ขนส่งฯจ่อฟันรถโดยสาร ปล่อยห้อยโหน-นั่งหลังคา ผิดซ้ำซากขู่พักใบอนุญาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.ย. 2559 01:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/728985

 

ขนส่งทางบกเตรียมฟันรถโดยสาร ปล่อยให้ผู้โดยสารห้อยโหนท้ายรถและขึ้นไปนั่งบนหลังคา หรือติดตั้งตะแกรงหลังคา เพื่อให้สามารถรับผู้โดยสารจำนวนมากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า การติดตั้งตะแกรงบนหลังคารถโดยทั่วไป มีวัตถุประสงค์ในการติดตั้งเพื่อบรรทุกสิ่งของเท่านั้น ไม่เหมาะสมสำหรับใช้เป็นพื้นที่โดยสาร ดังนั้น รถโดยสารที่ติดตั้งตะแกรงบนหลังคา และปล่อยให้ผู้โดยสารขึ้นไปนั่งบนหลังคารถ เป็นการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้โดยสาร และอาจเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุได้ กรมการขนส่งทางบกจึงได้สั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ ตรวจสอบการให้บริการของรถโดยสารทุกคัน ภายในจังหวัดอย่างเข้มงวด หากพบการบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง หรือปล่อยให้ผู้โดยสารห้อยโหนนอกตัวรถ หรือขึ้นไปนั่งบนหลังคา มีความผิดตามมาตรา 107 ประกอบกับมาตรา 127 แห่งพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท

ส่วนกรณีที่ตรวจสอบพบการแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงสภาพรถให้ผิดแผกแตกต่างในสาระสำคัญจากที่ได้จดทะเบียนไว้โดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น การติดตั้งตะแกรงบนหลังคารถ โดยมีเจตนาเพื่อให้สามารถรับผู้โดยสารจำนวนมากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 ประกอบกับมาตรา 149 ปรับสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท โดยผู้ประกอบการจะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ ซึ่งอาจมีโทษสูงสุดถึงขั้นสูงสุด

ทั้งนี้ ขนส่งทางบกได้กำชับให้สำนักงานขนส่งทุกแห่ง ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการขนส่งภายในพื้นที่รับผิดชอบให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ควบคุมกำกับพนักงานขับรถในสังกัดให้บริการด้วยความปลอดภัยสูงสุด และต้องเป็นผู้ให้คำแนะนำการโดยสารรถที่ปลอดภัยแก่ประชาชนได้ รวมทั้งให้สำนักงานขนส่งจังหวัด จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบกวดขันเพื่อป้องกันไม่ให้มีการบรรทุกผู้โดยสารในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง หากพบการฝ่าฝืนให้ดำเนินการลงโทษตามกฎหมายทันที และหากพบการฝ่าฝืนทำความผิดซ้ำซาก กรมการขนส่งทางบกมีมาตรการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ

ทั้งนี้ หากประชาชนพบรถโดยสารที่ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย หรือพบปัญหาจากการใช้บริการรถโดยสารทุกประเภท สามารถแจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

พาณิชย์ เตรียมเปิดตัวร้านฟู้ดทรัค ในโครงการหนูณิชย์ ต.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ย. 2559 20:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/728715

 

พาณิชย์ จับมือ กทม.- ออมสิน จัดสถานที่ขาย-ปล่อยเงินกู้ให้ร้านอาหารฟู้ดทรัค หวังให้ขายอาหารปรุงสำเร็จราคาถูก ภายใต้โครงการหนูณิชย์…พาชิม คาด เปิดตัวได้ เดือน ต.ค. นี้ …

วันที่ 20 ก.ย.59 นายสมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ประชุมร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ธนาคารออมสิน และผู้ประกอบการชมรมฟู้ดทรัค (Food truck) ซึ่งเป็นเครือข่ายผู้ประกอบการที่ใช้รถทรัคขายอาหาร ถึงแนวทางการดำเนินโครงการหนูณิชย์…พาชิม รูปแบบใหม่ ที่จะทำเป็นร้านอาหารเคลื่อนที่ หรือฟู้ดทรัค เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ กลุ่มคนทำงานในเมือง และวัยรุ่น โดยตั้งเป้าหมายจะเปิดตัวร้านฟู้ดทรัค ในโครงการหนูณิชย์ให้ได้เร็วที่สุดในเดือน ต.ค. นี้

“ตอนนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างหารือรายละเอียดต่างๆ กับผู้เกี่ยวข้อง โดยได้ขอให้ กทม. ช่วยเหลือในการจัดหาพื้นที่จำหน่ายให้ร้านฟู้ดทรัค สามารถทำธุรกิจได้อย่างถูกกฎหมาย ไม่กีดขวางการจราจร เช่น ที่สวนลุมพินี ขณะเดียวกัน ได้ขอความร่วมมือธนาคารออมสิน ในการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือผ่อนจ่ายในระยะยาว กับผู้ประกอบการที่ต้องการทำธุรกิจฟู้ดทรัค และเข้าร่วมโครงการร้านหนูณิชย์ นอกจากนี้ มีแผนจะหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด และหอการค้าไทย เพื่อขยายร้านฟู้ดทรัคไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศต่อไป”

สำหรับร้านฟู้ดทรัค ขณะนี้ ผู้ประกอบการชมรมฟู้ดทรัค มีสมาชิกอยู่ประมาณ 270 คัน สนใจเข้าร่วมในโครงการหนูณิชย์ สามารถสมัครได้ที่กรมการค้าภายใน โดยร้านที่เข้าร่วมโครงการต้องมีอาหารเมนูหลักจำหน่ายในราคา 35 บาท/จาน/ชาม บรรจุอยู่ในรายการอาหารของทางร้าน โดยร้านฟู้ดทรัคทุกประเภทสามารถเข้าร่วมได้ เช่น ร้านจำหน่ายอาหาร ร้านน้ำ ร้านขนมปัง ร้านขนม ร้านข้าวแกง ร้านโจ๊ก และจะได้รับสิทธิ์เหมือนกับร้านอาหารหนูณิชย์ ที่ได้รับสนับสนุนเรื่องต่างๆ อาทิ วัตถุดิบในการปรุงอาหารราคาถูก การตกแต่งร้าน เป็นต้น

 

บอร์ดสลากฯ ยัน ไม่แทรกแซง การจัดสรรโควตาสลากให้นักกีฬาคนพิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ย. 2559 20:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/728645

 

สำนักงานสลากฯ เตรียมพิจารณาจัดสรรเงินกองทุนเพื่อสังคม ให้เงินรางวัลพิเศษแก่นักกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ เผย เหตุนักกีฬาขอโควตาสลากฯ ไปจำหน่าย เป็นหน้าที่ของสมาคมคนพิการที่ต้องจัดสรร ยัน ไม่เข้าไปแทรกแซง…

วันที่ 20 ก.ย.59 พลโทอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวถึงกรณีนักกีฬาคนพิการที่ได้เหรียญรางวัลในการแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ 2016 และต้องการโควตาสลากฯ ไปจำหน่าย ว่า ทางสำนักงานสลากฯ ไม่สามารถที่จะมีการจัดสรรโควตาดังกล่าวให้ได้ ต้องขึ้นอยู่กับทางสมาคมนักกีฬาคนพิการ ที่ได้รับโควตาสลากฯ จากสำนักงานสลากฯ ไปแล้ว ไปจัดสรรพิเศษให้กับนักกีฬาเหล่านี้ โดยสำนักงานสลากฯ จะไม่เข้าไปแทรกแซงแนวทางการจัดสรรสลากฯ ของทางสมาคมต่างๆ

ในส่วนการจัดสรรเงินจากกองทุนเพื่อสังคม สำนักงานสลากฯ จะมีการจัดสรรเงินจากกองทุนเพื่อสังคมในการสนับสนุนให้ตามปกติ แต่จะเป็นจำนวนต่อรายเท่าไรนั้น ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ซึ่งจะมีการพิจารณาในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ หากมีสลากฯ ที่ถูกยึดมาจากผู้ที่จำหน่ายสลากฯ เกินราคา และจะนำมาจัดสรรให้กับนักกีฬาผู้พิการต่อได้หรือไม่ จะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งจะต้องดำเนินการเป็นขั้นตอน เพื่อให้แนวทางในการแก้ไขปัญหาสลากฯ เกินราคาได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด.

 

กองทุน FTA ช่วยเกษตรกรปลูกไม้ตัดดอก พัฒนาสายพันธุ์ขาย มีรายได้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ย. 2559 17:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/728669

 

พาณิชย์ เผย กองทุนเอฟทีเอ ช่วยผู้ปลูกไม้ตัดดอกภาคเหนือ สู้ศึกเปิดเสรีการค้า พลิกชีวิตความเป็นอยู่ มีรายได้เพิ่มขึ้น หลังช่วยพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ปลูกได้นอกฤดู ระบุ ปี 58 ส่งออกได้แล้วกว่า 200 ล้านบาท…

วันที่ 20 ก.ย.59 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้า โครงการช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิต และภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า หรือ กองทุนเอฟทีเอ กระทรวงพาณิชย์ ว่า ขณะนี้ กองทุนเอฟทีเอ ได้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกไม้ตัดดอก ที่มีแหล่งเพาะปลูกในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน และพิจิตร ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า เพราะมีสินค้าในกลุ่มไม้ตัดดอก ไม้ตัดใบ หัวพันธุ์ไม้และไม้กระถาง จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน เข้ามาตีตลาดในประเทศ และแย่งส่วนแบ่งตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น จึงต้องหาทางช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถแข่งขันได้

ทั้งนี้ กองทุนเอฟทีเอ ได้จ้างคณะที่ปรึกษาจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ช่วยเหลือเกษตรกรในการพัฒนาพันธุ์ และศึกษาแนวทางการขยายตลาดสินค้าไม้ตัดดอกของไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า โดยมีเป้าหมายที่ตลาดญี่ปุ่น เพราะไทยส่งออกไม้ดอกไปจำหน่ายมากที่สุด รวมถึงตลาดเนเธอร์แลนด์ ซึ่งผลิตและส่งออกไม้ตัดดอกอันดับต้นของโลก โดยทำให้สามารถพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ได้ 3 สายพันธุ์ คือ ลูกผสมปทุมมา สกุลขมิ้น ชื่อพันธุ์สตาร์เลท ลูกผสมกระเจียว สกุลขมิ้น ชื่อพันธุ์ พิงค์ เมโลดี้ และลูกผสมกล้วยไม้ สกุลฮาเบนาเรีย ชื่อพันธุ์ ลานนาแองเจิล ซึ่งได้จดทะเบียนรับรองพันธุ์พืชแล้ว เพื่อป้องกันการแอบอ้างสิทธิ และป้องกันการละเมิดในอนาคต อีกทั้งยังสามารถพัฒนาวิธีการผลิตให้เพาะปลูกได้นอกฤดู

“การช่วยเหลือครั้งนี้ ทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น และไม่ต้องกังวลจะถูกไม้ตัดดอกจากต่างประเทศตีตลาด เพราะสินค้าที่ผลิตได้ มีตลาดรองรับในประเทศ และยังส่งออกหัวพันธุ์ไม้ไปญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ โดยในปี 58 มีมูลค่าสูงถึง 200 ล้านบาท ส่วนปี 59 น่าจะมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นมี”

นอกจากนี้ กองทุนเอฟทีเอ ยังได้ช่วยเหลือเกษตรกรให้รวมกลุ่มและจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งในการผลิตและจำหน่ายไม้ตัดดอก ช่วยเหลือลดต้นทุน การบริหารจัดการ จนได้รับมาตรฐาน GAP ของกรมวิชาการเกษตร และตามมาตรฐานสากล Global GAP ถือเป็นครั้งแรกของประเทศที่ไม้ตัดดอกได้การรับรองระบบการผลิตตามมาตรฐานสากล อีกทั้งกรมฯ ยังสนับสนุนให้วิสาหกิจชุมชนทั้ง 5 แห่ง พัฒนาพื้นที่เพาะปลูกไม้ตัดดอก ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เพิ่มขึ้น.

 

ครม. อนุมัติ 4 สัญญา มอเตอร์เวย์ บางปะอิน-โคราช สร้างสนามบินเบตง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ย. 2559 17:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/728699

 

ครม. อนุมัติลงนาม 4 สัญญา สร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 6 สายบางปะอิน-สระบุรี–นครราชสีมา ระยะทาง 253 กม. วงเงินรวม 76,600 ล้าน คาดแล้วเสร็จปี 62 เปิดบริการในปี 63 พร้อมไฟเขียวสร้างสนามบินเบตง จ.ยะลา

วันที่ 20 ก.ย.59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ครม.ได้อนุมัติให้กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวง ลงนามในสัญญาว่าจ้างเอกชนเข้ามาดำเนินการในโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หมายเลข 6 สายบางปะอิน-สระบุรี–นครราชสีมา ใน 4 สัญญา (ช่วง) จากทั้งหมด 25 สัญญา (ช่วง) คาดว่า จะลงนามได้ภายใน เดือนกันยายน 59 นี้ ส่วนสัญญาที่เหลืออีก 21 สัญญา (ช่วง) กระทรวงคมนาคม คาดว่า จะเสนอขอ ครม. พิจารณาอนุมัติในการประชุม ครม.สัปดาห์หน้า

สำหรับโครงการมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน–สระบุรี–นครราชสีมา ระยะทาง 253 กิโลเมตร จะแบ่งการดำเนินโครงการออกเป็น 40 ช่วง วงเงินรวม 76,600 ล้านบาท ซึ่งสามารถประกวดราคา และลงนามในสัญญาได้ภายในปีงบประมาณ 2559 จำนวน 25 ช่วง และภายในปีงบประมาณ 2560-2561 จำนวน 15 ช่วง ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว มีกำหนดแล้วเสร็จปี 2562 และเปิดให้บริการในปี 2563

นอกจากนี้ ครม. ยังได้อนุมัติให้กระทรวงคมนาคม ดำเนินการก่อสร้างโครงการสนามบินเบตง มูลค่ากว่า 1,530 ล้านบาท เริ่มดำเนินการ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 59-62 โดยในปี 59 ได้รับจัดสรรงบประมาณ 306 ล้านบาท และจะจัดสรรงบประมาณผูกพันอีก 1,224 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 60-62

 

กสอ. ลุยอุตฯ เครื่องสำอางไทย ตั้งเป้าต่อยอดงานวิจัยด้านความงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ย. 2559 15:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/728525

 

กสอ. เผย อุตฯ เครื่องสำอางไทย มูลค่าสูงเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย อันดับ 1 ในอาเซียน มูลค่าตลาดรวม 2.1 แสนล้าน เตรียมจัดประกวดต่อยอดงานวิจัยด้านความงาม กระตุ้นอุตสาหกรรม สนองนโยบายประเทศไทย 4.0 …

วันที่ 20 ก.ย.59 นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า จากสถิติในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมหรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเครื่องสำอาง ได้กลายเป็นปัจจัย ที่ 5 อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากทุกเพศทุกวัยต่างหันมาให้ความใส่ใจเกี่ยวกับสุขภาพ ความงาม รวมทั้งการดูแลตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้ธุรกิจด้านความงาม คลินิกดูแลรักษาผิวพรรณ เครื่องสำอางแบรนด์ชั้นนำต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เพื่อรองรับกับความต้องการที่สูงขึ้นทุกปี


นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ปัจจุบันอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทย มีมูลค่าตลาดรวม 2.1 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นตลาดในประเทศ 60% คิดเป็นมูลค่า 1.2 แสนล้านบาท และตลาดส่งออก 40% คิดเป็นมูลค่ากว่า 9 หมื่นล้านบาท (ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ปี 2558) ถือเป็นอันดับที่ 1 ในภูมิภาคอาเซียน และเป็นอันดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเชีย โดยเป็นรองแค่ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เท่านั้น ทั้งนี้ ในปี 2559 มีจำนวนผู้ประกอบการเป็นผู้ผลิตเครื่องสำอางที่จดทะเบียนทั่วประเทศ 1,781 ราย โดยแบ่งเป็นบริษัทจํากัด 1,572 ราย ห้างหุ้นส่วนจํากัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 206 ราย และบริษัทมหาชน 3 ราย (ข้อมูลจาก :กองข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า) เพิ่มขึ้นจากในปี 2557 ที่มีจำนวน 762 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตเครื่องสำอางขนาดเล็ก นอกจากนี้ ยังมีซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับหลายอุตสาหกรรม เช่น สมุนไพร เคมี อาหาร สิ่งพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากแก้ว พลาสติก โดยจากข้อมูลพบว่า มีสัดส่วนการขยายตัวในการส่งออกต่อเนื่องในกลุ่มอาเซียน

นายพสุ กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่จะทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านเครื่องสำอางของโลกได้นั้น ต้องแก้จุดอ่อนของการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมให้ได้มากที่สุด โดยจากการดำเนินงานที่ผ่านมาของ กสอ. พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอางต้องแก้ปัญหาหลัก 4 เรื่อง ได้แก่ 1. ปัญหาด้านนวัตกรรม 2. ปัญหาด้านมาตรฐาน 3. ปัญหาด้านภาพลักษณ์และการสร้างตราสินค้า 4. ปัญหาด้านบรรจุภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านนวัตกรรมถือเป็นปัญหาใหญ่ในทุกภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น กสอ.จึงมุ่งเน้นส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเร่งแก้ไขและพัฒนา ในปัญหาดังกล่าว โดยในปี 2559 ได้ร่วมมือกับ “คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง” ผู้ประกอบการการเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมต่อเนื่อง หน่วยงานวิชาการ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดกิจกรรม “Thailand Cosmetic Contest 2016” โครงการประกวดสุดยอดผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไทย ซึ่งเป็นการเฟ้นหาต้นแบบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับผู้ประกอบการทั่วไปได้ โดยเป้าหมายสูงสุดเพื่อกระตุ้นให้อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาสินค้า ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 เพื่อที่จะสามารถสร้างการแข่งขันกับประเทศชั้นนำของโลกที่อุตสาหกรรมเครื่องสำอางพัฒนารุดหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยการตั้งต้น การพัฒนาจากองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์


นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และ นายสมประสงค์ พยัคฆพันธ์ ประธานคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย

นายสมประสงค์ พยัคฆพันธ์ ประธานคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย ให้ความเห็นว่า นับเป็นปีที่ 2 แล้ว ที่มีการจัดตั้งคลัสเตอร์นี้ เพื่อร่วมมือกันผลักดันให้ธุรกิจเครื่องสำอางไทยสามารถไปได้ไกลในระดับนานาชาติ ซึ่งผลจากการรวมกลุ่มทำให้ตลาดต่างประเทศเกิดการตอบรับในตัวสินค้าไทยได้เป็นอย่างดี โดยภาพรวมแล้วเครื่องสำอางไทยมีคุณภาพและมาตรฐานที่ดี มีความได้เปรียบในเรื่องคุณค่าจากวัตถุดิบ แต่ยังเสียเปรียบในเรื่องของการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และตราสินค้าที่ยังขาดความเป็นสากล รวมทั้งนวัตกรรมในการผลิตที่จะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ ซึ่งตนมองว่าการรวมกลุ่มภายใต้การส่งเสริมของ กสอ. จะช่วยให้เกิดการแบ่งปันแนวทางและประสบการณ์ในการพัฒนา และการร่วมมือกันทำงานในลักษณะกลุ่มเช่นนี้ จะช่วยให้เติบโตได้ในลักษณะหมู่คณะ ไม่ใช่แค่สินค้าของใครเพียงคนเดียว ทั้งนี้ เป้าหมายต่อไปของคลัสเตอร์ฯ คือ การจับมือกับประเทศมหาอำนาจในด้านเครื่องสำอาง ได้แก่ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ซึ่งตนเชื่อว่า ในอีกระยะไม่กี่ปีข้างหน้า เครื่องสำอางไทยจะก้าวสู่ระดับมหภาคอย่างแน่นอน


นางลักษณ์สุภา ประภาวัต

ส่วน นางลักษณ์สุภา ประภาวัต กรรมการผู้จัดการบริษัท อมาโทส จำกัด และอุปนายกสมาคมนักเคมีเครื่องสำอางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การใช้ภูมิปัญญาแบบไทยกับการผสมผสานกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้สินค้า เครื่องสำอางไทยมีเอกลักษณ์เป็นอย่างมาก ปัจจุบันตลาดต่างประเทศมีความชื่นชอบในผลิตภัณฑ์ที่ดัดแปลงจากสมุนไพรไทย ซึ่งจัดว่าเป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่าระดับโลกเป็นอย่างสูง สำหรับสินค้าของตนเกี่ยวข้องกับการดูแลร่างกายด้วยสมุนไพร 100 เปอร์เซ็นต์ มีความต้องการในประเทศนอร์เวย์ และประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเติบโตดังกล่าว เกิดจากการวิจัยเพื่อยืนยันผลเทียบค่ากับมาตรฐานสากล มีการศึกษาทิศทางและกำลังซื้อของผู้บริโภค และการก้าวทันกระแสโดยเฉพาะการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวและศึกษาตลอดเวลา รวมทั้งนำความได้เปรียบเหล่านั้นมาเป็นอาวุธที่สำคัญเพื่อการแข่งขัน ซึ่งจะช่วยให้เกิดมูลค่าและการเป็นที่ยอมรับต่อไปได้ในระดับสากล

 

คมนาคม ถกหน่วยงาน หนุนพาณิชยนาวีไทย หวังเสริมศักยภาพทัดเทียมคู่แข่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ย. 2559 14:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/728344

 

คมนาคม ถกหน่วยงาน ส่งเสริมพาณิชยนาวีไทย ตั้งองค์กรมหาชนดูแล หวังเสริมศักยภาพการแข่งขัน ทัดเทียมคู่แข่ง …

วันที่ 20 ก.ย. 59 นายดรุณ แสงฉาย รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากการประชุมข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณามาตรการส่งเสริมพาณิชยนาวีของประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาส่งเสริมพาณิชยนาวีของประเทศไทยว่า จากการหารือร่วมกัน แนวทางความเหมาะสมการส่งเสริมพาณิชยนาวีไทย พบว่าหลักการส่งเสริมควรดำเนินการใน 6 ประเด็นหลัก คือ 1. การช่วยเหลือด้านการเงิน การลดค่าธรรมเนียม และการยกเลิกภาษีนำเข้าเรือเก่า 2. การจัดตั้งการท่าเรือแห่งชาติเพื่อเป็นองค์กรกลางในการทำหน้าที่บริหารจัดการ อำนวยความสะดวกในการนำเรือสินค้าที่เข้ามาในประเทศไทย ให้สามารถเทียบท่าในท่าเรือต่างๆ ภายในประเทศได้อย่างรวดเร็ว เพื่อลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการที่เรือต้องจอดรอเทียบท่า 3. กิจการอู่ต่อเรือจะต้องกำหนดแผนพัฒนาระยะสั้นและระยะกลาง เพื่อกำหนดให้อุตสาหกรรมต่อเรือ และซ่อมเรือไทยเป็นวาระแห่งชาติ สามารถรองรับการเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาคได้

4. การพัฒนาบุคลากรด้านพาณิชยนาวีจะต้องจัดหลักสูตรการเรียนการสอนเพิ่ม เพื่อให้ได้นักเรียนที่มีคุณภาพแข่งขันกับคนประจำเรือต่างชาติได้ และสอดคล้องกับความต้องการของบริษัทเรือทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ 5. กิจการที่เกี่ยวข้องกับพาณิชยวี เช่น ธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เฉพาะ นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยมีการขนถ่ายสินค้าในเขตปลอดภาษีในไทย หรือถ่ายไปยังพาหนะลำเลียงอื่น เพื่อส่งต่อไปยังประเทศที่ 3 นั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดความลักหลั่นในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และ 6. การแก้ไขกฎหมายส่งเสริมพาณิชยนาวี พ.ศ. 2521 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยการยกร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมพาณิชยนาวี พ.ศ. … ขึ้นใหม่ โดยมีประเด็นที่สำคัญหลายเรื่อง เช่น จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมพาณิชยนาวี (สพว.) เป็นองค์กรมหาชน หรือมีฐานะเป็นนิติบุคคลไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมกิจการพาณิชยนาวีเข้มแข็ง ทั้งด้านการแข่งขันและเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบายรัฐบาล เนื่องจากจะทำให้การทำงานเป็นอิสระ แต่อยู่ภายใต้การบริหารงานของกระทรวงคมนาคม

 

ก.แรงงาน จ่อชงแผน ดันกุ๊กไทยส่งออกต่างแดน คุมรสชาติอาหารไม่ให้เพี้ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ย. 2559 14:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/728395

 

ก.แรงงาน เตรียมเสนอแผน “ธุรกิจบริการด้านอาหาร” ดูแลอาหารไทยแท้ครบวงจร พร้อมควบคุมจัดส่งพ่อครัว-แม่ครัวไทยไปครัวโลก หวั่นต่างชาติขาดแคลนกุ๊กไทย ใช้คนชาติอื่นปรุงรสผิดเพี้ยน …

วันที่ 20 ก.ย. นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวภายหลังการประชุมหารือการจัดส่งพ่อครัวแม่ครัวไทยไปทำงานต่างประเทศ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา สมาคมเชฟประเทศไทย สมาคมจัดหางานไทยไปต่างประเทศ และสถาบันด้านอาหาร ว่า ความต้องการพ่อครัวแม่ครัวไทยในต่างประเทศมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ร้านอาหารในต่างประเทศทั่วโลก แจ้งความต้องการมาที่สมาคมเชฟประเทศไทยเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถจัดส่งได้ทั้งหมด เนื่องจากกระบวนการผลิตและการรับรองมาตรฐานพ่อครัวแม่ครัวไทยที่จะเดินทางไปทำงาน มีขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา ต้องผ่านการฝึกอบรมมาตรฐานฝีมือ อาจไม่ทันกับความต้องการ จึงต้องมีการเตรียมพร้อม ให้กับผู้ที่สนใจไปทำงานว่า ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวต่อว่า เพื่อให้ทันกับสถานการณ์ อาจต้องรวบรวมสถาบันด้านอาหาร ที่สามารถออกหนังสือรับรองมาตรฐานด้านอาหารไทยว่ามีที่ไหนบ้าง เพื่อให้ออกหนังสือรับรองให้พ่อครัวแม่ครัวไทย ที่ต้องการจะเดินทางไปทำงาน เพราะหากรอการอบรมมาตรฐานฝีมือแรงงาน ของกระทรวงแรงงานอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เนื่องจากในปี 2560 มีการตั้งเป้าที่จะจัดส่งคนไทยไปทำงานในครัวทั่วโลก 4 พันคน จะสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านบาท โดยที่ประชุมยังเป็นห่วงในมาตรฐานรสชาติอาหารไทย ในร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ที่ปัจจุบันผิดเพี้ยนไปจากรสชาติดั้งเดิม เพราะร้านอาหารหลายแห่งใช้พ่อครัวชาวต่างชาติ เช่น คนเวียดนาม จึงมีแนวคิดที่จะศึกษาแนวทางการควบคุมมาตรฐานรสชาติร้านอาหารไทย โดยจะขับเคลื่อนให้เป็น “ธุรกิจการบริการด้านอาหาร” นอกจากการจัดส่งพ่อครัวแม่ครัว ยังจะรวมไปถึงการดูแลร้านอาหารไทย รสชาติอาหาร กระบวนการปรุง ตั้งเป้าจัดทำแผนเสนอ รมว.แรงงาน พิจารณาในเดือน ก.ย. นี้ เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีกระทรวงแรงงานเป็นเจ้าภาพ

“ในต่างประเทศมีร้านอาหารไทยหลายรูปแบบ และมีความต้องการพ่อครัวแม่ครัวไทยมาก เมื่อไม่มีจึงไปใช้พ่อครัวแม่ครัวชาติอื่น รสชาติจึงผิดเพี้ยน เดี๋ยวนี้มีมากมายหลายแห่งทั่วโลก จึงควรไปดูว่าจะเป็นไปได้ไหม หากจะมีการควบคุมร้านอาหารไทยที่ใช้คำว่าไทยฟู้ด ให้การปรุงรสชาติต้องไม่เพี้ยนไปจากเดิม แต่หากไม่สามารถจดลิขสิทธิ์ได้ ก็ต้องไปดูว่ามีหลักเกณฑ์อะไรที่สามารถทำได้บ้างหรือไม่ วันนี้ จึงไม่มองแค่การจัดส่งพ่อครัวแม่ครัว จะต้องบูรณาการแผนงาน ให้เป็นธุรกิจบริการด้านอาหาร ซึ่งจะดูแลในรูปธุรกิจต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์มากขึ้น” นายอารักษ์ กล่าว.

 

เจ้าของเรือล่มที่อยุธยา โดนโทษหนัก! กรมเจ้าท่า วางมาตรการป้องกันเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ย. 2559 13:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/728320

 

กรมเจ้าท่า ดำเนินคดีหนัก เจ้าของเรือโดยสารล่มที่อยุธยา ทั้งจำ ทั้งปรับ พร้อมวางมาตรการป้องปราม เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ร่วมทำความเข้าใจทุกพื้นที่ ให้เรือโดยสารบรรทุกคน-น้ำหนักตามใบอนุญาต…

วันที่ 20 ก.ย.59 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ ได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์เรือล่มหน้าวัดสนามไชย จ.พระนครศรีอยุธยา แล้วว่า เกิดข้อบกพร่องจากจุดใด หากเกิดจากความหละหลวมในการกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าด้วย ก็จะต้องดำเนินการลงโทษตามขั้นตอนต่อไป ส่วนการที่เรือมีการบรรทุกผู้โดยสารเกินที่กำหนดนั้น ก็ต้องดำเนินการตามข้อกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ตนได้กำชับ และเน้นย้ำเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยมาโดยตลอด ดังนั้น คงต้องรอดูว่าเกิดจากข้อบกพร่องใดบ้าง อย่างไรก็ตาม ปกติแล้วทุกจังหวัดที่มีท่าเรือทั้งหลาย จะมีเจ้าท่าประจำอยู่จังหวัดนั้นๆ อยู่แล้ว จึงได้กำชับให้มีความเข้มงวดกวดขันดูแลให้มากยิ่งขึ้น

ด้าน นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า ล่าสุด มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุดังกล่าวสูงถึง 27 คน และยังมีผู้ประสบเหตุที่สูญหายอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งผลการสอบสวนอุบัติเหตุดังกล่าว เบื้องต้นพบว่า เรือลำที่เกิดเหตุมีการบรรทุกผู้โดยสารเกินกว่าจำนวนที่ได้รับอนุญาตที่ระบุไว้ 50 คน แต่ในวันเกิดเหตุมีการบรรทุกผู้โดยสารถึง 120 คน ซึ่งถือว่ามีการกระทำผิดที่ชัดเจน

ในส่วนนี้จะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายกับเจ้าของเรือ โดยการทำผิดที่เกี่ยวข้องกับใบอนุญาตนั้น จะมีโทษสูงสุดจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท แต่ในกรณีนี้ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจำนวนมาก ก็จะมีการส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดี ในส่วนของคดีอาญาอื่นๆ ต่อไป ส่วนการป้องปรามปัญหาดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต กรมเจ้าท่าเห็นปัญหาว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมักมาจากท่าเรือที่รับส่งผู้โดยสาร ที่เป็นท่าเรือส่วนบุคคล ไม่ใช่ท่าเรือที่มีผู้โดยสารขึ้นลงตามเส้นทางที่ได้รับอนุญาต เมื่อขาดเจ้าหน้าที่ของกรมเจ้าท่าเข้าไปควบคุม ก็มักจะมีการบรรทุกผู้โดยสารเกินกว่าจำนวนที่กำหนดในใบอนุญาต ถือเป็นการละเลยมาตรการความปลอดภัยทั้งในส่วนของเจ้าของเรือและผู้ใช้บริการ

นายศรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นหลังจากนี้กรมเจ้าท่าจะมีการเรียกผู้ประกอบการเจ้าของเรือมาทำความเข้าใจ สร้างจิตสำนึกในประเด็นการปฏิบัติตามใบอนุญาตและมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด รวมทั้งจะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปทำความเข้าใจในทุกพื้นที่ที่มีบริการเรือโดยสารในทุกจังหวัด รวมทั้งล่าสุดกระทรวงคมนาคมมีนโยบาย ให้เพิ่มความถี่ในการตรวจสอบมาตรฐานและทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ ซึ่งเดิม จะมีการตรวจสอบปีละ 2 ครั้ง แต่หลังจากนี้ก็จะมีการตรวจสอบทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้ง เพื่อให้เกิดจิตสำนึกและการดูแลมาตรฐานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น.

 

ปิ้งย่างดัง เปลี่ยนเตา-กระทะแบบใหม่ เอาใจลูกค้า คาดดันยอดขายโตตามเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ย. 2559 11:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/728200

 

ฟู้ดแพชชั่น ทุ่มงบกว่า 110 ล้านบาท เขย่าวงการปิ้งย่าง ผ่านแบรนด์หลัก “บาร์บีคิวพลาซ่า” เปิดตัวกระทะและเตา Black ใหม่ ตอบโจทย์ทุกความต้องการลูกค้า เผย พบกันทุกสาขาทั่วประเทศ 10 ต.ค. คาด ช่วยเสริมยอดขายโตตามเป้า 15% ในสิ้นปีนี้ …

วันที่ 20 ก.ย.59 นางชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด กล่าวถึงกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ผ่านการพัฒนาอุปกรณ์หลัก ที่ใช้ในการรับประทานอาหารของแบรนด์ บาร์บีคิวพลาซ่า นั่นคือ ชุดเตาและกระทะ Black ใหม่ ว่า เป็นอีกก้าวสำคัญที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างความสุขผ่านมื้ออาหาร ด้วยการนำเอากลยุทธ์การใช้นวัตกรรมมาใช้ในการสร้างประสบการณ์การรับประทานอาหารในร้านของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าว ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นมากว่า 6 ปี ด้วยงบประมาณมากกว่า 110 ล้านบาท โดยชุดเตาและกระทะ Black ใหม่นี้ จะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่สำคัญ สัญลักษณ์ใหม่ของบาร์บีคิวพลาซ่าที่ยังคงรักษากลิ่นอายและเอกลักษณ์ของบาร์บีคิวพลาซ่าไว้

ด้าน นางสาวบุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่า บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด กล่าวว่า การเปลี่ยนชุดเตาและกระทะ Black ใหม่ ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญของบาร์บีคิวพลาซ่า เพราะกระทะถือเป็นหัวใจของอาหารปิ้งย่างในสไตล์บาร์บีคิวพลาซ่า โดยการพัฒนาครั้งนี้ ตอบความต้องการใน 2 เรื่องหลัก คือ 1. ตอบทุกความต้องการของผู้บริโภค ด้วยการปรับปรุงรูปร่างและวัสดุผ่านความใส่ใจในทุกรายละเอียด และ 2. การยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่า ด้วยดีไซน์ใหม่ ผลงานจากนักออกแบบมือรางวัล ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความมีมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ ทั้งด้านสินค้าและบริการ และไม่หยุดนิ่งที่จะสร้างความแปลกใหม่ ทำให้อุตสาหกรรมร้านอาหารตื่นตัว

นางสาวบุณย์ญานุช กล่าวด้วยว่า ได้วางแผนใช้งบประมาณทางการตลาดกว่า 55 ล้านบาท เปิดตัวชุดเตาและกระทะ Black ใหม่ ผ่านแคมเปญโฆษณา ด้วยคลิปภาพยนตร์โฆษณาชื่อ “เปลี่ยน–Bar B Q Plaza” และ คลิปชื่อ “The Secrets of Black Pan – เผยความลับกระทะใหม่ – Bar B Q Plaza” โดยจะปล่อยคลิปทั้งสองผ่านช่องทางออนไลน์ คาดว่า การพัฒนาในครั้งนี้ จะผลักดันให้ยอดขายเติบโตได้ที่ 15% ตามเป้าหมายของปีนี้ได้แน่นอน

ทั้งนี้ ชุดเตาและกระทะ Black ใหม่ ได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยมีการปรับเปลี่ยนวัสดุกระทะเป็นเหล็กหล่อ (cast iron) ที่มีความคงทน และได้รับการตรวจสอบด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานขององค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ U.S. FDA พร้อมกันนี้ ยังคงรักษาเอกลักษณ์รอยย่าง หรือ Grill Mark ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความอร่อยในสไตล์บาร์บีคิวพลาซ่า ไว้บนพื้นกระทะได้อย่างชัดเจน อีกทั้งการออกแบบพื้นที่ปิ้งย่างบนพื้นกระทะในแบบระนาบทรงกลมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ปิ้งอาหารได้มากขึ้น ร่องซุปที่ใหญ่และลึกขึ้น ตักน้ำซุปได้จุใจมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเตาใหม่ในระบบเหนี่ยวนำความร้อนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (induction system) แบบพิเศษ 2 ขดลวด ที่ทำงานแยกจากกันอย่างอิสระในเตาเดียวเป็นครั้งแรก เพื่อการควบคุมอุณหภูมิที่ลงตัวในพื้นที่ปิ้งและต้ม โดยสามารถปรับความร้อนได้ ใน 3 ระดับด้วยรีโมตควบคุม เพื่อความเหมาะสมในแต่ละช่วงของการรับประทาน

อย่างไรก็ตาม บาร์บีคิวพลาซ่า พร้อมให้ลูกค้าเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ใหม่เพื่อให้ทุกมื้อเป็น “มื้อนี้ที่ดีที่สุด” กับชุดเตาและกระทะ Black ใหม่ ได้ในร้านบาร์บีคิวพลาซ่า 25 สาขาแรก ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ย.นี้ เป็นต้นไป ก่อนจะขยายไปยังลูกค้าบาร์บีคิวพลาซ่าทุกสาขาทั่วประเทศ ในวันที่ 10 ต.ค.59