ต่างชาติแห่ลงทุนดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725320

 

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงแนวโน้มการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งเป็นหนึ่งใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลว่า มีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง โดยใน 7 เดือนแรกของปีนี้ มีโครงการในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 155 โครงการ คิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนโครงการลงทุนทั้งหมดใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มี 443 โครงการ ขณะที่มีมูลค่าการขอรับส่งเสริมลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล มีมูลค่า 2,540 ล้านบาท และยังมีบริษัทในกลุ่มดิจิทัลอีกหลายรายที่เตรียมยื่นขอรับส่งเสริมลงทุน คาดว่าภายในปีนี้มูลค่าเงินลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลจะอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท

นางหิรัญญากล่าวว่า หากดูในเรื่องเงินลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล จะมีมูลค่าเงินลงทุนไม่สูงนัก แต่เป็นกิจการที่เน้นใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ใช้ความรู้ของบุคลากรเข้ามาช่วยพัฒนาธุรกิจ โดยที่ผ่านมามีโครงการที่ได้อนุมัติให้ส่งเสริมลงทุนที่น่าสนใจ อาทิ การลงทุนในกิจการคลาวด์เซอร์วิส (Cloud Service) โดยบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญจากประเทศอังกฤษ เพื่อ ให้บริการดูแลระบบ บริหารจัดการ รวมถึงจัดเก็บข้อมูลผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ บีโอไอยังอนุมัติส่งเสริมลงทุนแก่กิจการของผู้ประกอบธุรกิจจากเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้นำอันดับหนึ่งทางด้านธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และร้านค้าออนไลน์ (Commerce Platform Service Provider) โดยบริษัทสนใจเข้ามาลงทุนในกิจการอีคอมเมิร์ซ โดยจัดทำเว็บโปรแกรมในรูปแบบการให้เช่าพื้นที่ สำหรับซื้อ-ขายสินค้าหรือให้บริการผ่านทาง World Wide Web (WWW.) เนื่องจากบริษัทได้เข้ามาศึกษาถึงศักยภาพของตลาดออนไลน์ในไทยพบว่าขยายตัวสูง.

 

“บิ๊กดาต้า” ฆ่าคอร์รัปชัน กูรูชี้ถึงเวลาใช้แอพฯตรวจสอบทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725318

 

นายวรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการบริหารสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ “มิติใหม่ของเศรษฐกิจไทยในยุคแห่งข้อมูล” ว่า ยุคใหม่ของประเทศไทยที่เข้าสู่บิ๊กดาต้า หรือการเปิดเผยข้อมูลที่เพิ่มขึ้นในทุกด้านของสังคมนั้น จะช่วยทำให้การคอร์รัปชันในทุกส่วนของประเทศทำได้ยากขึ้น เพราะไม่มีอะไรดีกว่าความโปร่งใส เราสามารถที่จะใช้แสงสว่างขจัดปีศาจตัวนี้ได้ โดยเฉพาะการคอร์รัปชันจากภาครัฐ เช่น ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่ต่อไปนี้จะเปิดเผยข้อมูลดิบให้เป็นปัจจุบันมากขึ้น ทำให้ทุกคนสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ ทุกเวลา และพัฒนาสู่ระบบการเตือนสิ่งผิดปกติตลอดเวลา ซึ่งระบบนี้เป็นทั้งการปราบปรามและการป้องปรามก่อนที่จะเกิดการคอร์รัปชัน เหมือนเป็นการติดกล้องซีซีทีวีไว้ คนก็ไม่กล้าทำความผิด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากจะเสนอแนะคือ การเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ ควรจะเป็นข้อมูลแบบเดียวชุดเดียวกัน ซึ่งสามารถเข้าใจและง่ายต่อการวิเคราะห์ข้อมูล โดยในช่วงที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เปิดเผยข้อมูลงบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของโครงการรัฐ รวมทั้งการสร้างฐานข้อมูลในลักษณะแอพพลิเคชั่นรวมที่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบิ๊กดาต้า หรือข้อมูลภาครัฐมากขึ้นในเวลาอันใกล้นี้

ด้านนายธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าสู่ดิจิตอล อีโคโนมี ของโลกในช่วงที่ผ่านมา เป็นส่วนหลักที่ทำให้คนเข้าถึงข้อมูลในลักษณะเรียลไทม์ หรือข้อมูล ณ เวลาปัจจุบันได้มากขึ้น ซึ่งทำให้ประชาชน หรือลูกค้าตัดสินใจใช้หรือไม่ใช้สินค้า หรือบริการเหล่านั้นในทันทีทันใดได้มากขึ้น.

 

คนกรุงติดอันดับแชมป์เบี้ยวหนี้มาครอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725313

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานสัมมนาประจำปี 2559 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการเสนอบทความเรื่อง “มองมาตรการรัฐและหนี้ครัวเรือนผ่านเครดิตบูโร” โดยจากงานวิจัยพบว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากบริษัทศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) คนไทยที่มีหนี้ในระบบทั้งหมดคิดเป็น 24% ของประชาชนทั้งประเทศ และมีการกระจุกตัวอยู่ในครัวเรือนเพียง 10% ของครัวเรือนทั้งประเทศ และผู้มีหนี้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในวัยเริ่มทำงาน และทำงานไปแล้วระยะหนึ่งอยู่ที่ 25-35 ปี แต่หากคิดตามมูลค่าหนี้ต่อครัวเรือนพบว่า ผู้ที่มีหนี้อยู่ในอายุ 35-60 ปี เป็นกลุ่มที่มี ระดับหนี้สูงสุด โดยเขตพื้นที่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลและภาคอีสานการขยายตัวของหนี้ต่อผู้มี หนี้สูงกว่าภาคอื่นๆ ขณะที่ในด้านของการชำระหนี้ พบว่ากลุ่มที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) หรือหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน มีจำนวนทั้งสิ้น 16% ของหนี้ทั้งหมด โดยกลุ่มที่ค้างชำระหนี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล พื้นที่ภาคใต้ และกลุ่มที่ค้างชำระหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน ทั้งนี้ บทวิจัยยังระบุด้วยถึงผลกระทบของมาตรการกระตุ้นสินเชื่อของภาครัฐต่อการเป็นหนี้ของประชาชน โดยยกตัวอย่างโครงการรถคันแรกว่า การกระตุ้นสินเชื่อจากภาครัฐ ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้และการก่อหนี้ครัวเรือนบางส่วนที่อาจจะไม่มีความพร้อม และบั่นทอนเสถียรภาพและสถานะทางการเงินของครัวเรือนในระยะยาวได้ สะท้อนได้จากคนที่ผิดนัดชำระหนี้ที่อยู่ในโครงการรถคันแรก.

 

ขนส่งฯ ทำหนังสือเรียก Uber แจง! แนะเลือกใช้บริการแท็กซี่ ถูก ก.ม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.ย. 2559 02:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725248

 

กรมการขนส่งทางบก แนะประชาชนเลือกใช้บริการรถแท็กซี่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งรถและคนผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม มีประวัติผู้ขับรถในระบบ สามารถติดตามตัวได้ทันทีกรณีให้บริการไม่พึงประสงค์ ประชาชนจะได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยในการใช้บริการ

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงกรณีปัญหาการให้บริการของแอพพลิเคชั่นสำหรับเรียกรถยนต์นั่งส่วนบุคคล UBER ซึ่งมีผู้โดยสารร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ถูกผู้ขับรถทำร้ายร่างกาย ไม่ส่งตามจุดหมายที่ตกลงไว้ โดยมีการตัดยอดค่าบริการผ่านบัตรเครดิตแล้ว และเมื่อแจ้งปัญหาไปยังผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นดังกล่าว กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือในการติดตามหรือให้ข้อมูลผู้ขับรถแต่อย่างใด

สำหรับกรณีดังกล่าวกรมการขนส่งทางบกได้เรียกตัวผู้ขับรถตามข้อมูลที่ปรากฏในรายการทางทะเบียนของกรมการขนส่งทางบกให้มารายงานตัว เนื่องจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการรับส่งผู้โดยสารในลักษณะเดียวกับรถแท็กซี่ เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ฐานนำใช้รถผิดประเภทจากที่จดทะเบียนไว้

พร้อมกันนี้ ได้ทำหนังสือไปยังบริษัทผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่น UBER เพื่อให้ดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีสนับสนุนให้มีการใช้รถยนต์ผิดประเภทภายใต้บริการของบริษัท ซึ่งกรมการขนส่งทางบกเคยชี้แจงและแจ้งข้อกฎหมายให้ทางบริษัทรับทราบก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบกแนะนำให้ประชาชนเลือกใช้บริการรถแท็กซี่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยในการใช้บริการมาโดยตลอด ซึ่งรถแท็กซี่ที่สามารถนำมารับส่งผู้โดยสารได้ต้องจดทะเบียนเป็นรถยนต์สาธารณะเท่านั้น สังเกตจากป้ายทะเบียนพื้นสีเหลืองตัวอักษรสีดำ และผู้ขับรถต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ซึ่งในกระบวนการขอรับใบอนุญาตขับรถสาธารณะจะมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมีการอบรมเพื่อสร้างจิตสำนึกการให้บริการที่ดี มีการทดสอบความสามารถในการขับรถให้บริการตามมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบก

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลผู้ขับรถทุกคนในศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะ ทำให้สามารถตรวจสอบและดำเนินการติดตามตัวได้ทันทีกรณีที่เกิดเหตุไม่พึงประสงค์ รวมถึงผู้โดยสารจะได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย การชดเชยเยียวยาจากผู้ประกอบการซึ่งต้องมีส่วนรับผิดชอบทุกกรณี และมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียนที่เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง ทางสายด่วน 1584 และช่องทางร้องเรียนอื่นๆ อาทิ ผ่านทางเว็บไซต์ที่ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/, ผ่านทาง E-mail ที่ dlt_1584complain@hotmail.com, facebook ชื่อ “ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584” หรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเอง ณ กรมการขนส่งทางบก.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– เปิดคลิปเต็ม 5 นาที! คนขับอูเบอร์ซัดผู้โดยสารน่วม หลังให้ไปส่งพุทธมณฑลสาย 4
– ‘อูเบอร์’ ยังไม่ถูกกฎหมาย! ตร.จ่อดำเนินคดีโชเฟอร์ทำร้ายร่างกายผู้โดยสาร
– ขนส่ง ชี้นำรถส่วนตัววิ่งแท็กซี่ ผิดก.ม. วอนค่ายมือถือ งดโปรโมตเชิญชวน

 

 

นายกฯ ถก กรอ.กลุ่มจังหวัดอันดามัน เร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ย. 2559 21:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725080

 

นายกรัฐมนตรีประชุมร่วม กรอ.กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เพื่อเร่งรัดการพัฒนาโครงการในจังหวัดภูเก็ต พังงา ระนอง กระบี่ และตรัง

วันที่ 16 ก.ย. เวลา 14.30 น. ณ ห้องประชุมอาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประชุมหารือร่วมกับคณะกรรมการ กรอ.ส่วนกลาง และคณะกรรมการ กรอ.กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (ภูเก็ต พังงา ระนอง กระบี่ ตรัง) โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจเข้าร่วม

ทั้งนี้ กรอ.กลุ่มจังหวัดฯ ได้เสนอโครงการการยกระดับเมืองสปาน้ำพุร้อนเค็ม และพัฒนาเส้นทางอันดามันโรแมนติกโรด อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และการสนับสนุนโครงการยกระดับเส้นทางเชื่อมโยงท่องเที่ยวอันดามัน ดังนี้

1. เร่งรัดปรับปรุงเส้นทางสาย 4 (เพชรเกษม) เป็น 4 ช่องจราจร ประกอบด้วย สายระนอง – ราชกรูด/สายราชกรูด – ตะกั่วป่า/สายตะกั่วป่า – เขาหลัก และ 2. เร่งรัดปรับปรุงเส้นทางสาย 4027 เป็น 4 ช่องจราจร โดยนายกรัฐมนตรี เห็นชอบในหลักการ และมอบหมายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องไปศึกษารายละเอียดและกรอบงบประมาณ สำหรับจังหวัดภูเก็ต ได้เสนอโครงการ Phuket Smart City เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยการออกแบบร่วมกับคนในท้องถิ่นการต่อยอดธุรกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เน้นให้เกิดการพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และการดึงดูดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศตามนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจ ในรูปแบบคัสเตอร์ และโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของรัฐบาล ซึ่งโครงการ Phuket Smart City ได้กำหนดกรอบ Smart City ไว้ 7 Smart ได้แก่ Smart Economy, Smart Tourism, Smart Safety, Smart Environment, Smart Healthcare, Smart Education และ Smart Governance สำหรับการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว

โดย นายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะเป็นเจ้าภาพหลักในการบูรณาการแผนปฏิบัติการ Phuket Smart City เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติ โดยกระทรวงดิจิทัลจะร่วมกับ BOI กำหนดแนวทางการส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาลงทุนในโครงการ Phuket Smart City พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบตามที่จังหวัดพังงาได้เสนอขอโครงการเคลือบผิวจราจรลดการลื่นไถลเส้นทางหมายเลข 4 และ 4311 โดยกระทรวงคมนาคมรับไปเร่งดำเนินการบรรจุในแผนงบประมาณปี 2560

ส่วนโครงการก่อสร้างถนนและสะพานแหล่งท่องเที่ยวเกาะคอเขา อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา พร้อมทั้งสั่งการให้กระทรวงคมนาคม ศึกษาความเป็นไปได้ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงความคุ้มค่าการลงทุนในส่วนของจังหวัดกระบี่ได้นำเสนอโครงการก่อสร้างสะพานลันตาช่วงแรก (บ้านหิน – บ้านคลองหมาก) นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมรับไปเร่งรัดศึกษาโครงการ

ทั้งนี้ จังหวัดชุมพรนำเสนอโครงการศึกษาเส้นทางรถไฟ ชุมพร – ท่าเรือน้ำลึกระนอง โดยนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม เข้าไปศึกษาความเป็นไปได้ของระบบโลจิสติกส์ และจังหวัดตรัง นำเสนอโครงการพัฒนาท่าอากาศยานตรัง นายกรัฐมนตรีสั่งการให้จังหวัดจัดทำงบประมาณในการจัดทำโครงการ และให้ไปศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการต่อไป.

 

ก.แรงงาน หาแนวทางรองรับสังคมผู้สูงวัย แนะจ้างงาน-ขยายอายุเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ย. 2559 17:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724958

 

ก.แรงงาน จับมือญี่ปุ่น ศึกษาแนวทางแก้ปัญหาคนแก่ล้นประเทศ หลังยอดคนวัยเกิน 60 พุ่งสูงเป็นอับดับ 2 ในอาเซียน เป็นรองแค่สิงคโปร์ เผย อีก 10 ปี ยอดผู้สูงอายุทะลุเกิน 20% แนะจ้างงานผู้สูงอายุ ขยายอายุเกษียณ ยัน กองทุน กบช. นายกฯ เป็นประธาน เปิดใช้ปี 2561 ช่วยสร้างรายได้ยามชราเพิ่มขึ้น …

วันที่ 16 ก.ย. พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงานการสัมมนาความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น เรื่อง การจ้างงานผู้สูงอายุ ซึ่งกระทรวงแรงงาน ร่วมกับ JICA และสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย จัดขึ้นเพื่อแบ่งปันความรู้ในการพัฒนาการจ้างงานผู้สูงอายุของญี่ปุ่น และนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาแนวทางในการดำเนินงานของไทย มีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมสัมมนากว่า 200 คน

พล.อ.ศิริชัย กล่าวว่า ไทยถูกจัดเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคอาเซียน รองจากสิงคโปร์ มีบรูไน อันดับ 3 เวียดนาม อันดับ 4 จึงต้องมีมาตรการรองรับ เพื่อสร้างความมั่นคงให้ผู้สูงอายุ รวมทั้งมีสวัสดิการที่ดี โดยเฉพาะภาคเอกชนต้องส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ เพื่อให้มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีสอดรับกับนโยบายของรัฐบาล

ด้าน นายชิโร ชาโดชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวว่า ญี่ปุ่นพร้อมสนับสนันแนวทางต่างๆ ของไทย โดยใช้ประสบการณ์ของญี่ปุ่น ซึ่งได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาก่อนแล้ว เมื่อปี 2537 และปัจจุบันมีผู้สูงอายุถึงร้อยละ 26.7 ของประชากรทั้งประเทศ ทำให้ประเทศประสบปัญหามากมาย แต่ญี่ปุ่นได้มีการเตรียมการอย่างต่อเนื่อง จนสามารถกำหนดมาตรการดูแลผู้สูงอายุได้ดีและเป็นที่ยอมรับ มีการขยายอายุเกษียณจาก 60 ปี เป็น 65 ปี และขยายเวลาการรับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สำหรับประเทศไทย ขณะนี้ ยังไม่ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ จึงควรเตรียมการรองรับ ต้องมีการจ้างงานผู้สูงอายุมากขึ้น ขยายอายุเกษียณเพิ่มขึ้น และการมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะทำให้รับมือกับผลกระทบได้ดีขึ้น

ขณะที่ ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุในปี 2548 ปัจจุบันมีประชากร 64.8 ล้านคน เป็นผู้สูงอายุ 10 ล้านคน ในปี 2564 จะมีคนสูงอายุ 20% ในปี 2578 จะมีคนสูงอายุมากถึง 30% จะเป็นสังคมสูงอายุระดับสุดยอด เมื่อปี 2557 สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จำแนกลักษณะทางประชากรออกเป็น 3 ช่วง คือ วัยต้น 60-69 ปี วัยกลาง 70-79 ปี และวัยปลาย 80 ปีขึ้นไป พบว่า อยู่ในวัยต้น 56.5% และการศึกษาไม่สูง 75.8% จบระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า มีผู้สูงอายุที่ยังทำงาน 3.84 ล้านคน หรือร้อยละ 38.2 ของผู้สูงอายุทั้งหมด ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้ให้ความสำคัญ ด้วยการส่งเสริมให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุ ให้บริการข้อมูลด้านการทำงานและประกอบอาชีพ และขณะนี้ กำลังจะขยายอายุผู้ประกันตน กรณีบำเหน็จชราภาพจาก 55 ปี เป็น 60 ปี เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ทดแทนมากขึ้น

ส่วน นางสาวสุปาณี จันทมาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออม การลงทุนและพัฒนาตลาดทุน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลต้องมีการจัดการด้านการคลังให้มีความพร้อมด้านงบประมาณ ในการจัดสวัสดิการให้ผู้สูงอายุ โดยในปี 2558 ใช้งบประมาณไป 2.7 แสนล้านบาท ในปี 2568 จะเพิ่มเป็น 6.7 แสนล้านบาท ขณะที่ ในภาพรวมระบบหลักประกันทางสังคม กรณีชราภาพ เช่น สวัสดิการชราภาพที่รัฐให้ฝ่ายเดียว บำเหน็จบำนาญข้าราชการ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การออมภาคบังคับกับกองทุนประกันสังคมมาตรา 33,39 กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน และการออมภาคสมัครใจกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนการออมแห่งชาติ ที่ผ่านมา ต่างคนต่างดูแลโดยไม่ได้ประสานงานกันมากนัก รัฐบาลจึงควรจะรวมทุกหน่วยงานให้ทำงานสอดคล้องกัน โดยตั้งคณะกรรมการนโยบาย กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) มีนายกฯ เป็นประธาน ซึ่งมีกำหนดจะเปิดดำเนินการในปี 2561 ขณะนี้ ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังแล้ว และอยู่ระหว่างรอนำเข้า ครม. พิจารณา เมื่อมีผลบังคับใช้จะทำให้แรงงานในระบบ มีรายได้หลังเกษียณเพิ่มขึ้น

 

หุ้นไทยปิดตลาดส่งท้ายสัปดาห์ บวก 15.68 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,479.07 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ย. 2559 17:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/725015

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 15.68 เปลี่ยนแปลง +1.07% ปิดที่ระดับ 1,479.07 จุด มูลค่าการซื้อขาย 83,257.04 ล้านบาท

วันที่ 16 ก.ย. 59 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดส่งท้ายสัปดาห์ เพิ่มขึ้น 15.68 เปลี่ยนแปลง +1.07% ปิดที่ระดับ 1,479.07 จุด มูลค่าการซื้อขาย 83,257.04 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน).

 

ข่าวดี! พรุ่งนี้ ตี 5 ปตท.-บางจาก ปรับลดน้ำมันทุกชนิด 40 สต./ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ย. 2559 16:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724995

 

ปตท.-บางจาก ปรับลดราคาน้ำมันทุกชนิด 40 สต./ล. มีผลพรุ่งนี้ (17 ก.ย.) เวลา ตี 5 …

วันที่ 16 ก.ย.59 ปตท.-บางจาก ปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 40 สตางค์/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ (17 ก.ย. 59) เวลา 05.00 น. สำหรับราคาใหม่เป็น ดังนี้

เบนซิน 95: 31.96 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95: 24.85 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91: 24.58 บาท/ลิตร E20: 22.34 บาท/ลิตร E85: 17.99 บาท/ลิตร ดีเซล 23.29 บาท/ลิตร ซึ่งราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด.

 

‘อภิรดี’ ยอมเซ็นแล้ว หนังสือบังคับ เรียกค่าเสียหายขายข้าวจีทูจีเก๊

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ย. 2559 15:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724835

 

“อภิรดี” เซ็นแทนนายกฯ ลงนามหนังสือบังคับทางปกครอง เรียกค่าเสียหายขายข้าวจีทูจีเก๊ 2 หมื่นล้าน พร้อมมอบอำนาจ ปลัดพาณิชย์ เซ็นแทนตัวเอง ด้าน “ชุติมา” ไม่ขัด เพราะต้องการจบเรื่อง หลังนายกฯทวงถามตลอด…

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการลงนามในหนังสือบังคับทางปกครองเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายนักการเมืองและข้าราชการ 6 ราย กรณีทุจริตขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) รวม 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 20,000 ล้านบาท ว่า ตนได้รับมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีในการลงนามในหนังสือฯแทนนายกรัฐมนตรี และตนได้มอบอำนาจให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงนามแทนในฐานะ รมว.พาณิชย์ ซึ่งได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ลงนามแทนแล้ว

“ต้องบอกก่อน ว่า พี่ไม่ใช่นักการเมือง แต่มาปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่มีความเชี่ยวชาญ และทำงานอย่างตรงไปตรงมา เรื่องนี้ต้องลงรายละเอียดเยอะ และเป็นเรื่องซับซ้อน ต้องใช้เวลาในการทำงานให้รอบคอบ ไม่ตั้งใจที่จะกลั่นแกล้ง และลงโทษใคร ทุกอย่างเป็นไปตามเนื้อผ้า และเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตามที่นายกฯ ได้มอบหมายมา” นางอภิรดีกล่าว

สำหรับขั้นตอนหลังจากลงนามในหนังสือฯแล้ว ฝ่ายกฎหมายจะส่งเรื่องไปยังผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 ราย เพื่อให้รับทราบ โดยมีกำหนดให้ตอบรับ หรือหากจะโต้แย้งก็ต้องดำเนินการภายใน 30 วัน หากเพิกเฉยจะส่งหนังสือแจ้งเตือนรอบที่ 2 โดยต้องตอบกลับภายใน 15 วัน หากยังเพิกเฉยอีก จะส่งเรื่องไปยังกรมบังคับคดี เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ต่อไป

ด้านนางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า รมว.พาณิชย์ ได้หารือเรื่องการมอบอำนาจให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงนามแทน รมว.พาณิชย์ในหนังสือฯแล้ว ซึ่งตนจะต้องลงนามด้วย ส่วนรมว.พาณิชย์ จะลงนามแทนนายกรัฐมนตรี แต่ รมว.พาณิชย์ ต้องทำหนังสือมอบอำนาจมาให้ตนก่อนจึงจะลงนามแทนได้ ซึ่งเรื่องนี้สามารถดำเนินการได้ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และเพื่อให้งานต่อเนื่อง เพราะตนทำเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น

“ท่าน รมว.พาณิชย์ มาหารือแล้ว ซึ่งดิฉันก็พร้อมจะลงนามร่วมกับท่าน เพื่อให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็ว เพราะนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ รมว.พาณิชย์ ลงนามแทนในหนังสือบังคับทางปกครอง ตั้งแต่เดือนก.ค.ที่ผ่านมา แต่จนถึงขณะนี้ กระทรวงฯยังไม่ได้ส่งหนังสือดังกล่าวไปยังผู้ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหาย และนายกรัฐมนตรี ได้ทวงถามมาโดยตลอด เพราะคดีจะหมดอายุความเดือนก.พ.60”

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงกรณีนางสาวชุติมา ที่จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนก.ย.นี้ หากไม่ลงนามในหนังสือฯ และทำให้ตนต้องเป็นผู้ลงนาม ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.59 ตนจะขึ้นเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ หากจะต้องลงนามในหนังสือฯ คงต้องพิจารณาในรายละเอียดก่อน เพราะการลงนาม หมายถึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ตนไม่รู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น คงไม่สามารถลงนามได้ทันที

“ท่านปลัดชุติมา เป็นผู้ดำเนินการเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก คิดว่า ท่านคงต้องทำให้เสร็จ ไม่ทิ้งเรื่องไว้แน่ เพราะท่านมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ ที่จะดำเนินการให้เสร็จ”.

 

ทองเปิดตลาดร่วง 100 รูปพรรณขายออกบาทละ 22,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ย. 2559 10:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724523

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 16 ก.ย. ลดลง 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,650 ขายออกบาทละ 21,750 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,254.32 ขายออกบาทละ 22,250 บาท …

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ราคาลดลง 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,650.00 บาท ขายออกบาทละ 21,750.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,254.32 บาท ขายออกบาทละ 22,250.00 บาท