‘ก่อกิจ’ โต้ ‘สุภิญญา’ ให้ข้อมูลวิทยุสื่อสารในเรือ ทำ กสทช.เสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.ย. 2559 22:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/726700

 

“ก่อกิจ” เดือดโต้กลับ “สุภิญญา” หลังทวิตเตอร์บอกวิทยุใช้สื่อสารในเรือไม่ผ่านการขออนุญาตจาก กสทช. บอกให้ข้อมูลแบบนั้นทำให้ กสทช.เสียหาย และไม่มีเรือประมงจอดสนิทตามที่กล่าวอ้าง ขณะที่นายกฯ สมาคมประมงยัน เรือประมงออกประมงตามปกติ

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.59 นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. ได้ทวิตเตอร์ผ่าน @supinya ระบุว่า หนึ่งในสาเหตุที่เรือประมงไทย ไม่ผ่านมาตรฐาน คือวิทยุคมนาคมที่ใช้สื่อสารในเรือไม่ได้ผ่านการขอใบอนุญาตจาก กสทช. ตอนนี้เรือจอดสนิท ห้ามออกทะเลนั้น ไม่เป็นความจริงแต่ประการใด ซึ่งการทวิตเตอร์แบบนั้นอาจเป็นความเข้าใจผิด ทำให้สำนักงาน กสทช.เสียหาย

ทั้งนี้การทำงานของ กสทช.ที่ผ่านมา ได้ประสานงานกับนายกสมาคมประมงอย่างต่อเนื่อง และทางนายกสมาคมฯ ได้ยืนยันว่าไม่มีประเด็นเรื่องการไม่มีใบอนุญาตวิทยุคมนาคมที่เรียกกันว่าวิทยุมดดำ จนเกิดปัญหาเรือออกไม่ได้

“ผมและเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช.ที่เกี่ยวข้อง ขอยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ได้ทำตัวเป็นตัวถ่วงอุตสาหกรรมประมงของประเทศไทยแต่อย่างใด และผมทำงานด้วยสำนึกของเจ้าหน้าที่รัฐที่ดี ทำงานตามกรอบกฎหมาย และประสานงานกับทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเสมอ”

ด้านนายมงคล สุขเจริญคณา นายกสมาคมประมงไทย กล่าวว่า ขณะนี้ไม่ได้รับรายงานว่ามีเรือประมงออกเรือไม่ได้ตามที่มีการทวิตเตอร์ของกรรมการ กสทช.แต่อย่างใด และเชื่อว่าไม่มีเหตุการณ์จากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างแน่นอน ทั้งนี้ กสทช.ได้เปิดให้ยื่นขอใบอนุญาตวิทยุคมนาคมอยู่แล้ว ซึ่งเรือประมงก็ต้องทำตามกฎเกณฑ์ของ กสทช. เมื่อทำตามระเบียบแล้วก็สามารถนำเรือประมงออกทำการประมงได้.

 

ก.แรงงาน จ่อทุ่มงบปี 60 กว่า 17 ล้าน เพิ่มทักษะหนุนผู้สูงอายุทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.ย. 2559 17:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/726445

 

กระทรวงแรงงาน เตรียมทุ่มงบปี 60 กว่า 17 ล้านบาท เพิ่มทักษะหนุนผู้สูงอายุทำงาน พร้อมจัดให้มีศูนย์บริการจัดหางานเพื่อผู้สูงอายุอีกด้วย

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.59 นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงานในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการสัมมนาความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น เรื่องการจ้างงานผู้สูงอายุที่ผ่านมา พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ได้ให้ความสำคัญในการจ้างงานผู้สูงอายุในหลายรูปแบบ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้คนไทยทุกคนทุกกลุ่มมีงานทำ โดยมอบหมายทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานเชื่อมโยงการทำงานเพื่อสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพสามารถพึ่งพาตนเองได้ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีอาชีพ มีรายได้อย่างมั่นคง โดยกำหนดให้เป็น 1 ใน 8 วาระปฏิรูปหลักเร่งด่วนของกระทรวงแรงงานปี 2560 ด้านมติใหม่ของการส่งเสริมการมีงานทำ

ทั้งนี้กรมการจัดหางาน จัดให้มีโครงการขยายโอกาสมีงานทำ ซึ่งได้รับงบบูรณาการร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมจัดให้มีศูนย์บริการจัดหางานเพื่อผู้สูงอายุและศูนย์ขึ้นทะเบียนหางาน ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดให้มีโครงการฝึกอบรมแรงงานผู้สูงอายุ เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยตั้งเป้าในการฝึกอาชีพเพิ่มทักษะให้มีความรู้ ความสามารถ ตามหลักสูตรตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศกว่า 6,000 คน งบประมาณกว่า 17 ล้านบาท สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานให้มีการศึกษา กำหนดแนวทางอัตราค่าจ้าง Part Time สำหรับผู้สูงอายุ พร้อมๆ กับจัดให้มีโครงการส่งเสริมให้ความรู้การขยายโอกาสด้านอาชีพและการมีงานทำของผู้สูงอายุให้เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานด้วย

นายธีรพล กล่าวว่า รมว.แรงงาน ได้มอบหมายให้สำนักงานประกันสังคมได้ศึกษาขยายอายุเกษียณเพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันได้ให้ความคุ้มครองผู้ประกันตนอายุเกิน 55 ปี โดยจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพจากกองทุนประกันสังคมในกรณีบำนาญชราภาพและบำเหน็จชราภาพแล้ว รวมทั้งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ส่งเสริมการจัดสวัสดิการเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคง ให้สอดคล้องกับแรงงานผู้สูงอายุ โดยการดำเนินการให้ใช้กลไก “ประชารัฐ” เพื่อให้เกิดผลการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้สูงอายุเป็นพลังส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ได้นำร่องเครือข่ายพัฒนารูปแบบการขยายการจ้างงานผู้สูงอายุในปี 2560 ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสถานประกอบการ 16 แห่ง และจากรายงานผลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย ปี 2557 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้แบ่งผู้สูงอายุตามช่วงวัยเป็น 3 ช่วง คือ วัยต้น (อายุ 60-69 ปี) วัยกลาง (70-79 ปี) และวัยปลาย (80 ปีขึ้นไป) พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่อยู่ในวัยต้น 56.5%

 

ขนส่ง แจง ไม่ได้อนุญาตให้เอกชนรายใด เป็นผู้ออกป้ายวงกลม เสียภาษี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.ย. 2559 14:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725615

 

ขนส่ง แจง ยังไม่ได้อนุญาตให้เอกชนรายใด เป็นผู้ออกป้ายวงกลม เครื่องหมายแสดงการเสียภาษี เผย มีแนวคิดที่จะพัฒนาการให้บริการประชาชนไปอีกระดับ ระบุ ยังอยู่ระหว่างคัดเลือกผู้ออกแบบ พัฒนาระบบการให้บริการรับชำระภาษี ก่อนเปิดให้ผู้สนใจที่มีความพร้อมขอใช้ระบบ ยัน ไม่มีการผูกขาดเฉพาะรายแน่นอน …

วันที่ 17 ก.ย.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า กรมการขนส่งทางบก ได้อนุมัติให้เอกชนเพียงรายเดียว เป็นผู้ออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีรถ หรือป้ายวงกลมนั้น ซึ่งข้อความดังกล่าว มีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงในหลายประเด็น

กรมการขนส่งทางบก จึงขอชี้แจงว่า ปัจจุบันกรมการขนส่งทางบก มีแนวคิดในการยกระดับการให้บริการพัฒนาระบบรับชำระภาษีรถเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน โดยได้ดำเนินโครงการให้บริการรับชำระภาษีประจำปีตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว เพื่อพัฒนาระบบการรับชำระภาษีรถประจำปี จากเดิมการให้บริการรับชำระภาษีผ่านหน่วยงานภายนอกเช่น ไปรษณีย์ เคาน์เตอร์เซอร์วิส ธนาคารพาณิชย์ ผ่านระบบ โทรศัพท์มือถือ หรือระบบอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์ http://www.dlte-serv.in.th ประชาชนจะต้องรอรับใบเสร็จและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีทางไปรษณีย์ แต่โครงการนี้ ประชาชนจะได้รับใบเสร็จและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีทันที ณ จุดให้บริการ โดยหลักเกณฑ์เงื่อนไขในการเสียภาษีประจำปี ยังคงเดิม ขณะนี้ ยังอยู่ระหว่างการคัดเลือกภาคเอกชน เพื่อให้การสนับสนุนพัฒนาระบบการรับชำระภาษีประจำปี และทดลองรับชำระภาษี หลังจากนั้นจึงจะพิจารณาคัดเลือกรายอื่นๆ ที่มีความเหมาะสม โดยไม่ผูกขาดเพียงรายเดียวอย่างแน่นอน ดังนั้น ระบบที่พัฒนาขึ้นต้องเปิดกว้างหรือมีช่องทางให้ผู้บริการรายอื่นๆ สามารถใช้งานได้โดยสะดวกและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบกได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเพิ่มศักยภาพงานด้านบริการให้มีความครบถ้วนและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการให้บริการรับชำระภาษีประจำปีตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันได้เพิ่มช่องทางให้บริการรับชำระภาษีนอกสำนักงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยมีหลากหลายช่องทางที่ประชาชนจะได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี (ป้ายวงกลม) ทันที เช่น Drive Thru for Tax ขับรถผ่านช่องทางรับชำระภาษีโดยไม่ต้องลงจากรถ ศูนย์บริการร่วมคมนาคม เชิงสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน และในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ให้บริการ Shop Thru for Tax ช็อปให้พอแล้วต่อภาษีที่ห้างสรรพสินค้า (บิ๊กซี 14 สาขา, เซ็นทรัลรามอินทรา, เซ็นทรัลลาดพร้าว, ศูนย์การค้าพาราไดซ์พาร์ค) รวมถึงศูนย์บริการร่วม G-point (เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลศาลายา, เซ็นทรัล Westgate)

ส่วนเอกชนที่เป็นหน่วยรับชำระภาษีรถซึ่งรับชำระเฉพาะรถที่ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ต้องตรวจ ตรอ. เช่น เคาน์เตอร์เซอร์วิส ธนาคารพาณิชย์ ผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ หรือระบบอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์ http://www.dlte-serv.in.th ในปัจจุบันประชาชนจะได้รับเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีภายหลังทางไปรษณีย์ โดยเชื่อว่า หลังจากการพัฒนาระบบและสามารถเปิดใช้เป็นการทั่วไปได้แล้ว จะเป็นการยกระดับการให้บริการประชาชนให้มีความสะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

 

ช่างไฟในอาคาร 6 หมื่นคน ต้องเร่งสอบมาตรฐาน ได้ License ก่อน 26 ต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.ย. 2559 13:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725600

 

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กำหนดให้ช่างไฟฟ้าในอาคารกว่า 6 หมื่นคน เร่งทดสอบมาตรฐาน รับ license ก่อน 26 ต.ค. นี้ หากไม่มี ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย โทษปรับไม่เกิน 5 พันบาท ส่วนสถานประกอบการที่จ้าง มีโทษปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท …

วันที่ 17 ก.ย.59 นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กล่าวว่า กพร. จัดทำพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2557 ขึ้น เพื่อควบคุม พัฒนา และยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานของผู้ประกอบอาชีพในสาขาที่อาจเป็นอันตรายต่อสาธารณะ ด้วยการกำหนดให้มีหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ หรือ License โดยเริ่มที่ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร เป็นสาขาแรก และจะมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 26 ต.ค.นี้

ทั้งนี้ ผู้ที่จะได้รับ License ต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ที่ปัจจุบันมีผู้ผ่านการทดสอบแล้วจำนวน 49,073 คน และมีผู้ผ่านการประเมินความรู้ความสามารถในสาขานี้ 5,070 คน โดยเมื่อครบกำหนดในวันที่ 26 ต.ค. หากผู้ปฏิบัติงานช่างไฟฟ้าภายในอาคารที่มีประมาณ 60,000 คน ไม่มี License จะมีความผิดตามกฎหมาย โดยช่างไฟ จะมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และสถานประกอบการที่จ้างช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ที่ไม่มี License มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท

 

ซัมซุง ส่งคืน ‘โน้ต 7’ กลับเกาหลีใต้ ยัน เครื่องลอตใหม่ ผลิตใหม่ 100%!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.ย. 2559 12:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725635

 

ขอให้มั่นใจ!! ซัมซุง ประเทศไทย ส่งคืน “Galaxy Note 7” กลับเกาหลีใต้ หมดแล้ว ยืนยัน ลอตใหม่เป็นเครื่องที่ผลิตใหม่ทั้งหมด เร่งทยอยจัดส่งทั่วโลก

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 59 ความคืบหน้ากรณี ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 7 ประกาศระงับการขายและเรียกคืนกาแลคซี่ โน้ต 7 ทั้งหมด เนื่องจากได้รับรายงานลูกค้า 35 รายเจอปัญหาเครื่องระเบิดและเกิดไฟลุกไหม้ ล่าสุด ซัมซุง ประเทศไทย ได้ดำเนินการเรียกเก็บกาแลคซี่ โน้ต 7 ที่นำเข้ามาในประเทศไทย เพื่อเตรียมจัดส่งให้กับลูกค้าที่สั่งจองล่วงหน้า (Pre-booking) คืนจากหน้าร้านทั้งหมด และได้ส่งคืนเครื่องลอตแรกกลับไปยังสำนักงานใหญ่ประเทศเกาหลีใต้ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางซัมซุง ได้บันทึกหมายเลข IMEI ของทุกเครื่องไว้ โดยผู้บริโภคสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป

ทั้งนี้ ซัมซุง ขอยืนยันว่า เครื่องลอตใหม่ที่จะนำเข้ามาจำหน่ายภายหลังจะเป็นเครื่องที่ผลิตใหม่ทั้งหมด ซึ่งในขณะนี้ ซัมซุงกำลังทำงานอย่างหนักในการผลิต เพื่อเร่งดำเนินการจัดส่งกาแลคซี่ โน้ต 7 ลอตใหม่ที่ผลิตใหม่ให้ลูกค้า เพื่อทยอยส่งไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยเร็วที่สุด.

 

ทิปโก้เจาะความงาม น้ำผลไม้คอลลาเจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724365

 

นายเอกพล พงศ์สถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิปโก้ เอฟแอนด์บี จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้ทิปโก้พร้อมรุกทำตลาดเครื่องดื่มน้ำผลไม้แท้ 100% ในกลุ่มเพื่อสุขภาพและความงาม เสริมทัพด้วยการออกสินค้าใหม่ น้ำผลไม้แท้เพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ “ทิปโก้ พลัส คอลลาเจน” น้ำผลไม้ 100% ผสมคอลลาเจน เข้ามาทำตลาด 3 รสชาติ ได้แก่ ส้ม ทับทิม และอโลเวร่า ถือเป็นครั้งแรกของทิปโก้และของน้ำผลไม้แท้ 100% ที่ผสมคอลลาเจน เพื่อหวังเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพและผิวพรรณ พร้อมทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท ทำกิจกรรมส่งเสริมการขายแบบ 360 องศา โดยทำกิจกรรมการตลาดทุกรูปแบบ และดึงนางเอกพันล้าน ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์และกระตุ้นยอดขายช่วง 3-4 เดือนนี้

ทั้งนี้ หากสินค้าประสบความสำเร็จได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย บริษัทพร้อมลุยเข็นรสชาติใหม่เข้ามาทำตลาด ซึ่งการแตกเซกเม้นต์ใหม่ครั้งนี้ เพื่อตอกย้ำความเป็นเบอร์หนึ่งตลาดน้ำผลไม้ 100% ที่ทิปโก้มียอดขายอันดับ 1 ติดต่อกันมา 20 ปี โดยปี 58 มีส่วนแบ่งตลาดน้ำผลไม้บรรจุกล่อง 51% “ปัจจุบันกลุ่มผู้บริโภคคนไทยนิยมดื่มน้ำผลไม้เพื่อความสดชื่น เพื่อสุขภาพ ผิวพรรณ ความสวยงามและดูดี โดยมีการบริโภค 4 ลิตรต่อคนต่อปี จึงมองเห็นโอกาสที่นำคอลลาเจนมารวมอยู่ในน้ำผลไม้ ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าคนไทย จากเดิมที่ทิปโก้จะเน้นทำตลาดน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพอย่างเดียว โดยต่อปีจะออกสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาด 6 ตัว ปี 59 นี้ตั้งเป้าดันยอดขายธุรกิจเครื่องดื่มทั้งหมด 3,300 ล้านบาท เติบโต 5% เป็นน้ำผลไม้ 70% น้ำดื่มออรา 20% และชา (ทีพลัส) 10%”.

 

‘พิชัย’ ชี้ รัฐแถลงดัชนี ศก. ไม่ครบ เย้ย แนวคิด ‘สมคิด’ ยังหลงทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.ย. 2559 12:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725508

 

“พิชัย” ชี้ หลายดัชนีเศรษฐกิจรัฐบาลไม่ได้บอก ย้ำ แนวคิด “สมคิด” ยังหลงทางถ้ามองส่งออกมากเป็นปัญหา เย้ย ความเชื่อมั่นเคยมีแต่หายไปแล้ว …

วันที่ 17 ก.ย.59 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลแถลงผลงาน 2 ปี โดยมีดัชนีหลายตัว ซึ่งในทางเศรษฐกิจมีหลายสถิติที่รัฐบาลไม่ได้บอกประชาชน เช่น การที่ธนาคารโลก และไอเอ็มเอฟ บอกว่าประเทศไทยมีการขยายตัวต่ำสุด เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านมาตลอด 2 ปี และอาจจะโตต่ำสุดต่อไปอีกในอนาคต แบงก์ชาติบอกการลงทุนจากต่างประเทศใน 6 เดือนแรกของปีนี้หายไปเกือบหมดและต่ำสุดในรอบ 10 ปี หลังจากปีที่แล้วที่หายไป 90% แล้ว และการส่งออกก็ต่ำสุดในรอบ 6 ปี อีกทั้งการว่างงานที่สูงสุดในรอบ 5 ปีเช่นกัน เป็นต้น

การเจริญเติบโตที่ฟื้นจาก 0.7% มาเป็น 3.2% แม้จะดูดีขึ้น แต่ก็ยังต่ำกว่าศักยภาพของประเทศไทยมาก ลองคิดดูว่า ถ้าหากสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้มีการลงทุนและการส่งออกโตจะทำให้เศรษฐกิจอาจโตถึง 5-6% ตามศักยภาพได้ และตามที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ บอกว่า ประเทศไทยไม่ได้หลงทางและเศรษฐกิจจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง จึงอยากถามว่า จะมีกลจักรทางเศรษฐกิจใดที่จะสามารถขับเคลื่อนได้ ในเมื่อการส่งออกยังติดลบและการลงทุนยังหดหาย จะหวังแต่ท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐคงจะโตยั่งยืนไม่ได้ โดยเฉพาะการที่ นายสมคิด ยังมองว่า การที่ไทยพึ่งการส่งออก 70% เป็นข้อผิดพลาดน่าจะเป็นแนวคิดที่หลงทาง ประเทศ ขนาดแบบประเทศไทยจะต้องพึ่งการส่งออกให้เพิ่มมากขึ้น โดยนำรายได้จากการส่งออกมาเพิ่มให้ประชาชนส่วนใหญ่ และเพิ่มการบริโภคในประเทศ ถ้านายสมคิดยังไม่สามารถฟื้นการส่งออกแท้จริง ที่ลดลงมา 19 เดือนติด และกลับมองว่า การพึ่งการส่งออกเป็นปัญหาเศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถฟื้นได้ และไทยแลนด์ 4.0 จะเกิดไม่ได้เลย ถ้าไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงกว่า เพราะคลัสเตอร์ก็จะไม่เกิด อยากจะขอบอกว่า การที่นายสมคิด เรียกร้องความเชื่อมั่นนั้น ความเชื่อมั่นต้องเกิดจากการสร้าง ซึ่งนายสมคิดต้องกลับไปพิจารณาว่า ตอนนายสมคิดเข้ามาบริหาร ความเชื่อมั่นมีเต็มเปี่ยม แต่ทำไมตอนนี้กลับต้องมาร้องขอความเชื่อมั่น ซึ่งน่าจะแสดงถึงผลงาน 2 ปี ของรัฐบาลทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

 

เช้าวันเสาร์ ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 22,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.ย. 2559 09:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725470

 

ทองเปิดตลาดวันที่ 17 ก.ย. ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,650 ขายออกบาทละ 21,750 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,254.32 ขายออกบาทละ 22,250 บาท ขณะที่ ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์กร่วงลง 7.8 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,310.2 ดอลลาร์/ออนซ์ หลัง CPI พุ่ง หนุนคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย …

เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.34 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,650.00 บาท ขายออกบาทละ 21,750.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,254.32 บาท ขายออกบาทละ 22,250.00 บาท

ขณะที่ สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือน ธ.ค. ร่วงลง 7.8 ดอลลาร์ หรือ 0.59% เมื่อคืนนี้ (16 ก.ย.) ปิดที่ 1,310.2 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนี CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญนั้น ดีดตัวขึ้น 0.2% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าดัชนี CPI จะขยับขึ้นเพียง 0.1% ขณะที่ ดัชนี CPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมราคาในหมวดอาหารและพลังงาน พุ่งขึ้น 0.3% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ.

การพุ่งขึ้นของดัชนี CPI ได้กระตุ้นให้กระแสคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดกลับมากดดันตลาดอีกครั้ง โดย CME Group FedWatch ระบุว่า นักลงทุนได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย. หลังการเปิดเผยตัวเลขดัชนี CPI ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคาด

ทั้งนี้ นักลงทุนปรับเพิ่มความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยใน เดือน ก.ย.สู่ระดับ 15% จากเดิมที่ 12%

 

ปราบแก๊งปั่น-อินไซเดอร์หุ้น กฎหมายหลักทรัพย์ใหม่เข้มเอาผิด-เพิ่มโทษ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725328

 

กฎหมายหลักทรัพย์เข้ม! ปราบแก๊งปั่นหุ้น-อินไซเดอร์ ตรวจสอบเอ็มดียันลูกเมียญาติพี่น้อง พนักงานบริษัทและพนักงานรัฐ ที่ล่วงรู้ข้อมูล รวมทั้งนอมินีโดนหมด ขณะที่เพิ่มมาตรการลงโทษทางแพ่งค่าปรับรุนแรงขึ้น แถมห้ามเป็นกรรมการและผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนรวมทั้งห้ามซื้อขายหุ้นในตลาดด้วย

นายศักรินทร์ ร่วมรังษี ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฉบับแก้ไข ได้ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. แล้ว ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ได้หลังนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระ ปรมาภิไธย และประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยเพิ่มมาตรการในการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพและมีความเป็นสากลมากขึ้น โดยเน้นเพิ่มความผิดการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ และการเพิ่มมาตรการลงโทษทางแพ่ง

สำหรับกลุ่มความผิดของการกระทำอันไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์นั้น ได้ปรับปรุงลักษณะความผิดให้ชัดเจนขึ้น แบ่งเป็น 4 กลุ่มความผิด ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ความผิดเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลที่อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ลงทุนและตลาดทุน ครอบคลุมการบอกกล่าวหรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือที่จะทำให้เข้าใจผิด รวมถึงการวิเคราะห์หรือคาดการณ์ที่ใช้ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือน ซึ่งประเด็นนี้จะทำให้ผู้ให้ข้อมูลหรือความเห็นต่อประชาชนต้องใช้ความระมัดระวังและความรับผิดชอบในการกระทำมากขึ้น

ความผิดกลุ่มที่ 2 เกี่ยวกับการเอาเปรียบผู้ลงทุนรายอื่น โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลภายใน โดยกฎหมายที่แก้ไขกำหนดให้บุคคลที่รู้หรือครอบครองข้อมูลภายใน ต้องไม่นำข้อมูลไปหาประโยชน์หรือไปเปิดเผยแก่บุคคลอื่น และผู้รับข้อมูลก็ต้องไม่นำไปหาประโยชน์หรือไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นต่อๆไป โดยกฎหมายใหม่นี้ จะสันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่รู้ข้อมูลวงใน เช่น กรรมการ ผู้บริหาร พนักงานที่เข้าถึงข้อมูล ที่ปรึกษาการเงินและผู้สอบบัญชี รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานรัฐ ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งหรือมีฐานะ ที่สามารถรับรู้ข้อมูลภายในจากการปฏิบัติหน้าที่ เป็นต้น กฎหมายใหม่ยังรวมถึงกรณีผู้ใกล้ชิดกับบุคคลวงใน เช่น สามีภรรยา พ่อแม่ พี่น้อง ลูก บุตรบุญธรรม รวมทั้งผู้ถือหุ้นเกิน 5% หากบุคคลเหล่านี้มีการซื้อขายผิดปกติในช่วงที่มีข้อมูลภายใน ก็จะถือเป็นผู้ที่รู้ข้อมูลภายในเช่นกัน

สำหรับความผิดในกลุ่มที่ 3 เป็นความผิดเกี่ยว กับการสร้างราคาหรือปั่นหุ้น กฎหมายได้แบ่งความผิดออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ 1.การส่งคำสั่งซื้อขายที่ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาหรือปริมาณ การซื้อขาย และ 2.การส่งคำสั่งซื้อขายในลักษณะต่อเนื่องจนทำให้ราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด ความผิดกลุ่มนี้มักมีการกระทำร่วมกันเป็นกลุ่ม กฎหมายจึงกำหนดให้การพิสูจน์การกระทำร่วมกันง่ายขึ้น

สำหรับความผิดกลุ่มที่ 4 เป็นกฎหมายที่ดูแลความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือของการซื้อขายหลักทรัพย์ โดยกำหนดให้การส่งคำสั่งซื้อขายที่อาจเป็นเหตุให้ระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์สะดุดหรือหยุดชะงักลงเป็นความผิด ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากพวกสร้างโปรแกรม เทรดดิ้ง และส่งคำสั่งซื้อขายเร็วๆ จนทำให้ระบบสะดุด นอกจากนี้ กฎหมายใหม่ยังกำหนดความผิดเกี่ยวกับการใช้หรือยอมให้ใช้บัญชีตัวแทน หรือ nominee ที่นำไปใช้ในการกระทำความผิด ถือเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย

สำหรับการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ในเรื่องที่ 2 เกี่ยวกับการเพิ่มมาตรการลงโทษทางแพ่ง ซึ่งจะเป็นทางเลือกในการบังคับใช้กฎหมายได้รวดเร็วขึ้น โดยความผิดที่สามารถบังคับใช้กฎหมายด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่ง จะเป็นความผิดที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของตลาดทุน ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์ การแสดงข้อความเท็จหรือปกปิดข้อความจริงในเอกสารที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน กรรมการหรือผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด การใช้หรือยอมให้ใช้บัญชี nominee ในการกระทำความผิด โดยเมื่อ ก.ล.ต.เห็นควรใช้มาตรการลงโทษทางแพ่ง จะเสนอคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบังคับใช้กฎหมาย และด้านตลาดเงินตลาดทุน หากผู้กระทำผิดยินยอมและชำระเงินครบถ้วนตามบันทึกการยินยอม คดีจะสิ้นสุดลงทั้งในส่วนมาตรการลงโทษทางแพ่งและทางอาญา แต่หากผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมชำระเงิน ก็จะฟ้องผู้กระทำความผิดต่อศาลแพ่งต่อไป “มาตรการลงโทษทางแพ่งนี้ยังได้กำหนดค่าปรับที่รุนแรงขึ้น เช่น กรณีปั่นหุ้น ปรับ 2 เท่าของผลประโยชน์ที่ได้รับ และยังเรียกคืนประโยชน์ที่ได้จากการกระทำความผิด หรือรวมถูกปรับหรือเรียกผลประโยชน์คืนสูงสุดถึง 3 เท่า นอกจากนี้ บทลงโทษยังห้ามซื้อขายหุ้นในตลาด หลักทรัพย์สูงสุด 5 ปี รวมทั้งยังห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทจดทะเบียนและบริษัทหลักทรัพย์สูงสุด 10 ปี รวมทั้งยังให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายในการ ตรวจสอบคืนให้ ก.ล.ต.ด้วย”.

 

“กอบกาญจน์” เรียกความมั่นใจ เจตนาดีล้างทัวร์ศูนย์เหรียญ พาคณะจีนพิสูจน์ความจริงเที่ยวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725325

 

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า นายหวาง เฉียวฟง รองประธานกรรมการองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งชาติจีนและคณะ จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 18-22 ก.ย.นี้ ถือเป็นโอกาสดีที่คณะของจีนจะได้เห็นบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยทั้งในกรุงเทพมหานคร และ จ.ภูเก็ต โดยช่วงเวลาดังกล่าวนอกจากจะประชุมหารือเกี่ยวกับการกำกับดูแลด้านตลาดการท่องเที่ยวระหว่างกันแล้ว ยังจัดให้คณะได้ตรวจเยี่ยมกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวทั้งที่สุวรรณภูมิ และ จ.ภูเก็ต รวมถึงศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มความมั่นใจด้านการช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยที่จัดให้แก่นักท่องเที่ยว

“โดยส่วนตัวเชื่อมั่นว่า นายหวางและคณะจะมีความเข้าใจถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวของไทยเพิ่มขึ้น ในความมุ่งมั่นและเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยเรื่องการปราบปรามธุรกิจทัวร์ศูนย์เหรียญที่เกิดขึ้นและจะให้ความร่วมมือแก้ไขปัญหาเพื่อส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวร่วมกันอย่างยั่งยืน”

รมว.การท่องเที่ยวฯกล่าวย้ำว่า นักท่องเที่ยวจีนยังมีสถิติการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มอย่างต่อเนื่อง และจากการสอบถามไปยังผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ ชลบุรี และภูเก็ต ได้รับทราบข้อมูล ว่า นักท่องเที่ยวจีนยังคงเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นปกติตามฤดูกาล ซึ่งสอดคล้องกับสถิติที่พบว่า ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจีนมากกว่า 60% เดินทางมาเอง ส่วนที่เดินทางมากับกลุ่มทัวร์นั้นมีเพียงจำนวนน้อย จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกรณีดำเนินการปราบปรามธุรกิจทัวร์ศูนย์เหรียญในระยะที่ผ่านมา และอาจมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเฉพาะบางพื้นที่เพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น โดยตั้งแต่วันที่ 1-15 ก.ย.2559 นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวน 334,435 คน เพิ่มขึ้น 32.06% จากปีที่แล้ว และตั้งแต่ 1 ม.ค.-15 ก.ย.2559 นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวน 6,970,192 คน เพิ่มขึ้น 19.43% ช่วง ม.ค.-มิ.ย.2559 สร้างรายได้ 244,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.34% จากปีที่ผ่านมา.