AEC Go On 01/07/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 1 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/988657

ข่าวฮือฮามากที่สุดข่าวหนึ่งในสัปดาห์นี้ คือข่าวที่สหรัฐฯได้ประกาศคงอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี 2560 ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โดยยังคงจัดอันดับให้ไทยอยู่ในระดับ 2 ที่ต้องเฝ้าระวังหรือ tier 2 watch list เช่นเดียวกับปีที่แล้ว โดยสหรัฐฯระบุว่าประเทศไทยยังไม่สามารถทำได้ตามมาตรฐานขั้นต่ำสุดในการขจัดการค้ามนุษย์ ซึ่งดูแล้วเหมือนจะสะท้อนออกมาว่า ไทยยังย่ำอยู่กับที่ และไม่สอบตกมาตรฐานการป้องกันเรื่องการค้ามนุษย์ในมุมมองของสหรัฐฯ

แต่ในมุมมองที่เป็นลบนั้น สหรัฐฯได้ออกมาให้ภาพในเชิงบวกออกมาว่า ไทยได้มีความพยายามอย่างชัดเจนในการป้องกันและขจัดการค้ามนุษย์หลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการปราบปราม ป้องกันและแก้ไข ผ่านการปฏิรูปกฎหมาย ปรับปรุงกฎระเบียบ และดำเนินการแก้ไขปราบปรามตามกฎหมาย พูดง่ายๆว่า แม้ว่าจะยังย่ำอยู่ที่เดิม แต่มีการปรับปรุงตัวอย่างมากจนอาจทำให้มีการปรับสถานะให้ดีขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้

ประเทศใน AEC ที่อยู่ระดับเดียวกับไทยคือ ระดับ 2 ที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ลาว และเมียนมา ซึ่งเป็นเพียงแค่ 3 ประเทศใน 10 ประเทศ AEC เท่านั้นที่สหรัฐฯจัดอันดับให้อยู่ในระดับต่ำสุดของ AEC ในการจัดอันดับในปีนี้ นั่นหมายความว่า ไทยยังต้องมีการปรับปรุงในเรื่องนี้อีกมาก เพราะอยู่ในระดับต่ำสุด และมีการดูแลเรื่องการค้ามนุษย์แย่กว่าประเทศเพื่อนบ้านที่แข่งขันการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเหมือนกับไทยคือ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน เวียดนามและกัมพูชา ซึ่งอยู่ในระดับ 2 หรือ tier 2

เมื่อดูภาพคร่าวๆแล้วจะเห็นว่าไทยต้องเร่งปรับปรุงแก้ไขเรื่องการค้ามนุษย์โดยด่วนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทย และป้องกันไม่ให้ไทยถูกกีดกันทางการค้าจากเรื่องนี้จากต่างประเทศ ทำให้ประเด็นร้อนที่ตามมาคือ รัฐบาลไทยกำลังออกกฎหมายแรงงานต่างด้าวเพื่อป้องกันการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายอันเป็นต้นตอที่ทำให้เกิดการค้ามนุษย์ ซึ่งเรื่องนี้ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของภาคเอกชนว่าอย่ารีบดำเนินการเร็วไปเพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ควรให้เวลาภาคเอกชนในการปรับตัวระยะหนึ่งก่อน แต่อีกครั้งหนึ่งที่ปรากฏว่า ประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศ AEC ที่ผมเขียนถึงอยู่ในขณะนี้ เป็นประเทศเดียวใน AEC ที่อยู่ในระดับที่ดีที่สุดคือ teir 1 ครับ.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

“Celeb nails” ครบทุกสิ่งเรื่องเล็บเล็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/988669

คุณเล็ก – คุณป่าน

สิ่งที่ผู้หญิงไม่เคยจะหยุดดูแลนอกจากด้านครอบครัวแล้ว ก็คงมีอีกด้านที่หนีไม่พ้นคือเรื่องความสวยความงาม การดูแลตนเองเป็นแน่ เหมือนดั่งคำสุภาษิตที่ว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง”

วันนี้ Business On My Way ขอพาไปสัมผัสอีกหนึ่งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านสวยๆ งามๆ กับ “Celeb nails” (เซเลบ เนล) ร้านทำเล็บ และบริการด้านความสวยความงามแบบครบวงจร ที่ให้บริการตั้งแต่การทาสีเล็บ สปามือ-เท้า รวมถึงสปาตัว การแวกซ์ขนขา สักคิ้ว อีกทั้งยังมีการเปิดคอร์สสอนการทำเล็บอีกด้วย

คุณป่าน “ภาณริณ ชุ่มมะโน” และคุณเล็ก “ชบาไพร ชุ่มมะโน” สองสาวแม่ลูกผู้ลงทุนลงแรง ระดมความคิดปลุกปั้นร้าน Celeb nails ขึ้นมา โดยหลายคนคงจะคุ้นตาและรู้จักคุณป่านกันดี เพราะเธอเป็นดาราสวยสาวของช่อง 7 สีนี้เอง แต่ในวันนี้นอกจากบทบาทดาราแล้ว เธอยังรับบทบาทบริหารธุรกิจร้านทำเล็บอีกด้วย

คุณป่าน เล่าว่า ธุรกิจร้าน Celeb nails เกิดขึ้นจากตัวเองเป็นคนที่ชอบทำเล็บอยู่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะไปทำที่ร้านตามห้างสรรพสินค้า ซึ่งเมื่อประมาณ 3- 4 ปีที่แล้ว ก็มีโอกาสพาคุณแม่เล็กไปทำเล็บด้วยกัน ซึ่งส่วนตัวตัวคุณแม่เองก็ไม่ได้เป็นคนที่ชอบทำเล็บ และถึงเวลาจ่ายเงินก็ตกใจว่าราคาแพงถึง 5,000 บาท ซึ่งท่านก็ถามว่าทำเล็บนี้ทำรายได้ได้สูงเหมือนกันน่าสนใจดี

“ตอนนั้นตัวป่านเองก็ชอบและศึกษาการทำเล็บอยู่แล้ว บวกกับจบการศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์กราฟฟิกดีไซน์มาก็มีความชอบด้านการออกแบบและงานศิลปะเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะนำความรู้ที่เรียนมาผสมผสานไปกับงานด้านการทำเล็บ”

ทั้งนี้ต่อมาก็ได้มีโอกาสปรึกษากับคุณแม่ว่าอยากจะทำธุรกิจร้านทำเล็บ ซึ่งคุณแม่ก็สนับสนุนและก็ตัดสินใจมาร่วมลงเรือลำเดียวกันในการเดินหน้าเปิดร้านทำเล็บ ในช่วงแรกก็ตระเวนเดินสายหาความรู้โดยการลงเรียนอบรมในสถาบันหรือร้านทำเล็บที่มีการเปิดคอร์สสอน เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้

คุณป่าน เล่าว่า หลังจากมีเวลาว่างจากงานแสดง ก็จะทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับการฝึกฝนการทำเล็บ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบดีไซน์ใหม่ๆ ฝึกทักษะการใช้พู่กันวาดลวดลายลงบนเล็บ ซึ่งคุณป่านบอกด้วยว่าเธอไม่รู้สึกเหนื่อยเลย เพราะสิ่งที่ทำอยู่เป็นสิ่งที่รักและชอบ จึงมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำ

ด้านคุณเล็ก เล่าว่า ในตอนแรกที่ลูกมาปรึกษาเรื่องจะเปิดร้านทำเล็บ ก็ต้องขอบอกว่าไม่มีความรู้ด้านนี้มาก่อนเลย แต่ก็เห็นลูกสาวไปทำเล็บที่ร้านทำเล็บอยู่บ่อยครั้ง และก็มีโอกาสไปทำด้วยก็เห็นว่าธุรกิจนี้น่าสนใจดี ในช่วงที่ไปเรียนทำเล็บแรกๆ ยอมรับว่าท้ออยู่เหมือนกัน เพราะเป็นอะไรที่ไกลตัวเราอยู่พอควร เนื่องจากเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ทำเล็บจึงไม่มีพื้นฐานด้านนี้มาเลย

โดยในตอนนั้นทางลูกสาว (คุณป่าน) ก็ยังคงไปทำเล็บอยู่ จึงมีความคิดที่ลุกมาสู้เรียนทำเล็บอย่างจริงจังอีกครั้ง โดยครั้งนี้ไม่ล้มเหลวดั่งครั้งแรก เพราะกับรู้สึกเริ่มชอบและสนุกไปกับการทำเล็บโดยศึกษาหาความรู้อยู่ประมาณ 6 เดือน โดยก็แบ่งเวลาจากงานประจำที่ทำคือธุรกิจของที่บ้านมาเรียนรู้เทคนิคการทำเล็บ

หลังจากนั้นก็มาวางแผนหาทำเลเปิดร้าน ก็ได้อาคารพาณิชย์บริเวณซอยงามวงศ์วาน 47 แยก 28 (ชินเขต 2) หลังมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ซึ่งก็ไม่ไกลจากบ้านที่พัก สามารถเดินทางมาดูแลร้านได้ไม่ยาก ที่สำคัญคิดว่าก็จะเปิดร้านที่เป็นสถานที่ของตนเอง ไม่ควรไปเช่าพื้นที่เพราะจะต้องแบกรับภาระด้านค่าเช่า

คุณเล็ก เล่าว่า ในช่วงแรกที่เปิดให้บริการก็มองว่าลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักศึกษา ซึ่งผิดคาดลูกค้าส่วนใหญ่กลับเป็นกลุ่มแอร์โฮสเตส นักธุรกิจสาว คุณหญิง ที่มีบ้านพักอยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งก็ทำให้รู้ว่าในโซนนี้มีกลุ่มลูกค้าที่กำลังซื้อสูงอยู่ ทำให้ทางร้านต้องมาปรับการให้บริการใหม่ รวมถึงโปรโมชั่นให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

“ผลิตภัณฑ์ที่ร้านจะเลือกใช้ของมีคุณภาพแบรนด์ดังจากสหรัฐอเมริกาและฝั่งเกาหลี ที่มีชื่อเสียงด้านเล็บ ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาทาเล็บ เครื่องอบเล็บ เก้าอี้ที่ใช้ทาเล็บ เป็นต้น รวมถึงอีกสิ่งที่ทางร้าน Celeb nails จะใส่ใจเป็นอย่างมากคือด้านการบริการ โดยลูกค้าที่มาใช้บริการจะได้รับบริการดุจดั่งเป็นเซเลบดังคนหนึ่งก็ว่าได้” คุณเล็กกล่าว

และเมื่อถามถึงสภาวะตลาดร้านทำเล็บ ก็ได้รับคำตอบจากคุณเล็กว่าตลาดนี้มีการแข่งขันสูงมาก โดยในเรื่องของผลิตภัณฑ์ทุกร้านอาจจะหาซื้อหรือใช้ของที่ดีเหมือนกันได้ แต่สำหรับ Celeb nails ไม่ใช่แค่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่ยังเน้นด้านบริการที่ดีควบคู่ไปด้วย รวมถึงให้ความจริงใจไม่หลอกลวงลูกค้า บวกกับฝีมือของทีมงานช่างที่ร้าน ก็มั่นใจว่าจะสามารถแข่งขันในตลาดนี้ได้แน่นอน

ทั้งนี้หากมีผู้ใดสนใจ คุณเล็กแอบกระซิบด้วยว่า สามารถมาปรึกษาหรือดูผลงานได้ที่เฟซบุ๊ก : Celebnails หรือใครมองหาอาชีพเสริมหารายได้เพิ่ม ทางร้านก็มีเปิดคอร์สสอนทำเล็บ โดยคุณเล็กย้ำด้วยว่าจะสอนจนสามารถออกไปประกอบอาชีพได้ สอบถามได้ที่ 08-8993-6153.

 

ตีปี๊บราคาข้าวพุ่งกระฉูด เกษตรซิ่งปาดหน้าชูผลงาน “ชิ้นโบแดง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/989586

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เปิดเผยหลัง ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและคณะ ขอเข้าพบเพื่อแสดงความขอบคุณ นบข.ที่สามารถแก้ไขปัญหาข้าวในสต๊อกของรัฐได้ตามเป้าหมายว่าตลอดเวลากว่า 3 ปี นบข.ได้ทยอยระบายข้าวในสต๊อกของรัฐมาแล้ว 16.96 ล้านตัน เหลือข้าวในสต๊อกอีกประมาณ 800,000 ตัน ซึ่งการแก้ไขปัญหาข้าวในสต๊อกดังกล่าว ได้ช่วยให้กลไกตลาดกลับมาทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง เห็นได้จากราคาข้าวส่งออกที่ปรับฐานราคาสูงขึ้น และเกษตรกรในประเทศสามารถขายข้าวเปลือกได้ราคาดีขึ้น หลังจากนี้ นบข.จะเข้าไปกำกับดูแลป้องกันไม่ให้ข้าวสารที่ขายเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และพลังงานกว่า 4.8 ล้านตันรั่วไหลเข้าสู่ตลาดบริโภค

ด้าน ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การระบายสต๊อกข้าวกว่า 16.96 ล้านตันภายในระยะเวลา 3 ปี นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลชุดนี้ ที่ส่งผลให้ราคาข้าวตั้งแต่ต้นปีมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาส่งออกข้าวขาว 5% ปัจจุบันอยู่ที่ 440 เหรียญฯสหรัฐฯต่อตัน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า กรมการค้าต่างประเทศได้ออกประกาศจำหน่ายข้าวสารสต๊อกรัฐบาลปริมาณ 735,000 ตัน แบ่งเป็นการเปิดประมูลข้าวสารเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มิใช่การบริโภคของคนและสัตว์ ครั้งที่ 2/60 568,000 ตัน กำหนดเปิดให้ผู้ผ่านคุณสมบัติยื่นซองเสนอราคาในวันที่ 17 ก.ค.นี้ ส่วนอีกลอตเป็นข้าวในกลุ่มที่ 1 หรือข้าวบริโภคได้ลอตสุดท้ายปริมาณ 167,000 ตัน จะเปิดให้ผู้สนใจดูข้าวในคลังสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 3-7 ก.ค. ก่อนเปิดให้ยื่นซองเอกสารวันที่ 13 ก.ค.และยื่นซองเสนอราคาวันที่ 18 ก.ค.นี้.

 

“ALAND” แบรนด์ดังเกาหลีบุกไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 1 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/988682

กระแส “เกาหลี” ในบ้านเรายังฮิตติดลมบน สำหรับผู้ที่นิยมเดินทางไปท่องเที่ยวและช็อปปิ้งที่ประเทศเกาหลีคงจะคุ้นเคยกับ “ALAND” (เอแลนด์) ซึ่งเป็นร้านขายเสื้อผ้ามัลติแบรนด์ที่ฮอตสุดๆ ที่มีเสื้อผ้าและเครื่องประดับอินเทรนด์มารวมตัวให้นักช็อปตัวยงให้เลือกสรรมากมาย

แต่ในวันนี้ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลถึงที่นั่นแล้วเพราะบริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด เจ้าของและผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ และหนึ่งในพันธมิตรผู้ร่วมก่อตั้ง “ไอคอนสยาม” เดินหน้าบุกธุรกิจค้าปลีกด้วยการนำร้านดังกล่าวมาเปิดตลาดครั้งแรกในเมืองไทยและในภูมิภาคอาเซียน

ทั้งนี้ ALAND นับเป็นร้านแนวไลฟ์สไตล์สโตร์แอนด์คัลเจอร์สเปซ (Lifestyle Store& Culture Space) ที่รวบรวมสินค้าแฟชั่นหลากหลายสไตล์ตั้งแต่เสื้อผ้าแฟชั่น, แอคเซสซอรี่, บิวตี้, สินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีครบถ้วนสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย เป็นร้านมัลติแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเปิดที่ชั้น 2 สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์

นายชัยโรจน์ ศรีเดชะรินทร์กุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจ International Fashion Brand Retail บริษัท สยามพิวรรธน์ รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า ด้วยกลยุทธ์ของสยามพิวรรธน์ในฐานะผู้นำนวัตกรรมค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ มุ่งนำเสนอประสบการณ์ที่แตกต่าง ตรงใจ และไม่เคยมีมาก่อนให้แก่ผู้มาใช้บริการ และที่ผ่านมาสยามพิวรรธน์ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจค้าปลีก บริหารร้านค้าแฟชั่น แอคเซสซอรี่ และสินค้าไลฟ์สไตล์ ในคอนเซปต์ที่ล้ำเทรนด์ หลากหลายประเภทและหลายแบรนด์ สยามพิวรรธน์จึงมองเห็นโอกาสที่จะต่อยอดธุรกิจค้าปลีกและแฟชั่นสไตล์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการคว้ามัลติแบรนด์สโตร์ชื่อดังจากเกาหลี ALAND ไลฟ์สไตล์สโตร์แอนด์คัลเจอร์สเปซ มาเปิดตัวครั้งแรกในเมืองไทย และเป็นร้านแรกในภูมิภาคอาเซียน

“เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเรามั่นใจว่า ALAND จะเข้ามาเสริมทัพความแข็งแกร่งของธุรกิจค้าปลีกให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำการเป็นผู้นำทางธุรกิจค้าปลีกสินค้าแฟชั่นที่ล้ำสมัย และสร้างสีสันให้กับวงการค้าปลีกแฟชั่นอีกครั้ง โดยสยามพิวรรธน์ได้นำ ALAND เข้ามาในรูปแบบของแฟรนไชส์ จะเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจของ ALAND ในประเทศไทยทั้งหมด ด้วยงบประมาณในการลงทุนเปิดร้านแรกกว่า 50 ล้านบาท”

“เหตุผลที่ ALAND เลือกมาเปิดสาขาแรกในเมืองไทยที่สยามเซ็นเตอร์ เพราะเป็นศูนย์รวมแฟชั่นที่ครองใจหนุ่มสาวแฟชั่นนิสต้ามาทุกยุคทุกสมัย เป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกันคือ กลุ่มคนรักแฟชั่น และในขณะเดียวกันสินค้าก็สามารถตอบโจทย์ลูกค้าในทุกมิติ ทั้งเรื่องการออกแบบ การใช้งานได้จริง นอกจากนี้ ยังได้คัดสรรสินค้าจากดีไซเนอร์ชื่อดัง และดีไซเนอร์หน้าใหม่ในเกาหลีมาวางจำหน่ายเปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์คลื่นลูกใหม่ได้แจ้งเกิดในวงการแฟชั่น ทำให้ร้านนี้มีครบครันทั้งสินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ แว่นตา กระเป๋า เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน ในรูปแบบแคชชวล, สตรีทแวร์ ในราคาที่เหมาะสม สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทุกเพศ ทุกวัยหลากหลายไลฟ์สไตล์ เราจึงเชื่อมั่นว่า ALAND จะก้าวเข้าไปอยู่ในใจของลูกค้าได้อย่างแน่นอน”

“โดยเบื้องต้น ALAND ได้คัดสรรสินค้าจากแบรนด์ต่างๆที่มีสไตล์และมีความเป็นแฟชั่นเกาหลีทั้งหมดกว่า 80 แบรนด์ และคาดว่าน่าจะเพิ่มเป็น 120 แบรนด์ในอนาคตอันใกล้ โดยในปีแรกของการเปิดตัวร้าน ALAND สยามพิวรรธน์ตั้งเป้ายอดขายไว้กว่า 100 ล้านบาท และคาดว่ายอดขายจะเติบโตอีกกว่า 15% ในปีถัดไป พร้อมกันนี้จะมองโอกาสการขยายธุรกิจ เปิดสาขาเพิ่มให้ได้อีก 3 สาขาในศูนย์การค้าชั้นนำของไทย ภายในระยะเวลา 3 ปี”

นายชัยโรจน์กล่าวว่า นอกจากจะได้รับความนิยมจากนักช็อปวัยรุ่นหนุ่ม-สาวชาวเกาหลี ยังได้เป็นที่กล่าวขานของสื่อต่างๆ ทั้งนิตยสารจีน ฮ่องกง และญี่ปุ่น ว่าเป็นมัลติแบรนด์สโตร์ที่ดีที่สุด และยังเป็นสถานที่สุดฮอตของศิลปิน เค-ป๊อปอีกด้วย มีสาขาในประเทศเกาหลี 16 ร้าน ที่ฮ่องกง 3ร้าน และล่าสุดสาขาแรกในไทย โดยมีทั้งหมด 3 โซน ได้แก่ แฟชั่น (fashion) แบ่งเป็นเสื้อผ้าสุภาพบุรุษ, สุภาพสตรี และยูนิเซ็ก แอคเซสซอรี่ (acessories) และบิวตี้ (beauty) โซนสินค้าเครื่องสำอาง สกินแคร์ นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่ทำงานร่วมกับศิลปินชื่อดังชาวเกาหลีอีกมากมาย เพื่อร่วมออกแบบคอลเลกชั่นสุดพิเศษ อาทิ แบรนด์ 3.3 FIELD TRIP x MMMG ร่วมออกแบบกระเป๋าอีโค่ โดยดีไซเนอร์เกาหลีชื่อดัง Soo-yeol Bae เป็นต้น

หนุ่ม-สาวแฟชั่นนิสต้าอัพเดตเทรนด์แฟชั่นสุดฮิตและอัพเดตส่งตรงจากเกาหลี ที่ร้าน “ALAND” ได้แล้ว.

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th 

 

นักธุรกิจอินเดีย แห่เข้าชมคึกคัก งานแสดงสินค้าไทยที่มุมไบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.ค. 2560 00:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/989636

สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ จัดงาน “Thailand Week 2017 Mumbai” จับคู่ธุรกิจผู้ประกอบการไทยกับอินเดีย จัดแสดงอัญมณี เครื่องประดับ อาหารและเครื่อง เครื่องสำอาง เสื้อผ้าสิ่งทอและของตกแต่ง ชาวอินเดีย เข้าชมงานคึกคัก…

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2560 นายเอกพล พูลพิพัฒน์ กงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ได้เป็นประธานเปิดงาน “Thailand Week 2017 Mumbai” จัดโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ที่ศูนย์แสดงสินค้า World Trade Centre เมืองมุมไบ

นายเอกพล กล่าวว่า ภาคธุรกิจขนาดกลางและย่อม เป็นสาขาหนึ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งของไทยและอินเดีย เป็นพลังสำคัญของการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินเดีย ด้วยการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการในภาคธุรกิจขนาดกลางและย่อม รวมทั้งการสร้างเครือข่ายและประชาสัมพันธ์สินค้าอุปโภคบริโภคของไทยในตลาดอินเดีย ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ทำให้การค้าไทยกับอินเดียขยายตัวต่อไป

สำหรับบรรยากาศในงาน มีผู้ประกอบการไทยเดินทางไปร่วมงาน 54 ราย โดยจัดแสดงสินค้า ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สปา เครื่องประดับตกแต่งบ้าน สิ่งทอและเสื้อผ้า เป็นต้น มีผู้ประกอบการชาวอินเดียให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมและเยี่ยมชมงานจำนวนมาก.

 

เปิดจองครั้งที่ 2 ‘บ้านเคหะประชารัฐ’ 148 โครงการ 20,817 หน่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มิ.ย. 2560 23:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/989562

การเคหะฯ เปิดจอง “บ้านเคหะประชารัฐ” ครั้งที่ 2 เริ่ม 30 มิ.ย.-9 ก.ค. จำนวน 148 โครงการ 20,817 หน่วย ทั้งกทม.และต่างจังหวัด ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน ดอกเบี้ยพิเศษ 1.49% เฉพาะ 30 โครงการที่เข้าร่วม พร้อมเปิดจองผ่านออนไลน์…

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และดร.ธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ร่วมแถลงข่าวมหกรรมบ้านเคหะประชารัฐ ครั้งที่ 2 ซึ่งกำหนดเปิดจองระหว่างวันที่ 30 มิ.ย. ถึงวันที่ 9 ก.ย. 2560 โดยดร.ธัชพล กล่าวว่า เพื่อเป็นการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชนที่มีรายได้น้อย ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในระดับราคาที่สามารถผ่อนชำระได้ ทั้งยังต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามเจตนารมณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้มอบหมายให้การเคหะแห่งชาติ คัดสรรโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อให้ประชาชนได้จอง จำนวน 148 โครงการ 20,817 หน่วย ณ สำนักงานใหญ่ การเคหะแห่งชาติ ซึ่งเปิดจองถึงวันที่ 4 ก.ค. ส่วนสำนักงานขายที่มีโครงการตั้งอยู่ และศูนย์ขาย 12 แห่งทั่วประเทศ เปิดจองจนถึงวันที่ 9 ก.ย. เวลา 08.30 – 18.00 น.

สำหรับรูปแบบโครงการ ประกอบด้วย บ้านเดี่ยว 4,865 หน่วย, บ้านแฝด 1,462 หน่วย, ทาวน์เฮ้าส์ 522 หน่วย, ทาวน์โฮม 1,051 หน่วย, อาคารพาณิชย์ 48 หน่วย และอาคารชุด 12,869 หน่วย แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย 1.โครงการบ้านสร้างแล้วเสร็จ จำนวน 90 โครงการ 10,614 หน่วย ราคาขายอยู่ระหว่าง 242,000 – 2,600,000 บาท มีทำเลที่ตั้งในกรุงเทพฯ เช่น รามอินทรา (ซอยคู้บอน), ปัญญารามอินทรา, ลาดกระบัง 2 และร่มเกล้า ส่วนทำเลที่ตั้งในปริมณฑล เช่น จ.นนทบุรี (บางบัวทอง, วัดกู้, ซอยกันตนา) จ.ปทุมธานี (รังสิต, สี่แยกปทุมวิไล, ลาดหลุมแก้ว)จ.นครปฐม (ท่าตำหนัก, บ่อพลับ, ศาลายา, พุทธมณฑล) จ.สมุทรปราการ (บางนา, ขจรวิทย์, แพรกษา) จ.สมุทรสาคร (บางกระเจ้า, เศรษฐกิจ, กระทุ่มแบน) และในพื้นที่ภูมิภาค เช่น ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ปราจีนบุรี, ระยอง, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, ยโสธร, หนองคาย, หนองบัวลำภู, อำนาจเจริญ, อุบลราชธานี, แพร่, ลำปาง, อุตรดิตถ์ และภูเก็ต

2.โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง จำนวน 38 โครงการ จำนวน 4,600 หน่วย ราคาขายอยู่ระหว่าง 480,000 – 4,450,000 บาท มีทำเลที่ตั้งในกรุงเทพฯ เช่น ร่มเกล้า, ลาดกระบัง, หนองจอก, บางขุนเทียน ส่วนทำเลที่ตั้งในปริมณฑล ได้แก่ จ.นนทบุรี (บางบัวทอง, วัดกู้, ซอยกันตนา) จ.ปทุมธานี (ตลาดไท) จ.นครปฐม (สระสี่มุม) จ.สมุทรปราการ (บางบ่อ, บางปู, เทพารักษ์) จ.สมุทรสาคร (เศรษฐกิจ) และในพื้นที่ภูมิภาค เช่น พระนครศรีอยุธยา, สระบุรี, ลพบุรี, กาญจนบุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, ลำปาง, พิษณุโลก, เชียงใหม่, ตาก, กำแพงเพชร, บุรีรัมย์, อุดรธานี, ขอนแก่น, สุราษฎร์ธานี, ตรัง, นครศรีธรรมราช, ภูเก็ต และกระบี่

และ 3.โครงการที่เปิดขายใหม่ จำนวน 20 โครงการ 5,603 หน่วย มีทำเลที่ตั้งในปริมณฑล ได้แก่ จ.ปทุมธานี (รังสิต) และ จ.สมุทรปราการ (เทพารักษ์, บางปู) ส่วนทำเลที่ตั้งในภูมิภาค เช่น สระบุรี, พระนครศรีอยุธยา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, นครราชสีมา, ศรีสะเกษ, กาฬสินธุ์, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ขอนแก่น, นครสวรรค์, สุราษฎร์ธานี, ตรัง และภูเก็ต

ส่วนสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองโครงการบ้านเคหะประชารัฐ ประกอบด้วย ฟรีค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ทุกโครงการ ลูกค้าสามารถเช่าซื้อกับการเคหะแห่งชาติ เฉพาะโครงการที่เข้าร่วม 30 โครงการ โดยรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.49 % หรือ สำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ยังไม่พร้อมซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการซื้อเป็นการเช่าในลักษณะโครงการเช่าเพื่อซื้อ หรือ Rent to buy เฉพาะโครงการที่เข้าร่วม 24 โครงการ หรือเลือกรับอัตราดอกเบี้ยโครงการบ้านประชารัฐ จากธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารออมสิน เฉพาะโครงการที่มีราคาขายไม่เกิน 1.5 ล้านบาท โดยมีอัตราการผ่อนชำระเป็นไปตามเงื่อนไขของสถาบันการเงินที่กำหนด หรือจะเลือกรับอัตราดอกเบี้ยตามโครงการบ้านกตัญญูของธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารออมสิน (ตามเงื่อนไขของธนาคาร) หากจองโครงการที่เปิดขายใหม่ จำนวน 20 โครงการ 5,603 หน่วย

ทั้งนี้ การเคหะแห่งชาติจะกันที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุไว้ร้อยละ 10 ของจำนวนหน่วยก่อสร้าง โดยอาคารแนวราบจะอยู่ใกล้สวนสาธารณะ ส่วนอาคารแนวสูงจะมีห้องพักอาศัยสำหรับครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ บริเวณชั้น 1 พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ

สำหรับหลักฐานการจอง ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาทะเบียนสมรส (ถ้ามี) หนังสือรับรองรายได้ หรือสลิปเงินเดือน หรือหนังสือรับรองรายได้ตนเอง และเงินจองตั้งแต่ 1,000 บาท สำหรับคุณสมบัติของผู้จอง ประกอบด้วย มีสัญชาติไทยและบรรลุนิติภาวะแล้ว มีรายได้ไม่เกิน 40,000 บาท/เดือน สำหรับการจองโครงการที่ราคาไม่เกิน 740,000 บาท และไม่จำกัดรายได้สำหรับการจองโครงการที่ราคาเกิน 740,000 บาทขึ้นไป

นอกจากนี้ เพื่อตอบสนองนโยบาย “ประเทศไทย 4.0” ของรัฐบาล ได้พัฒนานวัตกรรมระบบการให้บริการค้นหาบ้านว่างพร้อมขาย และจองผ่านระบบจองบ้านออนไลน์ ผ่าน http://house.nha.co.th  จำนวน 48 โครงการ 4,044 หน่วย ซึ่งลูกค้าสามารถนำใบจองหรือบาร์โค้ด ไปชำระเงินที่สำนักงานใหญ่ การเคหะแห่งชาติ, สำนักงานเคหะชุมชน และเคาน์เตอร์เซอร์วิส.

 

นครชัยแอร์ เปิดแผนเจาะคนจีนเที่ยวไทย ดันยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติโต 30%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มิ.ย. 2560 22:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/989546

นครชัยแอร์ ขานรับนโยบาย ”ไทยแลนด์ 4.0” กระตุ้นเศรษฐกิจ ปรับกลยุทธ์เจาะชาวจีนเที่ยวไทย ตั้งเป้าดันยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติมาใช้บริการเพิ่ม 30 % ภายในปี 63 จัดเต็มภาษาจีนใช้สื่อสารทุกช่องทาง รวมถึงโซเชียลมีเดีย…

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด กล่าวว่า ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจตามนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปเป็นรายได้สูง เป็นการวางรากฐานเพื่อพัฒนาประเทศในระยะยาว และจากการคาดการณ์ องค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาติ ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านการท่องเที่ยว จะปรากฏชัดในปี 2563 ทำให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เดินทางมายังภูมิภาคเอเชีย โดยประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ต้องจับตามอง ซึ่งการท่องเที่ยว จัดเป็นอุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์ในแง่การสร้างรายได้ที่เป็นส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยกว่า 20.6% ประกอบกับ ข้อมูลจากสำนักข่าวไชน่าเดลี่ เปิดเผยว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวชาวจีน นิยมมาท่องเที่ยวเป็นอันดับหนึ่ง ตามเส้นทางสายไหม จาก 10 อันดับ

สำหรับสถิตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางกับรถโดยสารนครชัยแอร์ในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมาคิดเป็น 10 % ของผู้โดยสารทั้งหมด ประกอบไปด้วยโซนยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน ต่อมาเมื่อประเทศไทย ก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พบว่ามีกลุ่มประชาชนชาว พม่า ลาว เวียดนาม เดินทางเชื่อมต่อเข้ามาในประเทศด้วยรถนครชัยแอร์มากขึ้น และในปลายปี 2559 จนถึงปัจจุบัน จำนวนกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ใช้บริการรถโดยสารนครชัยแอร์ท่องเที่ยวด้วยตนเองเพิ่มมากขึ้น โดยนิยมเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ และพัทยา ซึ่งการปรับแผนกลยุทธ์ ให้สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อสร้างประเทศไทยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ด้วยการตั้งอยู่บนพื้นฐานจุดแข็งด้านวัฒนธรรม โดยนครชัยแอร์ได้มีการเพิ่มภาษาจีน เพื่อให้ข้อมูลรายละเอียดกับนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่สถานีเดินรถนครชัยแอร์, จอTVส่วนตัวบนรถ สามารถเลือกแสดงเมนูเป็นภาษาจีนได้ และ Call Center ที่สามารถสนทนาภาษาจีนได้

นอกจากนี้ในอนาคต จะมีการพัฒนาการให้ข้อมูล เช่น ทาง Website นครชัยแอร์ เพิ่มข้อมูลรายละเอียดภาษาจีนให้ครบถ้วนเหมือนภาษาไทย, การให้ข้อมูลช่องทางการซื้อตั๋วเป็นภาษาจีน ซึ่งสามารถซื้อตั๋วนครชัยแอร์ได้ด้วยตนเองผ่าน NCA Booking โดยไม่ต้องซื้อผ่านตัวแทน จึงทำให้นักท่องเที่ยวได้ราคามาตรฐานของบริษัทฯ การเพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์ทาง Social ที่เข้าถึงนักท่องเที่ยวชาวจีนมากขึ้น เช่น ผ่านโปรแกรม Weibo และ Wechat อีกทั้งยังพัฒนาช่องทางการชำระเงินเพื่ออำนวยความสะดวกต่อชาวต่างชาติ อาทิ Mobile Payment, Samsung Pay, Alipay โดยเป้าหมายการดำเนินการเพื่อต้องการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนเพิ่มขึ้นอีก 10 % ภายในปี 2561 และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติรวมคิดเป็น 30 % ของจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดภายในปี 2563

อย่างไรก็ตามเพื่อให้แนวทางที่วางไว้บรรลุผลสำเร็จ บริษัทจึงได้ประกาศรับสมัคร ชาวจีน ในตำแหน่งนักการตลาด โดยมีคุณสมบัติ อายุ 22-30 ปี ซึ่งเป็นชาวจีนที่สามารถพูดภาษาไทยได้ จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี โดยผู้สนใจหรือคนไทยที่มีเพื่อนเป็นชาวจีน สามารถแนะนำให้มาสมัครงานได้ที่ บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเที่เบอร์ 0-2939-4999 ต่อ 1174

นางเครือวัลย์ ยังกล่าวว่า แผนการดำเนินงานในการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีน เป็นเพียงหนึ่งในอีกหลายแผนงานของการดำเนินธุรกิจ ที่สอดคล้องกับ นโยบายไทยแลนด์ 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ มาตรฐานด้านความปลอดภัย การตรงต่อเวลา และการบริการลูกค้าผู้ใช้บริการให้ได้รับความสะดวกสบาย และพัฒนาบริการใหม่ๆเพื่อแก้ปัญหาต่างๆให้ดียิ่งขึ้น ยังคงเป็นเป้าหมายหลักที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญ.

 

รฟม. แจ้ง เบี่ยงช่องจราจรปากซอยพหลโยธิน 21 ถึงตลาดยิ่งเจริญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มิ.ย. 2560 21:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/989532

รฟม. แจ้งเบี่ยงช่องทางจราจรบนถนนพหลโยธิน ปากซอยพหลโยธิน 21 ถึง ตลาดยิ่งเจริญ เพื่อยกชิ้นส่วนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ระหว่างวันที่ 1-31 ก.ค.60

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 60 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต สัญญาที่ 1 จะดำเนินการยกชิ้นส่วนงานสถานี จึงมีความจำเป็นต้องเบี่ยงการจราจรบนถนนพหลโยธิน บริเวณปากซอยพหลโยธิน 21 ถึง ตลาดยิ่งเจริญ ในวันที่ 1 ก.ค.-31 ก.ค. 60 เวลา 22.00 – 05.00 น.

สำหรับการเบี่ยงช่องทางจราจร ดังต่อไปนี้ บริเวณปากซอยพหลโยธิน 21 ถึง โรงพยาบาลสัตว์ ม.เกษตรศาสตร์ จะทำการเบี่ยงช่องทางการจราจรบนถนนพหลโยธินทั้งฝั่งขาเข้าและฝั่งขาออกเพิ่ม (ชิดเกาะกลาง) ฝั่งละ 1 ช่องทาง ทำให้มีช่องทางทั้งฝั่งขาเข้าและฝั่งขาออกคงเหลือฝั่งละ 1 ช่องทาง

ส่วนบริเวณปากซอยพหลโยธิน 45 ถึง ถาวรวิลล่า จะทำการเบี่ยงช่องทางการจราจรบนถนนพหลโยธินทั้งฝั่งขาเข้าและฝั่งขาออกเพิ่ม (ชิดเกาะกลาง) ฝั่งละ 1 ช่องทาง ทำให้มีช่องทางทั้งฝั่งขาเข้าและฝั่งขาออกคงเหลือฝั่งละ 1 ช่องทาง

สำหรับ บริเวณปากซอยพหลโยธิน 57 ถึง ตลาดยิ่งเจริญ จะทำการเบี่ยงช่องทางการจราจรบนถนนพหลโยธินทั้งฝั่งขาเข้าและฝั่งขาออกเพิ่ม (ชิดเกาะกลาง) ฝั่งละ 1 ช่องทาง ทำให้มีช่องทางทั้งฝั่งขาเข้าและฝั่งขาออกคงเหลือฝั่งละ 1 ช่องทาง.

 

‘พาณิชย์’ เผย ไทยมีโอกาสขยายลู่ทางส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มิ.ย. 2560 21:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/989480

‘พาณิชย์’ เผย มะกันเพิ่มสินค้า 2 รายการให้ได้รับสิทธิจีเอสพี ทั้งเครื่องใช้ในการเดินทาง และเซลลูโลสไนเตรต มีผล 1 ก.ค.นี้ ไทยมีโอกาสขยายลู่ทางการส่งออกในสหรัฐฯ มากขึ้น เหตุไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า จากปกติต้องเสีย 4.5-20% สำหรับเครื่องใช้ในการเดินทาง

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.60 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามในประกาศผลการพิจารณาทบทวนโครงการสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ประจำปี 59 โดยได้เพิ่มเติมรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิจีเอสพีแก่ประเทศสมาชิกทั่วไป รวมถึงไทย

สำหรับสินค้า 2 ประเภท คือ สินค้าเครื่องใช้ในการเดินทาง พิกัดศุลกากรย่อยประมาณ 23 รายการ เช่น กระเป๋าเดินทาง กระเป๋าเอกสาร และกระเป๋าถือ เป็นต้น และสินค้าเซลลูโลสไนเตรต พิกัดศุลกากร 3912.20.00 จำนวน 1 รายการ ส่งผลให้สินค้าไทยทั้ง 2 รายการส่งออกโดยได้รับสิทธิยกเว้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.นี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ เพราะสหรัฐฯ ต้องการเพิ่มแหล่งในการนำเข้าสินค้าที่หลากหลายจากกลุ่มประเทศที่ได้รับสิทธิ เช่นไทย ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตสินค้าเครื่องใช้ในการเดินทาง และสหรัฐฯ ต้องการปรับสมดุลทางการค้ากับกลุ่มประเทศอื่นที่ไม่ได้รับสิทธิ ดังนั้น การที่สหรัฐฯ ให้สิทธิพิเศษสินค้าทั้ง 2 รายการ จะเป็นปัจจัยดึงดูด และโอกาสสำคัญในการเพิ่มลู่ทางขยายการลงทุนจากสหรัฐฯ ในไทย รวมทั้งเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันให้กับสินค้าไทย ที่จะส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าดังกล่าวของไทยในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นได้

สำหรับเครื่องใช้ในการเดินทางที่อยู่ในข่ายที่ไทยจะได้รับสิทธิ ปัจจุบัน สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้า 4.5 – 20% หากผู้ส่งออกไทยขอใช้สิทธิจีเอสพีส่งออกไปสหรัฐฯ จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า โดยในปี 59 สหรัฐฯ นำเข้าจากทั่วโลก 6,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และนำเข้าจากไทยเพียง 46 ล้านเหรียญฯ หรือ 0.67% ของการนำเข้าสินค้านี้จากทั่วโลก โดยจีนมีส่วนแบ่งมากที่สุดถึง 65% และเวียดนาม 30% ในขณะที่เซลลูโลสไนเตรต ปี 59 สหรัฐฯ นำเข้าจากไทย 13 ล้านเหรียญฯ จากมูลค่านำเข้ารวมจากทั่วโลกประมาณ 380 ล้านเหรียญฯ

“ที่ผ่านมา กระทรวงฯ ได้พยายามผลักดันผ่านหลายๆ ช่องทาง ให้สหรัฐฯ พิจารณาให้สิทธิพิเศษฯ เพิ่มเติมสำหรับสินค้าเครื่องใช้ในการเดินทาง ซึ่งไทยมีศักยภาพในการผลิต และขยายการส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ อีกทั้งยังได้หารือกับสภาหอการค้าสหรัฐฯ และนักธุรกิจผู้นำเข้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการผลิตเครื่องใช้ในการเดินทางแบรนด์ดังของสหรัฐฯ เช่น Coach และ Tumi ซึ่งสนับสนุนให้ไทยขอรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม”.

 

‘นที’ เมินAIC ล็อบบี้ยิสต์เฟซบุ๊ก-ยูทูบ ชี้หากินในไทยต้องลงทะเบียน OTT

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มิ.ย. 2560 18:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/989241

กสทช.ไม่ขอตอบโต้ AIC ระบุเป็นเพียงล็อบบี้ยิสต์ เฟซบุ๊ก-ยูทูบ ชี้หากแสวงหาประโยชน์ในไทย ก็ควรทำตามกฎหมาย ชวนลงทะเบียน OTT ชี้หลายประเทศก็ใช้กฎนี้ เผยยุโรปจะเริ่มใช้ในสิ้นปีนี้

จากกรณีที่ กสทช. ประกาศว่า หากผู้ให้บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต หรือ OTT (Over The Top) ไม่มาลงทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎระเบียบ รวมถึงบริษัทเอเยนซี่ จะเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ซึ่งทาง AIC (Asia Internet Coalition) ล็อบบี้ยิสต์ ในนามเฟซบุ๊ก-ยูทูบ มีแถลงการณ์คัดค้านระบุว่า ระเบียบดังกล่าวจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาธุรกิจในไทย และอาจขัดต่อข้อตกลงนานาชาติได้

ล่าสุด พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า กสทช. ในฐานะองค์กรกำกับดูแล ขอไม่ตอบโต้ใดๆ กับ AIC หรือองค์กรล็อบบี้ยิสต์เหล่านี้ แต่เมื่อได้รับหนังสือแล้ว จะส่งเสนอไปยังอนุกรรมการพิจารณาในที่ประชุมสัปดาห์หน้าต่อไป ระหว่างนี้หากเฟซบุ๊ก-ยูทูบ ต้องการเสนออะไรต่อ กสทช. ก็ยินดีที่จะพิจารณา

สำหรับผู้ให้บริการ OTT ที่มาลงทะเบียนแล้ว ก็จะถือว่าเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการ OTT ในประเทศไทย ก็จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายประเทศไทย ดังนั้นกฎหมายมีอะไรบ้าง ก็จะต้องปฏิบัติตามทั้งหมด การมาแสวงหาประโยชน์ทางธุรกิจในประเทศ โดยไม่ทำตามกฎหมายของเรา มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

ทั้งนี้ กสทช. ไม่สามารถที่จะบอกหรือมีความเห็นได้เลยว่า สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง เพราะมีเนื้อหาที่เข้าข่ายผิดกฎหมายเต็มไปหมด ทั้งการพนันออนไลน์ เนื้อหาผิดลิขสิทธิ์ ลามกอนาจาร ขายยาผิดกฎหมาย ในส่วนนี้ กสทช. ไม่สามารถดูแลได้เลย มองว่าขณะนี้ ระบบพวกนี้กลายเป็นสื่อแล้ว ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มเพื่อติดต่อสื่อสาร และเข้าข่ายเป็นกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่

พ.อ.ดร.นที กล่าวอีกว่า หากเฟซบุ๊ก-ยูทูบ ไม่ดำเนินการลงทะเบียน ก็ถือว่าไม่อยู่ในระบบกฎหมายของไทย และหากมาแสวงหาประโยชน์จากเรา มันไม่ยุติธรรม ไปอยู่บ้านใครก็ต้องเคารพกฎของบ้านเขาเป็นเรื่องปกติ และผู้ประกอบธุรกิจที่ดีก็ไม่ควรทำธุรกรรมกับเขาตามหลักธรรมาภิบาล มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นผู้สนับสนุนคนที่ทำไม่ถูกไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ในประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย ได้ออกระเบียบนี้ขึ้นมาแล้ว รวมทั้งในยุโรปก็เตรียมออกกฎหมายคล้ายๆ กัน นำมาใช้ปลายปีนี้ด้วยเช่นกัน โดยขณะนี้ผู้ให้บริการ OTT แทบทุกราย ได้เข้ามาดำเนินการลงทะเบียนกับ กสทช. เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียง 3 ราย คือ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และเน็ตฟลิกซ์ (netflix) ที่จะเข้ามาติดต่อในช่วงต้นเดือน ก.ค.นี้