พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สาระสำคัญของร่างเอ็มโอยูฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยและจีน เช่น การดูแลความเรียบร้อยในการท่องเที่ยว เพิ่มคุณภาพการบริการด้านการท่องเที่ยว และหากมีสถานการณ์ฉุกเฉิน จะมีการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจสนับสนุนซึ่งกันและกัน นอกจากนั้น ยังมีการแลกเปลี่ยนเบาะแสและเอกสารของคดีที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสาขาอาชีพการท่องเที่ยว ร่วมกันส่งเสริมการจับกุมกิจกรรมผิดกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว เช่น ทัวร์ราคาถูกที่ไม่สมเหตุสมผล (ทัวร์ศูนย์เหรียญ) และการบังคับให้นักท่องเที่ยวซื้อสินค้า เป็นต้น

ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ที่ประชุมสรุปว่า 1.ภายในสัปดาห์นี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดราคาขายทัวร์ที่เป็นธรรมกับนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งจะมีการกำหนดต้นทุนอย่างชัดเจน เพื่อบริษัททัวร์จะไม่ไปขายในราคาต่ำกว่าทุนอีก 2. กระทรวงการท่องเที่ยวฯจะควบคุมการให้บริการ ท่องเที่ยวเชิงคุณภาพว่าต้องใช้รถทัวร์แบบไหน คุณสมบัติของไกด์ทัวร์เป็นอย่างไร ตลอดจนรูปแบบ ของร้านค้าที่บริษัททัวร์นำนักท่องเที่ยวไปซื้อของได้ 3.กระทรวงการท่องเที่ยวฯจะจัดทำโมเดลของเส้นทางท่องเที่ยวมาตรฐาน พร้อมระบุว่า สิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้ การแวะร้านค้าขายของที่ระลึก แบบใด ผิด และแบบใดไม่ผิด เพื่อให้การดำเนินธุรกิจไปต่อได้และเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งจะทำให้บริษัททัวร์เกิดความมั่นใจด้วย 4.จะสร้างความชัดเจนในเรื่องของการปราบปรามจับกุมเพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจท่องเที่ยวอยู่ในระบบมากขึ้น

“พล.อ.ประวิตรระบุว่า นายกฯต้องการให้ธุรกิจท่องเที่ยวที่บริการคนจีนเดินต่อไปได้ ซึ่งนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ รายงานว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่มากับบริษัททัวร์ลดลงนิดหน่อย ขณะที่การประเมินของ ททท.มองว่า นักท่องเที่ยวจีนในปีนี้มีมากกว่าปีที่แล้วที่ 7.9 ล้านคนแน่นอน คิดว่าใกล้เคียง คาดว่าคงอยู่ที่ 9.6-10 ล้านคน เพราะจนถึงขณะนี้มี 6 ล้านคนแล้ว โดยเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 19%”.

 

แก้ พ.ร.บ.ขายตรง-เตาปิ้งย่าง แม่ค้าออนไลน์เริงร่ารอดตัว ครม.ตีกันธุรกิจแชร์ลูกโซ่กระจายตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729124

 

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นที่สำคัญ ประกอบด้วย ให้แยกการกำหนดคุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจออกเป็นผู้ประกอบธุรกิจขายตรงและผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง โดยผู้ประกอบธุรกิจขายตรงจะมีลักษณะการชักชวนบุคคลเข้าร่วมเครือข่าย โดยตกลงให้ผลประโยชน์ตอบแทนในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ซึ่งจะส่งผลกระทบและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนจำนวนมาก จึงกำหนดคุณสมบัติให้ผู้ประกอบ ธุรกิจขายตรง จะต้องเป็นบริษัทจำกัดที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท บริษัทมหาชนจำกัดและห้างหุ้นส่วน ซึ่งมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท จึงจะสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรงได้ ต่างจากเดิมที่เปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ทำธุรกิจขายตรงได้

ส่วนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงนั้น เป็นการขายผ่านสื่อ ความเสี่ยงของผู้บริโภคคือ ไม่ได้รับสินค้า สินค้าชำรุดหรือไม่เป็นไปตามโฆษณา จึงได้กำหนดคุณสมบัติเปิดกว้างให้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจได้ เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการรายย่อย วิสากิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผู้ประกอบการโอทอป ผู้ประกอบการรายย่อยออนไลน์ “สำหรับบทกำหนดโทษ ในส่วนของการประกอบธุรกิจขายตรงและธุรกิจตลาดแบบตรง มีบทกำหนดโทษเดียวกันคือ หากทำธุรกิจโดยไม่จดทะเบียน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอัตราโทษค่าปรับรายวันหากยังฝ่าฝืน โดยกำหนดให้ธุรกิจขายตรงเสียค่าปรับไม่เกินวันละ 20,000 บาท ธุรกิจตลาดแบบตรงวันละ
10,000 บาท”

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเตาย่าง เตาปิ้ง และเครื่องทำอาหารเคลื่อนย้ายได้ที่คล้ายกันต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก.1641-2552 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมฉบับที่ 4093 เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เตาไฟฟ้าที่เคลื่อนย้ายได้ ที่ใช้ในครัวเรือนทุกประเภทมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ผู้บริโภคได้รับความปลอดภัย ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีความเห็นว่า สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรมควรประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูล เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยและให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายถูกต้อง.