“นายก” สั่งเบรกขายข้าวในสต๊อกรัฐบาล หวั่นราคาฤดูกาลใหม่วูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723153

 

“บิ๊กตู่” สั่งระงับระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาล หวั่นกระทบราคาข้าวฤดูกาลใหม่ “วิบูลย์ลักษณ์” ยอมรับเศรษฐกิจโลกซบ ทำความต้องการข้าวในตลาดทรุด ฉุดราคาข้าวร่วง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ว่า ที่ประชุม นบข. มีมติให้ระงับการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลออกไปก่อน เพื่อรองรับผลผลิตในฤดูกาลใหม่ในเดือน พ.ย.เป็นต้นไป ถ้าระบายข้าวออกมาราคาข้าวในตลาดจะตกลง รวมถึงราคาข้าวในตลาดโลกจะลดลงด้วย

ขณะที่นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า สถานการณ์ข้าวโลกในปัจจุบันผลผลิตค่อนข้างจะมาก มีแนวโน้มราคาลดต่ำลงทั่วภูมิภาค ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจของผู้ซื้อ อีกส่วนเกิดจากประเทศผู้นำเข้าปรับนโยบายในการพึ่งพาตนเอง จากที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศหันมาปลูกข้าวเองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นโยบายของไทยมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ เพราะที่จะผลิตข้าวแบบครบวงจรและดูแนวโน้มความต้องการของตลาดว่ามีจำนวนเท่าใดเพื่อปรับพื้นที่การเพาะปลูกให้เหมาะสม

“ผลผลิตข้าวใหม่จะทยอยออกมาแล้ว และจะมากขึ้นในเดือน ต.ค.และมากสุดช่วง พ.ย.-ธ.ค. ช่วง 3 เดือนนี้จะมีผลผลิตออกมาประมาณ 20 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้ติดตามความคืบหน้าของมาตรการต่างๆที่ นบข.ให้ความเห็นชอบไป 17 โครงการ ในส่วนการผลิตได้ติดตามพบว่าเป็นไปตามแผน จากข้อมูลที่ข้าวจะออกมามากในเดือน ต.ค.-ธ.ค.ได้วางแผนที่จะรองรับผลผลิตข้าวที่จะออกมามากในช่วงนั้นไว้แล้ว เช่น การ เกี่ยวข้าว มีรถเกี่ยวเพียงพอหรือไม่ ซึ่งได้ประชุมกับสมาคมรถเกี่ยวข้าว สหกรณ์ และเกษตรกรที่จะเชื่อมโยงให้รถเกี่ยวมีเพียงพอ นำระบบไอที มาใช้ทำฐานข้อมูลเกษตรกรว่าอยู่ที่ไหน และรถเกี่ยวอยู่ที่ไหน เพื่อให้จองรถเกี่ยวผ่านระบบไอที มีโครงการประชารัฐเข้ามาเสนอแอพพลิเคชั่นตัวใหม่ให้ดาวน์โหลดได้ฟรี ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำแอพพลิเคชั่นอยู่”

ส่วนเรื่องของโรงสีและเครื่องอบนั้น เมื่อข้าวออกมาพร้อมกันจำนวนมาก เกษตรกรจะเกี่ยวข้าวสด การจะรักษาคุณภาพข้าวให้ดีจะต้องอบข้าวให้เร็ว ซึ่งได้ไปสำรวจปริมาณโรงสีในแต่ ละภูมิภาค พบว่ามีเครื่องอบเพียงพอ แต่ช่วงที่ข้าวออกมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออาจจะอบไม่ทัน ดังนั้นจะเชื่อมโยงโรงสีภาคเหนือและภาคกลางไปรับข้าวมาอบและเก็บไว้ที่โรงสีด้วย

“ด้านการระบายข้าวในสต๊อกช่วงนี้ ข้าวใหม่กำลังจะออก แผนการระบายข้าวที่เตรียมไว้อาจจะต้องชะลอเพื่อไม่ให้ราคาข้าวในต้นฤดูตก เอาง่ายๆเมื่อดูดซับข้าวออกไปส่วนหนึ่งแล้วหากระบายข้าวออกมาอีกผู้ค้าอาจจะไม่มั่นใจ จริงๆแล้วปริมาณข้าวออกมาไม่มากแต่เป็นเรื่องของความมั่นใจของตลาดมากกว่า เราต้องการจะดึงการระบายไว้ เพื่อรักษาระดับราคาข้าวให้เกษตรกรขายได้ในราคาดี กำลังพิจารณาชะลอแผนการระบายข้าวเดิมในเดือน ก.ย.-ต.ค.ที่ข้าวจะออกมาจะหยุดระบายข้าวเสียก่อน เพื่อให้ผู้บริโภคและตลาดโลกมองราคาข้าวใหม่ที่จูงใจ หากต้นฤดูมีราคาสูงต่อๆไปก็จะเป็นราคาที่ดี ไม่อยากให้สถานการณ์ของตลาดมีความไม่แน่ใจ อยากให้เริ่มต้นข้าวรอบใหม่ด้วยราคาที่สูง”

นอกจากนี้ จะเสนอ ครม.ขอปรับเปลี่ยนวิธี การชะลอขายข้าวในยุ้งฉางของสหกรณ์จะเปลี่ยนจากเดิมที่จะจ่ายเงินให้เกษตรกร 1,500 บาทต่อตัน เมื่อระบายข้าวที่ขึ้นยุ้งไว้ แต่เพื่อให้เกษตรกรมีเงินหมุนเวียนอยู่ในมือ จึงเปลี่ยนเป็นจะจ่ายให้เกษตรกรเมื่อเริ่มต้นเข้าโครงการ 1,000 บาท ต่อตัน และจ่ายอีก 500 บาทเมื่อระบายข้าว เกษตรกรจะได้ไม่ต้องไปกู้เงิน ลดภาระค่าใช้จ่ายลงไปได้.

 

ตั้งกรรมการสอบเอไอเอสข้อมูลรั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723148

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช.ได้มีมติให้สำนักงาน กสทช.ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีพนักงานบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส นำข้อมูลลูกค้าผู้ใช้บริการมือถือไปเปิดเผยให้บุคคลภายนอก โดยเอไอเอสได้แจ้งให้ทราบว่าได้ไล่พนักงานคนดังกล่าวออกและแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ฉะนั้น กสทช.จะติดตามการดำเนินคดีจากสถานีตำรวจที่มีการแจ้งความ โดยตามกฎหมายหากผู้ประกอบการมือถือเปิดเผยข้อมูลลูกค้า จะมีความผิด มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 2 ปี และอาจถึงขั้นยึดใบอนุญาตได้ ขณะเดียวกัน ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกราย ให้กำชับพนักงานทุกคนห้ามเปิดเผยข้อมูลลูกค้า รวมทั้งสถาบันการเงินและบริษัทประกัน เพราะขณะนี้ได้มีการร้องเรียนเข้ามามากว่ามีการโทรศัพท์มาขายประกันและเชิญชวนทำบัตรเครดิต ซึ่งตนก็ถูกโทร.เข้ามาชักชวนเช่นกัน โดยกำหนดให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงให้เสร็จภายใน 30 วัน

นางวิไล เคียงประดู่ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส เปิดเผยว่า แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นความผิดจากบุคคล ซึ่งใช้สิทธิเข้าถึงข้อมูลไปในทางมิชอบ แต่เอไอเอสได้ทบทวนและยกระดับการควบคุมการทำงานภายใน เพื่อป้องกันปัญหาแล้ว รวมทั้งเพิ่มมาตรการรักษาระบบรักษาความปลอดภัยทางด้านสารสนเทศของบริษัท เช่น การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าแต่ละครั้ง ให้พนักงานผู้มีสิทธิจำนวน 2 คนกรอกรหัสผ่านในการเข้าสู่ระบบ (Double Password) จากเดิมที่พนักงานผู้มีสิทธิ สามารถใช้รหัสของตนเองเข้าถึงข้อมูลได้, และห้ามนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ อุปกรณ์บันทึกข้อมูล เช่น USB Thumb drive เข้าไปในบริเวณสถานที่ปฏิบัติงาน.

 

เปิดโรงงาน “โตโยต้า” โชว์เหนือผลิตรถ 1 คันไม่ถึงนาที! (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/719620

 

วันสุดท้ายของทริปตามโปรแกรม “2016 Toyota Technology Media Trip” ในญี่ปุ่น หลังจากได้เข้าทดสอบไดรฟ์วิ่ง ซิมูเลเตอร์ ชมทดสอบการชน เทสต์ไดรฟ์ต่างๆ ศึกษาเทคโนโลยีไฮบริดและระบบพลังงานไฮโดรเจนไปแล้ว วันนี้ คณะสื่อเดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตแบตเตอรี่ไฮบริดของโตโยต้า “PEVE” ซึ่งนับได้ว่า เป็นอีกหัวใจสำคัญของไฮบริด


หน้าโรงงาน “PEVE” แหล่งผลิตแบตฯ ไฮบริดของโตโยต้า

สำทับด้วยผู้บริหารโรงงาน PEVE ยืนยันว่า แบตเตอรี่จากโรงงานเป็นหัวใจของการประหยัดพลังงานและระบบไฮบริด ขณะที่อนาคตจะเป็นหัวใจสำคัญของรถระบบไฟฟ้าด้วย โรงงานแห่งนี้ เป็นโรงงานแบตเตอรี่ไฮบริดใหญ่สุดของโตโยต้า จากจำนวน 1 ใน 3 โรงงานที่ญี่ปุ่น และอีก 1 แห่งที่กำลังจะเปิดในจีน ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1996


แบตฯ ไฮบริดขุมพลังสำคัญของเทคโนโลยี “ไฮบริด”

โรงงาน PEVE โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ร่วมทุนกับพานาโซนิค พัฒนา ผลิตและขายแบตเตอรี่รถไฮบริดทั่วโลก สินค้าหลักคือ ชนิดนิเกิล เมทเทิล ไฮดราย และลิเธียม ไอออน โดยมีการวิจัย พัฒนา และทดสอบ ทั้งขนาด คุณภาพ และประสิทธิภาพมาเป็นระยะ มีมาตรฐานและความปลอดภัย


ไลน์ผลิตรถโตโยต้าที่คนภายนอกหมดสิทธิเข้าไปยุ่มย่าม

จบจากโรงงานแบตเตอรี่มุ่งหน้าต่อไปยัง “TOYATA Q” เมืองนาโงย่า หรือเรียกกันเมืองโตโยต้า เพื่อเข้าชม “TOYATA KAIKAN (โตโยต้า ไคคัน)” อีกหนึ่งพิพิธภัณฑ์จัดแสดงรถและเทคโนโลยี ตลอดจนสาธิตไลน์การผลิตรถยนต์


ไลน์การผลิตรถของโรงงาน “TSUTSUMI PLANT”

ส่งท้ายทริปนี้ โตโยต้านำคณะสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมโรงงานประกอบรถ “TSUTSUMI PLANT” อันเป็นฐานผลิตรถด้านไฮบริดของโตโยต้ารุ่นต่างๆ โดยเฉพาะพรีอุส สำหรับโรงงานแห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1970 โดยนับเป็นโรงงานที่ทันสมัย ส่วนใหญ่ทำงานโดยเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้เร็วสุด 57 วินาที จะได้รถ 1 คัน


โรงงานแห่งนี้ เร็วสุด 57 วินาที ผลิตรถได้ 1 คัน

“TSUTSUMI PLANT” มีพนักงานรวม 6,200 คน แยกเป็น 2 ไลน์การผลิต โดยไลน์ที่ 1 ผลิตและประกอบรถรุ่นพรีมิโอ พรีอุส อัลลิออน และกำลังจะเริ่มผลิต พรีอุสปลั๊กอินภายในเดือน ก.ย.นี้ โดยทุกๆ 57 วินาที จะได้รถ 1 คัน จำนวน 974 คันต่อวัน โดยเป็นไฮบริด 89%


“พรีอุส” รถไฮบริดสินค้าหลักโรงงาน “TSUTSUMI PLANT”

ส่วนไลน์ที่ 2 นั้น ผลิตและประกอบรถรุ่นพรีอุสและคัมรี่ โดยทุกๆ 90 วินาที จะได้รถ 1 คัน จำนวน 601 คันต่อวัน เป็นไฮบริด 99% อย่างไรก็ตาม โรงงานแห่งนี้ ยังเป็นโรงงานแม่คอยสนับสนุนโรงงานประเทศต่างๆ ด้วยการผลิตรถรุ่นแรกๆ ก่อนขยายผลไปผลิตโรงงานอื่นๆ


ใส่ยาง-ระบบเบรก อีกขั้นตอนหนึ่งในไลน์ผลิตรถที่สำคัญ

ทั้งหมดนี้ เป็นการตอกย้ำว่า โตโยต้า ค่ายรถยักษ์ใหญ่แดนปลาดิบ มุ่งมั่นผลิตรถเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน สะดวกสบายกับผู้ขับขี่ และเป็นมิตรกับผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมทาง…


ตัวถังนิรภัยโตโยต้าเพื่อความปลอดภัยผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

รู้ไว้ใช่ว่า… คำย่อรถยนต์พลังงานทางเลือกไม่ใช้น้ำมัน

1. รถยนต์ไฮบริด (HV: Hybrid)

2. รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHV: Plug-in Hybrid)

3. รถยนต์ไฟฟ้า (EV: Electric Vehicle)

ชมคลิป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

– ชนจังๆ ‘พรีอุส’ เจนฯ 4! ‘โตโยต้า’ โชว์ทดสอบการชน มาดูสภาพ

– ฟูจิซังอาย! เทสต์ไดรฟ์ “พรีอุส-คราวน์” ลองระบบความปลอดภัย

–เข้าใจง่ายๆ รถ “ไฮบริด-ไฮโดรเจน” ทางเลือก…ไม่ต้องง้อน้ำมัน?

 

ปตท.เข็นกาแฟอเมซอนลุยแดนปลาดิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723143

 

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยหลังเป็นประธานในพิธีลงนามการขายสิทธิ์แฟรนไชส์คาเฟ่อเมซอน สาขาแรกในจังหวัดฟุคุชิมา ประเทศญี่ปุ่น ให้กับบริษัทโคโดโมะ เอนเนอร์จี จำกัด เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีนายยะสุโนริ อิวะโมโตะ ประธาน ร่วมลงนาม ซึ่งญี่ปุ่นเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง ผู้บริโภคมีความหลากหลาย รวมถึงยังเป็นผู้กำหนดเทรนด์ต่างๆ ในปัจจุบัน การที่จะเจาะตลาดเพื่อสร้างการรับรู้และการยอมรับ ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมากสำหรับ ปตท. และการขายสิทธิ์แฟรนไชส์ครั้งนี้ เป็นก้าวแรกและเป็นโอกาสในตลาดกาแฟสดในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยด้วยการสร้างแบรนด์ของคนไทยเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ และเพิ่มทางเลือกให้ชาวญี่ปุ่น ได้สัมผัสรสชาติอันเข้มข้นของกาแฟสดรสชาติแบบไทยๆ ที่ได้ตั้งใจคัดสรรในทุกวัตถุดิบและใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิตจนถึงมือผู้บริโภคในราคาที่เข้าถึงได้ โดยปัจจุบันมีสาขาคาเฟ่อเมซอน 35 แห่งในต่างประเทศ.

 

“มาสเตอร์คูล” กางแผนวิ่งสู้ฟัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/723130

 

นายนพชัย วีระมาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายพัดลมไอน้ำ-ไอเย็น ภายใต้แบรนด์ “มาสเตอร์คูล” เปิดเผยว่า การทำตลาดครึ่งปีหลัง ช่วงโลว์ซีซั่น ที่ไม่ใช่ฤดูกาลขายสินค้าให้ความเย็นทุกชนิด ทั้งพัดลมธรรมดา พัดลมไอน้ำ พัดลมไอเย็น เครื่องปรับอากาศ บริษัทก็จะพยายามรักษาตลาดหลัก ทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อย ลูกค้าองค์กร และส่งออกของตัวเองไว้ ด้วยการใช้กลยุทธ์ราคาสินค้า แจก แถม รวมถึงขยายช่องทางจำหน่ายเพิ่ม ในห้างเทสโก้โลตัสให้ครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ, ห้างบิ๊กซี และอื่นๆ เพื่อดันยอดรายได้รวมของบริษัท สิ้นปี 2559 แตะ 900 ล้านบาท เติบโต 50% จากปี 2558 ที่ทำได้ 640 ล้านบาท เป็นรายได้จากสินค้ากลุ่มพัดลมไอเย็น 80% พัดลมไอน้ำ-พัดลมธรรมดา 10% บริการหลังการขาย-ธุรกิจอื่นๆ 10% และเป็นรายได้จากการขายในประเทศ 79% ส่งออก 21-22%

“เป้าหมายภายในปี 2020 (2563) หรือแผน 5 ปี ที่คาดหวังปั้นยอดรายได้รวมบริษัทเกินกว่า 3,000 ล้านบาทนั้น น่าจะทำได้ไม่ยาก เพราะการเติบโตของยอดขายบริษัทเติบโตต่อเนื่องปีละ 40% ทุกปี ครึ่งปีแรกปี 2559 ก็สามารถทำยอดขายได้ทะลุ 670 ล้านบาท มากกว่าปี 2558 ทั้งปีแล้ว ซึ่งการเติบโตมาจาก 1.อากาศร้อนมากและร้อนนาน 2.ขยายช่องทางจำหน่ายใหม่ๆเพิ่มขึ้น ทั้งห้างเทสโก้โลตัส และในช่องทางขายตรงแบบเช่าซื้อผ่านเครือข่ายซิงเกอร์ ที่เจาะตรงถึงกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงล่างมากขึ้น จากเดิมที่เน้นขายผ่านช่องทางโฮมโปร แม็คโคร เป็นหลัก”

ทั้งนี้ ตลาดต่างประเทศ บริษัทได้ส่งออกไปหลายประเทศ อาทิ แคนาดา บราซิล ซูดาน รวมถึงจะเข้าไปบุกตลาดในประเทศมาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย เมียนมา และฟิลิปปินส์.

 

พัทยาฟู้ดอินดัสตรี เปิดตัว “นอติลุส ไลท์” ตัวเลือกที่ใช่ของคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 15 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/724510

 

สุขภาพที่แข็งแรง คือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดี แต่จุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ดี ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การออกกำลังกายอย่างหนักทุกวันแต่เพียงอย่างเดียว การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

จริงอยู่ที่การออกกำลังกายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ขาดไม่ได้ หากคุณต้องการมีสุขภาพแข็งแรง แต่งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันแล้วว่าประโยคสุดคลาสสิก “You are what you eat. (ทานอะไรก็ได้อย่างนั้น)” เป็นเรื่องจริง หากไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ต่อให้ออกกำลังกายอย่างหนัก ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจยังไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง การออกกำลังกายและการปรับพฤติกรรมการทานอาหารจึงเป็นปัจจัยหลักที่จำเป็นต้องทำควบคู่กันไป โดยเฉพาะการเลือกทานอาหารที่มีไขมันต่ำ แต่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เน้นสารอาหารกลุ่มโปรตีนที่อยู่ท้อง ทำให้ไม่หิวเร็ว


เพราะตระหนักดีว่า “ชีวิตดี เริ่มได้ด้วยการกิน” บริษัท พัทยาฟู้ดอินดัสตรี จำกัด หนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตและส่งออกสินค้าอาหารทะเลบรรจุกระป๋องตรา “นอติลุส” จึงขอแนะนำตัวเลือกที่ใช่เพื่อคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ “นอติลุส ไลท์” (Nautilus Lite) ที่ผลิตจากปลาทูน่าคุณภาพสูง ซึ่งเป็นแหล่งของโปรตีนที่ดี ย่อยง่าย โดดเด่นเรื่องไขมันต่ำและปริมาณเกลือโซเดียมต่ำ ทั้งยังอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญอย่างโอเมก้า 3 และ DHA เหมาะกับคนรักสุขภาพ รวมทั้งสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักและเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้มากขึ้น มีให้เลือกอร่อยทั้งแซนวิชทูน่าในน้ำแร่ ทูน่าสเต๊กในน้ำแร่ ทูน่าชนิดก้อนในน้ำมันพืช และแซนวิชทูน่าในน้ำมันพืช


เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ “กิน” ให้เป็น เลือกซื้อตัวเลือกที่ใช่ในแบบของคุณได้แล้ววันนี้ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ!

 

ผ่า!แผนทวงคืนนายทุนฮุบ ส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/722448

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่า“การปฏิรูปที่ดิน” เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรมีที่ดินทำกินเป็นของตนเองได้

ด้วยพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตา นำความสงบสุขร่มเย็น ตลอดจนความเจริญก้าวหน้าแก่ประเทศชาติ ปวงพสกนิกรชาวไทยตลอดมานับตั้งแต่ทรงริเริ่มโครงการการปฏิรูปที่ดินตัวอย่าง ก่อนที่พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2518 จะประกาศใช้และได้พระราชทานที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จำนวน 44,396 ไร่ 2 งาน 79 ตารางวา ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นครปฐม ปทุมธานี นครนายก พระนครศรีอยุธยา

ต่อมา…ได้กันพื้นที่บางส่วนออกไปเนื่องจากไม่ได้ใช้เพื่อการเกษตรและมีภาระผูกพันหน่วยราชการอื่น จึงคงเหลือพื้นที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดินได้ 43,902 ไร่

ส.ป.ก.ได้นำที่ดินเหล่านี้มาดำเนินการเพื่อการปฏิรูปที่ดิน น้อมนำแนวพระบรมราโชบายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินมายึดถือ เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานจวบจนถึงทุกวันนี้ โดยมีผลการจัดที่ดินทั้งของรัฐ… เอกชน ให้แก่เกษตรกรทั้งประเทศ รวม 2.75 ล้านราย เนื้อที่ 35.52 ล้านไร่ พลิกแฟ้มข้อมูลวันนี้…กรณีการยึดที่ดิน ส.ป.ก.คืนจากผู้ครอบครองโดยมิชอบ ตามมาตรา 44…มีผลการดำเนินงานถึงไหนอย่างไรแล้วบ้าง?

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ชี้พื้นที่เป้าหมายแปลงที่ดินที่มีผู้ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. เกินกว่า 500 ไร่ ทั้งสิ้น จำนวน 431 แปลง เนื้อที่ 437,297 ไร่ ใน 27 จังหวัดและปรากฏผลการตรวจสอบเบื้องต้น สรุปว่า

1) ที่ดินที่ไม่มีผู้คัดค้านทั้งแปลง จำนวน 28 แปลง เนื้อที่ 27,874 ไร่

2) ที่ดินที่มีผู้คัดค้านบางส่วนของแปลงจำนวน 268 แปลง เนื้อที่รวม 293,125 ไร่ แยกเป็นมีผู้คัดค้าน 220,850 ไร่ ไม่มีผู้คัดค้าน 72,275 ไร่

3) ที่ดินที่มีผู้คัดค้านทั้งแปลงและบางส่วน (รวมบางส่วนตามข้อ 2) จำนวน 403 แปลง เนื้อที่รวม 340,905 ไร่ แยกเป็นคัดค้านโดยเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน 127,172 ไร่ เอกสาร ภบท.5 และอื่นๆ 225,400 ไร่

ขณะนี้ ส.ป.ก.จังหวัดต่างๆได้ทำการตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายเสร็จสิ้นแล้ว 430 แปลง (คงค้างแปลงสนามกอล์ฟไมด้า) ผลการตรวจสอบมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในข้อ 1 และข้อ 2 ขณะเดียวกันมีรายงานผลการตรวจสอบเพิ่มเติมขึ้นในกรณีแปลงพื้นที่เป้าหมายที่มีการคัดค้าน ดังนี้

หนึ่ง…ที่ดินที่ไม่มีผู้ใดคัดค้านทั้งแปลง คงเหลือจำนวน 24 แปลง เนื้อที่ 20,578 ไร่ ทั้งนี้ เนื่องจากหลังจาก ส.ป.ก.ไปทำการปักป้ายยึดมีผู้มายื่นคำคัดค้านโดยใช้โฉนดที่ดิน/น.ส.3 หรือเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ทำให้เนื้อที่ลดลง 7,031 ไร่

สอง…ที่ดินที่ไม่มีผู้คัดค้านบางส่วนของแปลง จำนวน 268 แปลง เนื้อที่ 72,275 ไร่ เมื่อได้ทำการรังวัด เพื่อแยกส่วนที่ไม่มีผู้คัดค้านแล้ว จำนวน 268 แปลง เนื้อที่เพิ่มขึ้นเป็น 108,553 ไร่

กรณีนี้จึงสามารถสรุปได้ว่า ส.ป.ก.สามารถยึดที่ดินคืนโดยไม่มีผู้คัดค้านเลย จำนวน 292 แปลง เนื้อที่ 129,131 ไร่ ทั้งนี้ ส.ป.ก.จะต้องไปดำเนินการปักป้ายเพื่อทำการยึดที่ดินดังกล่าวคืนต่อไป ซึ่งในขั้นตอนนั้นก็อาจมีการยื่นคำคัดค้านโดยอาศัยโฉนดที่ดินหรือ น.ส.3 ทำให้เนื้อที่อาจลดลงบ้างเล็กน้อย

สาม…ในส่วนของผู้คัดค้านทั้งในส่วนที่เต็มแปลงและบางส่วนของแปลงเป้าหมาย จำนวน 403 แปลง ปรากฏว่าคำคัดค้านฟังขึ้นไม่สามารถยึดได้ตามหลักฐานเอกสารของกรมที่ดิน เนื้อที่ 111,466 ไร่

คำคัดค้านฟังขึ้นไม่ควรยึดคืน เพราะเป็นเกษตรกรรายย่อย จำนวน 7,845 ราย เนื้อที่ 186,241 ไร่ และคำคัดค้านฟังไม่ขึ้น จะทำการยึดคืนต่อไป จำนวน 62 ราย เนื้อที่ 15,796 ไร่

ทั้งนี้ เอกสารการดำเนินการทั้งหมดจะต้องส่งให้เลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนจึงเป็นอันยุติ ดังนั้น…หากที่ดินแปลงใดที่ ส.ป.ก.จังหวัดเห็นว่าไม่ควรยึด แต่เลขาธิการ ส.ป.ก.เห็นว่า “ควรยึดหรือจะต้องตรวจสอบใหม่”…ก็จะต้องยึดคืนหรือทำการตรวจสอบใหม่จนเป็นที่ประจักษ์

ปมสงสัยคลางแคลงใจใครหลายคนในประเด็นที่ว่า…จากผลการยึดที่ดิน ส.ป.ก. คืนตามมาตรา 44 เหตุไฉน? ไม่พบ “นักการเมือง” หรือ “ผู้มีอิทธิพล”

“ผมอยากจะบอกว่าคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 36/2559 ที่ออกตามมาตรา 44 ครั้งนี้ เป็นกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรมกับผู้ครอบครองที่ดินอย่างมาก โดยให้ผู้ครอบครองที่ดินสามารถพิสูจน์ความเป็นเจ้าของที่ดินตามมาตรฐานหรือหลักเกณฑ์เดียวกับที่ศาลยุติธรรมใช้ในการพิจารณาคดี”

สรรเสริญ อัจจุตมานัส เลขาธิการ ส.ป.ก. บอกอีกว่า กฎหมายนี้เพียงแต่ร่นระยะเวลาและขั้นตอนการตรวจสอบเพื่อให้ที่ดินกลับมาเป็นของรัฐได้เร็วขึ้น แต่โดยที่ผู้ครอบครองที่ดินโดยมิชอบทั้งหลายเป็นผู้มีความรู้ทางกฎหมายดีและสามารถแยกแยะผิดถูกได้เป็นอย่างดี

“…รู้ว่าการเข้าไปครอบครองที่ดินของรัฐเป็นจำนวนมากๆนั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อต้องมาเจอกับคำสั่งฯดังกล่าวที่นับว่าเป็นยาแรงที่ท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.บรรจงปรุงขึ้น ทำให้ผู้มีอิทธิพล…นักการเมืองยอมรับ และยอมคืนที่ดินให้ส.ป.ก.โดยดีไม่ออกมาคัดค้าน”

อีกทั้งคงทราบแล้วว่าที่ดินเหล่านี้จะถูกนำไปจัดสรรให้เกษตรกรผู้ยากไร้ จึงให้ความร่วมมือด้วยดี โดยไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.คนใดถูกข่มขู่หรือทำร้ายเลยแม้แต่คนเดียว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่มีผู้คัดค้านที่เป็นรายใหญ่นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นนายทุนที่ได้กว้านซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตรขนาดใหญ่ ก็เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะขอรับการตรวจสอบ และเป็นหน้าที่ของ ส.ป.ก.ต้องพิสูจน์ ตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อไป

คำถามต่อจากนี้ คงต้องมองกันยาวๆต่อไปว่าจะทำอย่างไร จึงจะรักษาพื้นที่ที่ได้ยึดคืนมาไว้ได้โดยไม่ถูกกลุ่ม “เกษตรกร” หรือ “ผู้มีอิทธิพล” บุกรุกเอาคืน?

สรรเสริญ มองด้วยความเป็นห่วงว่า…ที่ที่ยึดคืนมาแสนกว่าไร่มีสภาพเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ก็กังวลว่ามีความล่อแหลมที่กลุ่มเกษตรกรที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวเกเรจะบุกเข้าไปยึดที่ของ ส.ป.ก. ไปทำประโยชน์เฉพาะกลุ่มของตน อันจะทำให้เกษตรกรที่ดีและอดทนรอการจัดสรรจากรัฐต้องเสียประโยชน์

อีกส่วนหนึ่งคือ “นายทุน” หรือ “ผู้มีอิทธิพล” จะฉวยโอกาสรุกเข้าไปเอาที่ดินคืนอีก ซึ่งก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายปกติที่จะต้องใช้เวลาอีก 7-10 ปี ส.ป.ก.ห่วงเรื่องนี้มาก

ดังนั้น…จึงจำเป็นต้องรอการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐเพื่อใช้ในการจัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกรภายใน 1 ปี หากไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ส.ป.ก.ก็อาจต้องจัดสรรหางบประมาณในการล้อมรั้ว

“หากเป็นแบบลวดหนาม 2 เส้น แสนไร่เท่ากับ 62 ล้าน ถ้าไม่มีลวดหนามจะเป็นเงิน 11 ล้าน ซึ่ง ส.ป.ก.เองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะป้องกันได้มากน้อยแค่ไหน”

ยุคที่ฟ้ามีตา เรื่องไม่ถูกต้อง…สีเทา สีดำ เป็นเงื่อนปัญหาเรื้อรังมายาวนานจะต้องได้รับการสะสาง อนาคตจะเป็นอย่างไร “คนไทย” ทุกคนต้องช่วยกัน อย่าให้คนผิด กระทำผิดได้อย่างลอยนวล.

 

สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ยื่นข้อเสนอรัฐ ให้เวลาปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ย. 2559 23:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/722938

 

สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ แอตต้า ประชุมสายการบินจีนและบริษัททัวร์ ยื่นข้อเสนอให้รัฐให้เวลาปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ เพราะได้รับผลกระทบหนัก

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 59 สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ แอตต้า ได้จัดประชุมสมาชิกบริษัททัวร์ที่ทำธุรกิจทัวร์จีน ถึงแนวทางการปฏิบัติรองรับการจัดระเบียบทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งมีบรรดาผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสายการบินที่ทำธุรกิจท่องเที่ยวกับนักท่องเที่ยวจีน เข้าร่วมประมาณ 200 คน โดยมีนายสมชาย ชมระกา รักษาการนายกสมาคมแอตต้า เป็นประธาน โดยที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้ตัวแทนจากสายการบินและบริษัททัวร์ ได้แสดงความเห็นและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่ภาครัฐได้ปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ

นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมแอตต้า กล่าวสรุปว่า จะนำผลของการหารือนำเสนอต่อนายพงษ์ภาณุ เศวตรุณ ปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ในวันที่ 16 ก.ย.นี้ เพื่อขอให้ภาครัฐส่งตัวแทนระดับนโยบายมาร่วมหารือกับภาคเอกชนเพื่อร่วมทำแนวปฏิบัติและข้อตกลงที่เป็นสัตยาบัน และขอให้โอกาสในการปรับปรุงแก่ผู้ประกอบการเพื่อให้เป็นไปตามแนวทางที่รัฐกำหนดขึ้นใหม่ และขอให้ภาครัฐออกประกาศแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนให้ผู้ประกอบการสามารถอ้างอิงกับคู่ค้าในต่างประเทศได้ ซึ่งผู้ประกอบการเห็นด้วยกับการจัดระเบียบอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย แต่ต้องมีเวลาในการปรับตัว และแนวทางที่ชัดเจนว่าการทำธุรกิจแบบไหนถูก แบบไหนผิด เพื่อจะได้ปฏิบัติตามได้ถูกต้อง และขอย้ำว่าผู้ประกอบการทั้งหลายเป็นเพียงคู่ค้าทางธุรกิจกับร้านขายของที่ระลึก ไม่ได้เป็นเครือข่ายกัน

ขณะที่นายสมชาย กล่าวว่า ผลจากการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญได้ทำให้ในเดือนก.ย.นี้ จำนวนนักท่องเที่ยวท่ีเดินทางผ่านบริษัททัวร์ มีการยกเลิกการเดินทางแล้ว 50% หรือประมาณ 200,000 คน เนื่องจากสายการบินที่รับนักท่องเที่ยวมีจำนวนผู้โดยสารไม่แน่นอน จึงต้องยกเลิกเที่ยวบิน 20-30% ในเดือนก.ย. พร้อมกันนั้นโรงแรมในพื้นที่กรุงเทพฯ และพัทยาที่รับทัวร์จีน มียอดการจองห้องพักลดลง 50%

ส่วนเดือนต.ค. ยังไม่มีความแน่นอนเพราะราคาต้องเพิ่มขึ้นหลายเท่าจากที่บริษัททัวร์ทำสัญญากับคู่ค้าฝ่ายจีนไว้ จนทำให้เกิดปัญหาขึ้นและยังหาทางแก้ไขไม่ได้ จึงอยากให้ภาครัฐดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วย

 

พาณิชย์ ดูแลสินค้าในพื้นที่น้ำท่วม ป้องกันพ่อค้าเอาเปรียบ ฉวยขึ้นราคา!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ย. 2559 21:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/722813

 

“อภิรดี” สั่งพาณิชย์จังหวัดพื้นที่น้ำท่วม ดูแลสินค้าอย่างใกล้ชิด ป้องกันการขาดแคลน กักตุน และฉวยโอกาส พร้อมจัดรถโมบายล์ยูนิต ขายของจำเป็นราคาถูก…

วันที่ 14 ก.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัด ในพื้นที่ที่ประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) ตรวจสอบสถานการณ์สินค้าอย่างใกล้ชิด โดยติดตามสถานการณ์สินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ ไม่ให้มีการกักตุน ฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน ทั้งในช่วงที่เกิดอุทกภัย และหลังเกิดอุทกภัย

ในช่วงที่เกิดน้ำท่วม ขอให้ประสานผู้ผลิต จัดหาสินค้าที่จำเป็นเข้าไปในพื้นที่ อย่าขาดแคลน และดูแลการกระจายสินค้าอย่าให้ตกค้าง เพื่อให้จัดส่งไปยังร้านค้าปลีกในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าอาหารที่จำเป็นเพื่อการยังชีพ ทั้ง ข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง น้ำดื่มบรรจุขวด เป็นต้น กลุ่มเครื่องใช้ เช่น แปรงสีฟัน ยาสีฟัน กระดาษชำระ ผ้าอนามัย เป็นต้น และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ ทราย กระสอบทราย อิฐบล็อก เหล็ก ไม้ และแผ่นสังกะสี เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้จัดรถจำหน่ายสินค้าเคลื่อนที่ (โมบายล์ยูนิต) ในราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป ทั้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่มบรรจุขวด นมสดพร้อมดื่ม และ ไข่ไก่ เป็นต้น และจัดจุดจำหน่ายสินค้าในพื้นที่เกิดอุทกภัยให้มากที่สุด รวมถึงพื้นที่ที่มีความเสี่ยงภัย

ส่วนการดูแลประชาชนหลังจากพ้นจากภาวะน้ำท่วมแล้ว กระทรวงฯ ได้ประสานขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้จำหน่ายสินค้าที่จำเป็นในการฟื้นฟูหลังเกิดอุทกภัย เช่น สินค้าวัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้า ยารักษาโรค เป็นต้น อีกทั้ง ขอความร่วมมือผู้ประกอบธุรกิจ เอกชน และสถาบันการศึกษา ให้บริการตรวจเช็ก และซ่อมแซมที่พักอาศัย เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ ในราคาถูกพิเศษ เป็นต้น.

 

อคส. ยัน บิ๊กตู่ ใช้ ม.44 ป้อง จนท.รัฐ ระบาย ข้าว มัน ข้าวโพด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ย. 2559 20:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/722798

 

อคส. ยัน “บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 คุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐ ระบายข้าว มัน ข้าวโพด ในสต็อกได้คล่องตัว รวดเร็วมากขึ้น เผย ฟ้องดำเนินคดีทุจริตมันแล้ว 108 คดี หลังพบสินค้าล่องหน ทำรัฐเสียหายกว่า 4 พันล้านบาท

วันที่ 14 ก.ย. พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) กล่าวถึงการที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกคำสั่งตาม มาตรา 44 เรื่อง การคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐและการดำเนินต่อผู้ต้องรับผิด โดยลงนามและมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ย.59 ว่า เพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่กระทำโดยสุจริต ในการบริหารสต็อกมันสำปะหลัง จากโครงการแทรกแซงของรัฐ ตั้งแต่ปีการผลิตปี 51/52-55/56 และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากโครงการแทรกแซงปี 51/52 เพื่อระงับยับยั้งความเสียหายของภาครัฐที่จะมีเพิ่มขึ้น

”การออกคำสั่งดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐระบายสินค้าเกษตรในสต็อกรัฐบาล ทั้งข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น เพราะจะได้รับความคุ้มครอง และไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา หรือ ทางวินัย ล่าสุดรัฐบาลมีมันเส้นในสต็อก 340,000 ตัน เสียค่าใช้จ่ายเก็บรักษาเดือนละ 50 ล้านบาท ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกราว 94,000 ตัน เสียค่าใช้จ่ายเดือนละ 7 ล้านบาท และข้าว 8.4 ล้านตัน ค่าใช้จ่ายเดือนละ 500 ล้านบาท ส่วนใหญ่เสื่อมสภาพ จึงต้องเร่งระบาย”

สำหรับมันสำปะหลังเส้นในสต็อกรัฐบาล อคส.ได้ดำเนินคดีอาญากับผู้ทุจริต เช่น เจ้าของโกดัง บริษัทตรวจสอบคุณภาพ (บริษัทเซอร์เวย์) รวม 108 คดี เพราะสินค้าสูญหาย โดยมันเส้น หาย 536 ล้านกิโลกรัม (กก.) ความเสียหาย 3,700 ล้านบาท และแป้งมัน สูญหาย 46 ล้าน กก. มูลค่า 654 ล้านบาท รวม 4,362 ล้านบาท พร้อมกับตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง 75 เรื่อง ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยเจ้าหน้าที่ อคส. 15 เรื่อง และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ อคส. 3 เรื่อง

ด้านนายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ในคำสั่งการใช้ ม.44 กำหนดให้กรมบังคับคดี มีอำนาจหน้าที่ใช้มาตรการบังคับทางปกครอง กรณีที่หน่วยงานรัฐมีคำสั่งทางปกครอง หรือ คำสั่ง หรือ ศาลมีคำพิพากษา ให้มีการบังคับทางปกครองต่อผู้ต้องรับผิดชอบโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ตั้งแต่ปีการผลิต 48/49-56/57 โครงการแทรกแซงมันสำปะหลังปี 51/52-55/56 หรือโครงการแทรกแซงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 51/52 เพื่อบังคับการให้เป็นไปตามคำสั่ง หรือ คำพิพากษานั้น จะรวมถึงกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ จะส่งหนังสือบังคับทางปกครอง ไปยังผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตขายข้าว จีทูจี 6 ราย เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายให้กับรัฐ โดยกรมบังคับคดี จะเป็นผู้มีอำนาจยึด หรือ อายัดทรัพย์ และขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาคืนรัฐ.