‘บิ๊กบี้’ ย้อนถาม ‘นายจ้าง’ แรงงานต่างด้าวผิดก.ม.เต็มเมือง ให้ทำยังไง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.ค. 2560 15:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/992383

พล.อ.ศิริชัย รมว.แรงงาน ย้อนถามนายจ้าง หลังใช้ยาแรงผลักดันแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายกลับประเทศ บอกจะให้ทำอย่างไร

พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงเรื่องผลกระทบการขาดแคลนแรงงาน หลังมีการใช้ พ.ร.ก.ต่างด้าว ว่า นายกฯ เป็นห่วงในเรื่องนี้ จึงจำเป็นต้องใช้ มาตรา 44 ชะลอโทษใน 4 มาตรา คือ มาตรา 101, 102, 119 และ 122 เพื่อให้ขบวนการต่างๆ ไปดำเนินการให้ถูกต้องภายใน 120 วัน ซึ่งที่จริงแค่ 2 เดือนหรือ 60 วันก็สามารถทำได้แล้ว แต่ได้เผื่อเวลาให้ถึง 120 วัน

โดย เนื้อหาของ มาตรา 44 นอกจากชะลอโทษ จะมีการห้ามเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมาย แสวงหาผลประโยชน์ ทุกส่วนต้องทำงานอย่างโปร่งใส โดยกระทรวงแรงงานจะดูแลปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และมีแผนรองรับไว้แล้ว

“อยากถามว่าเคยได้ยินเรื่อง ต่างด้าวเต็มบ้านเต็มเมือง เป็นเจ้าของกิจการ แย่งอาชีพชีพคนไทย กันบ้างไหม สิ่งต่างๆ เหล่านี้จำเป็นต้องทำให้ถูกต้อง รัฐบาล เริ่มจัดระเบียบ ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศในปี 2557 ทำมานาน 3 ปีแล้ว รณงค์ไม่ให้ใช้แรงงานผิดกฎหมายมาตลอด ไม่ใช่ออก พ.ร.ก.ต่างด้าว แบบปุ๊บปั๊บ โทษปรับ 4-8 แสน ไม่ใช่อยากเพิ่มก็เพิ่ม มันเชื่อมโยงกับกฎหมายอื่นในกลุ่มเดียวกัน บทลงโทษจึงเทียบเคียงกัน นายจ้างต้องตระหนัก ถ้าทำผิดก็ต้องรับโทษ”

 

เงินเฟ้อ มิ.ย. ติดลบ 0.05% ต่ำสุดรอบ 15 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.ค. 2560 14:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/992335

มิถุนายน เงินเฟ้อ ติดลบ 0.05% ต่ำสุดรอบ 15 เดือน ส่วนครึ่งปีแรกสูงขึ้น 0.67% “พาณิชย์” ยัน ไม่กังวลเงินเฟ้อลดต่อเนื่อง 2 เดือน ชี้เป็นผลจากราคาสินค้าผัก-ผลไม้สดลดลงจากปีก่อน ที่มีภัยแรงดันราคาพุ่งกระฉูด พร้อมปรับคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีเหลือโต 0.7-1.7% จากเดิม 1.5-2.2% เหตุราคาน้ำมันดิ่ง

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือนมิ.ย.60 ว่า เท่ากับ 100.66 ลดลง 0.05% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย. 59 ซึ่งเป็นการปรับลดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และเป็นการปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 15 เดือน นับจากเดือนมี.ค.59 ที่ติดลบ 0.46% แต่เมื่อเทียบกับพ.ค.60 สูงขึ้น 0.02% ขณะที่เฉลี่ยครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 60 เพิ่มขึ้น 0.67%

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อ มิ.ย. ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เป็นผลจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ลดลง 0.70% โดยสินค้าสำคัญราคาลดลง เช่น ผักและผลไม้, ไข่และผลิตภัณฑ์นม, เนื้อสัตว์ เป็ดไก่ และสัตว์น้ำ, ข้าวแป้ง และผลิตภัณฑ์ ส่วนหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 0.32% สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง, ค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าหอพัก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกรายการสินค้า 422 รายการที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อ พบว่า สินค้าราคาสูงขึ้น 151 รายการ เช่น เนื้อหมู ไข่ไก่ กับข้าวสำเร็จรูป ข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยว อาหารสำเร็จรูป/แพ็กพร้อมปรุง ข้าวราดแกง อาหารตามสั่ง เป็นต้น สินค้าราคาไม่เปลี่ยน 163 รายการ และสินค้าราคาลดลง 108 รายการ

น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่กังวลตัวเลขเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลงติดต่อกัน เพราะสาเหตุที่ลดลงมาจากสาเหตุสินค้าตามฤดูกาล หรือผักและผลไม้ ซึ่งปีก่อนได้รับผลกระทบจากภัยแล้งทำให้ราคาสูงขึ้นมาก แต่ปีนี้ไม่มีปัญหาดังกล่าว ทำให้ราคาเมื่อเทียบกับฐานปีก่อนลดลงมา รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ แชมพู มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย (โปรโมชั่น) เมื่อยกเลิกการจัดโปรโมชั่นทำให้มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อเช่นกัน

สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อปี 60 สำนักงานฯได้ปรับประมาณการมาอยู่ในกรอบขยายตัว 0.7-1.7% ลดจากเดิมที่คาดการณ์ขยายตัว 1.5-2.2% เพราะได้มีการปรับสมมติฐานใหม่ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่ได้ปรับคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 45-55 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล จากเดิมคาดที่ระดับ 50-60 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 34-36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิม 35.5-37.5 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยยังใช้สมมติฐานเดิมคือ ขยายตัว 3-4%

“ที่ต้องปรับคาดการณ์เงินเฟ้อลดลง เพราะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเปลี่ยนแปลงไป โดยครึ่งปีแรกราคาไม่ได้ปรับขึ้นแรงอย่างที่ประเมินกันไว้ เฉลี่ยราคาน้ำมันดิบดูไบเดือนมิ.ย.อยู่ที่ 45.73 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้นมา จึงปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อใหม่” น.ส.พิมพ์ชนก กล่าว.

 

กนร.แนะอย่าเพิ่งให้แรงงานต่างด้าวกลับบ้าน รอคำสั่งม. 44 ส่อชะลอโทษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.ค. 2560 14:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/992328

กนร. เผย แรงงานต่างด้าวเดินทางออกนอกประเทศ 2.9 หมื่นคน แนะนายจ้างอย่าปล่อยกลับจะเสียโอกาส ให้รอคำสั่ง มาตรา 44 ชะลอโทษ

เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 60 นายวิวัฒน์ จิระพันธุ์วานิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ว่า มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว พ.ศ.2560-2564 และคณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลยุทธศาสตร์การบริหารฯ หามาตรการรองรับกับการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการ การทำงานของแรงงานต่างด้าว พ.ศ.2560

โดย กนร. เห็นชอบให้ขยายเวลาแรงงานต่างด้าว 2 กลุ่ม คือ ประมง กับแปรรูปสัตว์น้ำ ที่บัตรสีชมพูหมดอายุ 1 พ.ย.60 กับกลุ่มแรงงานทั่วไปที่หมดอายุ 31 มี.ค. 61 ซึ่งผ่านการตรวจสัญชาติได้วีซ่าแล้ว แต่ไม่สามารถไปขอใบอนุญาตทำงานได้ทันกำหนดใน 15 วัน เนื่องจากช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. แรงงานนับแสนคนเดินทางกลับประเทศต้นทาง กลับมาขออนุญาตไม่ทัน กนร.จึงขยายเวลา ให้ยื่นขอใบอนุญาตทำงานได้จนถึงวันสิ้นอายุบัตรสีชมพูที่ถือ

นายวิวัฒน์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีการพิจารณาถึงกรณีแรงงานต่างด้าวเดินทางออกนอกประเทศ ว่า หลัง 23 มิ.ย. มีแรงงานต่างด้าวเดินทางออกผ่านด่านชายแดนกว่า 29,000 คน แต่ก็มียอดแรงงานที่เดินทางเข้ามาทำงานตามเอ็มโอยู 6 หมื่นคน

ส่วนการชะลอ พ.ร.ก.ต่างด้าว ที่ส่งผลกระทบนายจ้างและแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ยังต้องรอดูคำสั่ง มาตรา 44 ที่จะออกมาว่าใน 120 วัน จะให้การช่วยเหลืออย่างไร หลังจากนั้นกระทรวงแรงงานจะแถลงมาตรการให้ชัดเจน นายจ้างจึงอย่าวิตกเกินไป เพราะหากปล่อยให้ลูกจ้างเดินทางกลับ จะเป็นการเสียโอกาส

สำหรับแรงงานต่างด้าวที่มีใบอนุญาตทำงาน แต่ชื่อนายจ้างไม่ตรงตามที่ระบุและทำงานผิดสถานที่ นายจ้างสามารถนำไปยื่นขอเปลี่ยนชื่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด โดยจะทำได้แล้วเสร็จใน 1 วัน นอกจากนี้ยังมีการรายงานผลการประชุมวิชาการเมียนมา-ไทย ซึ่งเมียนมารับหลักการให้คนของเขามาทำงานในไทยแบบรัฐต่อรัฐ ในอาชีพประมง ก่อสร้าง ภาคบริการ เอสเอ็มอี โดยเห็นชอบตั้งคณะทำงานร่วมกันฝ่ายละ 5 คน

 

บอร์ด บขส. ย้ำ ย้ายหมอชิตต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.ค. 2560 11:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/992023

บอร์ด บขส. มั่นใจ ขั้นตอนสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่โปร่งใส เหตุล่าช้าเนื่องจากคณะกรรมการสรรหาฯ ไม่ครบ 5 คน ย้ำย้ายหมอชิตต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก..

วันที่ 3 ก.ค. 60 นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธานคณะกรรมการบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานของกรรมการผู้จัดการใหญ่ ตามแนวทางที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยจะประเมินผลการทำงานของ นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. ในช่วง 4 เดือนแรก หากผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จะมีผลสิ้นสุดสัญญาจ้าง

อย่างไรก็ตาม หากมีผลงานผ่านหลักเกณฑ์การประเมิน ก็ยังต้องถูกประเมินในทุก 6 เดือนต่อไป สำหรับกระบวนการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. ที่ผ่านมามีความล่าช้าเกิดขึ้น เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาฯ มีจำนวนไม่ครบ 5 คน เนื่องจากมีการลาออก หมดวาระ ของกรรมการหลายท่าน จึงต้องรอการแต่งตั้งคณะกรรมการบริษัทฯ เข้ามาใหม่

เมื่อได้รับการแต่งตั้งมาครบ จึงได้ดำเนินการสรรหาในทันที และคณะกรรมการสรรหาฯ ได้พิจารณาเห็นว่าควรปรับปรุงคุณสมบัติผู้สมัคร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สามารถสมัครเข้าแข่งขันได้มากขึ้น เพื่อมีโอกาสได้เลือกคนเก่งและดีเข้ามาพัฒนา บขส. ซึ่งอยู่ในภาวะที่มีการแข่งขันสูงกับสายการบินต้นทุนต่ำและรถร่วมผู้โดยสาร

สำหรับการพิจารณาปรับปรุงคุณสมบัติ จึงเป็นดุลยพินิจของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย ไม่มีการเอื้อประโยชน์ใดๆ ต่อผู้สมัคร และการสรรหาทุกรอบคณะกรรมการสรรหาฯ ให้ความยุติธรรมกับผู้สมัครอย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งการประกาศรับสมัครได้มีการกำหนดคุณสมบัติ ผ่านสื่อต่างๆ ล่วงหน้า

นายอนุสรณ์ เผยถึงแผนการย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) กลับไปยัง สถานีหมอชิตเก่า ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 100,000 ตารางเมตร ว่าบขส. ไม่ขัดข้อง เนื่องจากผู้โดยสารสามารถเดินทางมาที่สถานีหมอชิตเก่าได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะใช้รถไฟฟ้าสายสีเขียว รถโดยสารประจำทาง รถแท็กซี่ หรือรถส่วนตัว แต่ต้องการให้กระทรวงคมนาคม ได้ศึกษาผลกระทบให้รอบด้าน มีการจัดพื้นที่ให้เพียงพอรองรับปริมาณรถโดยสารในอนาคต

รวมทั้งให้ความสำคัญกับการเดินทางของผู้โดยสาร ไม่ก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดหรือวิกฤติ ต้องก่อสร้างทางเชื่อม (Ramp) เข้า-ออก ไปสู่ถนนวิภาวดีโดยตรง ซึ่ง บขส. จะไม่เป็นผู้ลงทุนด้านโครงสร้างหลักต่าง ๆ แต่จะลงทุนเฉพาะการพัฒนาระบบการเดินรถ และระบบบริหารสถานี ให้มีความทันสมัย มุ่งสู่ Smart Station เช่น สถานี Shinjuku ในประเทศญี่ปุ่น

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับบริการที่ทันสมัย สะดวกสบาย และเป็นมาตรฐานสากล นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้ก่อสร้างสถานีบริการขนส่งสาธารณะขนาดเล็ก (บริเวณพื้นที่ใต้ทางด่วน) เพื่อใช้เป็นพื้นที่ให้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะ ตามนโยบายการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้.

 

ทองไทยเปิดตลาดปรับลง 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,500

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.ค. 2560 10:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/991825

ทองไทยเปิดตลาด ราคาปรับลง 50 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,900 ขายออกบาทละ 20,000 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,541.24 ขายออกบาทละ 20,500

วันที่ 3 ก.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.22 น. ราคาลดลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,900 ขายออกบาทละ 20,000 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,541.24 ขายออกบาทละ 20,500 บาท.

 

ถอดบทเรียนวิกฤติต้มยำกุ้ง 20 ปี แห่งการสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/990730

2 ก.ค.2540 เวลา 08.30 น. ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศ “ลอยตัวค่าเงินบาท” หลังจากที่ “ทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ” ที่ไทยมีอยู่ประมาณ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ “เกลี้ยงหน้าตัก” เหลือเศษเงินอยู่เพียง 158 ล้านเหรียญสหรัฐฯเท่านั้น อันเป็นจาก ที่ ธปท.งัดเอาทุนสำรองออกไปต่อสู้กับการโจมตีค่าเงินของกองทุนเก็งกำไร (เฮดจ์ฟันด์) จากทั่วโลก!

ท้ายที่สุดประเทศไทยต้องขอเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินและวิชาการจาก “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” หรือ “ไอเอ็มเอฟ” ยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกอย่างที่ไอเอ็มเอฟหยิบยื่นให้

ถือเป็น “วิกฤติเศรษฐกิจ” ครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ จนนำไปสู่ความตกต่ำของเศรษฐกิจไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ธุรกิจเอกชนน้อย-ใหญ่ทั้งระบบ ธนาคารและสถาบันการเงินกว่า 60 แห่งต้อง “ปิดตัวลง” ผู้คนสิ้นเนื้อประดาตัว แรงงานตกงานกันเป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

11 ส.ค.2540 ธปท.ต้องลงนามในหนังสือแสดงความจำนงขอรับความช่วยเหลือด้านการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Letter of Intent : LOI) ฉบับที่ 1 จำนวนเงิน 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯในรูป Stand-by arrangement หรือการทยอยให้ตามหนังสือแสดงเจตจำนงระยะเวลา 34 เดือน (ส.ค.2540-31 พ.ค.2543) พร้อมขอรับความช่วยเหลือจากพันธมิตรอีก 9 ประเทศวงเงินกว่า 13,200 ล้านเหรียญ ผ่านธนาคารพัฒนาเอเชียและธนาคารโลก

แต่ความช่วยเหลือดังกล่าวก็มาพร้อมกับ “บทลงโทษ” อันรุนแรง!!!

การประกาศปรับเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนมาเป็น “ลอยตัวแบบมีการจัดการ (Managed Float)” ส่งผลให้ค่าเงินบาทของไทยไหลรูดจาก 25.28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 52 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯส่งผลให้บริษัทเอกชนที่มีหนี้สกุลเงินต่างประเทศในมือเวลานั้นมีหนี้เพิ่มขึ้นกว่า 100% ถึงขั้นไม่อยู่ในสถานะที่จะชำระหนี้ได้ ต้องประสบภาวะ “ล้มละลาย” และปรับโครงสร้างหนี้ตามมาเป็นพรวน!

“วิกฤติเศรษฐกิจไทย” ยังสาหัสมากขึ้นไปอีก เพราะเราไม่ได้ประสบวิกฤติที่มาจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศและจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลต่อเนื่องรุนแรงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่เรียกว่า Twin Crisis ในฝั่งของสถาบันการเงินที่ประสบ “วิกฤติ” อย่างรุนแรงเช่นกัน เมื่อมาประจวบกับความ “อ่อนหัด” ต่อการรับมือเงินร้อนของ ธปท.ในเวลานั้น จึงยิ่งเร่งวิกฤติให้จมปลักลงไปอย่างชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน!!!

เมื่อบริษัทดีๆประสบปัญหาไม่สามารถชำระหนี้จากค่าเงินที่อ่อนค่ารุนแรงได้ ทำให้สินเชื่อกว่าครึ่งของระบบสถาบันการเงินไทยกลายเป็นหนี้เสีย ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ประสบปัญหาฐานะเงินกองทุนไม่เพียงพอ เริ่มจากธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (บีบีซี) ก่อนลุกลามไปสู่ธนาคาร และสถาบันการเงินอื่นๆอีกนับร้อยตามมา

เมื่อมาประจวบเหมาะกับความไม่มีประสิทธิภาพและล่าช้าในการแก้ไขปัญหาจากการที่ผู้คนแห่ไปถอนเงินออกจากธนาคารพาณิชย์ และบริษัทเงินทุน ที่แม้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินจะอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้ารักษาสภาพคล่องของสถาบันการเงินไทยแต่ก็ยังไม่สามารถต้านทานกระแสตื่นตระหนกของผู้คนได้

ท้ายที่สุดกระทรวงการคลังและ ธปท.ต้องสั่งระงับการดำเนินกิจการชั่วคราวบริษัทเงินทุน 16 แห่ง เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2540 และออกประกาศระงับเพิ่มเติมอีก 42 แห่งในอีก 2 เดือนต่อมา ก่อนจะตามมาด้วยการ “รูดม่าน” ปิดกิจการถาวรไปถึง 56 แห่งในท้ายที่สุด

ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ที่ถือเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ได้ปิดกิจการไปถึง 6 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (บีบีซี) ธนาคารสหธนาคาร ศรีนคร มหานคร นครหลวงไทยและธนาคารแหลมทอง ส่วนธนาคารไทยแห่งอื่นๆ แม้ไม่ถูกปิดกิจการ แต่ผู้บริหารต้องวิ่งพล่านหาพันธมิตรจากต่างชาติเข้ามาถือหุ้นเพื่อเอาตัวรอด จนทุกธนาคารไม่สามารถจะรักษาสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ของคนไทยเอาไว้แม้แต่แห่งเดียว

ผลพวงจากการปิดธนาคาร สถาบันการเงินนับร้อยที่เกิดขึ้น ส่งผลให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินต้องเข้าไปอัดฉีดเงินและเข้าไปช่วยเพิ่มทุนกู้วิกฤติให้สถาบันการเงินที่ปิดกิจการ ต้อง “รูดม่าน” ปิดบัญชีความเสียหายด้วยการสร้างหนี้สาธารณะฝากไว้ให้ลูกหลานใช้สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท

แม้กาลเวลาจะผ่านมาถึง 20 ปี จนวันนี้หนี้ก้อนมหึมาก้อนนี้ยังเหลืออยู่มากกว่า 900,000 ล้านบาท

นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างหนักในประเทศไทย วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ยังกระจายพิษสงต่อไปหลายประเทศจนกลายเป็น “วิกฤติการเงินในภูมิภาคเอเชีย” ทำให้ต่างชาติขนานวิกฤติในครั้งนั้นว่า “วิกฤติต้มยำกุ้ง” กลายเป็นต้นแบบของวิกฤติการเงินในอีกหลายซีกโลกตามมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ในโอกาสครบรอบ 20 ปีของวิกฤติต้มยำกุ้ง “ทีมเศรษฐกิจ” จึงได้ย้อนรอยสอบถามผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวเหตุการณ์ในครั้งนั้น เพื่อสะท้อนข้อคิดและมุมมอง รวมทั้งสะท้อนมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยที่กำลังเป็นอยู่แนวร่วมหาทางการรับมือหากประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤติในลักษณะเดียวกันอีกครั้ง ดังนี้ :

“ทนง พิทยะ” ย้อนรอยวิกฤติต้มยำกุ้ง

เริ่มจาก นายทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง ที่ประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 ก.ค.ได้ย้อนรอยที่มาของ “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ในครั้งนั้นว่า 10 ปีก่อนเกิดวิกฤติปี 40 เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่องปีละ 9-10% ทุกปี ทุกคนได้ประโยชน์หมด ราคาที่ดินพุ่ง ดัชนีหุ้นทะยาน ประชาชนมีเงินจับจ่ายใช้สอยกันคล่องมือ รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้เยอะ

แต่ท่ามกลางการเติบโตที่ว่าได้เกิดปัญหาสะสมระหว่างทาง โดยเฉพาะช่วง 5 ปีก่อนวิกฤติ เพราะเศรษฐกิจที่เติบโตจากการกู้ยืมเงินตราต่างประเทศมาใช้จ่าย ภาคเอกชน สถาบันการเงินต่างออกไปกู้หนี้ยืมสินเข้ามาจำนวนมากเพื่อปล่อยกู้จนเกิดการลงทุนเกินความพอดีในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และอสังหาริมทรัพย์

ขณะเดียวกันประเทศก็มีการนำเข้าสินค้ามากกว่าส่งออกจนเกิดขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมาก แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพยายามสกัดการเก็งกำไร โดยใช้นโยบายปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลอการเก็งกำไร แต่ผลพวงจากนโยบายเปิดเสรีทางการเงินหรือ BIBF ขณะที่เรายังคงใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ที่ผูกติดค่าเงินบาทไว้กับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าที่ควรจะเป็น จึงยิ่งทำให้เงินทุนระยะสั้นทะลักเข้ามาจากการกู้เงินดอกเบี้ยต่ำในต่างประเทศมาแลกเป็นเงินบาทเพื่อ “กินส่วนต่าง” ดอกเบี้ย

จุดนี้เองที่ทำให้เจ้าหนี้ต่างประเทศเริ่มเห็นความ “เปราะบาง” ของเศรษฐกิจไทยที่เติบโตขึ้นจากการเป็นหนี้มากกว่าความสามารถจากการลงทุนตนเอง จึงเริ่มเรียกคืนเงินกู้ สถาบันจัดอันดับเครดิตเริ่มปรับลดเครดิต และในที่สุดก็เกิดการเก็งกำไรค่าเงิน โจมตีค่าเงินบาท โดยกองทุน “เฮดจ์ฟันด์” ซึ่งมีการโจมตีค่าเงินอย่างรุนแรงถึง 3 ครั้ง โดยครั้งใหญ่สุดเมื่อเดือน พ.ค.2540 ที่ภายในสัปดาห์เดียวมีการทำเฮดจิ้งกับ ธปท.มากกว่า 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

“ขณะที่ ธปท.พยายามปกป้องค่าเงิน โดยต้องดึงเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ไปใช้ เนื่องจากขณะนั้นยังไม่มีนโยบายเปลี่ยนแปลงนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังยึดติดกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเราปกป้องค่าเงินจนหมดหน้าตัก ประเทศจึงเริ่มเข้าสู่ความเสี่ยง สถาบันการเงินเริ่มอ่อนแอ ธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่กู้เงินต่างประเทศ หรือที่ค้ำประกันเงินกู้เริ่มถูกเรียกหนี้คืนจนไม่มีความสามารถในการชำระเงินกู้ได้ ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพเหมือนธุรกิจที่ขาดเงินทุนหมุนเวียน รมว.คลังในสมัยนั้นจึงประกาศลาออกในวันที่ 16 มิ.ย.”

ผ่าตัดมะเร็งร้าย…ลอยตัวค่าเงิน

“ผมถูกเรียกให้เข้ามาเป็น รมว.คลัง ในวันที่ 19 มิ.ย. ซึ่งได้เข้ามาประเมินสถานการณ์และเข้าไปดูว่าสถานะ ธปท.เสียหายแค่ไหน ซึ่งพบว่าตอนนั้นเราไม่เหลืออะไรแล้ว เงินทุนสำรองระหว่างประเทศหมดแล้ว ขณะที่เงินทุนยังคงไหลออกอย่างเดียว และประเทศเราไม่มีเครดิตแล้วเหลือแค่เงินสำรองสำหรับพิมพ์ธนบัตรเท่านั้น ทำให้ต้องตัดสินใจประกาศนโยบายลอยตัวค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 ก.ค. เพราะเราไม่สามารถฝืนต่อไปได้” อดีต รมว.คลังกล่าว

ทันทีที่รัฐประกาศลอยตัวค่าเงินออกมา ความเสียหายที่สั่งสมอยู่ก็ระเบิดออกมา ประชาชนแตกตื่นพากันไปถอนเงินแบงก์ขนาดเล็กจนขาดสภาพคล่อง ลุกลามไปทั้งระบบเหมือนเชื้อโรคร้ายระบาด กลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจทั้งประเทศ จนต้องเข้ารับความช่วยเหลือจาก “ไอเอ็มเอฟ” ให้จัดหาเงินกู้ให้ เพราะสภาพเราตอนนั้นเหมือนบริษัทล้มละลาย หมดเครดิตอย่างสิ้นเชิง!

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยติดลบสุดๆอยู่เพียง 2 ปีเท่านั้น คือปี 2540-41 หลังจากนั้นในปี 42 ก็สามารถพลิกกลับมาเป็นบวกได้ เงินบาทที่อ่อนค่าลงทำให้เราส่งออกได้ดีขึ้น การท่องเที่ยวเติบโตขึ้น สินค้าอุตสาหกรรมต่างๆต้นทุนถูกลงจนเริ่มกลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มกลับมาเป็นบวกทำให้ประเทศไทยเริ่มสะสมพลังงาน จนสามารถใช้คืนหนี้ไอเอ็มเอฟได้
ภายใน 6 ปี เทียบกับประเทศอื่นๆที่ใช้เวลาเกิน 10 ปีขึ้นไป

“ผมโดนด่าเป็น 10 ปีจากคนที่เสียหายโทษฐานที่เป็นคนประกาศลอยตัวค่าเงิน ตอนนั้นใครที่กู้เงินดอลลาร์เข้ามาต้องบาดเจ็บกันหมด แต่เราจำเป็นต้องทำ เหมือนผ่าตัดมะเร็งที่ต้องทำเร่งด่วนด้วย ถ้าไม่ทำจะเสียหายยิ่งกว่านี้ ไม่มีทางแก้อื่น เพราะประเทศล้มละลายไปแล้ว”

ส่วนโอกาสจะเกิดวิกฤติขึ้นมาอีกหรือไม่นั้น อดีต รมว.คลังกล่าวว่า มีน้อยมาก วิกฤติที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะไม่ใช่จากระบบอัตราแลกเปลี่ยน หรือสถาบันการเงิน แต่จะเป็นเรื่องของระบบเศรษฐกิจที่แท้จริงที่ไม่เติบโต หรือเติบโตต่ำมากๆ จนไม่โตเลยอย่างเอสเอ็มอีขายของไม่ได้ แต่ก็เชื่อว่าคงไปไม่ถึงขั้นวิกฤติ เพราะรัฐบาลคงใช้นโยบายเข้าไปช่วยทั้งลดดอกเบี้ย ลดภาษี ขณะที่เมื่อคนรากหญ้าไม่มีกำลังซื้อก็ใช้นโยบายประชานิยมเข้ามากระตุ้นได้เรื่อยๆ

อดีต รมว.คลังยังทิ้งท้ายด้วยว่า บทเรียนจากวิกฤติในครั้งนั้น ทำให้เราเรียนรู้และเข้าใจเรื่องการบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะความเสี่ยงทางการเงินซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ ทุกวันนี้สถาบันการเงินก็ระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น มีระบบป้องกันและบริหารความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการสร้างระบบหลังบทเรียนครั้งที่แล้ว

เศรษฐกิจไทยเดินมาไกลจากอดีต

ขณะที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ต้นตอวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 นั้นเกิดจากการดำเนินนโยบายการเงินที่ผูกค่าเงินบาทกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ช่วงนั้นตลาดโลกมีการเปลี่ยนแปลงมีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนเป็นจำนวนมาก บวกกับขนาดของประเทศไทยที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบตลาดเงินโลก เมื่อเราถูกโจมตีค่าเงินบาท จึงไม่สามารถสู้ได้ เป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติเศรษฐกิจ

ย้อนรอยเส้นทางต่อสู้จากวันที่ล้มทั้งยืน

“ก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งนั้น เศรษฐกิจไทยดีมาก เรตติ้งของประเทศดี ดอกเบี้ยในประเทศปรับตัวขึ้น เมื่อต่างชาติมาเสนอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ บริษัทเอกชนก็แข่งกันไปกู้เงินมาขยายธุรกิจโดยไม่ได้ระมัดระวัง แต่เมื่อถูกโจมตีค่าเงินบาท ทุนสำรองของประเทศไทยที่มีอยู่ไม่สามารถจะแบกรับได้ที่สุดจึงต้องประกาศลดค่าเงินบาท ประกอบกับในช่วงนั้นประเทศไทยขาดแคลนเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่จะนำไปใช้หนี้ต่างประเทศ จึงได้เข้าโครงการของไอเอ็มเอฟ โดยต้องยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขมากมาย ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง โรงงานผลิตสินค้าออกมาไม่สามารถขายของได้ บริษัทเอกชนเจ๊ง โรงงานปิดตัวไปเป็นจำนวนมาก สถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ก็เจ๊งตามไป”

อย่างไรก็ตาม หลังบทเรียนในครั้งนั้น ในส่วนของภาคเอกชนก็มีการปรับตัว เพิ่มความระมัดระวังในการทำธุรกิจ ไม่เร่งขยายธุรกิจเกินจนตัวและไม่ก่อหนี้สินจำนวนมาก เห็นได้จากปัจจุบันบริษัทเอกชนมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 1 ต่อ 1 หรือ 1 กว่าๆต่อ 1 ต่างจากช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ที่บริษัทเอกชนหนี้สินสูงกว่าเงินทุนถึง 3-4 เท่าตัว บรรดาธนาคารพาณิชย์ที่ต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนเพิ่มความแข็งแกร่ง ต่างปรับเปลี่ยนรูปแบบการอนุมัติสินเชื่อ มีการนำระบบบริหารความเสี่ยงมาใช้

“ภาคเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันต่างกับเศรษฐกิจในช่วงปี 40 อย่างมาก ปัจจุบันไทยมีความมั่นคงกว่ามาก เรามีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 184,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯสูงกว่าภาระหนี้ต่างประเทศ 3.4-3.5 เท่า ขณะภาคเอกชนไทยมีภาระหนี้ต่างประเทศน้อยมาก เงินกู้ส่วนใหญ่ก็พึ่งพาในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ประเทศยังได้ดุลการค้าทำให้มีเงินดอลลาร์สหรัฐฯไหลเข้า ดังนั้นเศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่ง”

“สวัสดิ์” เตือนสติรับมือวิกฤติ

ลูกหนี้ในตำนานอีกคนที่ถูกจารึกในวิกฤติต้มยำกุ้ง และเป็นลูกหนี้ที่เขย่าขวัญสั่นประสาทเจ้าหนี้มากที่สุดคนหนึ่งด้วยวลีเด็ด “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” เขาคือ “สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง” เจ้าพ่ออุตสาหกรรมเหล็กของไทยได้ย้อนรอยถึงการฝ่าวิกฤติในครั้งนั้นกับ “ทีมเศรษฐกิจ” ว่า ก่อนวิกฤติเขามีหนี้รวมๆ ราว 80,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ธุรกิจและหนี้สถาบันการเงินที่เขาใช้เครดิตส่วนตัวค้ำประกันไว้

หลังประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ทำให้หนี้ก้อนนี้พุ่งพรวดขึ้นไปถึง 170,000-180,000 ล้านบาท แถมดอกเบี้ยเงินกู้ที่เคยอยู่ที่ 4-5% ขยับขึ้นไปเป็น 20-25% กลายเป็นหนี้ก้อนมหึมาท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแค่ในไทย แต่ประเทศในเอเชียต่างโดนหางเลขไปด้วย “ตอนนั้นเจ้าหนี้โทร.มาเต็มไปหมด เครียดมากเลยบอกไปว่าผมไม่หนี แต่ตอนนี้ผมไม่มี ผมไม่จ่าย นักข่าวมาสัมภาษณ์ก็บอกไปอย่างนี้”

เขาบอกว่าสุดท้ายเขาต้องยอมแพ้และยอมรับความจริง เดินเข้าไปเจรจากับเจ้าหนี้ ยกธงขาวยอมให้เจ้าหนี้แปลงหนี้เป็นทุน จนทำให้ตัวเขาเหลือสัดส่วนการถือหุ้นเพียง 2-3% ส่งผลให้เจ้าหนี้ทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทมากกว่า 90% “เสียโรงเหล็กไป เสียธุรกิจ แต่ปลอดหนี้ ทั้งหนี้ส่วนตัวและหนี้บริษัท และเครดิตก็หมดไปด้วย แต่ผมทำใจได้ ของไม่ใช่ของเรา เมื่อสู้ไม่ได้ก็ต้องยอมแพ้ ทำธุรกิจเราต้องรู้ว่าถึงเวลาได้เราได้ ถึงเวลาเสียเราต้องยอมเสีย ผมยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ยึดติดจึงทำให้ผมมีวันนี้ผมถือว่าผมพ้นเวรพ้นกรรมแล้ว”

“สวัสดิ์”เล่าว่า หลังจากนั้นบริษัทเขาก็ไปรวมกิจการกับโรงเหล็กของบริษัทในเครือปูนใหญ่ เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทมิลเลนเนี่ยน สตีล นำเข้าตลาดหลักทรัพย์ และ “ทาทาสตีล” ธุรกิจเหล็กยักษ์ใหญ่ของโลกก็เข้ามาเทกโอเวอร์ไป สุดท้ายแบงก์เจ้าหนี้ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ได้เงินคืนจากการขายหุ้นให้ทาทาสตีลทำให้แบงก์ไม่เสียหาย แถมได้กำไร

“สวัสดิ์” ยังได้เตือนคนรุ่นใหม่ว่า วันนี้โลกเชื่อมต่อถึงกัน เป็นยุค Globalization ที่เปิดเสรีถึงกันหมด หากเกิดวิกฤติขึ้นมาอีกจะยากยิ่งขึ้น เพราะเราไม่มีแนวป้องกันอีกแล้ว

เขายังมองว่า หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งต่อไปจะเกิดกับคนชั้นกลางถึงระดับล่าง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ปัญหาจะน่ากลัวกว่าที่คิด ท่ามกลางเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็วจะทำให้คนตกงานอีกมหาศาล เกิดปัญหาสังคมตามมามากมาย เพราะหุ่นยนต์จะทำงานแทนเกือบทั้งหมด “ดังนั้น ทางแก้ผมมองว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศด้อยพัฒนา หรือกำลังพัฒนา เราต้องการระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานอีกมาก ประเทศไทยต้องวางผังเมืองใหม่ สร้างถนนหาทางใหม่ที่ไม่ขวางทางน้ำ เหมือนในปัจจุบันที่เป็นต้นเหตุทำให้น้ำท่วมไปได้ทั่วทุกพื้นที่ รวมทั้งโครงการลงทุนของรัฐประชาชนต้องได้ประโยชน์อย่างถาวร ขณะที่คนไทยคนรุ่นใหม่ต้องปรับตัว ต้องพัฒนาตัวเองให้ทันโลก ไม่เลือกงาน ไม่ขี้เกียจ”

“แต่ที่แย่และน่ากลัวที่สุดคือ นักการเมืองห่วยๆที่ยังมีบทบาทและอำนาจอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นต้นเหตุ ที่เร่งทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจได้อีกครั้ง!!” “สวัสดิ์” กล่าวทิ้งท้าย

“ศิริวัฒน์” กับคัมภีร์ฟื้นธุรกิจ

อีก 1 ในผู้ที่บาดเจ็บสุดสาหัสจากวิกฤติต้มยำกุ้งในครั้งนั้นคือ “ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ” อดีตผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์และเซียนหุ้นที่มีคนลงขันให้บริหารพอร์ตให้ ที่ต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลายในทันทีหลังโดนพิษเศรษฐกิจเล่นงานในครั้งนั้น ชีวิตต้องพลิกผันจากที่คิดการใหญ่จะทำ “คอนโดหรู” แถวปากช่องขายไฮโซ-เซเลบ มาทำแซนด์วิชในนาม “ศิริวัฒน์แซนด์วิช” ขายข้างถนน

“ศิริวัฒน์” เล่าว่าในวันนั้นเขามีหนี้เกือบพันล้านบาท เพราะหุ้นที่ใช้บัญชี “มาร์จิ้น” หรือกู้เงินมาเล่นราคาร่วงอย่างหนักทุกตัว จนต้องถูกบังคับขายหรือ “ฟอร์ซเซล” ในราคาขาดทุน คอนโดที่สร้างไว้อย่างหรูโดนทิ้งดาวน์เจ๊งไม่เป็นท่า ตัวเขาและภรรยาแบกหนี้ทันทีเกือบพันล้านบาท ต้องปิดบริษัทและถูกฟ้องล้มละลาย

โชคดีที่เจ้าหนี้ใหม่ที่ซื้อหนี้ของเขาไปบริหารไม่ตามไล่บี้เก็บหนี้ต่อ เพราะหุ้นที่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันถูกขายไปหมดแล้วเลยถูกตีเป็นหนี้สูญ สถานะเขาวันนั้นจึงไม่มีหนี้ ไม่มีเงิน และไม่มีเครดิต!! เขาพร้อมลูกน้องที่เหลืออยู่ 20 คนที่ไม่รู้จะไปไหนต่อ จึงหอบหิ้วกันมาทำแซนด์วิชขายประทังชีวิต ตามคำแนะนำของภรรยาที่เห็นว่าทำง่าย ใช้ทุนต่ำ และน่าจะสามารถเลี้ยงดูครอบครัวและลูกน้องได้

“ผมเป็นเอ็นพีแอลรุ่นแรกของประเทศไทย เพราะล้มดังและล้มจริง มีนักข่าวมาสัมภาษณ์ เพราะนักข่าวเคยรู้จักผมอยู่แล้วจากการเป็นผู้บริหารโบรกเกอร์ ไปขายที่ไหนยืนอยู่ข้างถนนก็มีคนมาช่วยซื้อและให้กำลังใจ เพราะสงสาร ผมว่าผมโชคดีที่ได้รับความเห็นใจจากคนไทย ไม่มีใครซ้ำเติม ช่วงแรกอาจมีคนปรามาสบ้าง เพราะคิดว่าสร้างภาพคงทำได้ไม่นาน บ้างก็ว่าล้มไม่จริง ผมเองก็ไม่คิดว่าชีวิตจะมายืนขายแซนด์วิชข้างถนนได้ แต่ผมก็ฟื้นได้จากแซนด์วิช เพราะผมทำของดีขายใช้ของดี ราคาสูงกว่าเจ้าอื่นแต่กินแล้วติดใจมาช่วยซื้ออีก หากซื้อด้วยความสงสารก็คงขายได้แค่ครั้งเดียว”

“ศิริวัฒน์” เล่าว่าสิ่งที่ทำให้เขายืนหยัดอยู่ได้ เพราะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น ให้กำลังใจตัวเองและท่องคาถา “ไม่ท้อ ไม่อาย ไม่ยอมแพ้” และจากบทเรียนครั้งนั้น สอนให้เขารู้ว่าต้องรู้จักอยู่อย่างพอเพียง ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ ทั้งความผิดพลาดและความสำเร็จ ถ้าสำเร็จแล้วอย่าเหลิง อย่าคิดว่าตัวเองแน่ แต่ถ้าล้มเหลวแล้วอย่าท้อ ต้องปรับตัวให้ได้กับสถานการณ์ อย่าอาย อย่ากลัวเสียหน้าให้ยอมรับความจริง แล้วหาช่องทางในการฟื้นฟูตัวเองและธุรกิจ

“ที่ผ่านมาผมโลภมีร้อยล้านก็อยากมีพันล้าน ประมาทและหลงตัวเอง อีโก้คิดว่าตัวเองแน่ ตัวเองเก่ง แต่เมื่อเจอปัญหาก็ล้มไม่เป็นท่า วันนี้ผมฟื้นแล้วแม้ไม่ได้กลับไปรวยเท่าเดิม แต่ผมมีความสุขเพราะอยู่กับความ พอเพียง”

“ศิริวัฒน์” เผยด้วยว่า เขาเพิ่งกลับมาขายแซนด์วิชอีกครั้งเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว เพราะที่ผ่านมา หาคนงานมายืนขายยากมาก จึงหันไปทำน้ำเม่าเบอร์รี่ และข้าวอบกรอบฝากขายตามห้างค้าปลีกและสายการบิน แม้จะขายดีแต่โดนห้างกินมาร์จิ้นไป 40% และต้องให้เครดิตกว่าจะเก็บเงินได้ 45 วันเหลือกำไรน้อยมาก จนเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งตกงานมาติดต่อขอขายแซนด์วิช ทำให้เขาตัดสินใจกลับมาทำอีกครั้ง โดยเริ่มเปิดตลาดเดินขายที่สำเพ็ง และบริการส่งแบบ Deliverly ด้วย แถมมีบริการทำอาหารกล่องสำหรับเลี้ยงในงานศพและงานสัมมนาต่างๆด้วย

“ศิริวัฒน์” บอกว่า เด็กคนนี้มีกำไรวันละ 300–500 บาท เขาบอกว่าไม่เคยคิดว่าขายแซนด์วิชจะเปลี่ยนชีวิตจากคนตกงานกลับมามีรายได้อีกครั้ง “ศิริวัฒน์” จึงฝากบอกกับคนที่ตกงาน ต้องการหารายได้ โดยขายแซนด์วิช ติดต่อมาที่เขาโดยตรงได้ที่เบอร์ 0–2676-4772-3

“ศิริวัฒน์” ยังได้วิเคราะห์เศรษฐกิจขณะนี้ให้ฟังว่า หากเกิดปัญหาเศรษฐกิจรอบนี้ มองว่าจะหนักกว่าปี 40 เพราะครั้งนั้นคนเจ๊งคือ คนรวย นักธุรกิจ สถาบันการเงิน นักอุตสาหกรรมใหญ่ๆ

“แต่ตอนนี้ภาคที่เจอวิกฤติคือ “คนจน” ที่มีหนี้ครัวเรือนสูงถึง 11 ล้านล้านบาท เป็นหนี้ของคนชั้นกลางถึงระดับล่าง เป็นกลุ่มคนที่มีสัดส่วนสูงถึงครึ่งหนึ่งของประเทศ หรือราว 30 ล้านคน มีหนี้รวมกันถึง 11 ล้านล้านบาทที่ต้องดิ้นรนหาเงินมาจ่ายหนี้ กำลังซื้อจึงหดหายทำให้เงินหมุนเวียนในประเทศน้อยลง เศรษฐกิจฝืดเคืองทุกระดับ กำลังซื้อหายตั้งแต่ระดับถนนถึงระดับห้าง ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักสุดก่อนคือ SME ซึ่งเขาแนะนำให้ต้องรีบปรับตัว ประหยัดรายจ่ายลดต้นทุน หาช่องทางเพิ่มรายได้ เพื่อประคองตัวประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นไปให้ได้”.

ทีมเศรษฐกิจ

 

‘อนุสรณ์’ ชี้ผลกระทบ ก.ม.แรงงานต่างด้าว ฉุดจีดีพีไตรมาส 3 โตต่ำกว่า 3%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.ค. 2560 14:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/991060

“อนุสรณ์” หนุนออก ก.ม.จัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ชี้กำหนดโทษสูงอาจก่อให้เกิดทุจริต แนะปฏิรูปทั้งระบบ เปิดเสรีตลาดแรงงานสาขาที่ขาดแคลน เห็นด้วยชะลอบังคับใช้มาตรา 44 อย่างน้อย 6 เดือน ลดผลกระทบ หวั่นเศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะงัก…

เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึง การผ่านพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ว่า เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นในการจัดระเบียบการทำงานของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย เนื่องจากมีจำนวนเกือบ 4 ล้านคน และในจำนวนนี้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคนเป็นผู้ที่เข้ามาทำงานแบบไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่มีใบอนุญาตทำงาน ซึ่งการจัดระเบียบนี้จะช่วยก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว การบริหารระบบแรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถดูแลสวัสดิการแรงงานและคุณภาพชีวิตของแรงงานต่างด้าวได้ดีขึ้น จัดการระบบกองทุนประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานทาสลงได้ ควบคุมดูแลโรคติดต่อ การจัดการศึกษาให้กับลูกของคนงานต่างด้าวได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้การจัดการในมิติความมั่นคงมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม กฎหมายออกมาบังคับใช้โดยไม่ได้ให้ระยะเวลาการปรับตัวและเตรียมการน้อยเกินไป ประกอบกับมีแรงงานจำนวนมากเกือบ 1 ล้านคนที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานตามกฎหมาย สะท้อนว่า ไทยมีภาวะการขาดแคลนแรงงานระดับล่างขั้นรุนแรง ซึ่งรัฐจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกในการแก้ปัญหาสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานและการปิดดำเนินงานชั่วคราวของกิจการต่างๆ ที่อาศัยแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารถูกต้องตามกฎหมายจะได้รับการบรรเทาลง หากมีการใช้มาตรา 44 ในการชะลอการบังคับใช้ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวไปก่อน

ส่วนการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว และมีแรงงานจำนวนมากได้กลับประเทศ และส่วนหนึ่งคงจะไม่กลับมาทำงานที่เมืองไทย การกลับมาทำงานอาจมีต้นทุนสูงเกินไปสำหรับแรงงานบางส่วน ภาระนี้อาจเกิดขึ้นกับนายจ้างที่ต้องการแรงงานและไม่สามารถหาแรงงานมาทำงานจากตลาดแรงงานในไทยได้ คาดว่าผลกระทบ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวน่าจะทำให้เศรษฐกิจในไตรมาส 3 ชะลอตัวลง อาจทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่า 3% ได้ในไตรมาส 3 เกิดการชะงักงันในการเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังเร่งรัด

ขณะเดียวกัน เมื่อกฎหมายออกมาโดยไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของภาวะเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน มีโทษสูงและขึ้นอยู่กับอำนาจดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ จึงอาจก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันอย่างแพร่หลายและเป็นการยากที่จะควบคุม และในระยะยาวแล้ว พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวจะทำให้แรงงานต้องขึ้นทะเบียนและเข้ามาอยู่ในระบบ จะลดปัญหาการทุจริตติดสินบนได้อย่างเป็นระบบ แต่ พ.ร.ก. แรงงานต่างด้าวจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดการปัญหาทุจริตติดสินบนในตลาดแรงงาน เมื่อทำให้การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวมีต้นทุนต่ำกว่าการติดสินบนกับเจ้าหน้าที่ หากการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวมีขั้นตอนความยุ่งยากใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง จะส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

พร้อมระบุจะเกิดภาวะการขาดแคลนแรงงานในบางสาขาอุตสาหกรรมและงานบางลักษณะ เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยเฉพาะกรรมกรก่อสร้าง ช่างประเภทต่างๆ และวิศวกร อุตสาหกรรมบริการท่องเที่ยว พนักงานบริการในร้านอาหารและโรงแรม คนขายของตามตลาดสด อุตสาหกรรมประมง อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารสัตว์ งานแม่บ้าน และกิจการดูแลผู้สูงอายุ บุคลากรทางการแพทย์ เป็นต้น มีแรงงานไทยจำนวนมากขึ้นตามลำดับที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศ การไหลออกของแรงงงานทักษะสูงและช่างเทคนิคต่างๆ ทำให้ตลาดแรงงานตึงตัวและขาดแคลนแรงงาน ขณะที่แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านทักษะต่ำไม่สามารถทดแทนได้ เกิดความไม่สมดุลในตลาดแรงงาน การปรับค่าแรงตามมาตรฐานแรงงานฝีมือแรงงานจึงมีความจำเป็นต่อการรักษาแรงงานทักษะและช่างเทคนิคให้ทำงานในระบบเศรษฐกิจไทยต่อไป

อย่างไรก็ตามภาวะการเลิกจ้างยังคงมีอยู่ในกิจการอุตสาหกรรมที่ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิ่งทอ เครื่องหนังและรองเท้า เป็นต้น กิจการบริการสถานบันเทิงมีการเลิกจ้างสูงในช่วงที่ผ่านมา กิจการก่อสร้างขนาดเล็ก กิจการสื่อสารมวลชน (กระทบหนัก คือ สื่อสิ่งพิมพ์ ทีวีดิจิทัลและธุรกิจโฆษณาผ่านสื่อดั้งเดิม) กิจการทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เป็นต้น ภาพรวมในช่วงครึ่งปีหลัง การเลิกจ้างน่าจะมีแนวโน้มลดลง แม้อัตราว่างงานจะสูงที่สุดในรอบ 7 ปี แต่อัตราการว่างงานยังคงต่ำกว่า 2% และตลาดแรงงานยังค่อนข้างตึงตัวในหลายส่วน และแรงงานในบางประเภทยังคงขาดแคลน รัฐบาลจึงควรพิจารณาให้มีการเปิดกว้างอนุญาตให้แรงงานบางประเภทเข้ามาทำงานได้เพิ่มขึ้น หรือพิจารณาให้มีการเปิดเสรีตลาดแรงงานในส่วนที่ขาดแคลนอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ได้มีข้อเสนอต่อรัฐบาลเพื่อลดผลกระทบจาก พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว และปฏิรูประบบแรงงานต่างชาติ ดังนี้ 1.เสนอแนะให้ใช้มาตรา 44 ชะลอการบังคับใช้ไปก่อนอย่างน้อย 6 เดือน และให้มีศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวและขอใบอนุญาตทำงานตามสำนักงานจัดหางานในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ไม่ใช่ให้กลับไปที่ชายแดน ส่วนพวกที่เข้าเมืองผิดกฎหมายและต้องพิสูจน์สัญชาติจึงให้ไปขึ้นทะเบียนที่ชายแดน

2.เสนอให้ออกเป็นพระราชบัญญัติการปฏิรูประบบการบริหารจัดการ และจัดระเบียบแรงงานต่างชาติ พ.ศ. 2561 แทน พระราชกำหนดการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว พ.ศ. 2560 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย และให้เกิดการบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยคำนึงถึงมิติของแรงงานวิชาชีพชั้นสูงและผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ชาวต่างชาติ มิติทางด้านการศึกษาวิจัยและ การถ่ายทอดเทคโนโลยี มิติด้านสวัสดิการและความเป็นธรรมในการจ้างงาน มิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคง มิติด้านสาธารณสุขและสุขอนามัย มิติด้านการจัดการปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานทาส มิติด้านโครงสร้างประชากร, สังคมสูงวัยและกระบวนการให้สัญชาติไทย มิติด้านความสมดุลการเปิดเสรีตลาดแรงงานและการปกป้องตลาดแรงงานของคนไทยหรือการสงวนอาชีพ มิติความยั่งยืนทางการเงินของระบบประกันสังคมและระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มิติผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและภาคการผลิต มิติภาระทางการคลัง เป็นต้น

3.เนื้อหาของพระราชบัญญัติการปฏิรูประบบแรงงานต่างชาติ ควรครอบคลุมถึงการบริหารจัดการการเคลื่อนย้ายแรงงานวิชาชีพ 8 สาขาภายใต้ข้อตกลงประชาคมอาเซียน เตรียมกลไกและระบบรองรับสำหรับการเคลื่อนย้ายแรงงานโดยเสรีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตภายใต้ข้อตกลงองค์การการค้าโลก ประเด็นผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่จะเข้ามาทำงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ประเด็นความเป็นธรรมและสวัสดิการในการจ้างงานให้ชัดเจน

4.รัฐบาลไทยควรทำสัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 เพื่อให้ผู้ใช้แรงงานได้รับสิทธิพื้นฐานในการรวมกลุ่ม และอำนาจในการเจรจาต่อรอง ซึ่งเป็นสิทธิแรงงานพื้นฐานและเป็นสิทธิมนุษยชนอีกด้วย และแรงงานต่างชาติในไทยควรได้รับสิทธินี้เช่นเดียวกันอันเป็นมาตรฐานสากลขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ 5.รัฐควรส่งเสริมให้อุตสาหกรรมและโรงงานที่ใช้แรงงานทักษะต่ำเข้มข้นซึ่งต้องพึ่งพิงแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก นำเทคโนโลยี Automation และหุ่นยนต์มาทำงานแทนสำหรับการผลิตแบบซ้ำๆ เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์การเคลื่อนย้ายกลับประเทศในอนาคตของแรงงานต่างด้าว

และ 6.รัฐและเอกชนต้องจัดระบบการศึกษาและฝึกอบรมที่จำเป็นสำหรับคนงานต่างด้าวและครอบครัวของแรงงานเพื่อให้แรงงานรวมทั้งครอบครัวเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพในภาคการผลิตและระบบเศรษฐกิจของไทย รวมทั้งเป็นพลเมืองต่างชาติที่มีคุณภาพในสังคมไทย อันนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจไทยและความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ อย่างน้อยที่สุด ควรให้การศึกษาเรื่องภาษาไทย ความปลอดภัยในการทำงานและกฎหมายพื้นฐานของไทย.

 

กรมเจ้าท่า ออกแจง ปชช. พ.ร.บ.การเดินเรือ ฉบับที่17 ไม่ให้กระทบชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.ค. 2560 08:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/990570

กรมเจ้าท่า ออกแจงประชาชน พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2560 ไม่กระทบชาวบ้าน-กระชังปลา-ชุมชนริมน้ำ-ตลาดน้ำทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 60 นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า ตามที่มีข่าวกรณี พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ. ๒๕๖๐ ส่งผลกระทบกับชาวบ้านที่อยู่ชุมชนริมน้ำ รวมถึงตลาดน้ำทั่วประเทศ กฎหมายฉบับนี้ไม่เข้าใจปัญหาหรือสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมนั้น กรมเจ้าท่า ขอชี้แจงในประเด็นดังกล่าวดังนี้ เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ. ๒๕๖๐ ที่ปรับปรุงแก้ไขเพื่อประโยชน์ในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้การควบคุมการปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดโทษที่รุนแรงขึ้นต่อผู้ที่ฝ่าฝืนทำการก่อสร้างก่อนได้รับอนุญาต รวมทั้งมีการกำหนดโทษเจ้าหน้าที่ที่ไม่ดำเนินการต่อสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำภายในกำหนดเวลา อย่างไรก็ตาม การมีผลใช้บังคับของ พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2560 อาจกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้ที่อาศัยอยู่ริมลำน้ำ กรมเจ้าท่าจึงได้นำเสนอมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบไปยังกระทรวงคมนาคม และเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 60 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีมติให้ออกคำสั่งตามมาตรา 44 ลดความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบรวม 3 ประเด็นด้วยกันคือ

1. ขยายระยะเวลาการแจ้งการเป็นเจ้าของหรือครอบครองสิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับอนุญาต แต่สร้างไม่เป็นตามที่ได้รับอนุญาตออกไปอีก 60 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ยังไม่ได้แจ้งภายในกำหนดการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ. ๒๕๖๐ (วันที่ 22 มิถุนายน 60) สามารถแจ้งได้โดยไม่ต้องรับผิดตามโทษที่สูงขึ้น 2. ผู้ที่มาแจ้งภายในกำหนดใหม่ จะไม่มีโทษย้อนหลังในเรื่องค่าปรับ และ 3. ลดค่าตอบแทนรายปี สิ่งปลูกสร้างล่วงล้ำลำน้ำที่ต้องจ่ายให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลงเหลือตารางเมตรละ 5 บาท/ปี สำหรับกระชังเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าตอบแทนรายปี

ทั้งนี้ กรมเจ้าท่า ได้มีการกำหนดมาตรการป้องกันและมาตรการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ มิให้เจ้าหน้าที่สามารถหาประโยชน์จากการอนุญาตให้ก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ ผ่านกลไกด้านกฎหมายและการออกแบบขั้นตอนการอนุญาต โดยมีการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 63 (พ.ศ. 2537) กำหนดหลักเกณฑ์ ประเภทสิ่งปลูกสร้างที่พึงอนุญาตได้ และวิธีการในการพิจารณาอนุญาต นอกจากนี้ ยังมีคู่มือในการปฏิบัติงาน และมีการซักซ้อมทำความเข้าใจในการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อจำกัดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณา และมีการออกแบบกระบวนการพิจารณาให้มีการถ่วงดุล และสอบทานความถูกต้อง โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาต้องเสนอความเห็นต่อผู้บังคับบัญชา ในกรณีของสิ่งล่วงล้ำลำน้ำที่มีขนาดใหญ่ อาทิ ท่าเรือ สะพานข้ามแม่น้ำ กำหนดบังคับให้ต้องผ่านการพิจารณาในรูปของคณะกรรมการหลายฝ่าย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าในการอนุญาตมีความถูกต้อง และได้มีการปฏิบัติตามที่ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องบัญญัติไว้.

 

เจาะปมคาใจรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน กับ 3 คำถามที่รัฐบาลต้องตอบ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/990260

มหากาพย์รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ยังไม่จบไม่สิ้น และก็ยังไม่สร้าง! แม้จะเจรจามาแล้ว 3 ปี 18 ครั้ง แต่ยังไม่คืบหน้า ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องออก ม.44 เข้ามาแก้ปัญหา เพื่อเร่งรัดให้การสร้างรถไฟความเร็วสูงเกิดขึ้นได้ แต่ก็ยังมีบางประเด็นนอกเหนือจากประเด็นการใช้ ม.44 ของคสช. ที่ยังคาใจไม่หาย และก็ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากรัฐบาลถึงข้อสงสัยนี้ด้วย

ข้อแรก : ต้นตอปัญหาใหญ่! ไฉนโครงการรถไฟความเร็วสูง ไม่เปิดเผยผลการศึกษา?

โดยปกติแล้วการพิจารณาอนุมัติให้เริ่มต้นก่อสร้างโครงการใดๆ ย่อมต้องมีความพร้อมในระดับหนึ่ง ทั้งในเรื่องของการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเงิน การออกแบบรายละเอียดส่วนใหญ่ และการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม จึงสามารถนำรายละเอียดทั้งหมดมาประกอบการจัดสรรงบประมาณ ก่อนจะเริ่มต้นการก่อสร้างได้ ซึ่งโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่ผ่านมา เช่น รถไฟฟ้าก็ได้มีการดำเนินการตามกระบวนการเหล่านี้เช่นกัน

ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดรัฐบาลจึงไม่เปิดเผยผลการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่งประกอบไปด้วยต้นทุนโครงการ ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ผลประโยชน์โครงการ การคาดการณ์ปริมาณจราจรที่จะเกิดขึ้น ปริมาณคนใช้ การคาดการณ์รายได้ การคาดการณ์ผลประโยชน์เกี่ยวเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะทางการเงิน แต่ยังรวมไปถึงทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ด้วย

“มันน่าประหลาดใจตรงที่ผลการศึกษาเหล่านี้ไม่โผล่ออกมาให้เห็นเลย ถูกเก็บเอาไว้แล้วก็ไม่มีการนำเสนอ เพราะฉะนั้นคำถามที่เกิดขึ้น คือ ผลการศึกษาทั้งหมด รัฐบาลควรมีการนำเสนอหรือไม่ และไม่ใช่นำเสนอแบบผ่านๆ แต่ต้องนำเสนอแบบมีรายละเอียดให้ครบ ซึ่งผู้ที่เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ จะได้ช่วยเข้ามาดูเขาทำว่ามีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด” ผอ.วิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ แสดงความเห็น

ทั้งนี้ ดร.สุเมธ เสนอว่า รัฐบาลต้องเปิดเผยผลการศึกษาและเอาผลการศึกษามาวิเคราะห์ เพื่อให้นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ได้มาตรวจสอบ พิสูจน์ดูว่า ผลการศึกษาหรือตัวเลขที่นำเสนอเหล่านี้ถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่ มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด มีสมมติฐานอะไรที่เกี่ยวข้องที่ดูแล้วสมเหตุสมผลหรือไม่ รายละเอียดที่ควรคำนึงถึงมีอะไรบ้าง เพราะหากไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึก การเสนอความคิดเห็นของเหล่านักวิชาการก็เป็นเพียงแค่การคาดเดาเท่านั้น

“ผมอยากเห็นผลการศึกษามากที่สุด แต่ว่ายังไม่เห็น ซึ่งก็คาดเดาไม่ได้ด้วยว่าทางรัฐบาลจะเปิดเผยหรือไม่ และผมว่าทุกคนคงอยากเห็น เพื่อจะทำให้วิเคราะห์กันได้ชัดเจนมากขึ้น แต่น่าแปลกว่าทำไมถึงไม่มีการเปิดเผย” ดร.สุเมธ กล่าว

ข้อสอง : เหตุใดไม่รอรถไฟทางคู่เสร็จ พัฒนาเมืองได้ไม่ต่างกัน

สิ่งที่รัฐบาลได้เน้นย้ำมาโดยตลอดถึงการลงทุนในโครงสร้างรถไฟความเร็วสูงที่ไม่ได้หวังผลแต่เพียงการลดระยะเวลาการเดินทาง แต่จะส่งผลถึงการกระจายตัวของการพัฒนาเศรษฐกิจไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่เส้นทางวิ่งผ่าน หรือสถานีรถไฟตั้งอยู่

รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมขนส่ง ภาควิชาวิศวกรรมโยธา และอดีต ผอ.สถาบันการขนส่ง จุฬาฯ มองว่า อันที่จริงแล้วรถไฟทางคู่ก็สามารถทำได้เช่นกัน และรถไฟทางคู่ไทยต้องสร้างอยู่แล้วด้วย เพียงแต่พัฒนาเมืองจากรถไฟทางคู่เท่านั้น และเพราะเหตุใดรัฐบาลจึงรอให้สร้างรถไฟทางคู่เสร็จก่อนไม่ได้ และจึงค่อยสร้างรถไฟความเร็วสูงภายหลัง ทำไมไม่คิดจะใช้ประโยชน์จากรถไฟทางคู่ให้มากที่สุด

“ผมมองว่า ถ้าเรามีเงินน้อยเราจะใช้เงินแบบคนรวยเหรอ มันอยู่ที่เราเลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ ซึ่งผมไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรที่ต้องทำต่อไป เพราะเป็นเงินของเราที่ต้องลงทุนทั้งหมดสร้างรถไฟความเร็วสูงทั้งหมด” รศ.ดร.สมพงษ์ ตั้งคำถาม

ข้อสาม : ถามรัฐบาล! อนาคตจะผลิตรถไฟเอง หรือ ยืมจมูกคนอื่นหายใจ

การออก ม.44 มาเพื่อเร่งรัดให้โครงการรถไฟความเร็วสูงดำเนินการไปได้อย่างไม่ติดขัดนี้ ยังมีประเด็นของการปลดล็อกให้วิศวกรและสถาปนิกจีนเข้ามาทำงานได้ โดยไม่ต้องสอบใบอนุญาตประกอบอาชีพวิศวกรรมหรือสถาปัตยกรรม ซึ่งหลายฝ่ายกังวลในเรื่องของการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้น

เป็นประเด็นที่ รศ.ดร.สมพงษ์ อยากได้คำตอบจากรัฐบาลมากที่สุดในตอนนี้ ว่า “ในเมื่อเราจะต้องสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ไทย-ญี่ปุ่น รถไฟฟ้า และอีก 10-20 ปี ประเทศไทยจะสามารถผลิตรถไฟไว้ใช้เองได้แค่ไหน รัฐบาลวางเป้าหมายไว้หรือยัง เราจะผลิตเองบ้างไหมหรือเราจะซื้ออย่างเดียว และจำเป็นหรือไม่ที่เราจะต้องมีเทคโนโลยีรถไฟที่เราสามารถผลิตด้วยตัวเอง ในเมื่อปัจจุบันบ้านเรามีรถไฟตั้งหลายระบบ จำเป็นไหมว่าไทยจะต้องผลิตด้วยตัวเองหรือจะยืมคนอื่นหายใจ

ผมมองว่า ทำไมเราไม่ใช้ประโยชน์จากการสร้างรถไฟความเร็วสูงตรงนี้ให้เรามีเทคโนโลยีของตัวเอง ถามว่าจีนจะยอมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ทั้งหมดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการต่อรองของเรา ในเมื่อเราเป็นผู้ซื้อเราก็มีสิทธิ์ในการต่อรองให้เราได้ประโยชน์ แต่หากเขาไม่ยอมเราก็ซื้อกับคนอื่นเหมือนที่จีนเคยทำกับคนอื่นเหมือนกัน ซึ่งเมื่อก่อนเขาก็ทำไม่เป็นและเขาก็ใช้วิธีนี้ อยู่ที่เราว่าอยากได้หรือไม่ ถ้าเราอยากได้เราก็ต้องต่อรอง เพราะมันเป็นเงินของเรา เรามีสิทธิ์เลือกครับ”

ไม่หวังคุ้มค่า! สามารถ ชง 4 ข้อ กระตุ้นประโยชน์รถไฟความเร็วสูงทางอ้อม

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งและจราจร เผยว่า ตนจะไม่ถามหาเรื่องผลการศึกษาแล้วว่าคุ้มหรือไม่ เพราะรู้กันอยู่แล้วว่าไม่คุ้ม ดังนั้น เมื่อรัฐบาลมีแนวคิดที่จะสร้าง จึงต้องหาประโยชน์ทางอ้อมมาช่วยกัน จึงขอเสนอต่อรัฐบาล 4 ข้อ ดังนี้

1.เร่งขยายเส้นทางต่อไปยังหนองคายให้เร็วที่สุด

หากทำแค่ไปถึงโคราชคาดว่ามีผู้โดยสารใช้งานไม่ถึง 1 หมื่นคนต่อวัน เฉลี่ยปีละ 3.6 ล้านคน เก็บค่าโดยสารคนละ 500 บาทจะได้รายได้จากค่าโดยสารปีละประมาณ 1,800 ล้านบาท แต่ถ้าต้องกู้เงิน 1.8 แสนล้านบาทตามมูลค่าโครงการ มาใช้ในการก่อสร้าง โดยมีดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี นั่นคือจะต้องเสียดอกเบี้ยปีละประมาณ 4,500 ล้านบาทแต่เก็บรายได้แค่ 1,800 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลจะต้องแบกภาระควักกระเป๋าอีก 2,700 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมค่าบริหารจัดการ ซ่อมแซมอีกปีละเป็นพันล้านบาท ดังนั้น ตนจึงมองว่าต้องเร่งขยายไปยังหนองคายให้เร็วที่สุด เพื่อเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร

ขณะที่จีนเองกำลังก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงทางเดี่ยวอยู่ที่ลาว วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม. แต่พร้อมอัพเกรดเป็นทางคู่ได้ โดยจากไปบ่อเต็นประมาณ 418 กม. คาดว่าอีก 4 ปีเสร็จ และจากบ่อเต็น ประเทศลาวไปอี้ซี ประเทศจีน ระยะทาง 91 กม. อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และจากอี้ซีไปคุนหมิง ระยะทาง 108 กม. มีเส้นทางแล้วเป็นรถไฟทางคู่ของจีนวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม. แล้ว

“ผมอยากให้เร่งสร้าง เมื่อสร้างเสร็จจะเชื่อมไทย-จีน ได้ และจะทำให้หัวเมืองหลักๆ เช่น ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย จะยกฐานะเป็นเมืองสำคัญระดับนานาชาติ และเมื่อขนส่งกับจีนได้จะทำให้เมืองเหล่านี้มีความสำคัญมากขึ้นด้วยครับ” ดร.สามารถ แนะ

2.พัฒนาเมืองควบคู่ไปด้วย

ไม่ว่าจะเป็นเมืองอัจฉริยะสมาร์ทซิตี้ เมืองอุตสาหกรรม เมืองพาณิชยกรรม เมืองราชการ โดยใช้กฎหมายพิเศษมาช่วยในการพัฒนา เช่น พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ซึ่งกฎหมายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2547 จะทำให้การพัฒนาเมืองสะดวกขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อมีรถไฟความเร็วสูงวิ่งผ่านเมืองจะขยายตัวขึ้นมา เติบโตขึ้น มีการซื้อขาย มีการจ้างงานมากขึ้น มีคนเดินทางมากขึ้นเพราะเชื่อมต่อกับจีน เมื่อมีการซื้อขายมากขึ้นรัฐก็จะสามารถเก็บภาษีได้ด้วย ถึงแม้ว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงจะไม่คุ้มค่าในเรื่องของการเงิน แต่สามารถหาประโยชน์ทางอ้อมในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจได้

นอกจากการพัฒนาเมือง จะต้องเตรียมระบบขนส่งมารองรับควบคู่ไปด้วย เมื่อรถไฟความเร็วสูงไปถึงโคราชแล้วจะนั่งรถอะไรเข้าเมือง ผมจึงเสนอเป็นรถไฟฟ้ารางเบาที่เรียกว่า Light Rail Transit มารองรับ ซึ่งที่ขอนแก่นได้มีการเตรียมไว้แล้ว ส่วนที่โคราช สนข.กำลังศึกษา เพราะต้องพิจารณาถึงอุดรธานี และหนองคายด้วย ซึ่งหากเดินทางด้วยรถไฟฟ้ารางเบาไปสู่ตัวเมืองได้จะสะดวกมากขึ้น

3.เสนอให้จีนร่วมลงทุน

อยากให้จีนมาร่วมลงทุนด้วยไม่ว่าจะเป็นงานโยธา ระบบไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบสื่อสารโทรคมนาคม ในสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งหากจีนร่วมลงทุนแล้ว เขาจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ขาดทุน เช่น การขนผู้โดยสารมาจากจีนวันละ 5,000 คน เฉลี่ยปีละ 2 ล้านคน และหากคนเหล่านี้มาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าต่างๆ ในประเทศไทย คนละประมาณ 5 หมื่นบาท ปีหนึ่งก็จะมีเงินหมุนเวียนประมาณ 1 แสนล้านบาท จึงเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมา

“เมื่อจีนมาร่วมลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสม ผมเชื่อว่าเขาต้องพยายามทำให้ตัวเองไม่ขาดทุนแน่ พยายามขนผู้โดยสารมาหรือขนส่งสินค้า มีสิ่งจูงใจให้คนมาใช้บริการ ซึ่งเราลงทุนเองทั้งหมดเราจะต้องรับผิดชอบทั้งหมด 100% แต่เมื่อให้จีนมาร่วมลงทุนด้วยจะแบกภาระความเสี่ยงไว้เช่นกัน ดังนั้น จีนจะต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ขาดทุน ขณะที่ ตอนนี้ไทยจ้างจีนโดยที่จีนไม่ได้ลงทุนเลยมีแต่ได้เงินไป” ดร.สามารถ ชงจีนร่วมลงทุน

4.การถ่ายทอดเทคโนโลยี

การถ่ายทอดเทคโนโลยีมีข้อเสนอ 2 ประการ (1.) ฝ่ายไทยต้องการอะไรกันแน่ ซึ่งโดยปกติการถ่ายทอดเทคโนโลยีจะมีอยู่ 3 อย่างคือ การผลิตรถไฟ ซ่อมบำรุงรักษา บริหารจัดการเดินรถ ซึ่งความเห็นตนมองว่าเอาเฉพาะเรื่อง ซ่อมบำรุงรักษากับบริหารจัดการเดินรถ ซ่อมให้เป็นเดินรถให้เป็น ส่วนเรื่องการผลิตรถไฟ มองว่ายังไกลตัวเกินไป เพราะหากทำรถไฟได้ใครจะซื้อ ขายทางยุโรปก็ไม่ซื้อ หรือจะขายเพื่อนบ้านก็ไปซื้อจากจีนดีกว่าราคาถูกกว่า หรือหากจะขายในประเทศก็ไม่มีความคุ้มค่ามากพอที่จะผลิตเอง

(2.) การที่ไทยจะขอต่อรองให้จีนถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้น ต้องทำให้เหมาะสมอย่าทำให้โครงการล่าช้า เพราะถ้าตกลงกันไม่ได้จะทำให้โครงการล่าช้ามากขึ้น ซึ่งหากต้องการทั้งหมดคิดว่าจีนคงไม่ยอมแน่ เพราะกว่าจีนจะมีวันนี้ใช้เวลามา 20 ปี ศึกษาจากญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมนี ใช้เงินมาเยอะ การที่จะให้มาเปิดสอนกับไทยมันเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น มองว่าควรทำอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมไม่เช่นนั้นแล้วจะทำให้โครงการยิ่งล่าช้า

มหากาพย์รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ยังไม่จบเพียงเท่านี้ โปรดจับตาดูกันต่อไป…

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

 

รถบัสแอร์เอเชีย ชนนกแอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/990468

ในลานจอดสนามบินดอนเมือง

จอดนิ่งๆยังโดนชน เครื่องบิน “นกแอร์” จู่ๆ เจอรถบัส “แอร์เอเชีย” พุ่งชนหน้ายับ ในสนามบิน ดอนเมือง แจงวุ่นจอดนอนเฉยๆ มาชนหน้าพังยับทำไม รับเสียงอ่อยกระทบผู้โดยสารบ้างแต่ไม่รุนแรง ด้านแอร์เอเซียแจงพัลวัน ไปชนทั้งๆที่ไม่มีการรับ-ส่งผู้โดยสาร

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 1 ก.ค. จากสายการบิน นกแอร์ว่า เนื่องด้วยเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2560 เวลาประมาณ 22.55 น. อากาศยานของสายการบินนกแอร์ ทะเบียนเครื่อง HS-DBK จอดอยู่ที่หลุมจอด 35 ท่าอากาศยานดอนเมือง เนื่องจากจอดนอนรอเพื่อออกปฏิบัติงานในวันรุ่งขึ้น ได้มีรถบัสรับ-ส่งผู้โดยสารสายการบินไทยแอร์เอเชีย พุ่งเข้าชนส่วนหน้าด้านซ้ายของอากาศยาน ส่งผลให้อากาศยานได้รับความเสียหาย และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่หัวหน้าชุดงานควบคุมลานจอดของการท่าอากาศยานดอนเมือง เป็นหัวหน้าชุดสอบสวนเข้าพื้นที่เกิดเหตุ ร่วมกับทีมงานฝ่ายช่างและฝ่ายภาคพื้นของสายการบินนกแอร์ เพื่อตรวจสอบในบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ เก็บภาพหลักฐานเพื่อดำเนินการสืบสวนตามขั้นตอนต่อไป และทางสายการบินนกแอร์กำลังดำเนินการตรวจสอบว่าความเสียหายมีผลกระทบกับโครงสร้างหลักของอากาศยานหรือไม่ เพื่อทำการซ่อมบำรุงต่อไป

จากเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น ทำให้อากาศยานลำดังกล่าว ไม่สามารถให้บริการผู้โดยสารได้จนกว่าการซ่อมบำรุงจะเสร็จสิ้น และมั่นใจได้ว่าอากาศยานมีความปลอดภัยในการปฏิบัติการบิน ดังนั้น ผู้โดยสารอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงตารางบินหรือเกิดการล่าช้าในบางเที่ยวบิน เนื่องจากการปรับแผนในการหมุนเวียนอากาศยาน

ด้านสายการบินไทยแอร์เอเชียได้ออกแถลงการณ์ ในเวลาต่อมาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมแจงรายละเอียดว่า อุบัติเหตุดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุรถบัสขนส่ง ของสายการบินไทยแอร์เอเชียในลานจอดท่าอากาศยาน ดอนเมือง ได้ชนส่วนหน้า ทางด้านซ้ายของเครื่องบินสายการบินนกแอร์ ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 22.55 น. ของวันที่ 30 มิ.ย.2560 ณ บริเวณสะพาน เทียบเครื่องบินหมายเลข 35 ภายในท่าอากาศยานดอนเมือง ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเเต่อย่างใด เนื่องจากไม่มีการขนส่งผู้โดยสาร ซึ่งขณะนี้ สายการบินได้ทำงานอย่างใกล้ชิดเเละให้ความร่วมมือ กับท่าอากาศยานเเละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบตามมาตรฐานต่อไป