บัสชนนกเหล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/990503

ภาพในที่เกิดเหตุ ณ หลุมจอด 35 ท่าอากาศยานดอนเมือง ที่เครื่องบิน สายการบินนกแอร์ ทะเบียนเครื่อง HS-DBK จอดอยู่นิ่งๆ แต่จู่ๆรถบัสรับ-ส่งผู้โดยสารสายการบินไทยแอร์เอเชีย ก็วิ่งมาชนส่วนหน้าด้านซ้ายของเครื่องบินได้รับความเสียหาย โชคดีไม่มี ผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้ แต่เครื่องบินลำที่ถูกชนต้องหยุดให้บริการไปจนกว่าจะซ่อม เสร็จ ซึ่งอาจทำให้เกิดการล่าช้าในบางเที่ยวบิน.

 

ก.แรงงาน รับลูก ‘บิ๊กตู่’ จ่อยกร่างอนุบัญญัติ พ.ร.ก.ต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ค. 2560 19:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/990216

กระทรวงแรงงาน จ่อ ยกร่างอนุบัญญัติ พ.ร.ก.ต่างด้าว ปี 60 พร้อมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในกฎหมาย

นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวถึงการยกร่างกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ว่า กรมการจัดหางานจะพิจารณาให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาหอการค้า ภาคประชาสังคมต่างๆ เป็นต้น เข้ามาร่วมพิจารณาให้ความเห็นในการจัดทำร่างกฎหมายลำดับรองด้วย ซึ่งการออกกฎหมายฉบับดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามกระบวนการ ขั้นตอนที่กำหนดไว้เพื่อแก้ไขปัญหา อุปสรรคต่างๆ ในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ซึ่งมีบทบัญญัติที่ครอบคลุมการบริหารจัดการทั้งระบบ

นอกจากนี้ กำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่รับผิดชอบในการส่งคนต่างด้าวกลับประเทศกรณีเลิกจ้างงานแล้ว กำหนดให้นายจ้างแจ้งการออกจากงานของคนต่างด้าว ซึ่งจะส่งผลให้ภาครัฐทราบข้อมูลการจ้างงานที่แท้จริง กำหนดขอบเขตการทำงานตามข้อเท็จจริงและความจำเป็นโดยอนุญาตให้คนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานแล้ว สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมายครอบคลุมท้องที่จังหวัดที่ได้รับอนุญาตทำงาน

โดยไม่ยึดติดกับสถานที่ทำงานตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับเดิม ซึ่งจะช่วยลดภาระของนายจ้างในการขออนุญาตเปลี่ยน เพิ่มสถานที่ทำงาน กำหนดให้มีการทำงานในลักษณะบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรเอกชน ซึ่งข้อกำหนดเหล่านี้จะสามารถบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับ กรณีที่มีการเสนอให้รัฐบาลเปิดให้ภาคเอกชนเข้าร่วมในกระบวนการยกร่างกฎหมาย เพื่อเพิ่มมุมมองให้เกิดความรอบคอบ และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมในการสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน ปิดช่องทางให้เจ้าหน้าที่ข่มขู่รีดไถเงินจากนายจ้างและลูกจ้างนั้น ขณะนี้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 อยู่ระหว่างยกร่างอนุบัญญัติ ซึ่งเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าวที่ให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการออกกฎหมายในชั้นอนุบัญญัติ

นายวรานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการจัดหางานกำหนดจัดเสวนาหัวข้อ “เสวนาพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ปวงชนชาวไทยได้อะไร” กำหนดจัดในวันพุธที่ 5 ก.ค. เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องจอมพล ป.พิบูลสงคราม กระทรวงแรงงาน โดยจะเชิญผู้เกี่ยวข้อง เช่นผู้ประกอบการ เอ็นจีโอ ผู้แทน กกร. นักวิชาการแรงงานจากมหาวิทยาลัย หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมกันเสวนาเกี่ยวกับการออกกฎหมายฉบับนี้

 

มายังไง! รถบัสขนผู้โดยสารชนเครื่องบิน’นกแอร์-แอร์เอเชีย’ แจงไร้คนเจ็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ค. 2560 17:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/990270

เหลือเชื่อรถบัสชนเครื่องบินที่ดอนเมือง ‘นกแอร์’ แจงจอดรอเฉยๆ ถูกชนหน้าพังยับ ขณะที่ ‘แอร์เอเชีย’ ระบุไร้คนเจ็บ เร่งสอบสาเหตุแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สายการบินนกแอร์ ได้ส่งหนังสือชี้แจงกรณีอุบัติเหตุรถบัสชนเครื่องบินดังนี้ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย 2560 เวลาประมาณ 22.55 น. อากาศยานของสายการบินนกแอร์ ทะเบียนเครื่อง HS-DBK จอดอยู่ที่หลุมจอด 35 ท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อรอออกปฏิบัติงานในวันรุ่งขึ้น

ทั้งนี้ รถบัสรับ-ส่งผู้โดยสารสายการบินไทยแอร์เอเชีย พุ่งเข้าชนกับส่วนหน้าด้านซ้ายของอากาศยาน ส่งผลให้อากาศยานได้รับความเสียหายและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่หัวหน้าชุดงานควบคุมลานจอดของการท่าอากาศยานดอนเมือง เป็นหัวหน้าชุดสอบสวนเข้าพื้นที่เกิตเหตุ ร่วมกับทีมงานฝ่ายช่างและฝ่ายภาคพื้นของสายการบินนกแอร์ เพื่อทำการตรวจสอบในบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ทำการเก็บภาพหลักฐานเพื่อดำเนินการสืบสวนตามขั้นตอนต่อไป และทางสายการบินนกแอร์กำลังดำเนินการตรวจสอบว่าความเสียหายมีผลกระทบกับโครงสร้างหลักของอากาศยานหรือไม่ เพื่อทำการซ่อมบำรุงต่อไป

จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น ทำให้อากาศยานลำดังกล่าว ไม่สามารถให้บริการผู้โดยสารได้จนกว่าการซ่อมบำรุงจะเสร็จสิ้น และมั่นใจได้ว่าอากาศยานมีความปลอดภัยในการปฏิบัติการบิน ดังนั้นผู้โดยสารอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงตารางบินหรือเกิดการล่าช้าในบางเที่ยวบิน เนื่องจากการปรับแผนในการหมุนเวียนอากาศยาน

ขณะที่ สายการบินไทยแอร์เอเชีย ได้ออกแถลงการณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมแจงรายละเอียดว่า อุบัติเหตุดังกล่าว เป็นอุบัติเหตุรถบัสขนส่งของสายการบินไทยแอร์เอเชียในลานจอดท่าอากาศยานดอนเมือง เมื่อคืนวันที่ 30 มิ.ย.60 ได้ชนส่วนหน้า ทางด้านซ้ายของเครื่องบินสายการบินนกแอร์

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเเต่อย่างใด เนื่องจากไม่มีการขนส่งผู้โดยสาร ซึ่งขณะนี้สายการบินได้ทำงานอย่างใกล้ชิดและให้ความร่วมมือกับท่าอากาศยานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบตามมาตรฐานต่อไป

(ภาพจาก สายการบินนกแอร์)

 

บังคับใช้พ.ร.ก.ต่างด้าวกว่า 10 วัน แรงงาน 8 พันคน ทยอยกลับประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ค. 2560 14:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/990062

แรงงานต่างด้าวกว่า 8 พันคน ทยอยออกนอกประเทศ หลัง พ.ร.ก.ต่างด้าว บังคับใช้ 23 มิ.ย. แต่อีกส่วนยังรอดู มาตรา 44 ชะลอใช้กฎหมาย 120 วัน

นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวถึง กรณีมีแรงงานต่างด้าวทยอยเดินทางออกนอกประเทศ หลัง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งเพิ่มอัตราโทษความผิดรุนแรงขึ้น มีผลบังคับใช้เมื่อ 23 มิ.ย. ว่า มีรายงานว่า เป็นการเดินทางกลับของแรงงานต่างด้าวกลุ่มที่เข้ามารายงานตัวขอออกนอกประเทศ เพราะลักลอบทำงานผิดกฎหมายจึงกลัวความผิด ตั้งแต่กฎหมายใหม่บังคับใช้มีอยู่กว่า 8 พันคน ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่มากอย่างที่คาดไว้ ส่วนหนึ่งอาจจะรอฟังความชัดเจน มาตรา 44 ตามที่มีการเสนอข่าวว่าจะประกาศใช้เพื่อชะลอกฎหมายบางมาตรา 120 วัน

ปัจจุบันแรงงานต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยส่วนใหญ่มี 3 สัญชาติคือ เมียนมา กัมพูชา และลาว มีตัวเลขประมาณ 2.6 ล้านคน แบ่งเป็น 1.3 ล้านคน ที่ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่ยังเหลืออีกประมาณ 1.3 ล้านคน ที่ยังไม่ถูกต้อง

“ที่ผ่านมาได้มีความพยายามผลักดันให้เข้าสู่ระบบแต่ก็ยังมีคนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อออกกฎหมายมีโทษหนักขึ้นจึงมีผลกระทบกับคนกลุ่มนี้ ขณะนี้กระทรวงแรงงานยังคงออกตรวจการกระทำผิดตามปกติพร้อมกับทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน โดยวันที่ 5 ก.ค. ที่จะเปิดสัมมนา พ.ร.ก.ต่างด้าวฉบับใหม่ คนไทยได้อะไร จะเปิดเวทีให้ทุกภาคส่วนทั้งผู้ประกอบการ นายจ้าง นักวิชาการ เอ็นจีโอ มาถกกันถึงผลกระทบ จากกฎหมายฉบับนี้ จะมาพูดคุยกันให้เข้าใจ ได้เตรียมสถานที่รองรับราว 500 คน ”

 

ไทยพาณิชย์ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลแบงกิ้ง บริการรับโอนเงินข้ามประเทศผ่าน Blockchain ครั้งแรกของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 1 ก.ค. 2560 11:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/988772

ธนาคารไทยพาณิชย์ ผนึก Ripple และ SBI Remit จากประเทศญี่ปุ่น ต่อยอดความก้าวหน้าทางด้านนวัตกรรมทางการเงิน ประสบความสำเร็จนำเทคโนโลยี บล็อกเชน (Blockchain) ยกระดับการให้บริการรับโอนเงินข้ามประเทศแบบเรียลไทม์สำหรับลูกค้ารายย่อยเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการสร้างระบบนิเวศทางการเงินยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ตอบสนองเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่สู่โลกการเงินดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมนำร่องให้บริการต้นแบบครั้งแรกด้วยบริการโอนเงินข้ามประเทศจากประเทศญี่ปุ่น มายังบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ในประเทศไทยโดยตรง เริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมเตรียมเปิดบริการครอบคลุมกลุ่มประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก ต่อไป

ในระยะแรกของการให้บริการระบบต้นแบบจะรองรับการโอนเงินของลูกค้าบุคคลทั่วไปจากต้นทางประเทศญี่ปุ่นจากสกุลเงินเยน (JPY) มายังปลายทางบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารไทยพาณิชย์ที่ประเทศไทย ในสกุลเงินบาท (THB) ผ่านช่องทางสาขาและตู้เอทีเอ็มของ SBI Remit และที่ทำการไปรษณีย์ ประเทศญี่ปุ่น เข้ามายังบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์โดยตรง โดยหลังจากระบบตรวจสอบแล้ว เงินจะเข้าบัญชีโดยอัตโนมัติภายในเวลา 20 นาทีต่อรายการเท่านั้น

ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Strategy Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ให้ความสำคัญต่อการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินใหม่ๆ ที่จะสามารถตอบสนองพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคในอนาคตได้อย่างเท่าทัน โดยมี บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด บริษัทในเครือด้านการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินเป็นตัวขับเคลื่อนเป้าหมายที่สำคัญ โดยเน้นการทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพชั้นนำในการนำเทคโนโลยีระดับสูงมาใช้พัฒนานวัตกรรมทางการเงินแห่งอนาคต อาทิ Machine Learning, AI หรือ Blockchain เป็นต้น โดยเฉพาะเทคโนโลยี Blockchain ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงโลกแห่งธุรกรรมการเงิน ซึ่งก่อนหน้านี้ ดิจิทัล เวนเจอร์ส ได้เข้าลงทุนในบริษัท Ripple ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านการชำระเงินชั้นนำของโลกจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนี้ความร่วมมือดังกล่าวได้พัฒนามาสู่ความสำเร็จครั้งสำคัญอีกขั้นหนึ่ง โดยธนาคารได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัท SBI Remit จำกัด ผู้ให้บริการด้านการโอนเงินระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ SBI Group เป็นกลุ่มบริษัทที่ให้บริการทางการเงินที่ทันสมัยและครบวงจร ซึ่งเป็นเครือข่ายสถาบันการเงินของ Ripple เพื่อต่อยอดความก้าวหน้าของเทคโนโลยี Blockchain สู่การให้บริการรับโอนเงินข้ามประเทศแบบเรียลไทม์ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งพร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้

“การโอนเงินจากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทยแต่ละปีมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ด้วยการใช้เทคโนโลยี Blockchain นี้จะทำให้คนไทยในประเทศญี่ปุ่นที่มีอยู่ประมาณ 40,000 คน โอนเงินกลับมายังประเทศไทย และผู้รับเงินในประเทศไทยได้รับเงินอย่างรวดเร็วผ่านบัญชีออมทรัพย์ของไทยพาณิชย์”

“นวัตกรรมทางการเงินที่ล้ำหน้าของธนาคารไทยพาณิชย์ในการให้บริการโอนเงินข้ามประเทศผ่านเทคโนโลยี Blockchain ครั้งนี้นับเป็นมิติใหม่ของสถาบันการเงินไทยในการนำ Blockchain มาให้บริการแก่ลูกค้ารายย่อยอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการรับโอนเงินจากประเทศญี่ปุ่นที่ทั้งสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยธนาคารได้ทำงานร่วมกันกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการนำบริการดังกล่าวเข้าสู่ Regulatory Sandbox เพื่อให้มั่นใจว่าบริการนี้จะสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า โดยไทยพาณิชย์นับเป็นธนาคารแรกๆ ที่นำเทคโนโลยี Blockchain เข้าทดสอบใน Regulatory Sandbox และได้รับการอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้นำบริการโอนเงินข้ามประเทศผ่านเทคโนโลยี Blockchain มาให้บริการเชิงพาณิชย์ โดยธนาคารมีแผนที่จะขยายการให้บริการโอนเงินข้ามประเทศผ่าน Blockchain ครอบคลุมประเทศต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคในอนาคต อาทิ ทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก” ดร.อารักษ์ กล่าว

ทั้งนี้ ธนาคารจะไม่หยุดอยู่กับที่แต่จะเดินหน้าศึกษาและพัฒนานวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ผ่านเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีอยู่ พร้อมทำการทดลองต่างๆ ด้วยเป้าหมายในการ Disrupt ธนาคารเอง เพื่อค้นหาบทบาทที่เหมาะสมของธนาคารในอนาคต โดยธนาคารไทยพาณิชย์อยู่ระหว่างการทำ Transformation เพื่อมุ่งสู่การเป็นธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด (The Most Admired Bank)

นายมาร์คัส ทรีเชอร์, Global Head of Strategic Accounts, Ripple กล่าวว่า Ripple มีเป้าหมายที่จะพัฒนาการโอนเงินระหว่างประเทศให้เป็นไปอย่างรวดเร็วทันท่วงที ซึ่งเรามั่นใจว่าเครือข่ายเทคโนโลยีของเรานั้นมีประสิทธิภาพมากพอที่จะทำให้เป็นไปได้ ความร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และเราจะเดินหน้าขยายเครือข่ายบริการไปยังประเทศที่มีศักยภาพทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันเรามีเครือข่ายพันธมิตรกว่า 75 รายที่พร้อมจะเดินหน้าทำงานร่วมกันเพื่อขยายบริการนี้ไปทั่วโลก”

นายโนบูโอะ อันโดะ Representative Director, SBI Remit Co., Ltd. กล่าวว่า SBI มุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับบริการทางด้านโอนเงินให้กับลูกค้า และเทคโนโลยี Blockchain สามารถทำให้ทุกอย่างเป็นได้ตามที่เราคาดหวังและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความเร็วของการโอนเงินซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับลูกค้าของเรา โดยเราจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเรา”

 

ทองไทยเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,550

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ค. 2560 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/989832

ทองไทยเปิดตลาดราคาคงที่ ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,950 ขายออกบาทละ 20,050 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,586.72 ขายออกบาทละ 20,550..

วันที่ 1 ก.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.12 น. ราคาคงที่ โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,950 ขายออกบาทละ 20,050 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,586.72 ขายออกบาทละ 20,550 บาท.

 

ทบทวนแผนแม่บททวายใหม่ เมียนมาขอสังคายนาอ้างเหตุเพิ่งปลี่ยนรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/989610

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม

ไทย-เมียนมา ประชุมคณะกรรมการร่วมเจซีซีนัดแรกหลังเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ยันเดินหน้าโครงการทวายต่อ แต่เมียนมาขอเวลาทบทวนแผนแม่บทอีกครั้ง ก่อนเสนอ ครม.และสภาฯ เพื่อกู้เงินจากไทย 4,500 ล้านบาท ภายใน 3 เดือน เพื่อสร้างถนนเส้นแรกเชื่อมโยงทวายสู่ชายแดนไทย-เมียนมา 138 กม.

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมระหว่างไทย-เมียนมา เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง (เจซีซี) ครั้งที่ 8 ว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกภายหลังมีการเลือกตั้งในเมียนมา โดยมีนายตัน มิ้นท์ รมว.พาณิชย์ของเมียนมาเป็นประธานร่วม พร้อมด้วยนายทุน หน่าย รมช. ไฟฟ้าและพลังงานของเมียนมา ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและเมียนมาเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ โดยได้ข้อสรุปว่า ไทยกับเมียนมาจะร่วมพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่รองรับการลงทุนของภาคเอกชนโดยเร็ว โดยโครงการทวายจะเป็นตัวเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเมียนมาที่สำคัญและจะก่อให้เกิดประโยชน์กับทางเมียนมา ประเทศไทยและภูมิภาคโดยรวม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทางเมียนมามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่จึงขอที่จะไปทบทวนแผนแม่บทที่เคยทำไว้ ซึ่งอาจมีการปรับปรุงบางเรื่อง

ขณะเดียวกันที่ประชุมเห็นพ้องที่จะเร่งพัฒนาถนนเชื่อมโยงพื้นที่โครงการทวายสู่ชายแดนไทย-เมียนมาระยะทาง 138 กิโลเมตร ซึ่งในส่วนเงินก่อสร้างถนน ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทยเคยมีมติที่จะให้รัฐบาลเมียนมากู้เงินเพื่อนำไปลงทุนก่อสร้างวงเงิน 4,500 ล้านบาท โดยล่าสุดทางเมียนมาขอกลับไปพิจารณาก่อนว่าจะกู้เงินจากไทยหรือไม่ รวมทั้งขอไปทบทวน ระยะทางและความลาดชันของถนน โดยล่าสุดการก่อสร้างถนนจะแยกออกมาจากการพัฒนาโครงการทวายระยะแรก ที่บริษัทอิตาเลียนไทยได้สัมปทานไป นอกจากนั้น ได้เห็นชอบร่วมกัน ที่จะพัฒนาโครงการทวายระยะแรกให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรม พื้นที่ 27 ตารางกิโลเมตร สถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว ระบบโทรคมนาคม โรงไฟฟ้า ท่าเรือขนาดเล็กและอ่างเก็บน้ำ

นายอาคมกล่าวด้วยว่า เพื่อให้การทำงานมีความรวดเร็ว จึงมีการตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมา 2 ชุด เพื่อหารือในรายละเอียดจัดทำแผนกรอบเวลาและแนวทางดำเนินงานในแต่ละเรื่องเพื่อเสนอเจซีซี ภายใน 3 เดือน ได้แก่ 1. คณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยการพัฒนาถนนเชื่อมโยงพื้นที่โครงการทวายชายแดนไทย- เมียนมา ซึ่งมีผู้แทนของกรมทางหลวงและสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นหน่วยงานหลักจากไทยและผู้แทนจากกรมทางหลวงและจากกระทรวงวางแผนและการเงิน เป็นหน่วยงานหลักจากเมียนมา 2.คณะทำงานเฉพาะกิจว่าด้วยการพัฒนาโครงการทวายระยะแรกมีผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นหน่วยงานหลักจากไทยและผู้แทนจากกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักจากเมียนมา

ทั้งนี้ ภายหลังจากเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ทางเมียนมาได้ตั้งกลไกเพื่อทำงานร่วมกับฝ่ายไทย ได้แก่ 1.คณะกรรมการร่วมระดับสูง (เจ-เอชซี) ซึ่งฝ่ายไทยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานและรองประธา-นาธิบดีเมียนมาเป็นประธานร่วม 2.คณะกรรมการประสานงานร่วม (เจซีซี) 3.คณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ทั้งนี้เมียนมาจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจซีซี ครั้งที่ 9 ช่วงเดือน ต.ค.2560 แต่ก่อนหน้านั้นจะมีการประชุมคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วยไทย เมียนมาและญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นยังยืนยันที่จะอยู่ในความร่วมมือ 3 ฝ่ายเช่นเดิม

ด้านนายตัน มิ้นท์ รมว.พาณิชย์ เมียนมา กล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะเดินหน้าเพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายโดยเร็วที่สุด โดยยืนยันว่าเป็นโครงการที่จะได้ประโยชน์ทั้งสองประเทศ ซึ่งจากการเดินทางมาประชุมที่ไทยในครั้งนี้ได้ไปเยี่ยมชมอีสเทิร์นซีบอร์ด หรือโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก จึงอยากเห็นการพัฒนาทวายก้าวหน้าขึ้นมา ส่วนการพิจารณากู้เงินจากไทย เพื่อนำไปก่อสร้างถนนนั้น ตามขั้นตอนพิจารณา จะเสนอที่ประชุม ครม.และรัฐสภาของเมียนมาพิจารณาภายใน3 เดือนนี้.

 

“สมคิด” ถก ธปท.จูนเครื่องเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/989601

ดัชนีอุตฯสูงสุดรอบ 14 เดือน ลุ้นตัวโก่งส่งออกครึ่งปีหลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (30 มิ.ย.) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้เดินทางไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อหารือกับนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. โดยหลังจากการประชุม นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า มีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเศรษฐกิจ และสถานการณ์ทางการเงินของประเทศ รวมทั้งหารือถึงงานที่ต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้นในระยะต่อไป เช่น การหาแนวทางสนับสนุนการประกอบธุรกิจของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จากมุมมองในทุกๆด้าน ทั้งการดูแลปัญหาและอุปสรรคในระดับจุลภาค ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับหอการค้าไทย การปรับโครงสร้างการแข่งขัน รวมทั้งการมีเครื่องมือในการปรับตัวรับเทคโนโลยี และการแข่งขันยุคใหม่

สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ค. นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ค.60 ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยการส่งออกขยายตัวดีในหลายหมวดสินค้า เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตดี ขณะที่แรงกระตุ้นภาครัฐชะลอลงต่อเนื่องตามรายจ่ายลงทุน ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังทรงตัวในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม เท่าที่ประเมินในขณะนี้ มองว่าเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก โดยการใช้จ่ายภาคเอกชนยังจะขยายตัวได้จากรายได้ของเกษตรกรที่เริ่มดีขึ้น ขณะที่ภาคการลงทุนของเอกชนเชื่อว่า ครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้ดีขึ้นจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่เพิ่มมากขึ้น แต่ในส่วนของการส่งออกในครึ่งปีอาจจะชะลอตัวลงบ้างจากฐานที่สูงขึ้นและการลดลงของการส่งออกยางไปประเทศจีน

ด้านนายวีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของประเทศไทยเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 115.02 สูงสุดในรอบ 14 เดือน ส่งสัญญาณบ่งบอกว่าเศรษฐกิจประเทศไทยกำลังฟื้นตัว.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 01/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/989565

คลังใส่เกียร์ถอย “CMDF”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/989581

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากเกิดกรณีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ เพื่อรองรับการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (ซีเอ็มดีเอฟ) โดยระบุให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีหน้าที่ส่งเงินกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 90% ของทุกปี และต้องส่งเงินประเดิมเข้ากองทุน 8,000 ล้านบาท โดยกองทุนมีฐานะเป็นนิติบุคคลของรัฐ มีคณะกรรมการจากภาครัฐนั้น ส่งผลให้เกิดกระแสความไม่เห็นด้วยและการต่อต้าน พ.ร.บ.ดังกล่าว จากผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการตลาดทุนอย่างหนัก ส่งผลให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้เรียกให้ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ กระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หารือร่วมกัน

โดยนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต.เผยว่า ผู้บริหาร ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ได้หารือกับ รมว.คลัง เกี่ยวกับประเด็นจัดตั้งกองทุนซีเอ็มดีเอฟ เห็นตรงกันว่า ให้กองทุนซีเอ็มดีเอฟเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายหลักทรัพย์แยกออกจากตลาดหลักทรัพย์แต่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ, กองทุนดังกล่าวจะดำเนินงานโดยตลาดหลักทรัพย์ 3.คณะกรรมการประกอบด้วย ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ คือ ปลัดกระทรวงการคลัง เลขา ก.ล.ต. ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เหลือจะมาจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคตลาดทุน 4.เงินประเดิมและเงินที่ตลาดหลักทรัพย์ต้องนำส่งกองทุนนั้นจะพิจารณาอีกครั้งว่าตลาดจะต้องนำส่งเงินจำนวนเท่าใด เพื่อให้ตลาดมีเงินพอสำหรับดำเนินงาน ทั้งนี้ หลังจากนี้คลังตลาดหลักทรัพย์ และ ก.ล.ต.จะหารือร่วมกันถึงการแก้ไขกฎหมายให้ชัดเจนใน 1 เดือน อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าเงินของกองทุนซีเอ็มดีเอฟนั้น นักการเมืองหรือภาครัฐไม่สามารถที่จะเข้ามาแทรกแซงการใช้เงินได้.