ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 22,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ย. 2559 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/728104

 

ทองเปิดตลาดวันที่ 20 ก.ย. ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,650 ขายออกบาทละ 21,750 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,254.32 ขายออกบาทละ 22,250 บาท …

เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.34 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,650.00 บาท ขายออกบาทละ 21,750.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,254.32 บาท ขายออกบาทละ 22,250.00 บาท

 

ฝันดัน “ไทย-เดนมาร์ค” เป็นนมแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ย. 2559 07:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727950

 

อ.ส.ค.ลุ้น 5 ปีขายล้นทะลักหมื่นล้านบาท

นายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ อ.ส.ค.เตรียมขับเคลื่อนแผนวิสาหกิจปี 2560-2564 เพื่อพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คให้เป็นแบรนด์นมแห่งชาติภายใน 5 ปีนับจากนี้ ตั้งเป้ามียอดขายรวมไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่องปีละ 7% จากการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น เมียนมา กัมพูชา ลาว โดยปี 2560 ตั้งเป้าส่งออกนมไปอาเซียน 1,200 ล้านบาท จาก 900 ล้านบาท พร้อมขยายตลาดไปประเทศมาเลเซียเพิ่มขึ้น

“อ.ส.ค.เตรียมขยายตลาดไปมาเลเซีย หลังพบว่านักธุรกิจมาเลเซีย สนใจนำเข้าผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คไปจำหน่ายที่มาเลเซียหลายราย ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำเอกสาร และดำเนินงานตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการนำสินค้าเข้าของมาเลเซีย เดือน พ.ย.จะเข้าไปคุยรายละเอียดอีกครั้งคาดว่าไม่น่ามีปัญหา หากสามารถส่งออกนมไปตลาดมาเลเซียได้ ก็มีโอกาสขยายตลาดไปอินโดนีเซียและบรูไนได้ในอนาคต”

ทั้งนี้ ปัจจุบัน อ.ส.ค.ผลิตนมประมาณ 3,300 ตันต่อวัน รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรที่มีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) 4,000 ราย เฉลี่ย 600 ตันต่อวัน ขณะที่ยอดขายปี 2559 คาดว่าจะปิดที่ 8,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ทำได้ 6,700 ล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์ที่ทำยอดขายมากที่สุดหรือมีสัดส่วนถึง 98% คือ นมสด 100% แบบยูเอชที สำหรับการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในประเทศ อ.ค.ส.มีแผนที่จะเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คเพิ่มขึ้น ด้วยการเพิ่มตัวแทนจำหน่ายทุกภูมิภาค เน้นร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม(โชห่วย) เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้จากตลาดค้าปลีกแบบดั้งเดิมเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 37% ให้สมดุลกับตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ซึ่งมีสัดส่วนถึง 63% เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าไทย-เดนมาร์คได้มากขึ้น.

 

เทสโก้โลตัสสบช่องขยายลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ย. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727945

 

เชื่อมธุรกิจออนไลน์-ออฟไลน์

นายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองประธานกรรมการฝ่ายธุรกิจออนไลน์ บริษัท เอกชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้บริหารห้าง “เทสโก้ โลตัส” เปิดเผยว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ บริษัทจะให้ความสำคัญกับการขยายฐานลูกค้าในช่องทางขายออนไลน์มากขึ้น ล่าสุดได้ติดตั้งบริการตู้คีออส เชื่อมโยงธุรกิจออนไลน์และออฟไลน์ของเทสโก้ โลตัส ในสาขาเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส ที่ปัจจุบันมีจำนวนสาขาเปิดกระจายอยู่ทั่วประเทศ 1,500 สาขา และตลาดโลตัส 130 สาขา เพื่อสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งออนไลน์รูปแบบใหม่ผ่านตู้คีออส ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าที่หลากหลายของเทสโก้ โลตัส โดยนำร่องติดตั้งตู้คีออส 6 สาขา ในตลาดต่างจังหวัด ที่ขอนแก่น 3 สาขา สุราษฎร์ธานี 1 สาขา และภูเก็ต 2 สาขา ก่อนขยายเพิ่มให้ครบ 200 สาขาในปี 2560

“ที่เน้นเฉพาะสาขาเอ็กซ์เพรส และตลาดโลตัส เพราะทั้ง 2 รูปแบบ เป็นสาขาขนาดเล็กที่มีรายการสินค้าจำหน่ายไม่มาก อยู่ในตัวจังหวัด จึงอยากให้ลูกค้าต่างจังหวัดที่อยู่ในอำเภอต่างๆ ได้มีโอกาสซื้อสินค้าหลากหลาย ครบทุกรายการ ราคาถูก เหมือนซื้อในสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ซึ่งลูกค้าจะประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วย เพราะมีบริการส่งฟรี ต่างจังหวัดส่งสินค้าภายใน 2-3 วัน กรุงเทพฯ ภายใน 24 ชั่วโมง ขณะที่การชำระเงินยังสามารถเลือกจ่ายได้ทั้งบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือเก็บเงินปลายทางเมื่อสินค้าถึงมือลูกค้า”

นายจักรกฤษณ์กล่าวว่า ปัจจุบันเทสโก้ โลตัส เป็นผู้นำค้าปลีกที่มีธุรกิจออนไลน์ขนาดใหญ่ที่สุด โดยจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 20,000 รายการ ผ่าน Tesco Lotus Shop Online, สินค้ากว่า 12,000 รายการผ่านมาร์เก็ตเพรสของลาซาด้า และสินค้ากว่า 4,000 รายการ ผ่าน weloveshopping.com กลุ่มสินค้าขายดี คือ กลุ่มแม่และเด็ก กลุ่มเพื่อสุขภาพและความงาม.

 

กสทช.สั่งสอบเชิงลึกย้อนหลังปี 57

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ย. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727940

 

ขีดเส้น 30 วันให้ “เอไอเอส” ตอบ กำชับค่ายมือถืออย่าเลียนแบบ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีพนักงานบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส นำข้อมูลผู้ใช้บริการมือถือ ไปขายให้บุคคลอื่น ว่ายังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากเป็นครั้งแรกของประชุม หลังได้สอบถามข้อมูลจากนายชยพลปกรณ์ ศรัทธาณรงค์ ผู้เสียหาย ที่ได้ยื่นร้องเรียนมายัง กสทช. และสอบถามข้อมูลจากเอไอเอสแล้วเช่นกัน จึงขอให้เอไอเอสไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมย้อนหลังตั้งแต่ปี 2557 และเลขหมายที่ถูกอ้างถึง อีกจำนวนหนึ่งว่ามีพฤติกรรม ในการนำข้อมูลลูกค้าไปขายต่อหรือไม่ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หรือในเดือน ต.ค.นี้

“เอไอเอสได้แจ้งความดำเนินคดีกับพนักงาน และไล่ออกแล้ว โดยแจ้งว่าเป็นพนักงานระดับผู้บริหาร ขณะที่ กสทช. จะไปยื่นฟ้องร้องเอาผิด กับพนักงานเอไอเอส ที่นำข้อมูลผู้ใช้บริการไปขายร่วมกับเอไอเอส ซึ่งเป็นการดำเนินการตามหน้าที่ของ กสทช. ที่ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย และต้องรอผลการสอบสวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย เพราะผู้เสียหายได้แจ้งความที่สถานีตำรวจ และเอไอเอสก็แจ้งความเอาผิดพนักงานที่นำข้อมูลไปขายแล้วเช่นกัน”

นายฐากรกล่าวว่า กสทช. ต้องเร่งสร้างความกระจ่างชัด ในประเด็นดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ ว่าไม่มีการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปให้บุคคลภายนอก และได้ย้ำไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายอื่นๆ ด้วยว่าห้ามเปิดเผยข้อมูล การใช้บริการของผู้ใช้บริการ ยกเว้นได้รับหมายศาล และหนังสือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในการสืบค้นข้อมูล เพื่อความมั่นคงของประเทศ

นางวิไล เคียงประดู่ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขอยืนยันว่าพนักงานผู้กระทำผิดมีตำแหน่งเป็น IT Specialist เทียบเท่าระดับผู้ชำนาญการ ไม่ใช่ระดับผู้บริหาร โดยลักษณะงาน เป็นการได้รับสิทธิ์เป็นการเฉพาะ (Token และ Password) ในการเข้าถึงข้อมูล เพื่อใช้ปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งเป็นงานที่ต้องทำเพียงลำพัง จึงไม่อาจทราบว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น ขณะนี้ พนักงานคนดังกล่าวได้พ้นสภาพการเป็นพนักงานแล้ว และอยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ.

 

“ทราเวลเล็กซ์” บุกธุรกิจแลกเงิน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727935

 

นางนลินี งามเศรษฐมาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอร่า แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ AIRA ผู้ดำเนินธุรกิจการลงทุนในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจการเงิน เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติลงนาม ในสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น กับ Travelex Limited จากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้นำด้านธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก รวมถึงอนุมัติการลงทุน เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนสำหรับประกอบธุรกิจ ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยบริษัทร่วมทุน ชื่อบริษัท ทราเวลเล็กซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งไอร่าฯถือหุ้นในสัดส่วน 38% และ Travelex Limited อังกฤษ ถือหุ้น 62% โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่ 110 ล้านบาท

“ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการผลักดันให้ AIRA มีผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่หลากหลายกับพาร์ตเนอร์ที่มีประสบการณ์ระดับโลกซึ่งเป็นไปตามนโยบายการลงทุนของบริษัท”

นางนลินีกล่าวว่า Travelex Limited ของประเทศอังกฤษ ปัจจุบันให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตรามากกว่า 80 สกุล ในกว่า 50 ประเทศ มีสาขามากกว่า 1,500 ร้าน มีตู้เอทีเอ็มมากกว่า 1,400 ตู้ทั่วโลก ที่ลูกค้าสามารถใช้บริการผ่านเว็บไซต์ของบริษัท และสาขาต่างๆที่อยู่ทั่วไปทั้งศูนย์การค้าและแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งสนามบินมากกว่า 100 แห่ง อาทิ ลอนดอน นิวยอร์ค ปารีส ดูไบ แอตแลนตา อัมสเตอร์ดัม โตเกียว ซิดนีย์ ฮ่องกงและปักกิ่ง เป็นต้น นอกจากนี้ Travelex ยังมีการออก Multi-Currency Cash Passport ในการอำนวยความสะดวกให้กับนักเดินทาง ได้กดเงินจากตู้เอทีเอ็มได้มากกว่า 10 สกุลเงิน และสามารถเพิ่มยอดเงินในบัตรผ่านทางเว็บไซต์ได้ ทำให้นักเดินทางมีความปลอดภัยและสะดวกในการท่องเที่ยว หรือติดต่อธุรกิจ.

 

ลุยไฟนิคมฯอาหาร “อ่างทอง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727930

 

นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี กรรมการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ เวิลด์ ฟูด วัลเลย์ ไทยแลนด์ เปิดเผยหลังพิธีลงนามความร่วมมือเปิดตัวโครงการระหว่างบริษัทร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ว่า ในฐานะผู้ผลิตและทำตลาดอาหารและเครื่องดื่ม ได้ลงทุนพัฒนาโครงการเวิลด์ ฟูด วัลเลย์ ไทยแลนด์ ให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมอาหาร บนเนื้อที่ 2,000 ไร่ ที่จังหวัดอ่างทอง เงินลงทุน 4,800 ล้านบาท

“นิคมฯอ่างทอง ได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิต แปรรูปอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ สร้างเครือข่ายธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถ ให้ผู้ผลิตอาหารให้เป็นเมืองนวัตกรรมอาหารอนาคตครบวงจร แห่งแรกของไทย และเป็นศูนย์กลางอาเซียน ขณะนี้มีบริษัทกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารที่อยู่ในเครือของบริษัทรวม 8 แห่ง เข้าไปลงทุนเพื่อบุกเบิกในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว มีผู้ประกอบการสนใจสอบถามข้อมูลเช่าพื้นที่อีก 100 ราย โดยเฉพาะนักลงทุนจากญี่ปุ่น ซึ่งการพัฒนาพื้นที่จะแล้วเสร็จภายใน 3 ปี”

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์อาหารแห่งชาติ 20 ปี ได้วางเป้าหมาย ให้อุตสาหกรรมอาหารมีอัตราการเติบโต 5%ต่อปี คาดว่าปี 2579 จะมียอดส่งออกอาหารปีละ 2 ล้านล้านบาท โดยเป็นการค่อยๆทยอยลดสัดส่วนการส่งออกในรูปแบบของวัตถุดิบลง และไปเพิ่มการส่งออกเป็นสินค้าแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าส่งออก โดยในส่วนของสินค้าอาหารแปรรูป ก็จะเพิ่มสัดส่วนของสินค้าอาหารกลุ่ม ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (ฟังก์ชั่นนอลฟู้ด) หรืออาหารเพื่อคนป่วย และอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 50% ของอาหารแปรรูปทั้งหมด ให้เพิ่มจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนไม่ถึง 10% ซึ่งสินค้ากลุ่มฟังก์ชั่นนอลฟู้ด มีมูลค่าสูงกว่าอาหารแปรรูป 3 เท่า

นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า โครงการเวิลด์ ฟูด วัลเลย์ ไทยแลนด์ จะทำให้เกิดมูลค่าการลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมอาหารได้อีก 20,000 ล้านบาทต่อปีจากปกติ และยกระดับให้ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าอาหารติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกในปี 2579 จากปัจจุบันอยู่อันดับที่ 14 ขณะที่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอาหารสร้างรายได้ให้ประเทศไทยคิดเป็นมูลค่า 897,529 ล้านบาท และได้ตั้งเป้าให้มีการลงทุนจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มเติมอีก 5 แห่ง ภายใน 2564.

 

ทุ่ม 4.25 หมื่นล้านซื้อคืนหุ้นแจส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727920

 

ฮือฮา “พิชญ์ โพธารามิก” เซอร์ไพรส์ตลาด

“พิชญ์ โพธารามิก” ทุ่ม 4.25 หมื่นล้าน ตั้งโต๊ะซื้อคืนหุ้นแจสในตลาดทั้งหมด ตั้งราคาซื้อหุ้นละ 7.25 บาท สูงกว่ากระดาน แจงแค่ต้องการถือหุ้นเพิ่ม เพื่อมีอำนาจบริหารงานได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ไม่มีเจตนานำหุ้นออกจากตลาด ขณะที่ไทยพาณิชย์ใจป้ำให้เงินกู้ซื้อหุ้นทั้งหมด มั่นใจเสี่ยงต่ำมีหุ้น JAS ค้ำประกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (JAS) ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ช่วงเช้าของวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติรับทราบการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทโดยนายพิชญ์ โพธารามิก โดยนายพิชญ์จะซื้อหุ้นสามัญจำนวน 4,091.73 ล้านหุ้น หรือ 68.93% ในราคาหุ้นละ 7.25 บาท และเสนอซื้อใบสำคัญแสดงสิทธิ์ JAS-W3 จำนวน 2,733.60 ล้านหน่วย ในราคาหน่วยละ 3.68 บาท

โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นผู้จัดเตรียมคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ และเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินสำหรับการทำคำเสนอซื้อในครั้งนี้ ภายในวงเงินไม่เกิน 42,500 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถยื่นคำเสนอซื้ออย่างเป็นทางการได้วันที่ 28 ก.ย.นี้

หลังจากนั้นตลาดหลักทรัพย์ได้ขึ้นเครื่องหมาย H หยุดพักการซื้อขายหุ้น JAS และ JAS-W3 เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม เนื่องจากนายพิชญ์ ยังไม่ได้เปิดเผยว่าหลังเข้าซื้อหุ้นในครั้งนี้ JAS จะยังคงเป็นหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต่อไปหรือไม่ ต่อมาเมื่อเวลา 11.45 น. ตลาดได้ปลดเครื่องหมาย H และเปิดให้มีการซื้อขายหุ้น JAS และ JAS-W3 ตามปกติ หลังบริษัทแจ้งว่านายพิชญ์ได้ชี้แจงถึงเจตนาในการซื้อหุ้นครั้งนี้ว่า เพราะต้องการที่จะถือหุ้นมากกว่าปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้สามารถบริหารงานได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ไม่มีเจตนานำหุ้นออกจากตลาด ส่งผลให้มีแรงเข้ามาไล่ซื้อดันราคาหุ้น JAS พุ่งขึ้นทันทีมาที่ 7.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.65 บาท หรือ 9.77% จากราคาปิดก่อนหน้านี้ที่อยู่ที่ 6.65 บาท ก่อนจะมาปิดตลาดที่ 7.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.55 บาท หรือ 8.27%

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การปล่อยสินเชื่อครั้งนี้พิจารณาแล้วว่ามีความเสี่ยงน้อย เนื่องจากธุรกิจอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงและการให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม ถือเป็นธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่แล้ว แต่ละปีจะมีกระแสเงินสด 5,000-7,000 ล้านบาท และเงินปันผลที่ได้แต่ละปีเพียงพอต่อการนำมาชำระหนี้ธนาคาร ใช้เวลาผ่อนไม่ถึง 10 ปี ก็ชำระหนี้ได้ทั้งหมด ปัจจุบันนายพิชญ์ถือหุ้น JAS อยู่ 25.84% แต่ต้องการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เหมือนบริษัทโทรคมนาคมอื่นๆ ซึ่งถือหุ้นเกิน 50% และหากซื้อหุ้นเพิ่มเพียง 1 หุ้น ตามเกณฑ์ต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด ดังนั้นนายพิชญ์ จึงใช้เงินกู้ของธนาคารทำคำเสนอซื้อหุ้นครั้งนี้ โดยมีหุ้น JAS ที่นายพิชญ์ถืออยู่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันรวมทั้งหุ้น JAS ที่ซื้อเข้ามาใหม่ด้วย “การปล่อยสินเชื่อครั้งนี้ต่างกับช่วงเข้าประมูลคลื่น 4 จี เพราะหากประมูลได้ต้องจ่ายค่าสัมปทานและใช้เงินลงทุนอีก ไม่รู้ว่ารายได้จะเพียงพอชำระหนี้หรือไม่ แต่การปล่อยสินเชื่อครั้งนี้เป็นธุรกิจเดิมที่มีอยู่แล้ว มีกระแสเงินสดที่ชัดเจน รายได้จากเงินปันผลนำมาชำระหนี้ธนาคารได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประกาศตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้น JAS และ JAS-W3 ของนายพิชญ์ครั้งนี้ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในตลาดทุนว่าน่าจะมีเหตุผลอื่นด้วยหรือไม่ นอกจากที่นายพิชญ์ชี้แจงมาว่าต้องการถือหุ้นเพิ่ม เพื่อเพิ่มอำนาจการบริหาร เพราะปัจจุบันนายพิชญ์และทีมบริหารที่นายพิชญ์คุมอยู่ก็มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารจัดการภายในบริษัทอยู่แล้ว บางกระแสก็ว่านายพิชญ์อาจมีแผนนำหุ้นไปขายต่อให้ พันธมิตรกลุ่มใหม่ที่จะเข้ามาร่วมทุน ขณะที่มีการปล่อยข่าวว่า อาจนำไปขายให้ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ส่งผลให้ราคาหุ้น DTAC ปรับขึ้นร้อนแรงตามหุ้น JAS โดยเปิดตลาดที่ 31.25 บาท ขึ้นไปสูงสุดที่ 35 บาท บวก 3.75 บาท นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้มองว่าไม่น่าเป็นไปได้ เนื่องจากผู้ถือหุ้นใหญ่ DTAC คือ TELENOR คงไม่สนใจธุรกิจบรอดแบนด์ เพราะภูมิภาคนี้ TELENOR ทำแต่โมบายเท่านั้น อีกทั้งเชื่อว่า DTAC คงเก็บเงินไว้ประมูลคลื่นรอบใหม่มากกว่า และหากนายพิชญ์ต้องการขาย JAS จริง ก็น่าจะขายให้รายอื่นที่มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจบรอดแบนด์มากกว่า.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบ จับตาผลประชุมนโยบายเฟด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.ย. 2559 06:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/728004

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงเล็กน้อยในวันจันทร์ โดยตลาดกำลังรอธนาคารกลางสหรัฐฯ ประชุมนโยบายช่วงกลางสัปดาห์ ขณะที่หุ้นแอปเปิลร่วง ฉุดแนสแด็กสู่แดนลบ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 19 ก.ย. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 3.63 จุด หรือ 0.02% ปิดที่ 18120.17 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 0.04 จุด หรือไม่ถึง 0.01% ปิดที่ 2139.12 จุด ขณะที่ ดัชนีแนสแด็กลดลง 9.54 จุด หรือ 0.18% ปิดที่ 5235.03 จุด

เมื่อวันจันทร์ ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนกำลังระวังตัวก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะประกาศผลการประชุมนโยบายในวันพุธ ขณะที่ หุ้นของบริษัท แอปเปิล ลดลงเป็นวันที่ 2 ติดต่อกันที่ 1.3% ฉุดดัชนีแนสแด็กลดลงมากกว่าดัชนีอื่นๆ

 

จดทะเบียนนิติบุคคลใหม่ ส.ค.สูงสุดรอบปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727915

 

เอสเอ็มอีแห่กู้ใช้หลักประกันธุรกิจ 2 แสน ล.

น.ส.ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงการจดทะเบียนธุรกิจเดือน ส.ค.59 ว่า มีการยื่นขอจดทะเบียนนิติบุคคลตั้งใหม่ 6,200 ราย สูงสุดในรอบปี หรือเพิ่มขึ้น 26% เทียบกับเดือน ส.ค.58 มีทุนจดทะเบียน 19,361 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% ส่วนจดทะเบียนเลิกกิจการ มี 1,747 ราย เพิ่มขึ้น 13% มีทุนจดทะเบียนเลิก 6,982 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% “เหตุที่จดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเพิ่มสูงสุดในรอบปี เพราะเดือน ก.ค.มีวันหยุดยาว ผู้ประกอบการมาเร่งจดในเดือนนี้เช่นเดียวกับการจดทะเบียนแจ้งเลิกกิจการ ส่วนช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) มียอดจดทะเบียนตั้งใหม่ 42,911 ราย เพิ่มขึ้น 3% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และจดทะเบียนเลิก 9,986 ราย เพิ่ม 0.02%”

อย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจทั้งปีจะเกิน 60,000 รายแน่นอน ตามเป้าหมายที่กรม ประเมินไว้ปีนี้จะอยู่ที่ 60,000-65,000 ราย เพราะผลดีจากมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ ทั้งการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ เพื่อสนับสนุนบุคคลธรรมดาให้จดทะเบียนนิติบุคคลมากขึ้น ส่วนการให้บริการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจเดือน ส.ค.59 มี 16,000 คำขอ มูลค่า 236,000 ล้านบาท.

 

ทดสอบการเงินไฮเทค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727914

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างจัดตั้งศูนย์ทดสอบและพัฒนานวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีใหม่มาสนับสนุนการให้บริการทางการเงิน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ของผู้ให้บริการทางการเงิน ที่เรียกว่า Financial Technology : FinTech หรือฟินเทค ภายใต้ต้นทุนการให้บริการที่เหมาะสม ปลอดภัย และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค และระบบการเงินของประเทศ รวมทั้งเป็นแนวทางพิจารณาข้อจำกัดด้านกฎระเบียบเดิมของ ธปท.ให้เหมาะสมกับบริการทางการเงินสมัยใหม่ สอดคล้องกับแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 3 ของ ธปท.และนโยบายของรัฐในการสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิตอล

ทั้งนี้ ภายใต้ศูนย์ฯ ธปท.จะเปิดให้สถาบันการเงิน บริษัทให้สินเชื่อที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) และฟินเทค ร่วมทดสอบการให้บริการแก่ผู้บริโภคจริงแบบจำกัดผล ภายในเวลา พื้นที่ หรือสภาพแวดล้อมที่กำหนด เช่น จำนวน ประเภท หรือกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ ธปท.และผู้ให้บริการ ทำความเข้าใจธุรกรรมการเงินใหม่ๆ และสามารถเห็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ทั้งกับผู้ให้บริการ ผู้ใช้ และระบบได้ ขณะเดียวกัน ช่วยให้ฟินเทคมีความน่าเชื่อถือ และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค อีกทั้ง ทำให้ ธปท. กำหนดนโยบายสนับสนุน และกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำกับดูแล และลดอุปสรรคในการขยายตัวของฟินเทคได้ ล่าสุด ฟินเทคที่จะให้บริการกู้ตรงระหว่างบุคคลต่อบุคคล (P to P) แสดงความสนใจให้บริการในประเทศแล้ว 18-20 ราย.