เกษตร 4.0 จ่อหงอยคนหนีนาเข้ากรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729114

 

นางสาวจริยา สุทธิไชยา รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภายใน 5 ปี สศก.ตั้งเป้ายกระดับเกษตรกรที่มีคุณสมบัติ เหมาะสมกับการเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือผู้นำด้านการเกษตร โดยกระทรวงเกษตรฯได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณา 2 ประเด็นหลัก คือ รายได้ ของครัวเรือนเกษตรไม่ต่ำกว่า 180,000 บาทต่อปี โดยเกษตรกรต้องมีทั้งคุณสมบัติ อาทิ เกษตรตรกรต้องเป็นต้นเเบบ ให้คำปรึกษา และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้อื่นได้ รวมทั้งผ่านการอบรมมาตรฐานการเกษตรที่ดี (GAP) และ มาตรฐานการผลิตที่ดี (GMP) หรือมาตรฐานอื่นๆ โดยเข้าถึงแหล่งข้อมูลในอินเตอร์เน็ตด้วยสมาร์ทโฟนได้เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการเกษตรกรรม

นายกัมปนาท เพ็ญสุภา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้มีการสำรวจเกษตรกร จ.ลพบุรี พบว่าเกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน 372,703 บาทต่อปี รายจ่ายเฉลี่ยภาคเกษตร 115,490 บาทต่อปี ทำให้มีรายได้ภาคเกษตรสุทธิที่ 257,213 บาทต่อปี และจากปัญหาที่พบคือเกษตรกรมีสมาร์ทโฟนแต่ยังใช้แบบปุ่มกด ไม่มีแอพพลิเคชั่น หรือมีแต่ไม่ได้นำมาใช้ในการเกษตร นอกจากนั้น ยังมีปัญหาขาดเเคลนแรงงานภาคเกษตร ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าห่วง หากก้าวสู่ไทยเเลนด์ 4.0 ภาคเกษตรอาจยังไม่มีความพร้อมมากนักเนื่องจากการต่อยอดรุ่นสู่รุ่นของอาชีพเกษตรกรรมน้อยลง รัฐอาจต้องผลักดันส่งเสริมชูต้นแบบเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จมาเป็นแบบอย่างในการสร้างแรงจูงใจให้มาทำการเกษตรมากยิ่งขึ้น และเกษตรกรปัจจุบันต้องเปิดใจรับการปรับหรือเปลี่ยนแปลงการทำเกษตรจากเดิมให้มากขึ้นด้วย ซึ่งจากการสำรวจความพร้อมภาคเกษตรยังอยู่ที่ระดับปานกลาง 2.0 เท่านั้น.

 

รัฐไฟเขียวยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรม 20 ปี ลุ้นเพิ่มมูลค่าส่งออก 7.02 %

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729105

 

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมระยะ 20 ปี (2560-2579) ว่า แผนดังกล่าวได้ส่งให้นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม รับไปพิจารณาปรับแก้ไขก่อนนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป โดยแผนดังกล่าว มีเป้าหมายผลักดันให้อุตสาหกรรมของประเทศไทย ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยเฉพาะการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมให้ขยายตัวเฉลี่ย 4.5% ต่อปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 3% ต่อปี พร้อมขยายมูลค่าการส่งออกภาคอุตสาหกรรมให้ขยายตัว 7.02% ต่อปี จากปัจจุบันเฉลี่ย 5.43% ต่อปี รวมทั้งการเพิ่มการลงทุน โดยเฉพาะโรงงาน แห่งใหม่ๆเพิ่มขึ้น

“แผนดังกล่าวจะเน้นสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ๆในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมให้ได้ 150,000 ราย พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรมจาก 0.7% ต่อปี เป็น 2% ต่อปี การแก้ไขข้อจำกัดจากการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยการขับเคลื่อน อุตสาหกรรม 4.0 ที่ต้องร่วมมือด้วยเครือข่ายประชารัฐ โดยใช้ความรู้ใหม่ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ การจัดหาภายนอกไปสู่ภาคเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และท้องถิ่น”

สำหรับแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน สนับสนุนนโยบายภาครัฐสู่ประเทศไทย 4.0 ได้แก่ การยกระดับและสร้างนักรบอุตสาหกรรมพันธุ์ใหม่ให้เป็นกลไกหลัก ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ, การปฏิรูปนิเวศอุตสาหกรรม เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมและการสร้างนวัตกรรม, การเชื่อมโยง อุตสาหกรรมไทยให้เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจโลก เป้าหมายแรก คือ กลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ซึ่งในระยะแรกจะสนับสนุนให้เอสเอ็มอีสามารถออกไปเปิดตลาดในประเทศเพื่อนบ้านให้ได้, การพัฒนากำลังคนให้ตรงกับงานภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ขณะเดียวกัน วันที่ 30 ก.ย.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อ้อยและน้ำตาลทราย ก่อนสรุปผลเสนอ ครม.พิจารณาเดือน ต.ค.นี้.

 

ธปท.เร่งสปีดรู้ทัน “ฟินเทค” ตั้งศูนย์รับนวัตกรรมการเงินดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729103

 

นางวิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้เปิดศูนย์ทดสอบและพัฒนานวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีใหม่มาสนับสนุนการให้บริการทางการเงิน (Regulatory Sandbox) เพื่อเป็นที่ปรึกษาให้แก่สถาบันการเงิน บริษัทที่จดทะเบียนและผู้บริโภคที่ต้องการพื้นที่ทดลองใช้นวัตกรรมทางการเงิน (FinTech) และสร้างโอกาสในการออกใบอนุญาตใหม่ๆในอนาคตและจะช่วย ธปท.ปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเร็ว

ปัจจุบัน ธปท.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 15 ต.ค.นี้ จากนั้นจะรวบรวมความคิดเห็นเพื่อออกประกาศในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และเริ่มทดสอบนวัตกรรมตามกรอบ Regulatory Sandbox ในไตรมาสแรกของปี 60 โดยศูนย์นี้จะทดสอบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน ชำระเงิน โอนเงิน และธุรกรรมหลักในอนาคตที่ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ส่วนผู้สมัคร จะเป็นทั้งสถาบันการเงิน ผู้ประกอบการรายใหม่ ซึ่งอาจมีการจับคู่กันเองก็ได้ และผู้สมัครจะเข้าร่วมทดสอบไม่เกิน 1 ปี หรือขึ้นอยู่กับความเหมาะสมผลิตภัณฑ์นั้นๆ

ทั้งนี้ ธปท.จะให้ความสำคัญ 4 ด้าน คือ 1.การออกผลิตภัณฑ์ใหม่จะต้องคำนึงสิทธิผู้บริโภคให้ได้ข้อมูลเพียงพอ 2.ผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือก 3.ถ้าไม่พอใจมีช่องทางร้องเรียนได้ 4.ถ้าลูกค้าไม่ผิดหรือพิสูจน์แล้วต้องได้รับการชดเชย โดยปัจจุบันต่างประเทศก็เป็นช่วงเริ่มต้น Regulatory Sandbox เช่น ในอังกฤษ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ส่วนในไทย เร็วๆนี้ ธปท.จะออกใบอนุญาตการให้กู้ตรงระหว่างบุคคลต่อบุคคล (P2P) ซึ่งขณะนี้มีคนสนใจ 20 ราย.

 

“ประจิน” ดึงเบรกเน็ตหมู่บ้าน ขอเวลาศึกษา 2-3 เดือนให้ถ้วนถี่ไร้ราคี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729095

 

“ประจินมาแล้ว” เปิดซิงกระทรวงดิจิทัล (ดีอี) ประเดิมกระตุกอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน ขอเวลา 2–3 เดือน ตรวจตราให้ถ้วนถี่ ดันเพิ่มประชาสัมพันธ์ให้คนรับรู้เปลี่ยนจากไอซีทีเป็นดีอี ด้านปลัดดีอีชงสุดตัว ไทยคมต้องกลับมาอยู่ใต้สัมปทาน ขณะที่บอร์ด กทค.ประชุมวันนี้ เคาะรายได้เรียกเก็บจากทรูมูฟ-ดีพีซี

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายการทำงานให้ข้าราชการกระทรวงดีอีและหน่วยงานในสังกัดว่า ขอเวลา 2-3 เดือนในการพิจารณาโครงการอินเตอร์เน็ตประชารัฐหรืออินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน วงเงิน 13,000 ล้านบาท โดยจะตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากมีข้อท้วงติงจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดังนั้นจะต้องตอบข้อท้วงติงทั้งหมดให้ได้ว่า โครงการดังกล่าวเกิดประโยชน์จากประชาชนอย่างแท้จริง และโครงการนี้จะต้องโปร่งใสไร้ทุจริต 100%

“ผมยืนยันว่ายังคงจะเดินหน้าโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน ตั้งเป้าว่าภายในปี 2560 ทุกหมู่บ้านที่ไม่มีอินเตอร์เน็ตจะต้องมีอินเตอร์เน็ตใช้ เพียงแต่ในช่วง 2-3 เดือนนี้ จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาทบทวนเงื่อนไขการประกวดราคา เงื่อนไขคุณสมบัติของอุปกรณ์ต่างๆ ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และตอบคำถามหน่วยงานที่ท้วงติงได้ชัดเจน ก็พร้อมเดินหน้าลงนามในสัญญาทันที”

สำหรับนโยบายด้านกิจการดาวเทียมสื่อสารนั้น ภายในเดือน ต.ค.นี้จะมีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรกับดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 ที่ยังมีปัญหาคาราคาซังว่าจะให้อยู่ในระบบใบอนุญาตหรือให้กลับคืนมาอยู่ใต้ระบบสัมปทานอย่างเดิม ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างกระทรวงดีอีกับสำนักงาน กสทช. รวมถึงจะต้องเจรจากับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ด้วย “สำหรับนโยบายการบริหารงานกระทรวงดีอีในช่วงรักษาการนั้น ได้กำชับให้ผู้บริหารกระทรวงและหน่วยงานในสังกัด เร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนผ่านกระทรวงจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) เป็นกระทรวงดีอีด้วย”

นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า กระทรวงดีอีจะเจรจากับไทยคม เพื่อหารือกันเกี่ยวกับประเด็นไทยคม 7 และ 8 ซึ่งกระทรวงดีอีมีความเห็นว่าดาวเทียมทั้งสองดวงจะต้องอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานไปจนกว่าจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2564 ขณะเดียวกัน ไทยคมจะต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียมตามกฎหมายด้วย ซึ่งกระทรวงดีอีและกสทช.ก็ต้องหารือเพื่อสร้างความชัดเจนในกิจการดาวเทียมสื่อสาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อ.ประจินจะเข้ามาทำงานที่กระทรวงดีอีเพียง 2 วัน และขอให้ข้าราชการนำแฟ้มเอกสารไปให้ลงนามที่ทำเนียบรัฐบาล โดยไม่ขอมานั่งเก้าอี้ของ รมว.ดีอี เพราะเชื่อว่า ต.ค.นี้จะมี รมต.ตัวจริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) วันนี้ (21 ก.ย.) สำนักงาน กสทช.จะเสนอให้บอร์ด กทค.พิจารณาอนุมัติการนำเงินส่งรายได้แผ่นดิน ซึ่งเป็นรายได้จากการใช้คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ในช่วงสัญญาสัมปทานสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.56-3 ธ.ค.58 โดยบอร์ด กทค.จะต้องตัดสินใจว่าจะเลือกผลการคำนวณรายได้ของใคร ระหว่างของสำนักงาน กสทช.กับของคณะทำงานเยียวยาการใช้คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ เนื่องจากมีความแตกต่างกันมาก โดยผลการคำณวณของคณะอนุกรรมการเยียวยาฯ สรุปว่าบริษัท ทรูมูฟ จำกัด ต้องนำเงินส่งเป็นรายได้แผ่นดินรวม 13,989 ล้านบาท และบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด 879 ล้านบาท รวม 14,868 ล้านบาท ส่วนสำนักงาน กสทช.เสนอให้ทรูมูฟ ต้องนำส่งรายได้ 3,088 ล้านบาท และดิจิตอล โฟน ต้องนำส่งรายได้ 879 ล้านบาท รวม 3,967 ล้านบาท.

 

กว่า 200 ทริกเกอร์ฟันด์ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ก.ล.ต.เข้มโฆษณาชวนลงทุน หวังนักลงทุนเข้าใจความเสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729094

 

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลของสำนักงาน ก.ล.ต. พบว่า จำนวนกองทุนรวมประเภททริกเกอร์ฟันด์หรือกองทุนที่กำหนดผลตอบแทนเป้าหมายไว้ชัดเจน เมื่อถึงเป้าก็จะปิดกองทุนโดยทันที เพื่อคืนเงินต้นและผลตอบแทนให้กับผู้ถือหน่วย

โดยพบว่าในครึ่งแรกปี 59 มีทริกเกอร์ฟันด์เปิดขายใหม่เพียง 12 กองทุน คิดเป็นมูลค่า 1,426 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือครึ่งแรกของปี 58 ที่มีทริกเกอร์ฟันด์ออกใหม่มากถึง 71 กองทุน คิดเป็นมูลค่า 33,268 ล้านบาท และปัจจุบันมีทริกเกอร์ฟันด์จำนวนมากกว่า 200 กองทุนที่ยังทำผลตอบแทนไม่ถึงเป้าหมาย

นอกจากนี้ ก.ล.ต.ยังได้ปรับปรุงเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาและการเปิดเผยข้อมูลกองทุนรวมประเภททริกเกอร์ฟันด์ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจลงทุนอย่างถูกต้องและครบถ้วน โดยการปรับปรุงเกณฑ์ครั้งนี้ ต้องการให้ชื่อกองทุนและคำเตือนในโฆษณามีความชัดเจนว่าไม่มีการรับประกันผลตอบแทนและผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนก่อนระยะเวลาที่กำหนดได้

นอกจากนี้ กรณีที่มีการโฆษณาเกี่ยวกับความสำเร็จของทริกเกอร์ฟันด์ บลจ.จะต้องมีการระบุข้อมูลเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของทริกเกอร์ฟันด์อื่นซึ่งอยู่หรือเคยอยู่ภายใต้การจัดการไว้ด้วย เช่น จำนวนกองทุนที่ถึงเป้าหมายภายในกำหนดเวลา จำนวนกองทุนที่ถึงเป้าหมายแต่เกินกำหนดเวลา หรือจำนวนกองทุนที่ไม่ถึงเป้าหมาย ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ลงทุนได้มีข้อมูลภาพรวมก่อนการตัดสินใจลงทุน

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ บลจ.ต้องเปิดเผยค่าธรรมเนียมต่างๆที่เรียกเก็บจากทริกเกอร์ฟันด์ให้ชัดเจนเพิ่มเติม โดยเฉพาะส่วนที่แตกต่างจากกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนแบบเดียวกัน อาทิ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดตั้งกองทุน การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจัดการกองทุนเต็มระยะเวลาที่กำหนดแม้กองทุนจะถึงเป้าหมายก่อนกำหนด หรือการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนในกรณีที่กองทุนสามารถทำได้ตามเป้าหมาย โดยจะต้องเปิดเผยกลยุทธ์การบริหารกองทุนที่แตกต่างจากกองทุนรวมอื่นที่มีนโยบายการลงทุนเดียวกันของ บลจ.ด้วย

“ทริกเกอร์ฟันด์เป็นทางเลือกที่ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุน การปรับเกณฑ์ครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบก่อนตัดสินใจลงทุนในทริกเกอร์ฟันด์ได้ดียิ่งขึ้น” นายรพีกล่าว.

 

ดันเครื่องสำอางไทยที่ 1 เอเชีย ร่วมฝรั่งเศสสร้างภาพลักษณ์ปั้นแบรนด์ส่งออกโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729089

 

นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า กสอ.เตรียมผลักดันอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยให้ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของเอเชียด้านมูลค่าการค้าให้ได้ภายในปี 60 จากปัจจุบันที่อยู่อันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยจะร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศสและญี่ปุ่นสร้างภาพลักษณ์อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยให้เป็นที่เชื่อถือในระดับโลกก่อน จากนั้นจะส่งเสริมให้เกิดการสร้างแบรนด์ที่เป็นของไทยเพื่อส่งออกมากขึ้น และเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก “เครื่องสำอางที่ผลิตในไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง แต่คนไทยไม่เก่งเรื่องการทำยี่ห้อให้เป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ กสอ.จึงต้องร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาช่วยผลักดันภาพลักษณ์ของตัวสินค้าก่อน จากนั้นจะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้มแข็งและสร้างแบรนด์ไทยสู่สากลได้”

ล่าสุด กสอ.ได้ร่วมกับสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อศึกษาแนวทางการวิจัยและพัฒนาเครื่องสำอางของไทย และจัดตั้งศูนย์กลางการผลิตเครื่องสำอางสู่ระดับสากลเพื่อให้ผลิตภัณฑ์แข่งขันได้ในตลาดโลก โดยจะคัดเลือกผู้ประกอบการ 300 ราย ร่วมยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ทั้งนี้ การทำให้ไทยเป็นประเทศผู้นำเครื่องสำอางโลก ต้องแก้จุดอ่อนให้ได้มากที่สุด ใน 4 เรื่องคือ 1.ปัญหาด้านนวัตกรรม 2.ด้านมาตรฐาน 3.ด้านภาพลักษณ์และการสร้างตราสินค้า 4.ด้านบรรจุภัณฑ์ โดย กสอ.มุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการพัฒนานวัตกรรม โดยร่วมกับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง หน่วยงานวิชาการจัดกิจกรรม “ไทยแลนด์คอสเมติกคอนเทสท์ 2016”ประกวดสุดยอดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไทย เพื่อกระตุ้นให้นำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 เพื่อสร้างการแข่งขันกับประเทศชั้นนำของโลกได้ “ขณะนี้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยมีมูลค่าการค้าทั้งตลาดในประเทศและส่งออก 210,000 ล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นขายในประเทศ 60% มูลค่า 120,000 ล้านบาท ส่งออก 40% หรือ 90,000 ล้านบาท ซึ่งการส่งออกกว่า 50% อยู่ในอาเซียน ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีมูลค่าการค้าอันดับ 1 ในอาเซียน และปีนี้คาดว่ามูลค่าจะโต 5-10% เนื่องจากสินค้าไทยเป็นที่ยอมรับในอาเซียน”.

 

วิจัยแบตเตอรี่โรงไฟฟ้าพลังงานลม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729083

 

นายสุเมธ สุทธภักติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วินด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (IWIND) บริษัทย่อย บมจ.อินเตอร์ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น (IFEC) เปิดเผยว่า บริษัทซึ่งดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลม ได้เซ็นสัญญาบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการวิจัยและพัฒนาศึกษาการใช้งานแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานลม กับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อร่วมมือกันนำระบบการจัดการไฟฟ้าพลังงานลม โดยใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่มาใช้ผลิตไฟฟ้าจริง โดยทาง MTEC จะอำนวยความสะดวกในการนำงานวิจัยและบุคลากรผู้วิจัยมาร่วมมือกับบริษัทในการวางระบบติดตั้งและใช้งานแบตเตอรี่ ขณะที่บริษัทจะส่งข้อเสนอแนะจากการใช้งานจริงเพื่อร่วมพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ บริษัทจะเริ่มติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ในโรงไฟฟ้าพลังงานเกาะเต่าที่มีกำลังผลิต 4.8 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าปากพนังกำลังผลิต 8.965 เมกะวัตต์

“ระบบบริหารจัดการไฟฟ้าพลังงานลมด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ จะทำให้เกิดความมั่นคงของพลังงานได้มาก เพราะจะมีอัตราการจ่ายไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ และยังสามารถเพิ่มอัตราการจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการกับภาครัฐในอนาคต ที่ระบบกักเก็บพลังงานจะเข้ามามีบทบาทในการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยบริษัทมีแผนพัฒนาโรงไฟฟ้าลมทั้งสิ้น 1,000 เมกะวัตต์ใน 5 ปี”

นายจุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์ MTEC กล่าวว่า เป็นครั้งแรกในอาเซียนที่โรงไฟฟ้าพลังงานลมมีการจัดทำระบบสำรองพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ เป็นผลจากการที่เอกชนให้ความสำคัญในเรื่องการกักเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ เชื่อมั่นว่าการนำงานวิจัยไปใช้ในธุรกิจจริงจะส่งเสริมให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีไปอีกก้าว.

 

“บิ๊ก” กลับเข้าลู่วิ่งติดสปริงโดดหนี “เอส” อุดรูรั่วปัญหากระจายสินค้าทำยอดขายลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729065

 

นายโซเรน เลาริดเซน ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชีย และกรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย บริษัท อาเจ กรุ๊ป ผู้ผลิตและจำหน่ายแบรนด์เครื่องดื่มชั้นนำระดับโลก สัญชาติเปรู ภายใต้ชื่อ “บิ๊ก” เปิดเผยว่า แผนธุรกิจภายใน 2 ปีนับจากนี้ บริษัทต้องการมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็นมากกว่า 10% เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดอันดับ 3 ของตลาดรวมเครื่องดื่มน้ำอัดลมในประเทศไทย ที่มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 8.1% ทิ้งห่างแบรนด์ “เอส” ที่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 6.6% ขณะที่โค้กเป็นผู้นำตลาดอันดับ 1 มีส่วนแบ่งตลาด 52.7% เป๊ปซี่ 34.3% ซึ่งโจทย์ใหญ่ของบริษัท คือต้องเร่งกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศมากขึ้น จาก 50% เป็น 75% หลังจากที่ยอดขายเครื่องดื่มน้ำอัดลมแบรนด์ “บิ๊ก” ทั้งน้ำดำและน้ำสีตกลงต่อเนื่องมา 4 ปีแล้ว เฉพาะ 3 ภูมิภาคหลัก อาทิ กรุงเทพฯ ภาคอีสาน ภาคใต้ ตกลง 50% ส่วนภูมิภาคอื่นๆ ทรงตัว เป็นผลจากการกระจายสินค้ามีปัญหา สามารถกระจายได้ครอบคลุมพื้นที่ขายได้แค่ 40% จากที่สามารถกระจายสินค้าได้ครอบคลุมพื้นที่ขายสูงถึง 75% ในปี 2555

“บริษัทได้วางแผนเพิ่มดิสทริบิวชั่นหรือตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้า ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 20 ราย เพิ่มขึ้นทั้ง 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคใต้ แต่งตั้งตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้า 3 ราย จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีตัวแทนจัดจำหน่าย และกำลังแต่งตั้งเพิ่ม ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็มีแผนแต่งตั้งตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย”

นายโซเรนกล่าวว่า ปี 2555 บิ๊กมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 12.5% แต่ขาดการโฟกัสระบบจัดจำหน่าย จึงทำให้สูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปมาก จากนี้ไปบริษัทจะรุกเต็มสูบ หลังปรับโฉมโลโก้ และปรับแบรนด์ เครื่องดื่มทั้งน้ำอัดลม น้ำดื่ม ให้เป็นแบรนด์เดียวกัน ภายใต้แบรนด์ “บิ๊ก” ส่งผลให้ปัจจุบันแบรนด์ “บิ๊ก” มี 8 รสชาติ อาทิ บิ๊กโคล่า, บิ๊กกลิ่นสตรอเบอรี่, บิ๊กกลิ่นผลไม้รวม, บิ๊กกลิ่นส้ม, บิ๊กกลิ่นมะนาว, บิ๊กกลิ่นสละ, บิ๊กกลิ่นมะพร้าว และบิ๊กกลิ่นมะนาวโซดา.

 

ลูกค้าสบายใช้ช่องทางดิจิทัล ขอสินเชื่อ-บัตรเครดิตปุ๊บปั๊บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/729060

 

นางสาวมิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือทีเอ็มบี เปิดเผยว่า ในรอบ 6 เดือนแรกของปีนี้ มีลูกค้าสินเชื่อบ้านและบัตรเครดิต ที่ติดต่อธนาคารผ่านทางช่องทางดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น 253% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการเติบโตของจำนวนลูกค้าที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อบ้านและบัตรเครดิตผ่านช่องทางดิจิทัลเพิ่มสูงถึง 184%

สำหรับบริการแบ่งจ่าย “ทีเอ็มบีโซกู๊ด” (TMB So GOOD) ในช่วง 7 เดือนแรกที่เปิดให้บริการมีอัตราการเติบโต 1,000% เนื่องจากลูกค้าสามารถทำรายการผ่อนชำระยอดค่าใช้จ่ายสินค้าและบริการทุกประเภทตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป เป็นเวลา 3 เดือน โดยไม่มีดอกเบี้ย สามารถทำรายการบนทีเอ็มบีทัชโมบายล์แอพพลิเคชั่น และทีเอ็มบีอินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง

“ปัจจุบันสัดส่วนของลูกค้าที่ใช้บริการดิจิทัลของธนาคารมีประมาณ 70% ของลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นประจำกับธนาคาร โดยตั้งแต่ต้นปีถึงขณะนี้ มีอัตราการเติบโตของลูกค้าที่ใช้บริการทีเอ็มบีทัชโมบายล์แอพพลิเคชั่น เพิ่มขึ้น 220% และทีเอ็มบีอินเตอร์เน็ตแบงกิ้งเติบโต107% ตามลำดับ นับว่าเป็นอัตราที่สูงมาก สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศที่คนไทยกำลังใช้ชีวิตในวิถีดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยบริการเหล่านี้จะสอดประสานกับช่องทางการบริการสาขาและบริการทางโทรศัพท์ ซึ่งจากการดำเนินการที่ผ่านมาแล้ว พบว่าลูกค้ามีการตอบรับกับการใช้บริการช่องทางดิจิทัลเป็นอย่างดี ทั้งในด้านการเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ของธนาคารโดยการติดต่อผ่านช่องทางดิจิทัล และการใช้ช่องทางดิจิทัลในการทำธุรกรรมในชีวิตประจำวัน”

 

ทวงคืนที่ดิน ส.ป.ก.เดินหน้าวิถีพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/728319

 

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือส.ป.ก. จากที่ได้ชี้พื้นที่เป้าหมาย 431 แปลง…เนื้อที่กว่า 430,000 ไร่ ไปให้ ส.ป.ก.จังหวัดต่างๆปฏิบัติการทวงที่ดินคืนจากผู้ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. โดยมิชอบ เร่งผลักดันให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

ด้วยกฎหมายตามมาตรการยาแรง คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 36/2559 ผลคืบหน้าในวันนี้…ปรากฏว่า ส.ป.ก.สามารถยึดที่ดินคืนกลับมาได้จำนวน 252 แปลง…เนื้อที่ 111,480 ไร่

ความคืบหน้าต่อจากนี้ พุ่งเป้าไปที่ผืนแผ่นดินที่ยึดคืนกลับมาได้ หลายคนจับจ้องให้ความสนใจว่า “รัฐ” หรือ “ส.ป.ก.” จะมีแผนบริหารจัดการที่ดินจำนวนมากเหล่านี้ต่อไปอย่างไร?

สรรเสริญ อัจจุตมานัส เลขาธิการ ส.ป.ก. บอกว่า ส.ป.ก.ได้แบ่งขนาดที่ดินออกเป็น 2 ขนาด…ขนาดที่มีเนื้อที่มากกว่า 300 ไร่ มีจำนวน 132 แปลง เนื้อที่ 93,882 ไร่ และขนาดที่มีเนื้อที่น้อยกว่า 300 ไร่ มีจำนวน 120 แปลง เนื้อที่ 17,598 ไร่ จากนั้นจะจัดทำแผนพัฒนาแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางนโยบายไว้ว่า…เกษตรกรที่ได้รับการจัดที่ดินต้องสามารถเข้าอยู่อาศัยและทำกินได้เลย ประการต่อมา ต้องสามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างพอเพียงตามแนวปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“ในเบื้องต้นก่อนที่รัฐจะเข้าดำเนินการจัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกร จะต้องมีการวางผังแปลงที่ดินให้เหมาะสมก่อน…ควรทำอะไร ตรงไหน และอย่างไร เช่น ที่ดินแปลงที่ยึดมาได้ตรงนั้นเหมาะสมที่จะปลูกพืชหรือไม่ พืชอะไร ถ้าไม่เหมาะสมกับพืชก็ต้องส่งเสริมให้เป็นแปลงโครงการเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก…”

หัวใจสำคัญก็คือการพิจารณาตามความเหมาะสม ศักยภาพของสภาพดินในแปลงจัดสรรนั้น จะใช้ แผนที่การพัฒนาเกษตรกรรมเชิงรุก (AgriMap)

สรรเสริญ ย้ำว่า แผนที่ที่ว่านี้…กรมพัฒนาที่ดินได้ทำการวิเคราะห์ไว้แล้วว่า พื้นที่ใดเป็นดินชนิดใด มีลักษณะอย่างไร เหมาะสมกับการปลูกพืชชนิดใด เป็นพืชไร่หรือพืชสวน หรือไม่เหมาะสมกับการปลูกพืช ซึ่งก็จะต้องหันไปส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก หากดินไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชก็ยังสามารถปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้

กรอบการปฏิบัติในพื้นที่ ส.ป.ก. “รัฐ” จำเป็นต้องกำหนดกรอบการประกอบอาชีพหลักๆเอาไว้เป็นเบื้องต้น ส่วนเกษตรกรจะปลูกพืชชนิดใดบ้างก็จะมีชนิดพืชที่เหมาะสมให้เลือกหลากหลายชนิด

เพื่อแก้ปัญหาในอดีตที่เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกพืชตามๆกันไป อะไรดีก็แห่กันปลูก หรือปลูกตามความเคยชินต่อๆกันมา ขาดการวิเคราะห์ความเหมาะสมของดิน ผลสุดท้าย… “เมื่อที่ดินไม่เหมาะสม เกษตรกรยิ่งปลูกก็ยิ่งจน สุดท้ายก็ขายที่ดิน…ย้ายไปบุกรุกที่ดินของรัฐแห่งใหม่เรื่อยไป”

เมื่อกำหนด “พืช” หรือ “สัตว์” เป็นกรอบให้เกษตรกรใช้เป็นทางเลือกแล้ว ก็จะมากำหนด “ขนาดของแปลง” จัดสรรแต่ละแปลงว่าควรมีขนาดกี่ไร่ ที่อยู่อาศัยกี่ไร่ และจะกำหนดผังรวมของที่ดิน

“บริเวณใดควรกำหนดให้เป็นส่วนของแปลงเกษตรกรรมที่จะต้องทำกินในบริเวณเดียวกัน เพื่อเกิดการลดต้นทุนในการจ้างเครื่องจักร หรือจ้างแรงงานในการประกอบการเกษตร…ส่วนใดเป็นแปลงที่อยู่อาศัยที่จะต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อความปลอดภัยในชีวิต…ทรัพย์สิน ประหยัดงบในการจัดทำสาธารณูปโภค”

พัฒนาเป็นระบบไปอีกขั้น ด้วยการกำหนดพื้นที่ส่วนรวมของเกษตรกร ทำผังแปลงจัดสรร ทำถนนสายหลัก สายซอย ปรับสภาพที่ดิน ขุดรากถอนตอเพื่อความพร้อมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกรผู้ได้รับการจัดสรร

นอกจากนี้ ยังจะจัดเตรียมแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคให้เพียงพอ ส่วนแหล่งน้ำขนาดใหญ่เพื่อการเกษตร จะต้องทำงานบูรณาการกับกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเรื่องแหล่งน้ำบาดาล เพื่อความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์

“โครงการนี้จะเสนอต่อรัฐมนตรีฯ เพื่อขอนโยบายนำพื้นที่ที่มีขนาดเกินกว่า 300 ไร่ ส่งมอบให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ…ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนำไปจัดสรรในรูปของสหกรณ์การเกษตร”

สำหรับพื้นที่ขนาดที่ดินไม่เกิน 300 ไร่ จะขอดำเนินการจัดสรรตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินต่อไป เนื่องจากมีขนาดแปลงเล็กเกินที่จะรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตร อาจทำให้เกิดปัญหาการบริหารจัดการ

ทั้งหมดเหล่านี้เป็นการวางระบบครอบคลุมเพื่อความยั่งยืน ตรงตามวัตถุประสงค์ “ที่ดิน ส.ป.ก. …ใช้ทำเกษตรกรรมได้เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นได้และห้ามทำการซื้อขาย แต่สามารถโอน หรือตกทอดทางมรดกให้แก่ทายาทโดยชอบธรรมหรือบุคคลในครอบครัวได้”

บอกกล่าวให้รู้โดยทั่วกัน นี่คือความชัดเจนของการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. สำหรับ “เกษตรกรยากจน” ที่ไม่มีที่ดินทำกิน จะขอรับการจัดสรรที่ดินได้อย่างไรนั้น สรรเสริญ บอกว่า เนื่องจากการจัดที่ดินที่ยึดมาได้ครั้งนี้ เป็นการจัดที่ดินตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

“เกษตรกร” ที่ได้รับส่วนหนึ่งมาจากเกษตรกรที่ถูกผลักดันให้ออกจากพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ เช่น อุทยานแห่งชาติ หรือป่าสงวนแห่งชาติ เกษตรกรเหล่านี้จะได้รับการจัดสรรก่อน นอกจากนี้ เกษตรกรที่มีภูมิลำเนาในอำเภอ…จังหวัดที่ที่ดินตั้งอยู่ก็จะได้พิจารณาก่อนเกษตรกรนอกเขตจังหวัดที่แปลงจัดสรรตั้งอยู่

ที่สำคัญ ส.ป.ก.จะจัดเกษตรกรรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาด้านเกษตรกรรมและผ่านการอบรมตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการก็จะได้รับการจัดสรร แต่ไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรทั้งหมดและเนื้อที่ไม่เกินครึ่งหนึ่งของเกษตรกรทั่วไปที่ได้รับการจัดสรร

“เกษตรกรรุ่นใหม่” จะเป็นตัวอย่างให้กับ “เกษตรกรรุ่นเก่า” ที่ได้รับการจัดสรรในคราวเดียวกัน ร่วมกันเดินหน้าไปบนเส้นทางการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมที่มีระบบการบริหารจัดการที่ดีและมั่นคง

ข้อกังวลใจมีเรื่องเดียว “งบประมาณ”…การพัฒนาแปลงที่ดิน ถ้าไม่จัดที่ดินที่ยึดมาให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ส.ป.ก.จะไม่สามารถป้องกันที่ดินเหล่านี้จากกลุ่มเกษตรกรบางกลุ่ม บางคณะหรือผู้มีอิทธิพลได้…เห็นควรว่าควรขอใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินที่มีสภาพคล่องอยู่กว่า 1,000 ล้านบาท

จัดสรรให้เกษตรกรภายใน 1 ปี โดยคิดราคางานตามมาตรฐานที่สำนักงบประมาณกำหนด ไร่ละไม่เกิน 10,000 บาท…จำนวน 100,000 ไร่ เป็นเงิน 1,000 ล้านบาท ส.ป.ก.ดำเนินการเอง 30,000 ไร่ ที่เหลือจะขอความร่วมมือจากหน่วยทหารช่างหรือทหารเพื่อการพัฒนามาช่วยดำเนินการ

คาดว่าจะมีเกษตรกรได้รับจัดสรรที่ดินไม่น้อยกว่า 25,000 ครอบครัว

งานใหญ่ระดับประเทศจะสำเร็จได้ ขอให้ยึดพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ.ศ.2550 เนื่องในวันข้าราชการพลเรือน… “งานของแผ่นดินนั้นเป็นงานส่วนรวมมีผลเกี่ยวเนื่องถึงความเจริญขึ้นหรือเสื่อมลงของบ้านเมืองและสุขทุกข์ของประชาชนทุกคน ข้าราชการผู้ปฏิบัติบริหารงานของแผ่นดินจึงต้องสำนึก ตระหนักในความรับผิดชอบที่มีอยู่ และตั้งใจพยายามปฏิบัติหน้าที่โดยเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความเข้มแข็งสุจริต และด้วยปัญญารู้คิดพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นความเจริญ สิ่งใดเป็นความเสื่อม อะไรเป็นสิ่งที่ต้องทำ อะไรเป็นสิ่งที่ต้องละเว้นและกำจัดอย่างชัดเจน ถูก ตรง”.