คมนาคม เร่งประมูล-เบิกจ่ายงบฯ 3 หมื่นล้าน เร่งด่วน ภายใน ธ.ค.59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.ย. 2559 12:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723498

 

รัฐบาล จี้ คมนาคม เร่งประมูล เซ็นสัญญาทุกโครงการภายใน มี.ค. 60 ส่วนโครงการที่มูลค่าต่ำกว่า 2 ล้านบาท วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท ต้องทำเร่งด่วน ภายใน ธ.ค.59 …

นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตั้งเป้าการเบิกจ่ายเงินงบประมาณทุกโครงการของกระทรวงคมนาคม ว่า ให้เริ่มดำเนินการได้ทันที เพื่อช่วยการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยกำหนดเป้าหมายว่า ทุกโครงการจะต้องดำเนินการประกวดราคาและลงนามในสัญญาได้ภายในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2560 หรือภายใน มี.ค. 2560 โดยเฉพาะโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 2 ล้านบาทถึง 1,000 ล้านบาท และโครงการที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ส่วนโครงการที่มีมูลค่าต่ำกว่า 2 ล้านบาท จะต้องลงนามในสัญญาและเบิกจ่ายเงินงวดงานภายใน ธ.ค.2559 ซึ่งมีวงเงินรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท

“ในภาพรวมทุกโครงการลงทุนของกระทรวงคมนาคม จะต้องเริ่มเดินหน้าเปิดประมูลได้เลย เพราะเป็นเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการให้มีการกระตุ้นการจ่ายเงินภาครัฐ ในส่วนของโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจต่างๆ หากมีความพร้อมดำเนินการได้เช่นกัน”

นายชาติชาย กล่าวด้วยว่า สำหรับวงเงินลงทุนที่กระทรวงคมนาคม ได้รับการจัดสรรในปีงบประมาณ 2560 วงเงิน 192,128 ล้านบาท หากวงเงินลงทุนรวมกับงบประมาณประจำ วงเงินรวมเป็น 195,540 ล้านบาท ดังนั้นจะต้องมีการเร่งรัดเบิกจ่ายให้ได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะระยะเร่งด่วน ภายในเดือน ธ.ค. 2559 ซึ่งมีทั้งโครงการใหม่และโครงการที่เป็นงบผูกพัน จะต้องเร่งให้มีการลงนามในสัญญา กรอบวงเงินประมาณ 30,000 ล้านบาท มีการเร่งรัดติดตามอย่างใกล้ชิดด้วย

 

รฟท. เร่งสร้างถนนตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำ แก้ปัญหาจราจรในเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.ย. 2559 11:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723470

 

รฟท. เด้งรับตำรวจ ช่วยแก้ปัญหาจราจรในเมือง พร้อมเดินหน้าโครงการสร้างถนนตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำ เชื่อมต่อถนนพระราม 3 ช่วยแก้ปัญหาคอขวดระหว่างทางลงสะพานข้ามแยก ห้าแยก ณ ระนอง กับพื้นราบถนนขาเข้า …

วันที่ 15 ก.ย.59 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ได้ลงพื้นที่สำรวจทางรถไฟสายแม่น้ำ บริเวณถนนพระราม 3 เพื่อดำเนินโครงการสร้างถนนตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำ ตามแนวทางของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม ในการแก้ปัญหาจราจรในเมืองหลวง ตลอดจนสนับสนุนนโยบายที่ประชุมบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน

นายวุฒิชาติ เปิดเผยว่า การรถไฟพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายการแก้ปัญหาจราจรในเมืองหลวงและปริมณฑลของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยการดำเนินโครงการสร้างถนนตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำ เชื่อมต่อถนนพระราม 3 ครั้งนี้ จะสร้างเป็นถนนผิวการจราจรแอสฟัลต์ กว้าง 7.2 เมตร 2 ช่องจราจร เพื่อเป็นการเพิ่มผิวจราจร เชื่อมต่อกับถนนพระราม 3 ทั้งขาเข้าและขาออก ตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำ รวมถึงจะมีการปรับผิวการจราจรบนสะพานข้ามทางรถไฟสายแม่น้ำ ซึ่งไม่ได้มีการปรับปรุงมานานอีกด้วย

“การสร้างถนนตัดผ่านทางรถไฟสายแม่น้ำ จะช่วยบรรเทาปัญหาจราจรในถนนพระราม 4 ถนนพระราม 3 ถนนรัชดาภิเษก จากแยกอโศก ถนนสุนทรโกษา รวมถึงแก้ปัญหาคอขวดระหว่างทางลงสะพานข้ามแยก ห้าแยก ณ ระนอง กับพื้นราบถนนขาเข้า เพราะสภาพจราจรปัจจุบัน มีรถลงจากสะพาน 2 ช่องทางมารวมกับรถพื้นราบจากแยก ณ ระนอง อีก 3 ช่องทางรวมเป็น 5 ช่องทาง แต่เมื่อขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟสายแม่น้ำจะเหลือ 2 ช่องทางเดินรถเท่านั้น ทำให้เกิดปัญหาจราจรไปถึงถนนพระราม 4 และกระทบสู่ถนนสาทรเหนือ ถนนวิทยุ และถนนสีลม” นายวุฒิชาติ กล่าว.

 

ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 22,400

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.ย. 2559 09:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723388

 

ทองเปิดตลาดวันที่ 15 ก.ย. 59 ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,800 ขายออกบาทละ 21,900 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,405.92 ขายออกบาทละ 22,400 บาท …

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.30 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,800.00 บาท ขายออกบาทละ 21,900.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,405.92 บาท ขายออกบาทละ 22,400.00 บาท

 

ใช้ ม.44 สั่งเรือประมง 300 ลำ ต้องแจ้งจุดจอดภายใน 15 วัน! ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 10,000 บาทต่อลำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723168

 

นางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงได้เรียกเรือประมงพาณิชย์ ขนาด 10-30 ตันกรอส ซึ่งมีทั้งหมด 11,411 ลำ ให้เข้ามาแจ้งเพื่อรับตรวจสอบเรือและเครื่องมือประมง ล่าสุดมีเรือมาขอรับการตรวจสอบ 11,111 ลำ มีเพียง 300 ลำที่ยังไม่มาแจ้ง ซึ่งกรมประมง จะเพิกถอนใบอนุญาตภายใน 2 ปี ถ้ายังไม่มาแจ้งลงทะเบียน ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (ไอยูยู) ครั้งที่ 3 ฉบับเพิ่มเติม เนื่องจากยังมีเรือประมง ไม่มาขึ้นทะเบียน โดยเพิ่มคำสั่งให้เรือประมงพาณิชย์ที่มีขนาดตั้งแต่ 10 ตันกรอส ที่ไม่มีทะเบียน หรือมีทะเบียนแต่ไม่มีใบอนุญาต ซึ่งเป็นเรือที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องแจ้งจุดจอดเรือที่ชัดเจนกับกรมเจ้าท่า ภายใน 15 วัน นับจากวันประกาศ หรือตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำการล็อกพังงา (เครื่องมือบังคับเรือ) ไม่ให้เคลื่อนย้าย เว้นแต่กรณีที่เกิดภาวะฉุกเฉิน เช่น เกิดพายุ โดยต้องแจ้งกับเจ้าหน้าที่ภายใน 12 ชั่วโมง เพื่อปลดล็อก

สำหรับเรือที่ไม่มีใบอนุญาตการใช้เรือ ก็กำหนดให้แจ้งงดใช้เรือ หรือเปลี่ยนประเภทเรือ ต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วัน โดยเรือเหล่านี้จะได้รับการ ยกเว้นไม่ต้องติดตั้งระบบติดตามเรือ (วีเอ็มเอส) ซึ่งหากไม่ดำเนินการตามที่กำหนด และหากตรวจพบว่ามีการลักลอบออกไปทำประมง จะต้องระวางโทษปรับ โดยเรือประมงที่มีขนาด 10 ตันกรอส มีโทษปรับไม่เกิน 10,000บาท เรือที่ขนาดมากกว่า 10 ตันกรอส จะปรับเพิ่มขึ้นตันกรอสละ 1,000 บาท

“มาตรา 44 ได้ครอบคลุมถึงแรงงานบนเรือประมง ที่ส่วนใหญ่เป็นต่างด้าว และต้องมีใบอนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าว แต่กรณีเมื่อทำงานบนเรือ จะต้องมีหนังสือคนประจำเรือ (SEAMAN BOOK) ที่แรงงานต้องมายื่นขอรับที่กรมประมง ภายใน 30 วัน หรือตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. เป็นต้นไป โดยจะได้รับการงดเว้นค่าธรรมเนียมรายละ 100 บาท หากไม่มายื่นแสดงตัว เมื่อมีการตรวจพบ จะมีโทษปรับ 400,000-800,000 บาทต่อคน ซึ่งหนังสือคนประจำเรือเป็นมาตรการดูแลสวัสดิภาพของแรงงาน ที่กำหนดห้ามขนถ่ายลูกเรือกลางทะเล เว้นแต่กรณีเพื่อความปลอดภัย ข้อพิพาทในเรือ ฯลฯ เพื่อลดปัญหาความเสี่ยงที่แรงงานประมงถูกบังคับให้ทำงานในทะเล”.

 

จับทุจริตข้าววนในอ่าง สะพัด “อภิรดี” ไม่ยอมลงนามไล่ล่าคนผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723165

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ว่า เรื่องคดีความโครงการรับจำนำข้าว ขอให้เป็นเรื่องของทางคดี กระบวนการยุติธรรมอย่าเพิ่งโทษกันไปกันมา เพราะเป็นผลเสียต่อการตรวจสอบทางกระบวนการยุติธรรม และรัฐบาลมีหน้าที่ในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมา 2 คณะ ซึ่งเป็นคนละหน้าที่กัน จึงต้องไปดูว่า เป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ยังไม่ได้ลงนามในคำสั่งให้บุคคล 6 ราย ทั้งนักการเมืองและข้าราชการ ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ชี้มูลความผิดทุจริตขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตัน รวม 20,000 ล้านบาท นำเงินมาใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับรัฐ แม้ว่านายกรัฐมนตรีได้มอบอำนาจให้ลงนามแทน โดยล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ได้ใช้มาตรา 44 ให้กรมบังคับคดีเป็นผู้มีอำนาจยึด หรืออายัดทรัพย์ ขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาใช้คืนรัฐแล้ว

ทั้งนี้ สาเหตุที่นางอภิรดียังไม่ลงนามเมื่อก่อนหน้านี้ เป็นเพราะยังไม่มีผู้มีอำนาจดำเนินการยึด อายัดทรัพย์ผู้ทุจริตได้ จึงต้องศึกษากฎหมายให้รอบคอบ แต่เมื่อมีการใช้มาตรา 44 ก็สามารถลงนามได้ แต่ขณะนี้ที่ยังไม่มีการลงนาม เพราะนางอภิรดีต้องการให้ น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงนามแทน รมว.พาณิชย์ และ รมว.พาณิชย์ จะลงนามแทนนายกรัฐมนตรี เนื่องจากในหนังสือบังคับทางปกครองจะลงนาม 2 ที่คือ รมว.พาณิชย์ลงนามแทนนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ลงนามในตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ แต่ตรงนี้นางอภิรดีต้องการให้ น.ส.ชุติมาลงนามแทน เพื่อกระจายอำนาจการบริหารงาน.

 

คมนาคมเทงบ 2 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723160

 

นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้ตั้งเป้าการเบิกจ่ายเงินงบประมาณทุกโครงการของกระทรวงคมนาคมว่า ให้เริ่มดำเนินการได้ทันทีเพื่อช่วยการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยกำหนดเป้าหมายว่า ทุกโครงการจะต้องดำเนินการประกวดราคาและลงนามในสัญญาภายในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2560 หรือภายใน เดือน มี.ค.2560 โดยเฉพาะโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 2 ล้านบาท ถึง 1,000 ล้านบาท และโครงการ ที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท ส่วนโครงการที่มีมูลค่าต่ำกว่า 2 ล้านบาท จะต้องลงนามในสัญญา และเบิกจ่ายเงินงวดงานภายในเดือน ธ.ค.2559 ซึ่งมีวงเงินรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท

“ในภาพรวมทุกโครงการลงทุนของกระทรวงคมนาคมจะต้องเริ่มเดินหน้าเปิดประมูลได้เลยเพราะเป็นเป้าหมายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจต่างๆ หากมีความพร้อมดำเนินการได้เช่นกัน”

นายชาติชายกล่าวว่า สำหรับวงเงินลงทุนที่กระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรรในปีงบประมาณ 2560 วงเงิน 192,128 ล้านบาท หากวงเงินลงทุนรวมกับงบประมาณประจำ วงเงินรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 195,540 ล้านบาท ดังนั้นจะต้องมีการเร่งรัดเบิกจ่ายให้ได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะระยะเร่งด่วนภายในเดือน ธ.ค.2559 ซึ่งมีทั้งโครงการใหม่และโครงการที่เป็นงบผูกพันจะเร่งให้มีการลงนามตามกรอบวงเงิน 30,000 ล้านนั้น จะเร่งรัดและติดตามอย่างใกล้ชิดด้วย.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบ แอปเปิลหนุนแนสเด็กบวก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.ย. 2559 06:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723243

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันพุธ โดยการเพิ่มขึ้นของหุ้นบริษัท แอปเปิล หนุนแนสแด็กปิดบวก ส่วนดาวโจนส์ลดลงจากแรงฉุดของบริษัทกลุ่มปิโตรเลียม…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 14 ก.ย. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 31.98 จุด หรือ 0.18% ปิดที่ 18034.77 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 1.25 จุด หรือ 0.06% ปิดที่ 2125.77 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 18.51 จุด หรือ 0.36% ปิดที่ 5173.77 จุด

เมื่อวันพุธ หุ้นของบริษัท แอปเปิล เพิ่มขึ้น 3.5% เพิ่มเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน ก่อนที่ไอโฟนรุ่นใหม่จะเริ่มวางจำหน่ายในวันศุกร์ ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ฉุดหุ้นบริษัทกลุ่มปิโตรเลียม โดยเชฟรอนลดลง 1.0%, มาราธอน ออยล์ และ เดวอน เอเนอร์จี คอร์ป ลดลง 2.3%

 

“บิ๊กตู่” ลั่นล้างบางมาเฟียแท็กซี่ จอดรถกีดขวางหน้าดอนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723158

 

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลัง เป็นประธาน พิธีเริ่มงานก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 ทางด้านทิศใต้ อาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิว่า การก่อสร้างเฟส 2 เพื่อรองรับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นกว่า 55 ล้านคนต่อปี และซึ่งหลังจากนี้ ทอท.ก็จะต้องเดินหน้าในเฟส 3 และเฟส 4 ต่อไป ซึ่งการก่อสร้างขยายขีดความสามารถรองรับ ผู้โดยสารจะไม่แค่สนามบินสุวรรณภูมิแต่จะหมายถึงสนามบินอู่ตะเภาและสนามบินดอนเมืองด้วย เพื่อรองรับการสร้างเมืองใหม่และรองรับการเปิดเสรีในอาเซียน

นอกจากนั้น ตนมีนโยบายชัดเจนที่จะสั่งการให้กระทรวงคมนาคมและ ทอท.ไปเร่งดำเนินการปราบปรามมาเฟียรถโดยสารสาธารณะโดยเฉพาะรถแท็กซี่บริเวณหน้าสนามบินดอนเมืองซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจดอนเมือง เนื่องจากการจอดรถแท็กซี่ได้ส่งผลกระทบต่อการจราจรบริเวณสนามบินดอนเมือง ถนนวิภาวดีรังสิตและบริเวณใกล้เคียงอย่างมาก

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว. คมนาคม กล่าวว่า สุวรรณภูมิมีแท็กซี่ให้บริการอย่างเพียงพอ แต่ที่ดอนเมืองยังขาดอยู่ จึงได้มีการปรับเปลี่ยนโดยจัดพื้นที่จอดรถแท็กซี่ที่ลงทะเบียนให้บริการในสนามบินดอนเมือง และนำระบบจัดคิวอัตโนมัติไปใช้ที่ดอนเมืองด้วย.

 

คณะสานพลังประชารัฐ D4 เดินหน้าเต็มสปีด จัด “เพื่อนพาเพื่อน” เจาะตลาด CLMV

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 15 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717370

 

พาณิชย์รุกส่งออก หนุนลงทุนต่างประเทศ ให้คณะสานพลังประชารัฐ D4 เดินหน้าเต็มสปีด เร่งจัดกิจกรรม “เพื่อนพาเพื่อน” เจาะตลาด CLMV

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รมว.พณ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะทำงานด้านการส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนในต่างประเทศ (D4) ภายใต้คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ว่า ได้หารือร่วมกับภาคเอกชน นำโดย นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานร่วมของคณะทำงาน เพื่อติดตามสถานการณ์การส่งออกอย่างใกล้ชิด โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ยังชะลอตัวที่ร้อยละ – 1.6 โดยมีปัจจัยหลักจากเศรษฐกิจโลก

ที่ยังไม่ฟื้นตัวและราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ค่าเงินบาท จะแข็งค่าขึ้น เปรียบเทียบแล้วยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคซึ่งมีทิศทางเดียวกัน และเพื่อเร่งผลักดันการส่งออกให้ฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ได้สั่งการให้เชิญภาคเอกชนรายกลุ่มสินค้าหลักมาหารือถึงมาตรการกระตุ้นการส่งออกเร่งด่วน

ด้านการส่งเสริมและสนับสนุน ให้ภาคเอกชนสามารถเจาะตลาด CLMV ตามนโยบาย CLMV as our home market ของรัฐบาล นั้น คณะทำงานฯ ใช้กลยุทธ์ “เพื่อนพาเพื่อน” ไปเจาะตลาดรายประเทศ โดยที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา บริษัท BJC ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ นำร่องจัดกิจกรรมให้ความรู้เชิงลึกด้านการเจาะตลาดเวียดนามให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ศักยภาพสูง 51 บริษัท ในกลุ่มอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค ตลอดจนจับคู่ธุรกิจกับผู้จัดจำหน่ายในเวียดนามโดยตรง ซึ่งประสบผลสำเร็จด้วยดี และขั้นตอนต่อไปจะนำสินค้าไทยเข้าไปวางจำหน่ายในช่องทางค้าปลีกเวียดนามด้วย

โดยในเร็วๆ นี้ กระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ และบริษัท SCG จัดกิจกรรมในลักษณะเดียวกันนี้ ในตลาดเมียนมา ในวันที่ 21 กันยายน 2559 และตลาดกัมพูชาในวันที่ 22 กันยายน 2559 เพื่อขยายช่องทางกระจายสินค้าไทยในภูมิภาคให้เพิ่มมากขึ้น พร้อมกันนี้ ยังได้ริเริ่มโครงการส่งเสริมสินค้าหัตถกรรมไทยสู่สากล ซึ่งคณะทำงาน D4 จะร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ต่อยอดโครงการของกรมฯ ในการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าหัตถกรรมซึ่งไทยมีศักยภาพการออกแบบ อาทิ ผลิตภัณฑ์จากผ้าทอ และเสื่อกระจูด เพื่อเจาะตลาดสินค้าประเภทไลฟ์สไตล์ในต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่นและรักษาภูมิปัญญาด้านหัตถกรรมดั้งเดิมของไทยอีกด้วย


คณะทำงาน ยังได้มอบหมายให้มีคณะทำงานย่อยเพื่อพิจารณารูปแบบและแนวทางการจัดตั้ง AEC Town ที่กรุงพนมเปญ กัมพูชา และ Viet-Thai Commercial Center ที่นครโฮจิมินห์ เวียดนาม ให้เป็นศูนย์จำหน่ายทั้งส่งและปลีกของสินค้าแบรนด์ไทยคุณภาพสูง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าสู่ตลาดกัมพูชาและเวียดนามตามลำดับ

ในส่วนของความตกลง Trans-Pacific Partnership หรือ TPP ภาครัฐได้ติดตามความคืบหน้าการเตรียมจะบังคับใช้ความตกลงของกลุ่มภาคีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะให้รายละเอียดที่ชัดเจนหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2559 นี้ ในระหว่างนี้ กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมและระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ซึ่งมีแผนการจะลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นในต่างจังหวัดต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีนี้ จนถึงปีหน้า

 

ธ.ก.ส.ปล่อยกู้แรงงานไปนอก อุ้มเกษตรกรโกยเงินกลับบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723155

 

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เพื่อสนับสนุนแรงงานไทยที่จะไปทำงานในต่างประเทศ โดย ธ.ก.ส.จะปล่อยสินเชื่อให้แก่แรงงานไทยที่จะไปทำงานต่างประเทศที่จัดส่งโดยกรมการจัดหางานและบริษัทจัดหางาน วงเงินกู้ไม่เกิน 250,000 บาทต่อราย คิดดอกเบี้ยในอัตราลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ปัจจุบันอยู่ที่ 7% ต่อปี ผู้กู้สามารถใช้อสังหาริมทรัพย์จำนอง เป็นประกันหนี้เงินกู้ หรือใช้ลูกค้าในกลุ่มเดียวกันค้ำประกันหนี้เงินกู้จำนวน 2 คน หรือใช้ลูกค้าในกลุ่มเดียวกันค้ำประกันร่วมกลุ่ม 5 คน ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 12 เดือน

โดยคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการประกอบไปด้วย 1.เป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. 2.ผ่านการทดสอบและมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ ที่กรมการจัดหางานกำหนด 3.ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานในต่างประเทศจากหน่วยงานที่กี่ยวข้อง และ 4.ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศที่จะไปทำงานโดยได้รับวีซ่า (VISA WORK PERMIT) จากประเทศนั้นๆ โดยในช่วงที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ปล่อยสินเชื่อสนับสนุนการไปทำงานต่างประเทศทั้งสิ้น 96,064 ราย รวมวงเงินสินเชื่อที่ปล่อยให้แรงงานไปทำงานที่ต่างประเทศ 12,686 ล้านบาท.