ปลุก 44 รัฐวิสาหกิจร่วมสอบทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727910

 

นายดำรงค์ ไวยคณี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานเสวนาทางวิชาการเรื่อง “ธรรมาภิบาลกับรัฐวิสาหกิจไทย” ว่า ขณะนี้ได้ตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้างของการบินไทยทั้งหมด เพื่อพิจารณาว่ามีโครงการใดที่ส่อว่าจะมีการทุจริต หลังจากนั้นจะส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการอำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) พิจารณาตรวจสอบ โดยการดำเนินการดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะร่วมกันผลักดันให้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสมาชิกสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ทั้ง 44 แห่งทั่วประเทศ ลุกขึ้นมาตรวจสอบผู้บริหารขององค์กรว่ามีการส่อทุจริตหรือไม่ และร่วมกันขับไล่คนโกงออกไปจากองค์กรด้วย

“ที่ผ่านมา ได้ยื่นเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพิจารณาไปแล้ว อาทิ การจัดซื้อจัดจ้างของบนเครื่องบิน ที่มีราคาสูงมาก การซื้อไวน์ครั้งละ 10,000 ขวด ของใช้และอาหารที่ให้บริการบนเครื่องบินราคาสูง อีกทั้งการอนุมัติตั้งสายการบินนกสกู๊ต และ สร.กบท.เคยยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบแล้ว แต่ก็ไม่ได้พิจารณาจริงจัง และยังส่งเรื่องกลับมาที่การบินไทยอีก”

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวยอมรับว่า ปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นในทุกหน่วยงาน มีมากหรือน้อยต่างกัน ต้นเหตุสำคัญเกิดจากคนในหน่วยงานเอง เริ่มตั้งแต่ข้าราชการประจำ ข้าราชการการเมือง ซึ่งการปราบปรามทุจริตให้ได้ผลต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ส่วนบัญชีรายชื่อข้าราชการที่พัวพันการทุจริตที่จะประกาศเพิ่มเติมนั้น ล่าสุด รายชื่อได้เพิ่มขึ้นเป็น 70-80 ราย จากเดิม 20-30 ราย

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง การบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจไทยอย่างโปร่งใส ในงานเสวนาโต๊ะกลม “1 ปีกับการยกระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ” จัดโดยสำนักงาน ป.ป.ช.ว่าทางรอดของประเทศไทยคือรัฐวิสาหกิจ เสาหลักจริงคือรัฐวิสาหกิจ ความมั่นคงแข็งแรงของรัฐวิสาหกิจจึงมีความสำคัญ จึงได้ประชุมกับรัฐวิสาหกิจขอร้องให้ขับเคลื่อนการลงทุน และให้จัดอันดับความสำคัญของโครงการ หากมีอะไรทำได้ก่อนก็ให้ทำเลยจะทำให้เศรษฐกิจหมุนได้.

 

อียูแนะคุมมาตรฐานสายการบินเข้า-ออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727909

 

ปลื้มไทยแก้ปัญหาคืบหน้า

นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยถึงผลการเดินทางไปรายงานความคืบหน้าแก้ไขปัญหาด้านการบินต่อกระทรวงคมนาคมของสหภาพยุโรป (อียู) เมื่อวันที่ 13 ก.ย.59 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียมว่า ได้รายงานความคืบหน้าแก้ไขปัญหามาตรฐานการบินของไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้องค์การความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป (เอียซ่า) ได้มาตรวจสอบและพบข้อปัญหาให้เร่งแก้ไข โดย กพท.ชี้แจงว่า ขณะนี้เริ่มต้นกระบวนการตรวจสอบขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบเอกสารสายการบินแล้ว

ทั้งนี้ อียูและเอียซ่า พึงพอใจการดำเนินงานของไทยที่เริ่มขั้นตอนอย่างเป็นระบบ และยังรับทราบถึงกรอบดำเนินงานปลดล็อกธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ที่ไทยจะเร่งตรวจสอบสายการบินที่ทำการบินระหว่างประเทศให้เสร็จภายในเดือน ก.พ.60 และนำไปสู่การปลดล็อก ส่งผลให้ภาพรวมการประเมินความคืบหน้าแก้ปัญหาของไทยที่มีต่อเอียซ่าเป็นไปในทิศทางบวก

“อียูชื่นชมความคืบหน้าที่เราเริ่มทำ และทราบกรอบกำหนดปลดล็อกธงแดง แต่อียูชี้แนะให้คุมเข้มการตรวจสอบสายการบินเข้า-ออกน่านฟ้าไทย จากการสุ่มตรวจในปัจจุบัน เป็นเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบมาตรฐานสายการบิน เพราะจะสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานการเป็นศูนย์กลางการบินของไทย ไม่อยากให้โฟกัสปลดล็อกธงแดงอย่างเดียว ล่าสุด กพท.จัดตั้งคณะทำงานตรวจสอบมาตรฐานของสายการบินเข้า-ออกน่านฟ้าไทยให้มีความถี่มากขึ้น และจะรายงานผลให้อียูทราบในที่ประชุมเดือน ต.ค.นี้”.

 

ประกันภัยนักท่องเที่ยวผ่านฉลุย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727905

 

“ธนะศักดิ์” สั่งเข้มต้องทำตามกฎหมาย

พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ว่า จากการที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอรูปแบบการนำค่าธรรมเนียมจากการตรวจลงตรา (วีซ่า) ที่จัดเก็บจากนักท่องเที่ยวมาใช้ในการประกันภัยให้นักท่องเที่ยว ล่าสุดกระทรวงการคลังเห็นชอบในหลักการแล้ว ในขั้นต่อไปกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะตั้งคณะกรรมการมาดูแลเรื่องการใช้เบี้ยประกัน พร้อมกับศึกษาความคุ้มค่าและผลกระทบใน 3 ประเด็นหลักควบคู่กันด้วย ได้แก่ 1.ตรวจว่าเงินที่ใช้ไปคุ้มค่าหรือไม่ และตรวจสอบสถิติการใช้จ่ายเพื่อดูแลนักท่องเที่ยวย้อนหลังตั้งแต่ปี 2554-2558

2.ศึกษารูปแบบของประเทศที่ออกกฎบังคับประกันภัยนักท่องเที่ยว ว่ามีหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติอย่างไร 3.ตรวจสอบบริษัทที่ให้บริการด้านกิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆ เช่น การให้เช่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ หรือเจ็ตสกีว่ามีการประกันอุบัติเหตุรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ซึ่งตามกฎหมายมีการบังคับใช้อยู่แล้ว ดังนั้นหากตรวจพบแล้วว่าไม่มี ถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย ซึ่งต่อไปภาครัฐจะเข้มงวดมากขึ้น หากใครยังไม่ทำตามก็มีโอกาสจะถูกขึ้นบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) จากกรมการท่องเที่ยวด้วย

นอกจากนั้น ที่ประชุมยังได้ติดตามความก้าวหน้าของการพัฒนาระบบการทำวีซ่าแบบอิเล็กทรอนิกส์ (อี-วีซ่า) โดยคาดว่าการพัฒนาระบบระยะแรกจะแล้วเสร็จและพร้อมให้บริการได้ประมาณกลางปี 2560 ซึ่งเป็นไปตามแผนงานการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินคณะที่ 6 คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการกีฬา.

 

ออกมาตรการช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727904

 

คลังชง ครม.สัปดาห์หน้า-คนจนสิ้นปีมีเฮ!

คลังเตรียมชง “ครม.” สัปดาห์หน้า ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งลดค่าใช้จ่าย เพิ่มเม็ดเงิน ส่วนมาตรการช่วยคนจนที่ลงทะเบียนขอรับสวัสดิการจากรัฐล่าสุด 8.3 ล้านคน เล็งคลอดมาตรการปลายปี ขณะที่ “สมคิด” ถกทีมเศรษฐกิจประเมินจีดีพีปีนี้ยังโตเกิน 3% พร้อมเร่งลงทุนรัฐวิสาหกิจ หวังเป็นตัวอย่างให้เอกชนลงทุนตาม

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจว่า ได้ประเมินการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ทั้งปี 59 อยู่ที่ 3% กว่าแน่นอน โดยไตรมาส 3 คาดขยายตัวมากกว่า 3% ส่วนไตรมาส 4 จะได้แรงกระตุ้นจากการเร่งใช้จ่ายงบประมาณ และเงินที่ลงไปในภาคเกษตร เบื้องต้น จีดีพีไตรมาส 4 อาจอ่อนตัวลงเล็กน้อย แต่ถ้าบริหารจัดการได้ดี จะช่วยพยุงตัวอยู่ได้ เช่น การให้เร่งเบิกจ่ายโครงการที่มีมูลค่าไม่เกิน 2 ล้านบาทในปีงบประมาณ 60 ให้เสร็จในสิ้นปีนี้ เป็นต้น ส่วนโครงการที่มากกว่า 2 ล้านบาท หากเบิกจ่ายไม่เสร็จภายในสิ้นปี ก็ขอให้จัดซื้อจัดจ้างให้ได้ก่อนสิ้นปีนี้

“ยังได้ประเมินว่า กลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือ เกษตรกร เพราะราคาพืชผลทางการเกษตรอ่อนตัวลงอีก รองนายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้กระทรวงฯช่วยดูแล ซึ่งจะมีทั้งมาตรการลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มเม็ดเงินให้ โดยมาตรการเพิ่มเงินได้เตรียมไว้แล้ว ดำเนินการผ่าน ธ.ก.ส.จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า ส่วนมาตรการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้ส่งเรื่องให้รองนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอยู่ระหว่างการส่งหนังสือเวียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นประกอบการพิจารณา”

นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งรัดการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 10 ล้านล้านบาท เกือบเท่ากับจีดีพีของประเทศ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง โดยจะมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เร่งรัดให้รัฐวิสาหกิจที่มีโครงการจะลงทุนในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ปรับแผนมาลงทุนในปี 60 เพราะเป็นจังหวะดี เงินในประเทศยังเหลือมาก จะให้รัฐวิสาหกิจทำเป็นตัวอย่างของการลงทุนให้ภาคเอกชนดู “ภาคเอกชนห่างหายจากการลงทุนมาเป็น 10 ปีแล้ว แม้รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้น ให้นำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ซึ่งจะสิ้นสุดมาตรการสิ้นปีนี้ แต่ยังลงทุนน้อย รัฐบาลบังคับไม่ได้ จึงต้องมีตัวนำให้เอกชนลงทุนตาม โดยการกระตุ้นผ่านรัฐวิสาหกิจ”

ขณะที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สิ้นปีนี้กระทรวงฯจะออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย หลังพบว่ามีประชาชนลงทะเบียนขอรับสวัสดิการจากรัฐมากถึง 8.3 ล้านคน ซึ่งจะช่วยเหลือใน 2 ด้านคือ 1.การเพิ่มรายได้ และ 2.การเพิ่มความมั่นคงให้แก่ชีวิต โดยจะใช้งบประมาณเพิ่มเติมนอกเหนือจากงบประมาณที่มีอยู่ เช่น เบี้ยคนชรา เบี้ยผู้พิการ หรือมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน เช่น รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี เป็นต้น “มาตรการที่กระทรวงฯกำลังพิจารณาจะช่วยเหลือคนที่มีรายได้น้อยไม่เกิน 100,000 บาท ที่ลงทะเบียนไว้ทั้งหมด จะมีทั้งมาตรการเก่าที่ขยายเพิ่มเติม เช่น การเพิ่มเบี้ยคนชราและผู้พิการ และมาตรการใหม่ๆ คาดว่าจะมีข้อสรุปเร็วๆนี้ เพื่อผลักดันออกเป็นมาตรการภายในไตรมาส 4 ของปีนี้”

อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้กรมสรรพากรจะคัดกรองสิทธิ์ว่า ประชาชนที่ลงทะเบียน 8.3 ล้านคน มีรายได้น้อยจริงหรือไม่ ในเบื้องต้นมั่นใจว่าประมาณ 80-90% มีรายได้น้อยจริง ซึ่งประชาชนจะได้รับเงินช่วยเหลือโดยการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ ของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่งคือ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารกรุงไทย แต่หากระบบพร้อมเพย์ยังไม่พร้อม จะฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากของประชาชนโดยตรง

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังหารือร่วมกับรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจว่า รัฐบาลเหลือเวลาทำงานอีกประมาณ 1 ปี จึงได้กำชับให้ทุกกระทรวงทำหน้าที่ 2 ด้าน คือ ดูแลภาวะเศรษฐกิจในประเทศ โดยประคับประคองแรงเหวี่ยง (โมเมนตัม) ของการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ดีโดยตลอด ไม่ให้เศรษฐกิจทรุดต่ำลงในช่วงที่เศรษฐกิจโลกไม่ค่อยดี ขณะเดียวกัน ต้องช่วยเหลือคนตัวเล็ก ทั้งชาวไร่ ชาวนา และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแล้ว

ด้านที่สอง ขอให้ทุกกระทรวงเตรียมการปฏิรูปการทำงานของกระทรวง โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายไว้ว่า เมื่อแต่ละกระทรวงมีกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศออกมาแล้ว โดยเฉพาะกระทรวงที่มีความสำคัญ และจำเป็นต่อการปฏิรูปโครงสร้างและกระบวนการทำงาน ถ้ามีความจำเป็นให้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงที่เห็นว่า ล้าสมัย โดยในเวลา 1 ปีที่เหลือ ต้องสร้างสมดุลระหว่างการดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น และเตรียมการปฏิรูปในระยะยาว

ส่วนนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงฯจะดูแลเอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายที่มีปัญหาหนี้สิน ซึ่งการช่วยเหลือการเงิน ขณะนี้มีวงเงิน 2 ส่วนคือ งบประมาณจากกองทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่เป็นเงินกู้ไม่มีดอกเบี้ย ดำเนินการผ่านเอสเอ็มอีแบงก์ และอีก 2,000 ล้านบาท ที่กระทรวงการคลังได้รับอนุมัติจาก ครม. แล้ว โดยส่วนนี้เป็นการร่วมลงทุน.

 

อนาคตข้าวไทย เมืองอู่ข้าวอู่น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727193

 

“ข้าวต้องปลูก เพราะอีก 20 ปี ประชากรอาจจะ 80 ล้านคน ข้าวจะไม่พอ ถ้าลดการปลูกข้าวไปเรื่อยๆ ข้าวจะไม่พอ เราจะต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ เรื่องอะไรประชาชนคนไทยไม่ยอม คนไทยนี้ต้องมีข้าว แม้ข้าวที่ปลูกในเมืองไทยจะสู้ข้าวที่ปลูกในต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องปลูก”

ความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านโคกกูแวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส พ.ศ.2536

“นาแปลงใหญ่” พลิกวิกฤติข้าวไทย เส้นทางชาวนาให้เดินหน้าได้อย่างยั่งยืน เป็นประเด็นที่ต้องมานั่งพูดคุยกันในวันนี้

อนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว บอกว่า หัวใจสำคัญของนาแปลงใหญ่เป็นการปรับระบบการส่งเสริมการเกษตรเท่านั้น จากเดิมที่ส่งเสริมเป็นเกษตรรายย่อยก็มีแนวนโยบายส่งเสริมแบบรวมกลุ่มกัน

“นาแปลงใหญ่…กรมการข้าวทำมาสักสองปีได้แล้ว เอาชาวนามารวมกัน บริหารทรัพยากรร่วมกัน วางแผนการผลิตร่วมกัน เพื่อจะลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น…พอมาเป็นนโยบายท่านรัฐมนตรีว่าการฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ ก็พยายามเน้นเรื่องการบริหารจัดการ การเชื่อมโยงกับตลาด”

พุ่งเป้า “ลดต้นทุน เพิ่มการแข่งขัน”

หลักใหญ่ใจความเดิมที่เน้นเรื่องการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนขับเคลื่อนดำเนินไปได้พอสมควร แต่ว่ามาถึงวันนี้การเดินหน้าเต็มกำลังในการบริหารจัดการ การเชื่อมโยงตลาด บูรณาการร่วมกันมีมากขึ้น

“แผนข้าวครบวงจร” รวมสรรพกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้โครงการนาแปลงใหญ่เชื่อมโยงกับโรงสี ทำให้ระบบการเชื่อมโยงกับตลาดดีขึ้น ปัญหามีว่า…ฤดูการผลิตนี้ปลูกข้าวไปก่อนที่จะเชื่อมโยงก็เลยยังไม่ชัดเจน

“โรงสีพบเกษตรกรแปลงใหญ่ การันตีคุณภาพข้าว แต่ความต้องการยังไม่ตรง ด้วยชาวนาปลูกไปแล้ว แต่ก็ซื้อขายกันได้ โรงสีให้ราคาสูงกว่าตลาดปกติตันละ 200-400 บาท ชาวนาก็มั่นใจมากขึ้น”

“ต้นทุน” ที่ลดลง อยู่ราวๆ 15-20 เปอร์เซ็นต์…ลดเรื่องปัจจัยการผลิต ไม่ใช่รวมกันซื้อปุ๋ย ยาเท่านั้น ยังเป็นเรื่องของ “เมล็ดพันธุ์” ผลิตเอง สมมติว่า รวมแปลงใหญ่กว่า 3,000 ไร่ ก็จะมีกลุ่มหนึ่งผลิตเมล็ดพันธุ์ 100-200 ไร่ ป้อนให้กลุ่ม

เวลาปลูก ก็ใช้วิธีหยอด ไม่ได้หว่านแบบเดิม ก็ลดต้นทุนได้อีกมากทีเดียว…หว่านใช้ 15–30 กิโลกรัมต่อไร่ หันมาหยอดใช้แค่ 8–10 กิโลกรัมเท่านั้น…ลดเหลือแค่ 1 ใน 3

ปัจจัยการผลิตด้านอื่นๆ กลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์…กลุ่มอารักขา ป้องกันการระบาด โรคพืช…กลุ่มบริหารจัดการเครื่องจักรกล รถไถ เครื่องหยอด วางแผนการใช้ให้สอดคล้องอย่างมีประสิทธิภาพ

“ปีที่แล้วเรื่องลดต้นทุน กรมฯทำ 30 แปลง…ปีนี้ขยายเป็น 300 แปลง 58 จังหวัด ขยายผลเรื่องการบริหารจัดการผลผลิต เชื่อมโยงตลาด ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง อีสานเหนือ…แหล่งปลูกข้าวหลัก”

ประสบการณ์รอบปลูกข้าวที่ผ่านมา บวกกับปีนี้ ต้องดูผลกันต่อไปว่า ต้นแบบที่ทำมาขยายผลครบวงจรตั้งแต่ “ต้นน้ำ”…“กลางน้ำ” ไปจนถึง “ปลายน้ำ” แล้วจะเป็นเช่นใดต่อไป

อนันต์ บอกอีกว่า เกษตรกรที่พัฒนาสั่งสมประสบการณ์ ภูมิปัญญามาแต่อดีตเน้นภาคการผลิต ชาวนาเราทำข้าวได้ดีทั้งในแง่เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าที่ทำนั้นกำไรหรือขาดทุน ไม่เคยคิดในเรื่องการบริหารจัดการ ความต้องการของตลาด…ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญ

พอรวมกลุ่มเป็น “นาแปลงใหญ่” บทบาทในการบริหารจัดการผลผลิต การเชื่อมโยงตลาดจะทำมากขึ้น เป็นทิศทางที่ถูก น่าจะไปได้ดี

“ถ้าเราวางแผนปลูกข้าว รับความต้องการของโรงสีตั้งแต่ก่อนปลูก…เรียนรู้ตลาดมากขึ้น ประสบการณ์มากขึ้น ก็จะขยายผลความสำเร็จ พัฒนาการบริหารจัดการได้มากขึ้นเรื่อยๆ”

ระยะยาว…อนาคต จะวางแผนเดินหน้าไปอย่างไรต่อไป มุมมองส่วนตัวอธิบดีกรมการข้าวในวันนี้ ถึงแม้ว่าจะขยายผลนาแปลงใหญ่กว่า 300 แปลงแล้ว แต่ปริมาณก็เพียงแค่เสี้ยวเดียวของการผลิตข้าวทั้งประเทศในภาพรวม ยังต้องขยายต่อไปอีก “ชาวนา”…ขยายเองโดยที่ภาครัฐไม่ต้องเข้าไปขับเคลื่อนมาก

“นาแปลงใหญ่” เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการปฏิบัติ เดินหน้าพัฒนาการทำนาในประเทศให้มีศักยภาพ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในทิศทางการส่งเสริมการเกษตรที่ดี พัฒนารูปแบบการจัดการคล้ายๆสหกรณ์ จะให้รวมกลุ่มกันบริหารกัน โดยมีพี่เลี้ยงจากหลายหน่วยงานช่วยประคอง อาทิ กรมส่งเสริการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

“ข้าว” กับประเทศไทย…วิถีชีวิตคนไทย มีหลายมิติที่ต้องมองให้ลึกซึ้งรอบด้าน

“ถ้าเรามองข้าวที่พูดถึง…ในมิติเป็นพืชเศรษฐกิจ ทำรายได้ส่งออก แต่ในอีกหลายมุมยังมีมิติของความเป็นวิถีชีวิต วัฒนธรรม สังคม ค่อนข้างจะลึกซึ้ง…ส่วนใหญ่จะเป็นมิติทางสังคม วัฒนธรรมมากกว่า

แผนข้าวครบวงจรที่ทำ คนชอบพูดว่า…ทำไม?ให้ปรับลดการปลูกข้าวในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม จึงอาจจะไม่สอดคล้อง สวนทางกัน ถ้ามองในมิติของเศรษฐกิจน่ะ…ใช่ เพราะพื้นที่นั้นไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าว ต้องลด แต่ในมิติสังคม วัฒนธรรม…ตรงนั้นเป็นสิ่งจำเป็น”

“โซนนิ่ง” ที่กำหนดลงไปพอระบุว่าไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าวก็เลยสวนทางกัน

ฉะนั้น อีกหนึ่งความพยายามของ “กรมการข้าว” ก็คือการสร้างความสมดุลระหว่างความสำคัญในมิติเศรษฐกิจกับมิติทางสังคม

“เดิม…ใช้สภาพดิน ฟ้า อากาศ…สภาพดิน สภาพฝน สภาพน้ำ ดูความต้องการที่เหมาะสมของข้าวที่จะปลูก ถ้าปลูกได้ ทำได้ก็เรียกว่าพื้นที่ตรงนั้นเหมาะสม แหล่งผลิตพร้อม โรงสีรับซื้อก็พร้อม…แต่มีความจำเป็นที่จะต้องมองมิติทางสังคมประกอบเข้าไปด้วย”

“ข้าว”…เป็นเรื่องใหญ่ ปีที่แล้วประสบปัญหา “ภัยแล้ง” ไม่มีน้ำก็พยายามลดพื้นที่ปลูกข้าวไม่ให้ชาวนาทำนา แก้ปัญหา ปรับเปลี่ยน ย้อนแย้ง เปลี่ยนวิถีชีวิตไปในทันทีทันใด จะให้จบอย่างสวยงาม คงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ…อาจจะแก้ปัญหาหนึ่งได้ผล แต่อีกหลายๆปัญหาที่ตามมาไม่แน่ว่าจะต้องตาม
แก้กันอีกหลายเรื่อง

“พื้นที่สูง…ชาวเขาปลูกข้าวไม่พอกิน กรมฯก็เร่งไปพัฒนาพันธุ์ เทคนิคการผลิตดีขึ้น…ให้มีผลผลิตเพียงพอบริโภค จะเอาข้าวพันธุ์ใหม่ไปให้ปลูกเขาก็ไม่เอา ต้องพันธุ์ที่บริโภคอยู่เท่านั้น บางแห่งแต่ก่อนทำข้าวไร่เลื่อนลอย ก็ปรับเปลี่ยนเป็นนาขั้นบันได…เพื่อความยั่งยืน”

“ข้าวไร่” เป็นข้าวที่มีโภชนาการสูง ยุคกระแสรักสุขภาพมาแรงคนในเมืองก็นิยมบริโภคเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอ เป็นเรื่องที่ดี สร้างรายได้ แต่ต้องสร้างความสมดุลให้เกิดในพื้นที่ การปลูกข้าวยังต้องเดินหน้าต่อไปตามมิติทางสังคม วัฒนธรรม

อนาคต “ข้าว” ไทย…ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็น…“อู่ข้าวอู่น้ำ” จำเป็นต้องก้าวให้ทันกระแสเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง แต่ต้องไม่ทิ้งวิถีชีวิตชาวนาในอดีตที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ.

 

ขนส่งฯ สั่งเพิกถอนรถตู้โดยสารขนต่างด้าว พ้นบัญชี ขส.บ.11 ทันที!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ย. 2559 23:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727794

 

กรมการขนส่งทางบก สั่งถอนรถตู้ที่ลักลอบบรรทุกแรงงานต่างด้าวออกจากบัญชี ขส.บ.11 ทันที! พร้อมปรับหนักผู้ประกอบการ เจ้าของรถตู้ กรณียินยอมให้บุคคลซึ่งไม่มีใบอนุญาตปฏิบัติหน้าที่ขับรถ ชี้เป็นความผิดทางอาญาร้ายแรง

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง จังหวัดสระแก้ว จับกุม นายธงชัย ประสาร ผู้ขับรถตู้โดยสารไม่ประจำทาง คันหมายเลขทะเบียน 30-0673 นครปฐม ที่บรรทุกผู้โดยสารชาวกัมพูชา หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้รับอนุญาต จำนวน 41 คน ณ บริเวณทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 33 กิโลเมตรที่ 237 จังหวัดสระแก้วนั้น กรมการขนส่งทางบก สั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดนครปฐม ตรวจสอบและติดตามเหตุดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

โดยในเบื้องต้น ตรวจสอบพบว่ารถตู้คันดังกล่าวมี นายชวลิต อำภาพันธ์ ผู้ประกอบการขนส่ง ส่วนนายธงชัย ประสาร ผู้ขับรถในวันเกิดเหตุ มีเพียงใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล ไม่มีใบอนุญาตขับตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก จึงได้เปรียบเทียบปรับผู้ประกอบการขนส่งเป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท ฐานไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยความปลอดภัย ยินยอมให้บุคคลซึ่งไม่มีใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถปฏิบัติหน้าที่ขับรถ ตามมาตรา 36 ประกอบมาตรา 131 ตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และสั่งถอนรถคันดังกล่าวออกจากบัญชี ขส.บ.11 ทันที เนื่องจากเป็นความผิดทางอาญาร้ายแรง

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบกจะเร่งติดตามผลดำเนินการทางคดีอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถของคนขับรถ และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการผู้ประกอบการขนส่ง เนื่องจากเป็นความผิดทางอาญาร้ายแรง และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศขึ้นอีก

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบกขอให้ผู้ประกอบการขนส่งทุกรายต้องมีมาตรการในการควบคุมดูแลผู้คนขับรถให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และต้องไม่ยินยอมให้ผู้ใดใช้รถในประกอบการไปกระทำการผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด หากตรวจสอบพบพฤติกรรมสมรู้ร่วมคิด หรือละเลยไม่ควบคุม ทั้งรถและคนให้ดี กรมการขนส่งทางบกดำเนินการลงโทษขั้นเด็ดขาดทันที สูงสุดถึงขั้นเพิกใบอนุญาตประกอบการ ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นรถโดยสารไม่ปลอดภัย มีพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายหรือกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย สามารถแจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียนทางสายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง และช่องทางร้องเรียนอื่นๆ อาทิ ผ่านทางเว็บไซต์ที่ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/, ผ่านทาง E-mail ที่ dlt_1584complain@hotmail.com, facebook ชื่อ “ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584” หรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเอง ณ กรมการขนส่งทางบก.

 

ตร.ท่องเที่ยวยันไม่จับ บ.ทัวร์ 386 แห่งที่ใช้บริการเครือโอเอทรานสปอร์ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ย. 2559 21:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727730

 

ตร.ท่องเที่ยวยืนยันไม่จับบริษัททัวร์ 386 บริษัท ตามที่มีข่าวลือ ขอเพียงให้ทำธุรกิจถูกกฎหมาย ไม่เอาเปรียบนักท่องเที่ยว เสียภาษีถูกต้อง ไม่ใช่ทำธุรกิจพันล้านเสียภาษีแสนเดียว เผยเคยมีบริษัทนอมินีขนเงินออกนอกประเทศไป 200 ล้านบาท อายัดได้ทัน 187 ล้านบาท ชี้เงินออกไปแล้วไม่เคยกลับมาไทย ส่วนการสอบสวนขยายผลเครือบริษัทโอเอ ขอเวลาอีก 2 สัปดาห์

เมื่อวันที่ 19 ก.ย.59 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นเจ้าภาพจัดเสวนาระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมจัดการปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญและสร้างความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัล เวิล์ด โดยมีนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว (ผบ.ทท.) น.ส.วรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (แอตต้า) นายรณรงค์ ชีวินสิริอำนวย นายกสมาคมท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน และผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวอีกจำนวน 200 คนเข้าร่วม

สำหรับประเด็นใหญ่ที่หารือกันครั้งนี้ คือเรื่องของความหวาดกลัวของบริษัททัวร์ที่เคยใช้บริการเช่ารถบัสของบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด และนำนักท่องเที่ยวเข้าไปใช้บริการร้านขายสินค้าต่างๆ ของเครือโอเอ จะถูกพ่วงความผิดด้วยหรือไม่ เนื่องจากมีข่าวระบุออกมาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมดำเนินการกับอีก 386 บริษัท ที่เป็นเครือข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญในเรื่องนี้

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ได้ชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกันว่า ไม่ทราบว่าข่าวนี้ออกมาจากที่ไหน ข้อเท็จจริงในขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำไปตามหลักฐานที่มี โดยปัจจุบัน ได้ดำเนินคดีและแจ้งข้อกล่าวหากับ 5-6 บริษัทไปแล้ว ได้แก่ บริษัท ฝูอัน ทราเวล จำกัด บริษัท ซินหยวน ทราเวล จำกัด บริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด และบริษัทในเครืออีก 4 แห่ง ซึ่งจะมีการขยายผลต่อไป โดยสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา หากขยายผลไปแล้วพบว่ามีบริษัทใดผิดในเรื่องของการฟอกเงิน หรือเป็นนอมินี หรือผิดตามฐานกฎหมายอื่น ก็ต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด คาดว่าในอีก 2 สัปดาห์กว่าจะได้ข้อสรุป และขอย้ำว่ายังไม่มีการจับกุมไปมากกว่านี้ และไม่เกี่ยวข้องกับ 386 บริษัททัวร์ ที่ไปใช้บริการบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต ส่วนที่บริษัททัวร์สงสัยกันว่าทำธุรกิจแบบไหนถูกแบบไหนผิด ตนได้ให้เบอร์โทรศัพท์มือถือของตนเองไปแล้ว ให้สอบถามได้โดยตรงจะได้ไม่มีปัญหาพูดไม่เหมือนกันหรือเข้าใจผิดอีก

“ขอให้บริษัททัวร์ทำธุรกิจไปได้ตามปกติ ขายทัวร์ในราคาสมเหตุสมผล ไม่ต่ำกว่าต้นทุน ไม่เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ไม่ฉวยโอกาส ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นความจริงแล้วบริษัททัวร์ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าการปฏิบัติแบบไหนเป็นไปตามกฎหมาย ขณะที่การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่เรียกมาแนะนำ ให้มีการปรับปรุง หากไม่ทำตามถึงจะจับกุมดำเนินคดี จึงขอให้เข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ไม่ต้องกังวลว่าตำรวจท่องเที่ยวจะจับโดยไม่มีความผิด ทุกอย่างต้องอยู่บนหลัก ของกฎหมาย และไม่ต้องกังวล ขอเพียงทำธุรกิจให้ถูกต้อง มีการเสียภาษีถูกต้อง ไม่ใช่ทำธุรกิจกันเป็นพันล้าน แต่เสียภาษีแค่ปีละ 1 แสนบาท เท่ากับเป็นกระบวนการฟอกเงิน ซึ่งที่ผ่านมาเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ผมไม่อยากเอ่ยชื่อบริษัทที่เป็นนอมินีใช้ชื่อของคนไทยจดทะเบียน แต่ไม่มีคนไทยทำงานเลย มีเงินอยู่ 300 กว่าล้านบาท ขนเงินหนีออกนอกประเทศไป 200 ล้านบาท อายัดได้ทัน 187 ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ชี้ให้เห็นชัดว่าเงินที่ออกไปแล้วไม่เคยกลับมาประเทศไทยเลย”

ด้านนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กล่าวว่า การปฏิบัติงานในระยะต่อไป จะตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อดูแลราคาขายและการประกอบการให้เป็นไปตามนโยบายภาครัฐที่ว่าด้วยการห้ามขายทัวร์ต่ำกว่าราคาทุน หากผู้ประกอบการใดยังดำเนินการนอกเหนือจากกรอบที่ตกลง จะเชิญมาเพื่อแสดงหลักฐานในการดำเนินการว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ หากผิดกฎหมายจะให้ฝ่ายปราบปรามดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ทางภาครัฐจะมองข้ามอดีตและเริ่มต้นด้วยการขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการทุกท่านจะต้องให้สัญญาว่าจะไม่กลับไปทำทัวร์ที่ไม่มีคุณภาพอีกต่อไป และเข้าสู่ระบบภาษีที่โปร่งใสตรวจสอบได้ตามกฎหมายภาษีอากร และภาครัฐจะเปิดหลักสูตรเร่งรัดผู้ประกอบการทุกฝ่ายแบบเร่งด่วนในการดำเนินตามกฎหมายภาษีอากรในการทำระบบบัญชีในธุรกิจนำเที่ยวและที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ผู้ประกอบการจะต้องใช้มัคคุเทศก์ที่มีบัตรถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น นอกจากนี้ มาตรการด้านการตลาด เพื่อสร้างแบรนด์และราคาในการจดจำภาพลักษณ์ใหม่ของมาตรฐานทัวร์ไทย กรมการท่องเที่ยวจะร่วมกับสายการบินและโรงแรม พร้อมเอเย่นต์ทำแพ็กเกจทัวร์คุณภาพ โดยใช้กลไกของกรมการท่องเที่ยวตราช้างชูงวง เข้ามาวางแผน กำกับมาตรฐานการบริการที่มีคุณภาพและราคา

น.ส.วรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยู่ระหว่างการต้อนรับนายเผิง จื้อไค ผู้อำนวยการทั่วไปองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติจีน (ซีเอ็นทีเอ) ที่เดินทางมาพร้อมคณะเพื่อร่วมลงนามในเอ็มโอยูกับไทย และระหว่างนี้ได้ถือโอกาสตรวจเยี่ยมแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมเมื่อเดินทางมาไทย และได้รับคำยืนยันจากซีเอ็นทีเอว่า เห็นด้วยกับรัฐบาลไทยที่วางมาตรการการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ

ทั้งนี้เพราะเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับแนวคิดของรัฐบาลจีนที่ดำเนินการก่อนหน้านี้ และจนถึงปัจจุบันมีการขึ้นบัญชีดำ (แบล็คลิสต์) บริษัทนำเที่ยวที่ทำธุรกิจไม่ถูกต้องและมีปัญหาด้านบริการคุณภาพแล้วกว่า 3,500 ราย ซึ่งรายชื่อดังกล่าวสามารถตรวจสอบได้ทางเว็บไซต์ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับคู่ค้าบริษัทในไทยได้รับทราบ และต่อไปเมื่อการตรวจสอบของไทยมีความคืบหน้า ก็จะจัดทำเป็นบัญชีข้อมูลให้กับจีนทราบถึงบริษัทที่ดำเนินการอย่างไม่ถูกต้องเช่นกัน.

 

กสท. สั่งปรับ อสมท 5 หมื่นบาท ฐานเนื้อหาละคร’สงครามคอนแวนต์’ ผิด ม.37

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ย. 2559 19:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727615

 

ที่ประชุม กสท. มีมติสั่งปรับทางปกครอง “ละครสงครามคอนแวนต์” ออกอากาศช่อง เอ็มคอต เอชดี (MCOT HD) 5 หมื่นบาท เนื่องจากมีเนื้อหาไม่เหมาะสม สำหรับเด็กและเยาวชน ผิดมาตรา 37 …

วันที่ 19 ก.ย.59 นายภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท. กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท. มีมติ สั่งปรับทางปกครอง ละครสงครามคอนแวนต์ ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็น สงครามไฮสคูล ทางช่องเอ็มคอต เอชดี (MCOT HD) จำนวน 5 หมื่นบาท เนื่องจากมีเนื้อหาไม่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชน เช่น ฉากที่มีการแสดงท่าทางที่สื่อถึงการเปิดศึกแย่งนักเรียนชายในโรงเรียนเดียวกัน ซึ่งมีความผิดตามมาตรา 37 พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ 2551 ซึ่งละคร ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 21.00–21.45 น. เริ่มออกอากาศครั้งแรก ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา

ส่วนกรณี บริษัท อสมท ทำหนังสือหารือถึง กสทช. ขอยกเลิกการให้บริการเช่าใช้โครงข่าย อสมท กับผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล 3 ช่อง ได้แก่ ไทยรัฐทีวี สปริงนิวส์ และวอยซ์ทีวี นั้น ในฐานะองค์กรกำกับดูแล มองว่า อยากให้ข้อสรุปอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม เพื่อไม่ให้กระทบกับการประกอบธุรกิจทีวีดิจิตอล ซึ่ง กสทช. ไม่อยากเข้าไปแทรกแซง

 

‘อภิรดี’ เซ็นคำสั่งทางปกครอง เรียกค่าเสียหายจีทูจี 2 หมื่นล. แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ย. 2559 18:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727584

 

รมว.พาณิชย์-ปลัดฯ ลงนามหนังสือคำสั่งทางปกครอง เรียกค่าเสียหายข้าวจีทูจี 2 หมื่นล้านบาทแล้ว เตรียมส่งหนังสือถึงนักการเมือง-ข้าราชการ 6 ราย ยันมีสิทธิ์อุทธรณ์ตามขั้นตอนกฎหมาย …

วันที่ 19 ก.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงนามในหนังสือคำสั่งให้นำเงินมาชดใช้เป็นค่าสินไหมทดแทนตามคำสั่งทางปกครองกรณีการขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 20,000 ล้านบาท กับนักการเมืองและข้าราชการทั้ง 6 ราย แล้ว โดยหนังสือคำสั่งฯ เป็นการลงนามคู่ โดยตนลงนามในฐานะได้รับมอบอำนาจ จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่วน นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงนามในฐานะได้รับมอบอำนาจ จาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

“การลงนามในหนังสือคำสั่งทางปกครอง ได้ลงนามในช่วงเช้าของวันที่ 19 ก.ย. ก่อนที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะให้สัมภาษณ์ว่าจะมีการลงนามเสียอีก ถามว่ารู้สึกโล่งอกหรือไม่ หลังการลงนาม รู้สึกธรรมดา เพราะได้ศึกษาข้อกฎหมายอย่างละเอียดก่อนลงนามในครั้งนี้” นางอภิรดี กล่าว

ทั้งนี้ จะมีการส่งหนังสือฯ โดยทันที ไปให้กับนักการเมืองและข้าราชการทั้ง 6 ราย ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด โดยทั้ง 6 ราย จะมีระยะเวลา 30 วัน ดำเนินการตามขั้นตอนชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากยังนิ่งเฉย จะส่งหนังสือแจ้งเตือนอีกครั้ง โดยมีระยะเวลา 15 วัน หากยังนิ่งเฉยอีก กระทรวงพาณิชย์ จะประสานไปยังกรมบังคับคดี เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ด้าน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ทั้ง 6 ราย หลังได้รับหนังสือฯ แล้ว มีสิทธิ์ที่จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว หากศาลสั่งทุเลา กระบวนการต่างๆ ก็จะหยุด เพื่อรอการคำตัดสินของศาล แต่หากศาลไม่สั่งทุเลา กระบวนการต่างตามขั้นตอนของกฎหมายจะยังเดินหน้าต่อไป ส่วนกรณีที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบอำนาจให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ร่วมลงนามในหนังสือฯ นั้น สามารถทำได้ เพราะเป็นไปตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งการลงนามมี 2 ส่วน คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามแทนนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงนามแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นเรื่องปกติ

สำหรับนักการเมืองและข้าราชการ 6 ราย ที่กรมการค้าต่างประเทศ จะส่งหนังสือคำสั่งทางปกครองไปให้ เพื่อชดใช้ค่าเสียหายจากการขายข้าวจีทูจี มูลค่า 20,000 ล้านบาท ได้แก่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้องจ่ายเงินชดใช้ 1,770 ล้านบาท, นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ 2,300 ล้านบาท ส่วน พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ, นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ ต้องจ่ายคนละ 4,000 ล้านบาท

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 13.66 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,492.73 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ย. 2559 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727589

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 13.66 จุด เปลี่ยนแปลง +0.92% ดัชนีอยู่ที่ 1,492.73 จุด มูลค่าการซื้อขาย 60,625.75 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 19 ก.ย. 59 ปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 13.66 จุด เปลี่ยนแปลง +0.92% ดัชนีอยู่ที่ 1,492.73 จุด มูลค่าการซื้อขาย 60,625.75 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน).