รถไฟเล็งเปิดประมูลทำเลทอง ผุดแลนด์มาร์คริมเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724370

 

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ของ รฟท. บริเวณสถานีแม่น้ำขนาด 227.5 ไร่ ว่า ในเบื้องต้น รฟท.ได้เสนอผลการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบต่อกระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้ว โดยจะให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน พ.ศ.2556 ซึ่งตามผลศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังได้ประเมินมูลค่าที่ดินแปลงดังกล่าวไว้ 13,000 ล้านบาท และจะใช้เม็ดเงินในการลงทุนพัฒนาพื้นที่รวมทั้งสิ้น 88,000 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถเปิดให้เอกชนเข้าประมูลเพื่อพัฒนาพื้นที่ได้ช่วงกลางปี 2560

สำหรับแผนการพัฒนาพื้นที่จะแบ่งออกเป็น 5 พื้นที่ 5 โซน ประกอบด้วย โซน 1 Gateway Commercial Park มีพื้นที่รวมทั้งหมด 77.13 ไร่ ถือเป็นทางเข้าหลักพื้นที่โครงการ มีแผนที่จะพัฒนาเป็นพื้นที่เพื่อการพาณิชยกรรม ที่พักอาศัยและบริการ เช่น ห้างสรรพสินค้าสำนักงาน โซน 2 Iconic Marina มีพื้นที่รวมทั้งหมด 44.00 ไร่ จุดนี้ จะพัฒนาให้เป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้วยการสร้างอาคารสูงขนาดใหญ่พิเศษ (ChaoPhraya Iconic Tower) เช่น โรงแรมระดับ 6 ดาว พื้นที่สำนักงาน เป็นต้น สำหรับโซน 3 Cultural Promenade มีพื้นที่รวม 78.25 ไร่ มีความยาวติดริมน้ำเจ้าพระยา 900 เมตร จะพัฒนาเป็นพื้นที่พาณิชยกรรม มีร้านค้าปลีก และศูนย์กิจกรรมด้านบันเทิง

โซน 4 Riverfront Residence มีพื้นที่รวม 55.63 ไร่ อยู่ใจกลาง ของพื้นที่โครงการ ซึ่งจะพัฒนาเป็น คอนโดมิเนียม กลุ่มอาคารพักอาศัย และโซน 5 Affordable Community พื้นที่ 22.50 ไร่ จะจัดให้เป็น ย่านธุรกิจการค้าระดับชุมชน สินค้าหัตถกรรม สิ่งประดิษฐ์ ของขวัญของที่ระลึก ร้านอาหารตามแนวริมคลองขุด.

 

ค้านค่าแรง 360 ทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724360

 

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยถึงกรณีคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้เสนอให้คณะกรรมการค่าจ้างปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 300 บาทต่อวันเป็น 360 บาทต่อวัน เห็นว่าเป็นระดับที่สูงเกินไปเพราะการขึ้นทันทีอีก 60 บาทเท่ากันทั่วประเทศ จะเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี โดยเฉพาะจะผลักดันให้แรงงานต่างด้าว ที่ขณะนี้มีอยู่เกือบ 3 ล้านคนลักลอบมาค้าแรงงานในไทยมากขึ้น ขณะเดียวกัน ค่าแรงขั้นต่ำจะกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังค่าแรงทั้งระบบที่ต้องปรับขึ้น ซึ่งภาระนี้จะตกหนักที่ธุรกิจเอสเอ็มอี ที่อาจทำให้ธุรกิจขาดทุนจนปิดกิจการเพิ่มขึ้น

นายธนิตกล่าวว่า ภาคเอกชนมีความเห็นสอดคล้องกับคณะกรรมการค่าจ้าง ที่การปรับขึ้นค่าแรงควรยึด 3 ปัจจัยสำคัญคือ 1.ภาวะเศรษฐกิจ 2.ภาวะเงินเฟ้อ 3.ความสามารถในการจ่ายค่าจ้างในแต่ละพื้นที่ ซึ่งหากพิจารณาทั้ง 3 ปัจจัย จะเห็นว่าปี 60 เศรษฐกิจไทยจะยังโตใกล้เคียงกับปีนี้ที่ 3.2% แต่การส่งออกปีนี้ติดลบและปีหน้าไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะติดลบหรือเพิ่มขึ้น แม้เงินเฟ้ออาจปรับตัวดีขึ้นแต่ความสามารถในการจ้างงานของนายจ้างแต่ละขนาดกิจการ และแต่ละพื้นที่ก็มีไม่เท่ากัน และสิ่งที่ห่วงคือเจ้าของกิจการเอสเอ็มอี และโรงงานขนาดกลางในต่างจังหวัดจะไม่สามารถจ่ายค่าจ้าง 360 บาทต่อวันได้แน่นอน และหากต้องปรับขึ้นจริง ต้นทุนค่าแรงจะถูกผลักไปในราคาสินค้าให้ประชาชนรับแทน ในภาวะที่กำลังซื้อหดตัว ยอดขายอาจตกต่ำตามไปด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงแรงงานได้แจ้งให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ทราบว่าปีนี้จะไม่ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่ปี 60 อาจปรับขึ้นระดับหนึ่ง ขณะที่ ส.อ.ท.เห็นว่า ควรปรับขึ้นตามทักษะฝีมือและในแต่ละพื้นที่ ไม่ควรขึ้นเท่ากันทั่วประเทศ เหมือนกรณี 300 บาททั่วประเทศ ทำให้นักลงทุนต่างจังหวัดปิดกิจการย้ายกลับมาอยู่ส่วนกลางเกือบทั้งหมด ส่งผลให้นโยบายกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นล้มเหลว และปัจจุบันรัฐต้องการส่งเสริมให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน แต่หากค่าแรงเท่ากันทั่วประเทศ การลงทุนจะเกิดขึ้นในพื้นที่จริงๆไม่มาก.

 

“เจเทค” ชูไทยศูนย์กลางอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724358

 

นายโยชิคะซุ โคะนิชิ ประธานบริษัทเจเทคโตะ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ สาขาจากเจเทค คอร์ปอเรชั่น สำนักงานใหญ่ ประเทศญี่ปุ่น ในเครือโตโยต้า เปิดเผยถึงความสำเร็จทางธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในโอกาสที่บริษัท เจเทคโตะ (ไทยแลนด์) ครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งโรงงานผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศไทย ว่า เจเทคโตะ (ไทยแลนด์) ได้เพิ่มการลงทุนอีกกว่า 1,700 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งใหม่ ที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ เพื่อผลิตชิ้นส่วนป้อนตลาดอาเซียน พร้อมประกาศนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในการบริหารงานของ 8 บริษัทสาขาในอาเซียน ที่จะรวมกลุ่มกันเป็น “อาเซียน เจเทคโตะ กรุ๊ป” (ASEAN JTEKT GROUP) โดยมีเป้าหมายส่งมอบสินค้าและบริการที่เป็นอันดับ 1 มุ่งสร้างสินค้าที่ดีเยี่ยม

พร้อมกับการสร้างบุคลากรมืออาชีพ “ตั้งเป้าทำตลาดอาเซียนปี 63 ส่วนแบ่งการตลาดของสินค้าระบบเพลาขับ (Steering) ภายใต้แบรนด์ JTEKT จะโตจาก 68% เป็น 75% จากนโยบายการสร้างชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีฟังก์ชันสูง และมีต้นทุนวัตถุดิบที่แข่งขันได้ ด้วยรวมกลุ่มกันจัดซื้อวัตถุดิบคุณภาพภายในอาเซียน พร้อมบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นเตรียมนำสินค้าใหม่ในกลุ่มตลับลูกปืน ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อนำมาผลิตในฐานอาเซียนเป็นครั้งแรก คาดว่าจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มจาก 29% เป็น 40% ในอนาคต”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบริษัท เจเทค คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น (JTEKT GROUP) มีสาขาทั่วโลก 140 แห่ง โดยสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตได้แก่ ตลับลูกปืน พวงมาลัย และระบบการขับเคลื่อนด้วยเกียร์ออโต้ เป็นต้น ประกอบด้วยแบรนด์ Koyo และ JTEKT ขณะที่เจเทคโตะ (ไทยแลนด์) ก่อตั้งปี 2509.

 

ผู้ว่า ธปท.ห่วงหนี้เสีย “เอสเอ็มอี” พุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724353

 

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับขึ้นประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้เป็น 3.2% เพิ่มขึ้น 0.1% จากประมาณการครั้งก่อนว่า ครึ่งปีแรกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ และการใช้จ่ายที่ขยายตัวดีขึ้นทำให้การฟื้นตัวของไตรมาส 2 ดีกว่าที่คาด รวมทั้งภัยแล้งที่คลี่คลาย แต่ กนง.ยังติดตามการขยายตัวของเศรษฐกิจไตรมาส 3 และ 4 ที่คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป สำหรับปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย นอกจากปัจจัยต่างประเทศแล้ว กนง.ยังติดตามปัจจัยเสี่ยงในประเทศที่เพิ่มขึ้น 2 ด้าน คือ ติดตามการบริโภค ภาคเอกชนว่าจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องหรือไม่ หรือฟื้นตัวระยะสั้นๆ อีกด้านคือจับตา หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และพาณิชยกรรมในต่างจังหวัดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดย ธปท.สั่งให้ธนาคารพาณิชย์ ติดตามใกล้ชิด ซึ่งที่ผ่านมาได้เร่งปรับโครงสร้างหนี้ไประดับหนึ่ง

ส่วนปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ ต้องติดตามผลกระทบต่อเนื่องจากการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ที่จะสร้างความผันผวนให้ตลาดการเงินทั้งโลกและทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีความเปราะบาง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่นั้น ต้องรอการประเมินของ กนง.ในการประชุมครั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม กนง.พร้อมใช้นโยบายการเงินหากภาวะเศรษฐกิจไทยแย่กว่าที่ประเมินไว้ โดยเฉพาะจากปัจจัยต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม อยากให้มองว่า นโยบายการเงินแต่ละประเทศตอบโจทย์สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ ซึ่งสถานการณ์ของไทยนโยบายการเงินต้องสนับสนุนให้เกิดการมีสภาพคล่อง มีภาวะตลาดการเงินที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ.

 

“พงษ์ภาณุ” ย้ำต้องปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724343

 

รับเคลียร์ข้อข้องใจเอกชน

ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพร้อมประสานหาความชัดเจนและสร้างความเข้าใจที่บริษัททัวร์คาใจการดำเนินธุรกิจต่อจากนี้ไป ขณะที่ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เผยบริษัททัวร์ยังพาลูกทัวร์ไปร้านขายของที่ระลึกที่ถูกจับได้ เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาที่ทำกับคู่ค้าฝ่ายจีน แต่ต้องไม่มีการจ่ายค่าคอมมิชชั่น

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า จากกรณีที่สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือแอตต้า จะยื่นหนังสือถึงกระทรวงในวันนี้ (16 กันยายน) เพื่อขอหารือถึงความชัดเจนการดำเนินธุรกิจของบริษัทนำเที่ยว หลังหลายบริษัทได้รับผลกระทบจากการที่ภาครัฐเข้าจับกุมและอายัดทรัพย์ บริษัทที่เป็นเครือข่ายกัน 5 แห่ง ได้แก่ บริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด บริษัท รอยัล เจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัท รอยัล พาราไดซ์ จำกัด บริษัท รอยัลไทย เฮิร์บ จำกัด และ บริษัท บางกอกแฮนดิคราฟท์ เซ็นเตอร์ จำกัด ซึ่งทางกระทรวงพร้อมรับฟังความคิดเห็น และหารือถึงแนวทางออกร่วมกันภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ โดยจะให้กรมการท่องเที่ยวผู้ดูแลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยว สร้างความเข้าใจให้กับบริษัทนำเที่ยวที่มีความกังวลว่า การดำเนินการทางธุรกิจของตนเองจะเข้าข่ายดำเนินกิจการแบบทัวร์ศูนย์เหรียญจนผิดกฎหมายหรือไม่

“ผมจะช่วยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้ เพื่อตอบข้อกังวลเรื่องแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนของบริษัทนำเที่ยวต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ แต่มองว่าหากการดำเนินธุรกิจเป็นไปด้วยแนวทางถูกต้อง สามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่องเลย อย่างไรก็ตาม ตามที่ผู้ประกอบการออกมาระบุว่า ผลจากมาตรการครั้งนี้ ส่งผลให้ประเทศชาติสูญเสียรายได้จากภาคการท่องเที่ยวจากตลาดจีนไปจำนวนมากนั้น เห็นว่าเราต้องยอมรับว่าย่อมมีความเจ็บปวดเกิดขึ้น แต่กลไกตลาดเรื่องราคาทัวร์มันจะทำงานในระยะปานกลาง ระยะยาว และจะส่งผลดีกับทุกฝ่ายในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างยั่งยืน”

ด้าน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว กล่าวว่า ตามที่ผู้ประกอบการบริษัทนำเที่ยวที่ทำตลาดจีนมีความกังวลว่า การดำเนินธุรกิจจะเกี่ยวข้องกับทัวร์ศูนย์เหรียญหรือไม่ การกระทำแบบใดเข้าข่ายหรือแบบใดสามารถทำได้ ตามหลักกฎหมายมีอยู่แล้ว ถ้าบริษัทนำเที่ยวอาจจะกำหนด ราคาทัวร์สูง กลาง ต่ำที่ชัดเจน มีบริษัทคู่ค้าจากจีน และร่วมทำสัญญากันอย่างชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไรที่น่าจะต้องกังวล เพราะทุกอย่างอยู่บนเอกสารสัญญาต่างๆ ส่วนที่ว่าบริษัททัวร์ยังสามารถพานักท่องเที่ยวไปยังร้านขายของที่ระลึกที่ถูกจับเพราะเป็นเครือข่ายของบริษัทโอเอ ทรานสปอร์ต ได้หรือไม่เพื่อให้เป็นไปตามสัญญากับคู่ค้านั้น ต้องบอกว่ายังสามารถพาไปซื้อสินค้าที่ระลึกจากร้านเหล่านั้นได้ แต่จะมีการจ่ายค่าคอมมิชชั่นไม่ได้

นอกจากนั้น หากบริษัทนำเที่ยวไม่บังคับลูกทัวร์ซื้อสินค้า หรือไปสถานที่ท่องเที่ยวที่ลูกทัวร์ไม่ต้องการอยากจะไป ก็ถือว่าทำทัวร์ได้ถูกตามกฎหมาย ผู้ประกอบการมีใบอนุญาตจดทะเบียนถูกต้อง มัคคุเทศก์ (ไกด์) เป็นคนไทย ตามกฎหมายไทยที่สงวนอาชีพนี้สำหรับคนไทยเท่านั้น พาลูกทัวร์เข้าพักโรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายโรงแรม เหล่านี้ก็ไม่น่าจะมีอะไรน่าเป็นห่วงว่าจะผิดกฎหมายอีก

“ผมยืนยันว่า สิ่งที่ทางหน่วยงานรัฐทำ ไม่ได้เกิดจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แล้วอยากเข้าไปดำเนินการกับบริษัทใดก็ได้ เพราะเราคงไม่เข้าไปตรวจสอบทุกบริษัท แต่จะเข้าตรวจสอบหรือดำเนินคดีกับบริษัทที่ถูกรวบรวมข้อมูลแบบบูรณาการจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ทุกฝ่ายมีข้อสรุปร่วมกันว่าบริษัทนี้ผิด มีหลักฐานแน่นหนา”.

 

ท่องเที่ยวเด้งรับจัดระเบียบวัดพระแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724338

 

แยกเวลาโซนไทย-เทศเพิ่มความสะดวก

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หารือกับสำนักพระราชวัง เรื่องการจัดระเบียบวัดพระแก้วทั้งการอำนวยความสะดวกประชาชนไทยที่มาสักการะพระแก้วมรกต รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาทัศนาจร ขณะนี้ได้รับรายงานจากสำนักพระราชวังว่า สามารถปรับปรุง การจัดระเบียบได้ทันทีกล่าวคือ สำหรับประชาชนคนไทยที่ต้องการมาสักการะพระแก้วมรกต เจ้าหน้าที่จะอนุญาตให้เข้าไปสักการะตั้งแต่ 07.30 น. ในขณะที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศจะอนุญาตให้เข้าไปเริ่มตั้งแต่ 08.30 น. ฉะนั้น ในช่วงเช้าระหว่าง 07.30-08.30 น. ประชาชนไทยจะสามารถเข้าไปสักการะ ได้โดยไม่แออัด ส่วนระหว่าง 08.30-15.45 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามากเจ้าหน้าที่ ก็จะพยายามอำนวยความสะดวกและมีเส้นทางเด่นที่แยกกันระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติบนพระอุโบสถ

นอกจากนั้น หากมีคนไทยที่ต้องการเป็นพิเศษ เช่น นอกจากสักการะแล้วยังต้องการสวดมนต์ด้วย ก็ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ประจำจัดที่สำหรับสวดมนต์ให้โดยไม่ถูกรบกวน นอกจากนั้น ทางสำนักพระราชวังกำลังศึกษาระบบอำนวยความสะดวกการท่องเที่ยวสถานที่สำคัญในโลกที่ต้องดูแลนักท่องเที่ยว 100,000 คนต่อวัน ว่าดำเนินการอย่างไรเพื่อนำมาปรับปรุงระบบที่พระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่มีนักทัศนาจรประมาณ 15,000 คนต่อวัน.

 

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง ได้แรงหนุนจากแอปเปิล-ราคาน้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724350

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันพฤหัสบดี โดยได้แรงหนุนจากหุ้นของบริษัทแอปเปิล ที่เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 4 และการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน นอกจากนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังลดโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยด้วย…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 15 ก.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 177.71 จุด หรือ 0.99% ปิดที่ 18212.48 จุด ขณะที่ ดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 21.49 จุด หรือ 1.01% ปิดที่ 2147.26 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 75.92 จุด หรือ 1.47% ปิดที่ 5249.69 จุด

เมื่อวันพฤหัสบดี หุ้นของบริษัท แอปเปิล เพิ่มขึ้น 3.4% หลังจากมีข่าวว่า ไอโฟน 7 พลัส ลอตแรกที่วางจำหน่ายทั่วโลก หมดเกลี้ยงจนไม่เหลือให้ลูกค้าที่ไม่ได้จองได้ซื้อสินค้าตามร้านต่างๆ ขณะที่ หุ้นบริษัทในกลุ่มปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น หลังจากราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ กลับมาบวก หลังจากปิดลบมาหลายวัน

ขณะเดียวกัน มีการเปิดเผยข้อมูลว่า กิจกรรมในภาคอุตสาหกรรมและการขายของสหรัฐฯ ในเดือน ส.ค. ลดลงมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า กิจกรรมการผลิตและการจ้างงานในเดือนเดียวกันชะลอตัวลง ซึ่งด้วยข้อมูลเศรษฐกิจไม่สู้ดีเช่นนี้ ทำให้โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานโดยเร็ว ลดลง.

 

18 หน่วยงานอัดงบอุ้ม “เอสเอ็มอี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724325

 

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ได้ร่วมกับส่วนราชการ ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจรวม 17 หน่วยงาน 1 รัฐวิสาหกิจ จัดทำแผนส่งเสริมเอสเอ็มอี ปี 2560 ดำเนินงานใน 4 แนวทาง วงเงิน 3,487 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 128% เทียบกับงบประมาณปี 2558 เพื่อขับเคลื่อนเอสเอ็มอีให้เน้นการใช้นวัตกรรมและนำเทคโนโลยีมาใช้ให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 45,000 ล้านบาท ผลักดันให้อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ภาคเอสเอ็มอี ขยายตัวในปีหน้าในระดับ 5.2-5.5% และมีผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ 177,100 ราย

“ผลการดำเนินงานของ สสว.ในปีนี้ เน้นการปูพื้นสร้างความแข็งแกร่งให้กับเอสเอ็มอี ซึ่งการสร้างความมั่นคงให้เอสเอ็มอีอยู่ได้ ประกอบด้วย 1.หาตลาดขายของให้ได้ 2.ต้องมีเงินเพียงพอกับการผลิตสินค้า ซึ่งปีนี้รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือทางการเงินต่อเนื่องถึงปีหน้า ทำให้มั่นใจได้ว่า จะสามารถช่วยเพิ่มสัดส่วนจีดีพีเอสเอ็มอีต่อจีดีพีประเทศเป็น 50% ภายในปี 2564 จากปัจจุบันมีสัดส่วน 42%”

สำหรับแผนการส่งเสริมเอสเอ็มอี 4 แนวทาง ประกอบด้วย 1.เน้นพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ ให้ใช้เชิงนวัตกรรมแบบครบวงจร และสร้างเอสเอ็มอีกลุ่มเกษตร จากวิสาหกิจชุมชนและสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ ให้ใช้เทคโนโลยี-นวัตกรรมเป็นพื้นฐานประกอบธุรกิจ โดยหน่วยงานต่างๆได้รับการจัดสรรงบประมาณ 1,673 ล้านบาท คาดว่าจะมีผู้ประกอบการได้ประโยชน์ 41,100 ราย 2.ส่งเสริมเอสเอ็มอีให้มีศักยภาพและผลิตภาพมากขึ้น สาขาเป้าหมายคือ อุตสาหกรรม เกษตรแปรรูป อาหารแปรรูป ฮาลาล ชิ้นส่วนยานยนต์ ได้รับจัดสรรเงิน 1,130 ล้านบาท คาดว่าจะมีผู้ประกอบการได้ประโยชน์ 106,000 ราย

3.ส่งเสริมเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพให้แข่งขัน ส่งออกสินค้าและบริการสู่ตลาดโลกได้ ได้รับจัดสรรเงิน 355 ล้านบาท คาดว่าจะมีผู้ประกอบการได้ประโยชน์ 4,000 ราย 4.พัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของเอกชนและเอสเอ็มอี เน้นปรับปรุงการบริหารจัดการส่งเสริมเอสเอ็มอีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้รับจัดสรรเงิน 328 ล้านบาท คาดว่าจะมีผู้ประกอบการได้ประโยชน์ 26,000 ราย ล่าสุด สสว.จะร่วมกับหน่วยงานต่างๆเพื่อพาเอสเอ็มอีออกไปเปิดตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน ในรูปแบบคาราวานสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อขยายช่องทางการตลาด.

 

บอร์ดพีพีพีเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ ดันเพิ่มอีก 7 อภิมหาโครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724313

 

มูลค่าลงทุนทะลุ 1.66 ล้านล้านบาท

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการพีพีพี) ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นชอบให้เพิ่มโครงการเข้าสู่แผนยุทธศาสตร์พีพีพีปี 2558-2562 เพิ่มเติมอีก 7 โครงการ ทำให้ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ในพีพีพีจำนวน 66 โครงการ วงเงินลงทุนเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.576 ล้านล้านบาท เป็น 1.662 ล้านล้านบาท และส่งผลให้มีโครงการมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 12 โครงการ มูลค่ารวม 720,000 ล้านบาท

สำหรับ 7 โครงการที่บรรจุเป็นโครงการพีพีพี ประกอบด้วย โครงการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการเดินรถแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ของการรถไฟแห่งประเทศ ไทย, โครงการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าช่วงบางนา-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของ กทม., โครงการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าช่วงศาลาว่าการ กทม.2-ถนน โยธีของ กทม., โครงการปรับปรุงและพัฒนาระบบจัดการน้ำเสียเคหะชุมชนร่มเกล้าของ กทม., โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-นครสวรรค์ ของกรมทางหลวง, โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์เฉพาะทางของกรมการแพทย์ และโครงการศูนย์เฝ้าระวังและกักแยก ผู้สัมผัส ใกล้ชิดผู้ป่วยโรคติดต่ออุบัติใหม่และโรคติดต่อร้ายแรงของกรมควบคุมโรค

นอกจากนี้ คณะกรรมการพีพีพียังได้รับทราบความคืบหน้าของ 5 โครงการที่ดำเนินการตามมาตรการพีพีพีฟาสแทร็ก ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (ช่วงแคราย-มีนบุรี) และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ช่วงลาดพร้าว-สำโรง) โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำข้อเสนอการเข้าร่วมลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งมีข้อกำหนดให้เอกชนจัดส่งข้อเสนอในเดือน พ.ย. 2559 ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย (ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการคัดเลือกของโครงการส่วนต่อขยาย และคณะกรรมการกำกับดูแลของโครงการรถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคล (ช่วงหัวลำโพง-บางซื่อ) ในการพิจารณาแนวทางการเดินรถร่วมกันเป็นโครงการที่อยู่ในระบบเดียวกัน ก่อนเจรจาร่วมกับผู้รับสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคลต่อไป

ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 42/2559 ส่วนโครงการมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี ได้นำเสนอคณะกรรมการพีพีพีพิจารณา โดยคณะกรรมการพีพีพีได้รับทราบผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการ พร้อมมอบหมายให้กรมทางหลวงเร่ง สร้างความชัดเจน ในประเด็นข้อกฎหมายเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินจากการเวนคืนโดยเร็ว.

 

“สมคิด” ลั่นไทยเดินถูกทางแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724310

 

เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ลุยคลอดทุกโครงการ

“สมคิด” แถลงผลงานรัฐบาลรอบ 2 ปี อ้างอาจารย์เก่าที่อเมริกาการันตีไทยเดินมาถูกทางแล้ว ถึงเวลาต้องปฏิรูปเศรษฐกิจ แย้มรัฐบาลเตรียมออกโครงการเพิ่มรายได้–แก้หนี้เกษตรกร ชี้เวลารัฐบาลเหลืออีก 1 ปี จะทำหน้าที่ทำคลอดโครงการออกมาให้หมด

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการแถลงผลงานรัฐบาลรอบ 2 ปี ว่า การ ขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยก้าวขึ้นมาจาก 0.8% ในปี 2557 มาอยู่ที่ 2.8% ในปี 2558 และ 3.2% ในไตรมาสแรก ปี 2559 จนมาถึง 3.5% ในไตรมาส 2 ปี 2559 ขณะที่เศรษฐกิจโลกถดถอยลงตามลำดับ และล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2559 จะขยายตัวได้ 3.2% และจะดีขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าจะขยายตัว 3.4-3.5% รวมทั้งดัชนีทางเศรษฐกิจหลายตัว ดีขึ้นตามลำดับ จึงขอย้ำว่าเศรษฐกิจไทยพ้นจากจุดต่ำสุดไปแล้ว และนโยบายเศรษฐกิจเดินมาถูกทาง แล้ว ไม่ได้หลงทาง และถ้าไม่เดินเส้นทางนี้ต่อไป การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 3.5% จะไม่ยั่งยืนแน่นอน

สำหรับความรู้สึกของประชาชนที่ว่า ทำไมเศรษฐกิจไทยดีขึ้นตามลำดับ แต่กลับยังไม่ดีพอ เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สามารถแผ่อานิสงส์ ไปถึงระดับประชาชนฐานราก โดยเฉพาะเกษตรกร เนื่องจากเกษตรกรโชคร้ายที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำลง ทำให้ราคาสินค้าเกษตรไม่ดี และเกษตรกรยังต้องผจญปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง จึงยังมีความลำบาก อยู่ เมื่อเกษตรกรยังลำบากอยู่เงินทองก็ไม่หมุนในระบบได้ดีพอ ส่งผลถึงระดับกลางถึงบน ทำให้เงินหมุนได้ไม่คล่อง จึงปรึกษากับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าไปดูว่าจะช่วยให้เกิดการเพิ่มขึ้นของรายได้ให้เกษตรกรในภาวะที่ราคาสินค้า เกษตรยังไม่ดี รวมทั้งจะทำอย่างไรที่จะลดรายจ่ายด้วย โดยเฉพาะภาวะหนี้สินของเกษตรกร

นายสมคิดกล่าวด้วยว่า นอกจากการแก้ปัญหา รายได้เกษตรกรแล้ว หน้าที่สำคัญคือ การปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ได้คุยกับอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เคยสอนมา ท่านเห็นว่าสิ่งที่ประเทศไทยกำลังปฏิรูปเศรษฐกิจนั้น ทำถูกต้องแล้ว ไม่เช่นนั้นจะเป็นเหมือนอเมริกาที่เจออุปสรรคลมต้านจากความเหลื่อมล้ำ ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศมีสัดส่วนในจีดีพีน้อย ขณะที่คนส่วนน้อยคุมจีดีพีส่วนใหญ่ของประเทศไว้ ขณะที่การศึกษาของอเมริกาก็ตกต่ำลง การค้นคว้าวิจัยใหม่ๆ ไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจ อเมริกาฟื้นตัวอีกครั้ง ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ของอเมริกาอยู่ที่ 1%

“เศรษฐกิจไทยเมื่อ 15 ปีที่แล้ว เติบโต 5-7% ลดมาเหลือ 3.5%, 2% และ 0.8% ตามลำดับ ถามว่า เป็นเพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกจริงหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ เพราะเศรษฐกิจไทยก็เจอลมต้านเช่นกัน ซึ่งเกิดมาตั้งแต่สมัยที่ตนเคยทำงานให้รัฐบาลเมื่อ 15 ปีที่แล้ว แต่ไม่สามารถปฏิรูปเศรษฐกิจได้ เพราะการบริหารราชการแผ่นดินในระบบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่สามารถทำได้ จะทำอะไรก็ติดขัด เนื่องจากมีการต่อรองของพรรคการเมือง รวมทั้งยังพบอีกว่าบ้านเมืองมีปัญหา ทั้งการศึกษา ความเหลื่อมล้ำ ความสามารถในการแข่งขัน แทบจะไม่เหลือ นวัตกรรมไม่มี คำขวัญของเราขณะนี้ คือ การสร้างใหม่ทางเศรษฐกิจไทยในประเด็นการ ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งขึ้น เพราะถ้าเศรษฐกิจ ข้างบนขยับ ข้างล่างไม่ขยับ ข้างบนก็จะขยับได้ไม่นาน เพราะอำนาจซื้อไม่มี”

ขณะเดียวกัน นโยบายของรัฐบาลชุดนี้จะสร้างให้เกิดการเชื่อมโยงในภูมิภาคให้ได้ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยแต่จะเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านด้วย ถ้าเชื่อมต่อได้ไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค โดยมีมูลค่าโครงการสำหรับโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมโยงมูลค่ารวม 2 ล้านล้านบาท หน้าที่ของรัฐบาลคือการทำคลอด ซึ่งรู้สึกว่าท้องครั้งนี้ คลอดค่อนข้างลำบาก เพราะการเมืองที่บิดเบี้ยวในอดีต ทำให้ข้าราชการเกรงกลัวว่าจะทำผิดพลาดที่ทำคลอดออกมาแล้ว เช่น โครงการรถไฟทางคู่จิระ-ขอนแก่น รถไฟฟ้าผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว 4 เส้นคือ สายสีส้ม สีเหลือง สีชมพูและสีแดง และภายในปีนี้จะให้โครงการรถไฟฟ้าทั้งหมดผ่าน ครม.ทุกโครงการ เพื่อให้ปีหน้าเริ่มการก่อสร้างได้ ขณะเดียวกัน ในด้านสนามบินก็เริ่ม แล้วเช่นกัน โดยนายกรัฐมนตรีได้ตอกเสาเข็มโครงการสุวรรณภูมิระยะที่ 2 และยังมีโครงการสนามบินอื่นอีก ส่วนมอเตอร์เวย์ก็คลอดโครงการออกมาแล้ว เช่นกัน เส้นทางพัทยา-มาบตาพุด และกำลังจะออกมาอีก 3 เส้น จะให้ผ่าน ครม.ภายในสิ้นปีนี้

“พูดง่ายๆปีนี้คือ ปีแห่งการทำคลอด พอคลอดบ่อยๆ คลอดมากๆ ก็จะคลอดได้คล่อง ปีหน้าจะ เป็นปีที่ขับเคลื่อนโครงการทั้งหมดออกมา รัฐบาลมีเวลาเหลืออีกปีเดียว จะเร่งออกให้ได้มากที่สุด ไม่ว่า จะเป็นโครงการรถไฟฟ้า มอเตอร์เวย์ โครงการน้ำ อย่าเพิ่งใจร้อน และถ้ารัฐบาลหน้าสานต่อโครงการ การเชื่อมโยงทั้งภายในประเทศไทย และทั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็จะเกิด”.