โลตัสเปิดนวัตกรรมช็อปปิ้งเชื่อมโยงร้านค้าตอบโจทย์ผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ย. 2559 14:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727288

 

โลตัส ลุยธุรกิจออนไลน์ต่อเนื่อง เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ เชื่อมโยงร้านค้าออนไลน์และออฟไลน์ ผ่านตู้คีออส สั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ลาซาด้า เน้นสาขาในพื้นที่ต่างจังหวัด พร้อมเปิดตัวมาร์เก็ตเพลสใหม่ล่าสุด คาด ขยายฐานมากกว่า 30%…

วันที่ 19 ก.ย.59 จากรายงานของทาง เทสโก้ โลตัส ระบุว่า หลังเปิดตัวร้านค้าบนเว็บไซต์ลาซาด้า ในปี 2014 ทาง เทสโก้ โลตัส ก็มียอดขายเติบโตต่อเนื่องจนเป็นร้านค้าที่มียอดขายสูงที่สุดบนแพลตฟอร์ม ปัจจุบันมีสินค้าบนลาซาด้า มากกว่า 12,000 รายการ จากจุดเริ่มต้นที่มีแค่ 6,000 รายการ


นายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองประธานกรรมการฝ่ายธุรกิจออนไลน์ เทสโก้ โลตัส

นายจักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองประธานกรรมการฝ่ายธุรกิจออนไลน์ เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า ประมาณร้อนละ 60 ของผู้บริโภค ที่สั่งสินค้าออนไลน์บนร้านค้า เทสโก้ โลตัส กับลาซาด้า จะอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเราพบว่ายังมี gap หรือช่องว่างอยู่ จากการที่เทสโก้ โลตัส มีร้านค้าในฟอร์แมทตลาดโลตัส และเอ็กซ์เพรสตั้งอยู่ในหลายพื้นที่ จึงสามารถเป็นจุดเชื่อมต่อบริการออนไลน์และออฟไลน์กับลูกค้าในหลายๆ พื้นที่ได้ เพื่อสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ไร้รอยต่อ (Seamless Shopping Experience)

ทั้งนี้ จึงเป็นที่มาของการเปิดตู้คีออส บริการสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ลาซาด้าในตลาดโลตัส ซึ่งเริ่มต้นด้วยการเปิดใช้บริการจริงกับ เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส ใน 6 สาขา และผลตอบรับก็ออกมาดีมากๆ ทำให้เรามีแผนจะขยายการติดตั้งตู้คีออสเพิ่มขึ้นปีละ 200 สาขาในปีต่อๆ ไป และทางโลตัสก็เชื่อว่าบริการคีออสภายในร้าน เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส จะเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าในการสั่งสินค้าออนไลน์ได้


บริการคีออสภายในร้าน เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส จะเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าในการสั่งสินค้าออนไลน์ได้

นอกจากนี้ทาง โลตัส ยังได้ประกาศนำสินค้าประเภทอาหาร (ยกเว้นอาหารสด) เข้าไปวางจำหน่ายบนร้านค้าในลาซาด้าเป็นครั้งแรก และเร็วๆ นี้จะมีการเพิ่มระบบสะสมแต้มให้กับลูกค้าที่ช็อปปิ้งแบบออนไลน์ พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัวร้านค้าบนเว็บไซต์ weloveshopping.com โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้าเพศหญิง อายุ 25-45 ปี ในช่วงเริ่มต้นจะมีสินค้าเข้าไปวางจำหน่าย 4,000 รายการ เน้นที่สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม สินค้าสำหรับแม่และเด็ก โดยคาดว่าจะขยายฐานลูกค้าบนออนไลน์มาร์เก็ตเพลสได้มากกว่า 30%.

 

เดินหน้าผนึกกำลังปั้นไทยศูนย์กลางเมืองนวัตกรรมอาหารโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ย. 2559 14:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727270

 

สิงห์ ผนึก 3 หน่วยงานรัฐ ผุด โครงการ “World Food Valley Thailand” ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย ขานรับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 เดินหน้าปั้นไทยศูนย์กลางเมืองนวัตกรรมอาหารโลก …

วันที่ 19 ก.ย.59 นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยถึงการร่วมกับ 3 หน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสถาบันอาหาร (สอห.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank) และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือพัฒนาโครงการ “World Food Valley Thailand” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย ว่า โครงการดังกล่าว เป็นการขานรับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทย และเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม หรือ ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมอาหาร ที่ต้องการผลักดันและส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งเมืองนวัตกรรมอาหารขึ้นด้วย

โครงการนี้ ทางสิงห์จะพัฒนาให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมอาหารครบวงจรภายใต้แนวคิดอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-Industrial Estate) มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตและแปรรูปอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนาธุรกิจ การลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ตลอดจนสร้างเครือข่ายธุรกิจ ซึ่งคาดหวังว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถให้กับผู้ผลิตอาหารไทยยิ่งขึ้น


นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยยุค 4.0 ควรให้ความสำคัญใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1. การเพิ่มความสามารถในการปรับตัวและการแข่งขันของผู้ประกอบการอาหารไทยให้เข้าสู่ยุค 4.0 หรือให้เป็นนักรบรุ่นใหม่ 2. การจัดระบบการพัฒนาปัจจัยเอื้อต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยเป็นครัวของโลก และ 3. การพัฒนาตลาดอุตสาหกรรมอาหารอนาคต และช่องทางการค้าในเวทีสากล เพื่อให้เอสเอ็มอีมีโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารโลก

นางอรรชกา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ควรมีการกำหนดทิศทางและเป้าหมายในการขับเคลื่อนในระยะ 20 ปีข้างหน้าให้ชัดเจน ประกอบด้วย 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. การเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการ S Curve ในสาขาอาหารให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และการสร้างผู้ประกอบการอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยในเวทีโลก โดยรวมน่าจะต้องมีกว่า 20,000 ราย 2. การเพิ่มมูลค่าและผลิตภาพให้มีอัตราการขยายตัวให้ได้ร้อยละ 2 ต่อปี และ 3. การสนับสนุนผู้ประกอบให้สามารถค้าขาย ส่งออกได้บนพื้นฐานของสินค้าที่มีคุณภาพและมีมูลค่าเพิ่มในตลาดเดิมและตลาดใหม่จนทำให้มีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี

ด้าน นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ทางสถาบันได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีการพัฒนาพื้นที่ของ สิงห์ คอร์ปอเรชั่น ที่จังหวัดอ่างทอง เนื้อที่ประมาณ 1,300 ไร่ ให้เป็นเมืองนวัตกรรมอาหารอนาคตครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน

ส่วน นายสุรชัย กำพลานนท์วัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เผยว่า ธนาคารจะให้ความช่วยเหลือในด้านการบริการทางการเงินให้กับผู้ประกอบการที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในโครงการ รวมทั้งให้การช่วยเหลือและสนับสนุนในปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ด้วย ทีาจะนำไปสู่การเพิ่มความสามารถการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารของไทย

ขณะที่ นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำนวนมากกว่า 2.9 ล้านราย และเป็นฟันเฟืองที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย สร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจในสัดส่วนกว่า 40%

ทั้งนี้ สสว. จะเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทยแข็งแกร่ง

 

คอมเซเว่น คาด ไอโฟน7 วางขายปลาย ต.ค.นี้เชื่อจะช่วยดันไตรมาส 4 ดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ย. 2559 12:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727180

 

COM7 ลูบปากเล็งรับยอดขายล้นหลาม หลังแอปเปิลส่งเรือธงตัวใหม่ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ดันผลงานไตรมาส 4 สุดไฉไล มั่นใจครองแชมป์เบอร์หนึ่ง Apple ในไทยต่อเนื่อง คาดว่าอาจจะมีวางขายช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้…

นายสุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอทีรายใหญ่ของประเทศไทยในนาม BaNANA, iStudio, iBeat, uStore และ iCare By Comseven เปิดเผยว่า บริษัท Apple ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วที่ประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับ iPhone 7 และรุ่นหน้าจอใหญ่ iPhone 7 Plus รวมทั้ง Apple Watch Series 2 และหูฟัง AirPods ที่คาดว่าจะพร้อมเปิดจำหน่ายในประเทศไทยในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ เป็นต้นไป

ซีอีโอ คอมเซเว่น กล่าวต่อว่า สำหรับ COM7 จะได้รับประโยชน์สูงสุดในฐานะผู้ประกอบการรายใหญ่สุดของ Apple ในประเทศไทยทั้งในแง่ของยอดขายและปริมาณสาขา จากช่องทางการจัดจำหน่ายครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด ในประเทศ ที่มี 93 สาขา ผ่าน iStudio, iBeat, uStore by Comseven รวมไปถึง BaNANA จำนวน 159 สาขา ที่จำหน่ายสินค้า Apple ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ COM7 ยังเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่สามารถซื้อ iPhone ได้โดยตรงกับ Apple ทำให้บริษัทฯ สามารถซื้อสินค้ารุ่นนิยมในปริมาณที่เพิ่มขึ้น และมีกำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายอื่น จึงมั่นใจว่า การเปิดตัวของ Apple ในครั้งนี้ จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนผลประกอบการบริษัทฯ ในไตรมาส 4/2559 ให้โดดเด่นทั้งในแง่ของยอดขายและกำไรได้

“เป็นปรากฏการณ์อีกครั้งสำหรับแอปเปิล ที่เปิดตัวสินค้าเรือธงตัวใหม่ล่าสุด iPhone 7 และ iPhone 7 Plus เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้าในประเทศไทยเป็นอย่างมากดังเช่นทุกครั้ง ที่มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ของ แอปเปิลออกมา โดยคาดว่าจะวางจำหน่ายในประเทศไทยได้ในช่วงปลายตุลาคมนี้ สนับสนุนผลงานไตรมาส 4/59 ซึ่งปกติจะเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจให้มีการเติบโตอย่างโดดเด่น และมั่นใจจะยังคงมีความต้องการสูงต่อเนื่องไปยัง ปี 60 เนื่องจากสินค้าที่เข้ามามีจำกัดเมื่อเทียบกับความต้อง การซื้อที่มีอยู่มาก และมั่นใจ COM7 จะสามารถรักษาแชมป์ยอดขาย แอปเปิลในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนได้อย่างต่อเนื่อง” นายสุระ กล่าว


นายสุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน)

ซีอีโอ คอมเซเว่น กล่าวอีกว่า แนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลัง COM7 มีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง โดยครองความเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอทีที่มีความหลากหลายของสินค้า มากที่สุด มีสาขามากที่สุดเกือบ 300 สาขาครอบคลุมทั่วประเทศ โดยปัจจัยสนับสนุน COM7 ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างโดดเด่น เนื่องจากภาพรวมเทคโนโลยี สินค้าไอที และโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากช่วงที่ผ่านมา มีสินค้าใหม่ที่ทยอยออกสู่ตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง อีก หลากหลายค่าย และคาดว่าจะได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเป็นอย่างดี

นายสุระ กล่าวด้วยว่า สำหรับ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus ที่เปิดตัวมาพร้อมกับสีสันตัวเครื่องใหม่ล่าสุด สีดำ Jet Black ด้วยคุณสมบัติเครื่องที่เร็วและแรงกว่าเดิม โดยจะยังคงมีรูปลักษณ์การดีไซน์และมีขนาดใกล้เคียงกับ iPhone 6s และ iPhone 6s Plus แต่จะบางกว่า เนื่องจากตัดช่องการเชื่อมต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรออก ใช้งานปุ่มโฮมแบบใหม่ที่รวมเข้ากับหน้าจอ มาพร้อมชิปเซ็ตประมวลผล Quad-Core Apple A10 ที่เร็วกว่าเดิม ฟีเจอร์ป้องกันน้ำและฝุ่นตามมาตรฐาน IP67 , ลำโพงคู่ บน-ล่าง แบบสเตอริโอ แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น และไฮไลต์สุดๆ กับกล้องดิจิทัล iSight แบบใหม่ ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ที่มีการประมวลผล และมีประสิทธิภาพมากขึ้น นับเป็นกล้องที่ดีที่สุดของไอโฟนตั้งแต่ทำมา สามารถถ่ายวิดีโอได้ความละเอียด 4K รวมทั้งเพิ่มความพิเศษให้กับ iPhone 7 Plus ด้วยการอัพเกรดไปใช้งานกล้องคู่ (Dual-Camera) และมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ iOS 10 เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด โดย Apple ได้เปิดสั่งจองล่วงหน้า (Pre-Order) ไปเมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา โดยเปิดขายในกลุ่มประเทศแรก วันที่ 16 กันยายน 2559 และคาดว่าจะวางจำหน่ายในประเทศไทยในช่วงปลายตุลาคม เชื่อว่า ด้วยคุณสมบัติตัวเครื่อง ดีไซน์ และจุดเด่นต่างๆ ตอบโจทย์การเป็นที่สุดแห่งสมาร์ทโฟนยอดนิยมที่ จะได้รับการตอบรับจากสาวกไอทีในประเทศไทยเป็นอย่างดี

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2559 (สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2559) บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 169.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 130.3 ล้านบาท รายได้รวมอยู่ที่ 7,883 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.2% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 7,283 ล้านบาท.

 

เช้าวันจันทร์ ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 22,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ย. 2559 09:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727008

 

ทองเปิดตลาดวันที่ 19 ก.ย. 59 ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,650 ขายออกบาทละ 21,750 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,254.32 ขายออกบาทละ 22,250 บาท…

เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.24 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,650.00 บาท ขายออกบาทละ 21,750.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,254.32 บาท ขายออกบาทละ 22,250.00 บาท

 

คู่มือนักลงทุนมือใหม่ ก้าวสู่ความมั่งคั่ง พิชิตเป้าหมายด้วยการลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 19 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717473

 

เริ่มออม เริ่มลงทุนอย่างชาญฉลาด เดินหน้าสู่ทุกเป้าหมายได้ตามตั้งใจกับ “คู่มือนักลงทุนมือใหม่” ก้าวสู่ความมั่งคั่ง พิชิตเป้าหมายด้วยการลงทุน ดาวน์โหลดฟรี!

ดูเพิ่มเติมได้ที่ www.bangkokbank.com/MoneyTutor

 

“สมคิด” นัดถกทีมเศรษฐกิจฟื้นกำลังซื้อ หามาตรการเพิ่มดันราคาสินค้าเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/726898

 

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 ก.ย. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับแผนการทำงาน ซึ่งจะเน้นการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น หลังจากประเมินว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว ทำให้การส่งออกไทยชะลอตัว และไม่สามารถผลักดันให้ขยายตัวมากขึ้นในขณะนี้ ดังนั้น จึงต้องผลักดันเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเพิ่มกำลังซื้อในประเทศขึ้นให้ได้

สำหรับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งตนได้รับมอบหมายจากนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ให้ดูแลงานภายในประเทศ จะนำเสนอแนวทางผลักดันเศรษฐกิจในประเทศให้ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศดีขึ้น แต่ประชาชนยังมีเงินไม่พอใช้ ทำให้เศรษฐกิจในระดับภูมิภาคยังไม่คึกคักเท่าที่ควร จากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ จึงต้องหามาตรการเพิ่มเติมที่จะผลักดันราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวเปลือก เพราะผลผลิตฤดูกาลใหม่กำลังจะออกสู่ตลาดเดือน พ.ย. นี้.

 

อย่าติดกับข่าวลือ! ส่องสูตรหุ้น ฉบับรวยแน่ การันตีสัปดาห์นี้ไม่เป็นแมลงเม่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725895

 

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนตื่นตระหนกอกสั่นไปกับปมข่าวลือภายในประเทศ คอหุ้นต่างพร้อมใจกันเทขายออกมาอย่างหนักจนดัชนีร่วงนับร้อยจุด จากนั้นพวกหัวหมออยู่มานานก็อาศัยจังหวะนี้ เข้าเก็บหุ้นราคาต่ำๆ แล้วเอามาปล่อยขายในราคาสูงๆ เสร็จแล้วก็มานั่งเลียปากฟันกำไรเหนาะๆ สบายใจเฉิบ…

หากจะว่าด้วยปัจจัยในประเทศก็ขึ้นๆ ลงๆ นักลงทุนแสนงงเอ๊ะอย่างไร จะว่าด้วยปัจจัยนอกประเทศ นักลงทุนก็เอ๊ะ เฟดจะเอาอย่างไร เพราะฉะนั้น ในสภาวการณ์เช่นนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอเอาใจเหล่านักลงทุนทั่วราชอาณาจักร ด้วยการเสิร์ฟวิทยายุทธ(ฉบับรวยแน่) จาก 2 เซียนหุ้นระดับตัวพ่อของเมืองไทย เซียนเขาว่าอย่างไร ต้องติดตาม!


หุ้นมีขึ้นมีลง เหมือนใจคน
อย่าติดกับข่าวลือ! เชื่อ = แพ้

เริ่มกันที่ นายสุเชษฐ์ สุขแท้ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ โบรกเกอร์มือทองวิเคราะห์เกมว่า ณ วินาทีนี้ เหตุการณ์สำคัญที่มีผลต่อตลาดหุ้นทั่วทั้งโลก ก็คือ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 20-21 กันยายนนี้ แต่คณะกรรมการของเฟดบางท่าน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ท้ายที่สุดแล้ว เฟดอาจจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งคำสัมภาษณ์ข้างต้นนี้ อาจมีความเป็นไปได้ว่า เฟดจะยังไม่รับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังอ่อนแอและเปราะบางอยู่

โดย สุเชษฐ์ โบรกเกอร์แห่ง บล.ไทยพาณิชย์ ชี้ให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า ในวันศุกร์ที่ผ่านมา (16 ก.ย.59) มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยนั้น อยู่ที่ 3 หมื่นกว่าล้านบาท แต่พอใกล้ปิดตลาด มูลค่าการซื้อขายได้กระชากขึ้นสูงถึง 8.3 หมื่นล้านบาท ด้วยเหตุนี้ สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนมีความมั่นใจในระดับหนึ่งแล้วว่า เฟดจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นักลงทุนจึงตัดสินใจกลับเข้ามาซื้อหุ้นอีกครั้ง


นักลงทุนส่วนใหญ่ เชื่อว่า เฟดอาจจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทุนขายสุทธิออกมาอย่างหนัก ซึ่งสุเชษฐ์ กล่าวว่า ในขณะที่ กองทุนขาย แต่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อ เพราะฉะนั้น ประเด็นที่ทางกองทุนกำลังกังวล นักลงทุนต่างชาติกลับไม่ได้กังวล ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ดัชนีปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น

“ในแง่ของข่าวลือที่เป็นปัจจัยภายในประเทศนั้น ไม่ได้น่ากลัว หรือน่ากังวลเทียบเท่ากับการลงทุนของต่างชาติ ถ้าต่างชาติเขาเทขายทิ้งกันตูมๆ อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า น่ากลัว แต่ถ้าตราบใดที่ไม่เป็นเช่นนั้น และต่างชาติซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วคุณกลับไปกังวลในข่าวลือต่างๆ ที่ไม่มีผลต่อผลประกอบการ จนรู้สึกว่าตัวเองอยากขายทิ้ง แล้วค่อยไปซื้อกลับมาใหม่ ถ้าคุณคิดเช่นนี้ คุณกำลังคิดผิด คุณกำลังจะแพ้” สุเชษฐ์ โบรกเกอร์ชื่อดัง เตือนนักลงทุนไม่ให้ติดกับ

ขณะนี้ นักลงทุนต่างชาติสามารถดึงดัชนีจากที่ยืนอยู่ในระดับ 1,410 จุด ให้ขึ้นมาในระดับ 1,479 จุดได้แล้ว หากนักลงทุนต่างชาติสามารถถึงดัชนีขึ้นไปแตะในระดับ 1,500 จุดได้ ย่อมเท่ากับว่า ร้อยจุดที่เคยทุบลงไป จะถูกดันกลับขึ้นมา

“ในเรื่องของปัจจัยภายในประเทศ พอมีข่าวลือในทิศทางไม่ค่อยดีออกมา นักลงทุนต่างก็ตกอกตกใจขวัญหนีดีฝ่อ รีบเทขาย ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ เป็นเรื่องของการปล่อยข่าวในเชิงจิตวิทยา เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดสถานการณ์เช่นนี้อีก ต้องมีสติ และใช้เวลาพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ให้รอบด้านเสียก่อน โดยในรอบ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา นักลงทุนหลายต่อหลายท่าน เขาจะใช้นักลงทุนต่างชาติเป็นตัวชี้วัด ซึ่งพบว่า ต่างชาติซื้อสุทธิค่อนข้างมาก ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้นักลงทุนมั่นใจมากขึ้น” สุเชษฐ์ สุขแท้ แนะด้วยความเป็นห่วง


“คุณกลับไปกังวลในข่าวลือต่างๆ ที่ไม่มีผลต่อผลประกอบการ จนรู้สึกว่าตัวเองอยากขายทิ้ง แล้วค่อยไปซื้อกลับมาใหม่ ถ้าคุณคิดเช่นนี้ คุณกำลังคิดผิด คุณกำลังจะแพ้” สุเชษฐ์ โบรกเกอร์ชื่อดัง เตือนนักลงทุนไม่ให้ติดกับ

สุเชษฐ์ จาก บล.ไทยพาณิชย์ แนะนำนักลงทุนทั่วราชอาณาจักรว่า สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ที่เพิ่งเริ่มเล่น หากมีเงินลงทุนจำนวนหนึ่ง แนะว่าแบ่งออกมาประมาณ 50% แล้วลงเล่นในกลุ่มหุ้นที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน, กลุ่มอุตสาหกรรม, กลุ่มรถไฟฟ้า, กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มโรงแรม

ส่วนนักลงทุนที่เล่นมาได้แล้วสักพักหนึ่งแล้ว แนะนำว่าควรหาความรู้ทางเทคนิคเพิ่มเติม แต่ไม่ควรเน้นสัญญาณทางเทคนิคที่เป็นรายนาที ซึ่งหลังจากเดือนกันยายนไปแล้วนั้น สุเชษฐ์แนะว่า นักลงทุนควรรออีกประมาณ 10 วัน เพื่อรอให้เฟดมีความชัดเจน รอให้ตลาดหุ้นปรับฐานให้แน่นเต็มที่ รอให้ตลาดหุ้นไปยืนที่ระดับ 1,500 จุด จากนั้น นักลงทุนค่อยปรับพอร์ต แต่ในกรณีที่ตลาดหุ้นยังผันผวนอยู่ นักลงทุนควรรออีกนิด เพราะอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม ผลประกอบการธนาคารจะประกาศออกมา ถึงเวลานั้น ค่อยเริ่มลงทุน

ส่วนหุ้นที่ สุเชษฐ์ ให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ หุ้นที่มีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าได้ดี เช่น หุ้นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG


จับตาทุกปัจจัย ทั้งภายนอกและภายในอย่างใกล้ชิด

ส่วนหุ้นขนาดกลาง แนะนำ หุ้นบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL ส่วนหุ้นพาณิชย์แนะนำ หุ้นบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP ALL

ส่วนหุ้นเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร แนะนำ หุ้นบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT เนื่องจากยอดขายไก่ในช่วงปลายปี ค่อนข้างไปได้สวย


ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทุนขายสุทธิออกมาอย่างหนัก
โบรกฯ ชื่อดัง แนะจับตาเฟดขึ้นดอกเบี้ย เตือน นลท.หน้าใหม่ ศึกษาเกมไปก่อน

นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แนะให้จับตาการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (เฟด) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 20-21 กันยายนนี้ โดยส่วนตัว คาดว่า เฟด จะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

“หากผลการประชุมออกมา ปรากฏว่า เฟดยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ปัจจัยนี้จะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทย ซึมออกข้างๆ ไม่ปรับตัวขึ้นมากนัก เนื่องจากตลาดฟิวเจอร์ทราบกันอยู่แล้วว่า เฟดอาจจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะฉะนั้น ผมแนะนำว่าให้ขายเลย แต่ในกรณีที่เฟดตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หุ้นจะลง ให้รอรับดัชนีที่ต่ำกว่า 15 เท่า PE คือ 1,390 จุด” เผดิมภพ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย อ่านเกมหุ้น


รับมือสถานการณ์หุ้นด้วยความไม่ประมาท

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ชื่อดังจากกสิกรไทย ยังแนะให้จับตาปัจจัยภายนอกอันเป็นเหตุการณ์สำคัญของโลกอีกว่า ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ จะมีเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งนักลงทุนต่างมีความกังวลว่า หากโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง และได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อาจทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง

โดยสัปดาห์หน้า (19-23 ก.ย.) เผดิมภพ คาดการณ์ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะนิ่ง มีบวกลบเพียงเล็กน้อย โดยให้กรอบแนวรับอยู่ที่ 1,460 และ 1,430 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,487 และ 1,505 จุด ตามลำดับ พร้อมแนะนำว่า นักลงทุนควรซื้อหุ้นในกลุ่มที่ไม่อิงกับเศรษฐกิจ ซึ่งหุ้นประเภทนี้จะปลอดภัยในช่วงที่ดัชนีตลาดหุ้นกำลังทรงๆ


นักลงทุนต้องมีสติ และใช้เวลาพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ให้รอบด้าน

ขณะที่ นักวิเคราะห์จาก บล.กสิกรไทย แนะนำหุ้นกลุ่มการแพทย์ อาทิ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH, บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG, บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH ส่วนอีกกลุ่มก็คือ หุ้นกลุ่มประกันภัยและประกันชีวิต เพราะถ้าแนวโน้มดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น กลุ่มประกันชีวิตจะได้ประโยชน์ ดังนั้น จึงแนะนำ หุ้นบริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA

อย่างไรก็ตาม เผดิมภพ ให้คำแนะนำแก่นักลงทุนที่เพิ่งลงสนามว่า “นักลงทุนหน้าใหม่อย่าเพิ่งทำอะไร เนื่องจากสถานการณ์ดอกเบี้ยกำลังจะปรับตัวขึ้น ดังนั้น ควรเตรียมตัวศึกษาหาข้อมูลไปก่อน หากจะซื้อหุ้นตอนนี้ เชื่อว่า ยังไม่เหมาะ ควรรอให้ index ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อน และรอให้สถานการณ์ดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ขึ้นอีกทีหนึ่งแล้วค่อยว่ากัน”

 

เอาชนะข่าวลือ และผู้ไม่หวังดี ด้วยสติ
สติมา สตางค์จะเกิด!


    • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

 

“ททท.” เร่งชี้แจงตลาดมังกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/726895

 

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ได้เตรียมมาตรการรับมือกับผลกระทบจากนโยบายการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ เพื่อให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยตามปกติ รวมถึงใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างการตลาดจีนให้เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ เบื้องต้นได้เตรียม 2 มาตรการหลัก ได้แก่ 1 มาตรการทางการตลาด ในเดือน ต.ค.ที่จะถึงนี้เตรียมร่วมกับรัฐบาลไทย นำโดย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ร่วมโรดโชว์สินค้าทางการท่องเที่ยวกับ ททท.และเอเย่นต์ทัวร์ พร้อมชี้แจงสร้างความรู้ความเข้าใจถึงแนวทางการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของรัฐบาลไทยที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ โดยมุ่งใน 5 หัวเมืองท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว เฉิงตู และคุนหมิง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวจีนเห็นว่ารัฐบาลไทยยังให้การต้อนรับคนจีนตามปกติ เพียงแต่มีการปราบปรามบริษัททัวร์ที่ดำเนินธุรกิจตามกรอบของกฎหมาย

นอกจากนี้ จะใช้เวทีการเก็บตัวนางงามมิสไชน่า ยูนิเวิร์ส ที่จะเดินทางมาไทยในเดือนหน้า เป็นสถานที่เก็บตัวสาวงาม ฝึกซ้อมความพร้อมก่อนถึงการประกวด โดย ททท.จะใช้ช่องทางดังกล่าวสื่อสาร ถ่ายทอดสดให้กับประชากรจีนรับทราบถึงเรื่องดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะสามารถเข้าถึงคนจีนที่ติดตามชมการประกวดได้กว่า 100 ล้านคน

สำหรับมาตรการที่ 2 การเยียวยาให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการบริษัททัวร์ โดยในวันที่ 20 ก.ย.นี้ ททท.จะประชุมหารือร่วมกับสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ถึงแนวทางการให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ เช่น การจัดหาเช่ารสบัส เป็นต้น พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลตัวเลขนักท่องเที่ยวและผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น อัตราการเข้าพักของโรงแรมในแต่ละระดับ

นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ททท.ยังให้ความสำคัญกับตลาดจีนเป็นหลัก แต่จะเพิ่มการทำตลาดอย่างเข้มข้น ในกลุ่มประเทศอื่นควบคู่กัน โดยเฉพาะตลาดแถบยุโรป ซึ่งมีสัญญาณการฟื้นของสภาวะเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยววางแผนการเดินทางกลับมาท่องเที่ยวยังประเทศไทย วัดได้จากตลาดยุโรปหลายประเทศมีการเติบโตที่ดี.

 

เอสซีบีทุ่ม 2 หมื่น ล.ปรับองค์กรครั้งใหญ่ รับกระแส “ฟินเทค” แข่งดุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/726888

 

“ไทยพาณิชย์” ยกเครื่องครั้งใหญ่ ทุ่มเงิน 2 หมื่น ล. ปรับระบบไอทีใหม่ หวังแข่งกับฟินเทค พร้อมแบไต๋อินเตอร์แบงก์-โมบายแบงก์มาแรง จ่อคิดปรับลดสาขา โยกพนักงานไปเซลขายผลิตภัณฑ์การเงิน

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีบี เปิดเผยว่า ธนาคารกำลังเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งใหญ่ โดยจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำว่า 20,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงด้านเทคโนโลยี (ไอที) ของธนาคารใน 2-3 ปีข้างหน้า ให้มีความพร้อมรับมือกับกระแสเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) และพฤติกรรมการใช้บริการของลูกค้าที่กำลังเข้ามา รวมถึงการพัฒนาบุคลากร และกระบวนการทำงานให้รวดเร็ว ที่กำลังเปลี่ยนแปลง

“ตั้งแต่ต้นปีมาไทยพาณิชย์มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะหลังจากธุรกิจแบงก์แข่งกันปล่อยสินเชื่อแรงๆกันมานาน ก็ถึงยุคที่ต้องปรับเปลี่ยน เพราะการจะคงความสามารถการแข่งขันไว้แบบเดิมๆทำได้ยาก เนื่องจากวันนี้โลกผันผวนไปเร็ว แถมมีฟินเทคคู่แข่งทางการเงินใหม่ๆ ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมจากผู้กำกับดูแลของธนาคารเข้ามาแข่งอีก ดังนั้นธนาคารจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงให้กระฉับกระเฉง แข็งแรง เพื่อรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ ธนาคารได้ลงทุนไอทีก้อนแรกไปแล้ว 6,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15% ของกำไร เพิ่มจากปกติที่ใช้กำไรเพียง 6-7% สำหรับใช้วางระบบจัดการฐานข้อมูลลูกค้า หรือบิสซิเนส อินเทลลิเจนท์ ใช้ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟ 365 แอพพลิเคชั่น มาเชื่อมโยงเข้ากับระบบฐานข้อมูลซึ่งเสร็จในปีนี้ รวมถึงกำลังปรับปรุงแอพพลิเคชั่นเอสซีบี อีซี โฉมใหม่เปิดใช้ได้ต้นปีหน้า และปีต่อไปธนาคารจะลงทุนด้านไอทีสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการลงทุนระดับสูงเช่นนี้อาจทำให้กำไรธนาคารลดบ้างก็ต้องยอม ดีกว่าไม่ลงทุนในวันนี้ และวันต่อไปอยู่ได้ลำบาก

“การเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นอาจกระทบรายได้ค่าธรรมเนียมลดลงบ้าง แต่ในด้านรายจ่ายที่เป็นต้นทุนการบริหารเงินสดสาขาก็ลดลงตาม หักลบกันแล้วอาจมีกำไรเพิ่มก็ได้ แต่สิ่งสำคัญจะไม่ตั้งเป้าหมายโดยมองแค่กำไรสูงสุด ขนาดสินทรัพย์สูงสุด สาขาเยอะสุด หรือรายได้มากสุด แต่จะมุ่งสู่เป็นธนาคารแห่งความน่าชื่นชมสูงสุด หรือ เดอะ โมสต์ แอดไมร์ เติบโตแบบยั่งยืนโดยยึดประโยชน์ต่อพนักงาน ลูกค้า ผู้ถือหุ้น หน่วยงานกำกับดูแล และสังคม”

นายอาทิตย์กล่าวอีกว่า ขณะนี้ธนาคารกำลังปรับให้ลูกค้าหันไปทำธุรกรรมทางการเงินทางอินเตอร์เน็ต หรือโทรศัพท์เพิ่มขึ้น และทยอยลดจำนวนสาขาลงจากปัจจุบันที่มีกว่า 1,200 สาขา รวมถึงการปรับพนักงานประจำสาขาไปทำหน้าที่ฝ่ายขายแทน แต่จะปิดมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมลูกค้า แต่ถึงอย่างไรไทยพาณิชย์ไม่มีแผนลดพนักงาน แต่จะให้เกษียณไปตามฤดูกาลปกติ เพราะจำนวนพนักงานระดับนี้ถือว่าเหมาะสม

นอกจากนี้ ธนาคารยังได้มีการจัดแบ่งกลุ่มลูกค้าใหม่ เพื่อให้ง่ายต่อการนำเสนอบริการทางการเงิน ช่องทางการบริการ รวมถึงบริการเสริมเพิ่มเติมอื่นๆให้แก่ลูกค้า โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มลูกค้าบุคคลทั่วไป เช่น ลูกค้าบัญชีเงินฝาก สินเชื่อบ้าน สินเชื่อบุคคล บัตรเครดิต ลูกค้าบุคคลที่ร่ำรวย (เวลธ์) จะนำเสนอบริการการลงทุน การวางแผนจัดการทรัพย์สิน กลุ่มเอสเอ็มอีขนาดเล็ก กลุ่มเอสเอ็มอีขนาดใหญ่ กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ และกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจหลากหลายรูปแบบ และขยายสาขาไปต่างประเทศ

“ตั้งแต่ปีหน้าการให้บริการลูกค้าทั้ง 6 กลุ่ม จะแยกผลิตภัณฑ์ช่องทางอย่างชัดเจน เน้นการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าเวลธ์ที่เห็นว่ามีศักยภาพ รวมถึงกลุ่มลูกค้าสินเชื่อบริษัทขนาดใหญ่ ที่ปัจจุบันเรายังมีน้อยเพียง 1,000 ราย แต่ภายใน 2-3 ปีข้างหน้าต้องเพิ่มเป็น 3,000 ราย มีส่วนแบ่งตลาดให้ได้ 20-25%”.

 

100พลัส ชูจุดแข็ง ชิงตลาดน้ำอัดลมเพื่อสุขภาพ 2 พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.ย. 2559 02:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/726840

 

ไทยดริ้งค์ ปลื้ม 100พลัส ครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 30% ของเซกเมนต์น้ำอัดลมเพื่อสุขภาพ เดินหน้าสร้างการรับรู้แบรนด์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดแคมเปญการตลาด “100พลัส ดื่มได้ทุกที่ทุกเวลา” ส่ง “โจอี้ บอย” พรีเซนเตอร์คนใหม่ ชวนคนพันธุ์แอคทีฟไลฟ์สไตล์ดื่ม 100พลัส เป็นประจำ

นางเจษฎากร โคชส์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานการตลาด บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด กล่าวว่า หลังจากเปิดตัวในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลาเพียง 18 เดือน 100 พลัส ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 30% ของตลาดน้ำอัดลมเพื่อสุขภาพมูลค่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับแบรนด์น้ำอัดลมเพื่อสุขภาพข้ามชาติที่ทำตลาดมาก่อน ในด้านความแข็งแกร่งของแบรนด์ จากการสำรวจล่าสุด พบว่ามีคะแนนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในหลายด้าน เปรียบเทียบระหว่างไตรมาส 3 ของปี 2558 กับไตรมาส 2 ของปี 2559 โดยเฉพาะในแง่ของคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ความสำเร็จที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ด้านความอร่อย สดชื่นและประโยชน์เพื่อสุขภาพ รวมทั้งแคมเปญการตลาด “100พลัส ปั่นลัดฟ้า กอดฟูจิ” กับ “ตูน บอดี้สแลม” ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 100% ในช่วงที่มีแคมเปญเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ที่ผ่านมา

นางเจษฎากร กล่าวต่อว่า เพื่อสานต่อความสำเร็จให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง “100พลัส” จึงสร้างสรรค์แคมเปญการตลาดใหม่ “100พลัส ดื่มได้ทุกที่ทุกเวลา” เพื่อขยายฐานผู้บริโภคที่รักสุขภาพ มีไลฟ์สไตล์แอคทีฟ ชอบดื่มเครื่องดื่มอัดลม แต่ยังมีความกังวลในเรื่องสุขภาพ ด้วยการชูจุดเด่นที่แตกต่างของ 100พลัส จากน้ำอัดลมเพื่อสุขภาพในกลุ่มเดียวกัน อาทิ ปราศจากคาเฟอีน อัดแน่นด้วยแร่ธาตุและเกลือแร่ 6 ชนิด สดชื่นดีต่อสุขภาพ จากน้ำตาลจากธรรมชาติที่มีแคลอรีต่ำ และมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่าน้ำอัดลมทั่วไปถึง 50%


โจอี้ บอย พรีเซนเตอร์คนใหม่

สำหรับภาพยนตร์โฆษณา ชุดใหม่ “100พลัส ดื่มได้ทุกที่ทุกเวลา” ด้วยแนวคิดในการสื่อสารถึงโอกาสในการดื่ม 100พลัส ที่หลากหลายและสามารถดื่มได้ทั้งวัน ผ่าน “โจอี้ บอย” นักร้องนักแต่งเพลงและพิธีกรชื่อดัง ซึ่งมีไลฟ์สไตล์หลากหลายและยังทำทุกกิจกรรมด้วยความสนุก ซ่า มันส์ เต็ม 100 มารับ หน้าที่พรีเซนเตอร์คนใหม่ของแบรนด์

“นอกจากนี้ ยังได้ใช้สัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” รับรองโดยสถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล บนบรรจุภัณฑ์และชิ้นงานโฆษณาต่าง ๆ เพื่อสื่อสารถึงการเป็นเครื่องดื่ม “Healthier Choice” ที่ดีต่อสุขภาพ รวมทั้งการสร้างสรรค์โปรแกรมทดลองดื่มที่เข้ากับแอคทีฟไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายในแต่ละวันของผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ซึ่งถือเป็นการต่อยอดจากการสนับสนุนกิจกรรมการออกกำลังกายที่ทำได้ดีอยู่แล้วอีกด้วย” นางเจษฎากร กล่าวทิ้งท้าย