สบายสุดๆ! นครชัยแอร์ จัด Mercedes-Benz 15 ม. ในเส้นทางระยอง–เชียงราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ย. 2559 18:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/722545

 

นครชัยแอร์ เพิ่มทางเลือกระดับ First Class ด้วยรถ Mercedes-Benz 15 เมตร ในเส้นทาง ระยอง–เชียงราย พร้อมมอบสิทธิพิเศษใน 3 เส้นทางแหล่งท่องเที่ยว ลดสูงสุด 60% พร้อมจัดตั้งโครงการปั่นชมเมือง ชวนสัมผัสธรรมชาติแบบสโลว์ไลฟ์…

วันที่ 14 ก.ย.59 นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2559 เป็นต้นไป บริษัทฯ จะนำรถโดยสารสมรรถนะสูง Mercedes-Benz ขนาดความยาว 15 เมตร ภายใต้ชื่อ “NCA First Class” ขนาด 30 ที่นั่ง มาให้บริการในเส้นทาง ระยอง–เชียงราย นำร่องเที่ยวเวลา 17.15 น. ทั้งขาไป และขากลับ (ลูกค้าสามารถขึ้น-ลงได้ที่ สถานีเดินรถนครชัยแอร์ สาขาจังหวัดระยอง, พัทยา, ชลบุรี, ลำปาง, พะเยา, เชียงราย) อัตราค่าโดยสารสมาชิก Go card ลด 5% ลูกค้าสามารถสำรองที่นั่งได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป


ทั้งนี้ รถโดยสาร NCA First Class ที่นำมาให้บริการ ได้ติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ ทีวีส่วนตัวระบบทัชสกรีนขนาด 10 นิ้ว เบาะที่นั่งติดตั้งระบบนวดอัตโนมัติ ติดเข็มขัดนิระภัยทุกที่นั่ง เบาะที่นั่งดีไซน์ใหม่ เว้นระยะห่างระหว่างเบาะที่กว้างขวาง ปรับเอนนอนโดยที่ไม่กระทบผู้โดยสารด้านหลัง ปุ่มควบคุมการทำงานของเบาะโดยสารเป็นระบบไฟฟ้า ให้ความเป็นส่วนตัว สะดวกสบายตลอดการเดินทาง อีกทั้งยังได้ปรับเที่ยวเวลาเดินรถ สำหรับจุดจอดรถ ที่อำเภอแม่สาย จากปกติให้บริการในเที่ยวเวลา 15.00 น. ทั้งขาไป และขากลับ โดยปรับเวลาเดินรถใหม่ จากระยอง ไป เชียงราย–แม่สาย เที่ยวเวลา 17.00 น. และ แม่สาย-เชียงราย ไประยอง เที่ยวเวลา 16.00 น. เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้โดยสาร และบริษัทฯ ได้คำนึงถึงความสะดวกสบายในการเดินทางของลูกค้าจึงได้นำรถ NCA Gold Class 32 ที่นั่ง มาให้บริการ (จากเดิมเป็นรถ NCA Silver Class 40 ที่นั่ง) ในอัตราค่าโดยสารเดิม เพื่อรองรับการเดินทางระยะทางไกลๆ เหมาะกับการพักผ่อน เพิ่มความสะดวกสบายให้กับประชาชนผู้ใช้บริการ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ชอบการเดินทางท่องเที่ยว

นางเครือวัลย์ กล่าวต่อถึง เส้นทางระยอง–เชียงราย ว่า นอกจากการเพิ่มรถ NCA First Class 15 เมตร และปรับเที่ยวเวลาให้เหมาะสมต่อความต้องการของผู้โดยสารแล้ว บริษัทฯ ยังมอบสิทธิประโยชน์ให้กับผู้โดยสารนครชัยแอร์ ได้ขยายกิจกรรมเพิ่มขึ้นอีก 3 เส้นทางแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดระยอง, จังหวัดชลบุรี และเมืองพัทยา ปัจจุบัน รายชื่อโรงแรม และร้านอาหารที่เข้าร่วม ทั้งสิ้นกว่า 142 แห่ง ใน 9 เส้นทาง ส่วนลดสูงสุด 60%

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายขยายกิจกรรม เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ ให้ครอบคลุมโรงแรม และร้านอาหาร ในทุกจังหวัดที่นครชัยแอร์ให้บริการรถโดยสารแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งสิทธิประโยชน์จากโรงแรม และร้านอาหารในจังหวัดดังกล่าว สามารถใช้ได้ตั้งแต่วันนี้-วันที่ 30 เมษายน 2560 ลูกค้าสามารถดูรายละเอียดรายชื่อโรงแรมที่เข้าร่วม และสิทธิประโยชน์อื่นๆ ได้ที่ www.nakhonchaiair.com

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องนั้น นครชัยแอร์ จัดตั้งโครงการ “ปั่นชมเมือง” โดยนำจักรยานมาเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางชื่นชมบรรยากาศวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยจัดพื้นที่ให้บริการจักรยานที่สถานีเดินรถนครชัยแอร์ตามสาขาต่างๆ ลูกค้าที่เดินทางกับนครชัยแอร์สามารถใช้บริการเช่าจักรยาน พร้อมทั้งมีแผนที่แนะนำเส้นทางขี่ท่องเที่ยวในจังหวัด ซึ่งเป็นเส้นทางปลอดภัยและอยู่ในตัวเมือง โดยในช่วงแรกจะเริ่มให้บริการที่พื้นที่ ณ สถานีเดินรถนครชัยแอร์ สาขาจังหวัดเชียงใหม่ สืบเนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองวัฒนธรรม มีเส้นทางที่สามารถเชิญชวนนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการปั่นจักรยาน มาสัมผัสกับธรรมชาติและวิถีชีวิตสองข้างทางโดยไม่เร่งรีบ

สำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สถานีเดินรถนครชัยแอร์ ทุกสาขา หรือสอบถามได้ที่เบอร์ Call Center 1624 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06:00-24:00 น. และติดตามข่าวสารของนครชัยแอร์ได้ที่ Instagram: nakhonchaiair, Facebook: Nakhonchaiair, Twitter: @nakhonchaiair, Line: @nakhonchaiair, YouTube: Nca_Official

 

ดีเดย์วันนี้! ทอท. เริ่มงานพัฒนาสุวรรณภูมิเฟส 2 คาดแล้วเสร็จ พ.ย.62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ย. 2559 18:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/722780

 

ทอท. เริ่มงานก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปีงบ 54-60 แล้ววันนี้ ตั้งเป้า เพิ่มขีดความสามารถสนามบิน รองรับผู้โดยสาร 60 ล้านคนต่อปี คาด ดำเนินการแล้วเสร็จ เดือน พ.ค.62 …

วันที่ 14 ก.ย.59 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จัดพิธีเปิดงานก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ 2554–2560) โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตลอดจนผู้บริหารกระทรวงคมนาคม คณะกรรมการ และผู้บริหาร ทอท.เข้าร่วมในพิธี ณ พื้นที่ก่อสร้างบริเวณด้านทิศใต้ของอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ


นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า ตามที่ ทอท. ได้รับอนุมัติโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ 2554-2560) จากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2553 โดยมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้น 15 ล้านคนต่อปี คือ จากเดิม 45 ล้านคนต่อปี เป็น 60 ล้านคนต่อปี ประกอบด้วย กลุ่มงานก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก กลุ่มงานก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 กลุ่มงานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค และงานจ้างที่ปรึกษาบริหารจัดการโครงการในวงเงิน 62,503.214 ล้านบาท เนื่องจากโครงการพัฒนา ทสภ.เป็นโครงการเพิ่มขีดความสามารถของ ทสภ.ให้สามารถรองรับกิจการขนส่งทางอากาศที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก และยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ทอท.ได้ลงนามในสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ 2554-2560)


สำหรับงานจ้างก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (ชั้น B2 ชั้น B1 และชั้น G) ลานจอดอากาศยานประชิดอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 และส่วนต่อเชื่อมอุโมงค์ด้านทิศใต้ (งานโครงสร้างและงานระบบหลัก) (CC1/1) ส่วนงานจ้างก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค (CC3) และงานจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้าง (CSC) โดยในวันนี้ ทอท.ได้จัดให้มีพิธีเริ่มงานก่อสร้างสำหรับ 3 งานดังกล่าว


สำหรับงานก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (ชั้น B2 ชั้น B1 และชั้น G) ลานจอดอากาศยานประชิดอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 และส่วนต่อเชื่อมอุโมงค์ด้านทิศใต้ (CC1/1) กำหนดระยะเวลาดำเนินการภายใน 780 วัน ซึ่งคาดว่า จะดำเนินการแล้วเสร็จ ในเดือนตุลาคม 2561 ส่วนงานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภค (CC3) กำหนดระยะเวลาดำเนินการภายใน 990 วัน


นายนิตินัย กล่าวด้วยว่า หลังจากการเริ่มก่อสร้างในวันนี้ ทอท.จะดำเนินการในส่วนของงานจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (APM) (CC4) ซึ่งคาดว่า จะสามารถออกประกาศประกวดราคาได้ ภายในเดือนตุลาคม 2559 และเริ่มงานก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 โดยงานจัดซื้อพร้อมติดตั้งระบบ APM จะเป็นสัญญาที่ใช้ระยะเวลานานที่สุด คือ 33 เดือน หากสามารถดำเนินการได้ตามกำหนดการดังกล่าวจะทำให้มั่นใจได้ว่าโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ 2554-2560) จะเสร็จตามกำหนดในเดือนพฤศจิกายน 2562


หุ้นไทยปิดตลาดบวก 11.35 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,458.19 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ย. 2559 17:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/722828

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 11.35 เปลี่ยนแปลง +0.78% ดัชนีอยู่ที่ 1,458.19 จุด มูลค่าการซื้อขาย 51,057.74 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 14 ก.ย. 59 ปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 11.35 เปลี่ยนแปลง +0.78% ดัชนีอยู่ที่ 1,458.19 จุด มูลค่าการซื้อขาย 51,057.74 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน).

 

ประกันสังคม หวั่นไม่แก้กฎเงินชราภาพ กองทุนเสี่ยงล้มอยู่ได้แค่ 28 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ย. 2559 16:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/722453

 

ประกันสังคม เร่งหาแนวทางปฏิรูปบำนาญชราภาพ รับมือสังคมผู้สูงอายุ หวั่นไม่แก้กฎระเบียบ กองทุนเสี่ยงล้มมีอายุได้แค่ 28 ปี คาดอีก 10 ปี จะต้องจ่ายเงินให้ผู้ประกันตนที่เกษียณอายุ 1 ล้านคน รวมเป็นเงินมากกว่า 246,524 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 59 นายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม แถลงถึงแนวทางการปฏิรูปบำนาญชราภาพ กองทุนประกันสังคม เพื่อความเพียงพอและยั่งยืน ว่า จากการวิเคราะห์ หาก สปส.ไม่ดำเนินการอะไร เงินกองทุนของ สปส.จะอยู่ได้เพียง 28 ปี สปส.จึงได้เตรียมแนวทางปฏิรูประบบบำนาญชราภาพ ได้แก่ 1. การขยายอายุเกษียณจากปัจจุบันอยู่ที่ 55 ปี เป็น 60 ปี แต่ทำเป็นขั้นบันได ตามความสมัครใจของผู้ประกันตน เช่น 57 ปี 59 ปี

นายโกวิท กล่าวต่อว่า 2. ปรับฐานเงินเดือนที่ใช้ในการคำนวณเงินชราภาพ จากที่ปัจจุบันขั้นต่ำอยู่ที่ 1,650 บาท และสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาท ปรับเป็นขั้นต่ำอยู่ที่ 3,600 บาท และสูงสุดอยู่ที่ 20,000 บาท 3. ปรับสูตรคำนวณการจ่ายเงินบำนาญชราภาพ โดยจากเดิมใช้คำนวณจากเงินเดือน 5 ปีสุดท้ายที่จ่ายเงินสมทบ มาเป็นคำนวณเงินเดือนเฉลี่ยตั้งแต่ที่เริ่มส่งเงินสมทบจนถึงเกษียณ 4. เพิ่มอัตราเงินสมทบที่จัดเก็บเข้าสู่กองทุนชราภาพ จากปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 3 ของเงินเดือน เพิ่มเป็นร้อยละ 5 อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้ยังไม่ใช่ข้อสรุป สปส. จะหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อสรุปร่วมกันภายในเดือนมิถุนายน 2560

นอกจากนี้ สปส.ยังจะเร่งพัฒนาการลงทุนให้ได้ผลกำไรมากยิ่งขึ้นด้วย ส่วนการแก้ไขกฎหมายมองว่าอาจเกิดความล่าช้า และมีแนวคิดเสนอให้กำหนดอายุเกษียณ หรืออัตราจัดเก็บเงินสมทบไว้ในกฎกระทรวง และกำหนดให้หน่วยลงทุนเป็นองค์กรอิสระ เพื่อความรวดเร็ว

ทั้งนี้ จากข้อมูล สปส.ในปี 2557 มีผู้ประกันตนรับเงินสิทธิประโยชน์กรณีบำเหน็จและบำนาญชราภาพ 20,000 คน รวมเป็นเงิน 370 ล้านบาท ส่วนปี 2559 จนถึงเดือนสิงหาคม จำนวน 67,000 คน เป็นเงิน 980 ล้านบาท โดยคาดว่าปี 2559 จะมีผู้ประกันตนมายื่นรับเงินชราภาพถึง 1 แสนคน ส่วนปี 2560 จะเพิ่มเป็น 2 แสนคน และในอีก 10 ปีจะมีผู้ประกันตนยื่นรับเงินชราภาพเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคน สปส.ต้องควักจ่ายเงินมากถึง 246,524 ล้านบาท จะส่งผลกระทบกับกองทุน

 

กสทช. กำชับโอเปอเรเตอร์ทุกราย ขโมยข้อมูลลูกค้า โทษจำคุก ยึดใบอนุญาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ย. 2559 16:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/722620

 

กสทช. ตั้งคณะกรรมการสอบ AIS เหตุพนักงานนำข้อมูลลูกค้าไปขาย พร้อมมีหนังสือกำชับโอเปอเรเตอร์ทุกราย หากเปิดเผยข้อมูลลูกค้า จะมีความผิดตามกฎหมาย จำคุกไม่เกิน 2 ปี โทษสูงสุดถูกยึดใบอนุญาตประกอบกิจการ…

วันที่ 14 ก.ย. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีผู้โพสต์ข้อความลงเว็บไซต์พันทิป ว่า มีพนักงาน AIS นำข้อมูลลูกค้าไปให้บุคคลภายนอก นั้น ในวันนี้ (14 ก.ย.) สำนักงาน กสทช. ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวแล้ว พร้อมทั้งส่งหนังสือกำชับไปยังผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย หากเปิดเผยข้อมูลลูกค้า จะมีความผิดตามมาตรา 74 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 โดยมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 2 ปี ในส่วนของผู้ประกอบการก็อาจมีความผิดในทางปกครองตามประกาศ มาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการโทรคมนาคมเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางโทรคมนาคม ซึ่งโทษสูงสุดถึงขั้นยึดใบอนุญาตประกอบกิจการ

สำหรับผลการประชุม กสทช. ในวันนี้ ที่ประชุม กสทช. ได้มติเห็นชอบสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. …. และได้มีมติเห็นชอบร่างประกาศดังกล่าว และให้นำไปประกาศในราชกิจจานุเบิกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

สำหรับสาระสำคัญของร่างประกาศ กสทช. เรื่อง ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง หรือกิจการโทรทัศน์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. …. ได้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ดังนี้

-รายได้ 0-5 ล้านบาทแรก อัตราค่าธรรมเนียม ร้อยละ 0.50

-รายได้ส่วนที่เกินกว่า 5 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 50 ล้านบาท อัตราค่าธรรมเนียมร้อยละ 0.75

-รายได้ส่วนที่เกินกว่า 50 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท อัตราค่าธรรมเนียมร้อยละ 1.00

-รายได้ส่วนที่เกินกว่า 500 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท อัตราค่าธรรมเนียมร้อยละ 1.75

-รายได้ส่วนที่เกินกว่า 1,000 ล้านบาท อัตราค่าธรรมเนียมร้อยละ 2.00

การชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวต้องชำระเป็นรายปี กรณีที่ไม่ชำระเงินค่าธรรมเนียมภายในระยะเวลาที่กำหนดหรือชำระไว้ไม่ครบถ้วน ผู้รับใบอนุญาตจะต้องชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีและเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.50 ต่อเดือนของจำนวนเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีที่ต้องชำระแต่ชำระไว้ไม่ครบ โดยเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน นับตั้งแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปี จนกว่าจะชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีครบถ้วน

จากนั้น ที่ประชุม กสทช. ได้สนับสนุนการขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ปี 2559 โดยอนุมัติค่าใช้จ่ายการขอรับจัดสรรงบประมาณแผนการขับเคลื่อนภารกิจของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประจำปี 2559 (มิ.ย.-ธ.ค. 2559) วงเงินงบประมาณ 171,627,941 บาท โดยแบ่งจัดสรรเงินงบประมาณเป็น 2 งวด คือ งวดแรก จำนวน 120,227,941 บาท ภายหลัง กสทช. มีมติเห็นชอบ งวดที่สอง จำนวน 51,400,000 บาท เมื่อกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ได้ดำเนินการจัดสรรทุนและมีการลงนามในสัญญารับทุนแล้ว

ทั้งนี้ วงเงินดังกล่าว ถือเป็นกรอบวงเงินที่ได้รับตามมาตรา 6 (1) และจะต้องมีการใช้จ่ายเงินให้เป็นไปตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ. กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ. 2558

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

AIS สั่งปลดพนักงานทุจริตเผยข้อมูลลูกค้า ยัน มาตรฐานปลอดภัยสำคัญสุด

 

กนง. มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยที่ 1.50% มองศก. ฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ย. 2559 15:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/722663

 

ที่ประชุม กนง. มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ตามคาด ประเมิน ศก.ไทย ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ยังเผชิญกับความไม่แน่นอน ขณะที่ เงินเฟ้อทั่วไป เดือน ส.ค. มีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายภายในปีนี้ …

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. แถลงว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 6/2559 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปีตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และยังเผชิญกับความไม่แน่นอนทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี และภาวะการเงินโดยรวมอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ กนง.เห็นว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/59 ขยายตัวได้สูงกว่าที่คาดจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวดี ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวและมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อน เศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนอยู่ในระดับต่ำและยังกระจุกตัวอยู่ในเฉพาะบางภาคธุรกิจ การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและการส่งออกสินค้าหดตัวตามเศรษฐกิจเอเชียที่ชะลอลง และปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย รวมทั้งคุณภาพของสินเชื่อในบางภาคธุรกิจด้อยลงในระยะข้างหน้า คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะยังอยู่ในทิศทางของการฟื้นตัว แต่ต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะจากเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเปราะบาง และพัฒนาการทางการเมืองในต่างประเทศ

ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ส.ค. ปรับสูงขึ้นเล็กน้อยตามราคาอาหารสด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ทรงตัวในระดับต่ำตามอุปสงค์ที่ยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายภายในปีนี้ตาม ที่คาดไว้เดิม

สำหรับภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย โดยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ดี ในบางช่วงเวลาที่ผ่านมา ค่าเงินบาทโน้มแข็งขึ้นบ้างเมื่อเทียบกับสกุลคู่ค้าคู่แข่งสำคัญ ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยยังคงต้องติดตามความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน รวมทั้งพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น จากการที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ กนง. เห็นว่าการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบาย (policy space) ยังมีความสำคัญ เพราะในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง และความไม่แน่นอนของทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ที่จะส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากขึ้น ซึ่งระยะต่อไปนโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อเนื่อง และพร้อมที่จะใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่อย่างเหมาะสม เพื่อให้ภาวะการเงินโดยรวมเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษา เสถียรภาพการเงินของประเทศ.

 

ดอน มั่นใจอาเซียนเนื้อหอม ชูเว็บฯ LAW for ASEAN ช่วยเข้าใจก.ม.เพื่อนบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ย. 2559 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/722513

 

รมว.ต่างประเทศ ชี้อาเซียนผนึกกำลังแข็งแกร่ง พร้อมต่อรองประเทศนอกภูมิภาค ด้านนายก ส.อาเซียน-ประเทศไทย แนะคนไทยต้องสนใจอาเซียน เรียนภาษามากขึ้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ชูเว็บฯ LAW for ASEAN ศูนย์กลางกฎหมาย ข่าวสารเพื่อนบ้านอาเซียน…

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในงานสัมมนาทางวิชาการและจัดงานเผยแพร่ข้อมูลเว็บไซต์ LAW for ASEAN ว่า ณ วันนี้อาเซียนถือว่าประสบความสำเร็จ มีความพร้อม และมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ซึ่งประเทศไทย รวมถึงประเทศสมาชิกอื่นๆ ในอาเซียนได้สร้างบรรทัดฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในภูมิภาค จนทำให้ประเทศสมาชิกในอาเซียนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน โดยยึดหลักผลประโยชน์ร่วมกัน และป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นในภูมิภาค

“ปัจจุบัน อาเซียนสามารถจับมือกันได้อย่างแข็งแกร่ง จนสามารถสร้างพลังต่อรองจากประเทศอื่นๆ นอกภูมิภาคได้อย่างแท้จริง ซึ่ง ณ วันนี้ เรียกได้ว่า อาเซียนเป็นขวัญใจมหาชนของประชาคมต่างๆ ทั่วโลก เพราะประเทศมหาอำนาจ หรือกลุ่มประชาคมต่างๆ อยากเข้ามาทำความรู้จัก อยากเข้ามาร่วมทำธุรกิจกับอาเซียนมากขึ้น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายดอน ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงเว็บไซต์ LAW for ASEAN ว่า เว็บไซต์ดังกล่าว จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจกฎหมายของประเทศสมาชิกอาเซียน และประชาชนจะสามารถติดต่อ หรือลงทุนทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างเต็มที่


สัมมนาทางวิชาการและจัดงานเผยแพร่ข้อมูลเว็บไซต์ LAW for ASEAN

ด้าน คุณหญิงลักษณาจันทร เลาหพันธุ์ นายกสมาคมอาเซียน-ประเทศไทย กล่าวว่า การตื่นตัวของประชาชนคนไทยเกี่ยวกับอาเซียนยังอยู่ในระดับน้อย ดังนั้น คนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ผู้บริหาร นักการเมือง อัยการ ศาล หรือทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนให้มากขึ้น เพราะนับจากวินาทีนี้ไป ภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกกำลังเดินหน้าเข้าหาอาเซียนทุกขณะ และสิ่งที่มาพร้อมกับพวกเขาก็คือ การเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ และการเมือง

“ในอดีต เราอาจจะภาคภูมิใจว่า ประเทศไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร แต่คุณรู้หรือไม่ ประเทศไทยกำลังมีจุดอ่อนในเรื่องของภาษาอย่างมาก เพราะฉะนั้น เยาวชนคนรุ่นใหม่จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และภาษาของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ทั้งนี้ ก็เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตัวเองต่อไปในอนาคต และสุดท้าย เราควรตระหนักเอาไว้เสมอว่า ประเทศไทยต้องเป็นแนวหน้า ไม่ใช่แนวหลังรั้งท้าย” นายกสมาคมอาเซียน-ประเทศไทย กล่าว


กำเนิดอาเซียน

นางกาญจนาภรณ์ อินทปันตี เลิศลอย ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายอาเซียนและกิจการต่างประเทศ กล่าวถึงข้อมูลเว็บไซต์ LAW for ASEAN ว่า เว็บไซต์ LAW for ASEAN นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพันธกรณีอาเซียน กฎหมายของประเทศสมาชิกอาเซียน บทความ ข่าวสาร ตลอดจนกิจกรรมการประชุมที่อยู่ภายใต้กรอบความตกลงอาเซียนและอาเซียน +6

ทั้งนี้ เว็บไซต์ LAW for ASEAN ยังเป็นประโยชน์แก่บุคลากรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงข้อมูลทางกฎหมายและทางวิชาการด้านอาเซียนได้สะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เว็บไซต์ LAW for ASEAN ยังมีหน้างานวิจัย โดยเป็นหน้าที่รวบรวมงานวิจัยต่างๆ โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้จัดจ้างให้ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลกฎหมายของประเทศสมาชิกอาเซียนเกี่ยวกับการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม ซึ่งจัดทำเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ.

 

ขรก.ครูเฮ! ออมสินปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4% แก้หนี้เฉลี่ย 2.5 แสนบ.ต่อราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ย. 2559 15:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/722570

 

ขรก.ครูเฮ! คลังให้ออมสิน ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4% แก้หนี้สิน เฉลี่ย 2.5 แสนบาทต่อราย กำหนดมีอายุ 50 ปีขึ้นไป เป็นสมาชิก ช.พ.ค. เพื่อใช้เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ค้ำประกัน …

เมื่อวันที่ 14 ก.ย. กระทรวงการคลัง โดยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง “โครงการลดภาระหนี้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา” ระหว่างนายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และนายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)

ด้าน นายอภิศักดิ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง ได้มีนโยบายให้ธนาคารออมสิน ดำเนินโครงการบรรเทาความเดือดร้อนและมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งธนาคารออมสินได้ดำเนินการไปเมื่อปี 2558 แต่เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตครูและบุคลากรทางการศึกษา มาตรการที่กำหนดไว้อาจไม่เพียงพอต่อการให้ความช่วยเหลือ ดังนั้นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จึงให้ธนาคารออมสินหาแนวทางแก้ไข จัดทำโครงการ โดยไม่กระทบเงินงบประมาณแผ่นดิน

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า โครงการลดภาระหนี้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นโครงการที่ทำให้ลูกหนี้มีส่วนในการแก้ไขปัญหาของตนเองด้วยความสมัครใจ การกู้เงินตามโครงการนี้ จะช่วยลดภาระหนี้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยนำเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ครอบครัว (เงิน ช.พ.ค.) ที่ทายาทมีสิทธิ์จะได้รับในอนาคตมาค้ำประกัน ซึ่งธนาคารออมสินคิดอัตราดอกเบี้ยเพียง 4.00% ต่อปี ต่ำกว่าเงินกู้เดิมที่คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประมาณ 5.85-6.70% ต่อปี

ทั้งนี้ ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ได้ต้องเป็นผู้ที่ยังมีภาระหนี้สินเชื่อโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.กับธนาคาร มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และคงมีสถานะเป็นสมาชิก ช.พ.ค. โดยกำหนดวงเงินสินเชื่อเท่ากับจำนวนเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ครอบครัวที่ทายาทมีสิทธิ์จะได้รับหลังหักค่าจัดการศพแล้ว โดยเงินสินเชื่อจะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 นำไปชำระหนี้เงินต้นบางส่วนหรือปิดบัญชีเงินกู้ ช.พ.ค.เดิม ส่วนที่ 2 กันไว้เพื่อชำระดอกเบี้ยเงินกู้ตามสัญญาใหม่ และชำระเงินสงเคราะห์รายศพรายเดือนตลอดระยะเวลากู้ โดยการดำเนินโครงการนี้ ธนาคารออมสินได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ในการตรวจสอบยืนยันความเป็นสมาชิก ช.พ.ค. ของผู้ที่จะขอสินเชื่อใหม่ตามโครงการนี้ โดยที่ธนาคารออมสินมีความยินดีที่ได้มีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่ครู และบุคลากรทางการศึกษาในครั้งนี้

สำหรับโครงการนี้ จะทำให้รัฐบาลสามารถแก้ไขบรรเทาปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ โดยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประมาณ 289,000 ราย จะสามารถลดภาระหนี้ลงได้ทันทีเฉลี่ย 250,000 บาทต่อราย เป็นเงิน 72,250 ล้านบาท ทำให้ลดภาระการผ่อนชำระหนี้เดิมลงได้ 1,200–2,400 บาท หรือบางรายสามารถปิดบัญชีได้โดยไม่ต้องผ่อนชำระหนี้อีกต่อไป

ขณะเดียวกันธนาคารออมสินได้ลดอัตราดอกเบี้ยลงจากเดิม 5.85–6.70% ต่อปี เป็น 4.00% ต่อปี เป็นการแบ่งเบาภาระในระยะยาว และไม่ต้องผ่อนชำระหนี้วงเงินสินเชื่อใหม่ตลอดอายุสัญญา ซึ่งจะทำให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ทำให้เกิดการพัฒนาวิชาชีพครูในภาพรวม ที่สำคัญจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ดียิ่ง ขึ้นได้อย่างยั่งยืน

 

น้ำดื่มเจาะตลาดเด็ก-แม่ อัดแคมเปญสารพัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ย. 2559 12:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/722290

 

“เนสท์เล่ เพียวไลฟ์” เดินหน้าทำตลาดน้ำดื่ม เปิดแคมเปญสุขภาพดีด้วยการสร้างนิสัยดื่มน้ำ พร้อมสารพัดกิจกรรม หวังจับกลุ่มลูกค้าเด็กและคุณแม่…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น้ำดื่มเนสท์เล่ ภายใต้บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เปิดแคมเปญ “สุขภาพดีไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยการสร้างนิสัยที่ดีกับเนสท์เล่ เพียวไลฟ์” ส่งเสริมให้เด็กไทยดื่มน้ำ 8 ช่วงเวลาตลอดวัน คืนความสดชื่นให้กับร่างกาย และสุขภาพดีตลอดไป ผ่านข้อความบนฉลากใหม่น้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ คิดส์ ขนาด 0.33 ลิตร แบบพกพา ใช้การ์ตูนเป็นสื่อกลางในการให้ความรู้คุณแม่ และเด็กๆ

ทั้งนี้ การดื่มน้ำ 8 ช่วงเวลาตลอดทั้งวันเริ่มต้นหลังตื่นนอน หลังอาหาร 3 มื้อ การคืนความสดชื่นหลังเสียเหงื่อ ดื่มระหว่างทำกิจกรรมต่างๆ ดื่มระหว่างวัน และดื่มน้ำก่อนนอน พร้อมกันนี้ น้ำดื่มเนสท์เล่ยังจะเดินหน้ากลยุทธ์ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง เจาะกลุ่มแม่รุ่นใหม่ด้วยการสร้างสรรค์วิดีโอคลิป ให้ความรู้เรื่องการดื่มน้ำจำนวน 8 ตอน รวมทั้งโปรโมชั่นพิเศษ และเชิญชวนทุกครอบครัวร่วมสนุกด้วยการส่งรูปลูกกับช่วงเวลาดื่มน้ำที่ปรากฏอยู่บนฉลาก พร้อมเขียนคำบรรยาย และความสำคัญของการดื่มน้ำ ลุ้นรับรางวัลโดนใจเด็กๆ ตลอดจนสะสมฉลากพร้อมตอบคำถามส่งลุ้นรับของรางวัล.

 

โพล ชี้ คนอำนาจเจริญ 72.41% สุขสุด เมื่อนึกถึงเงินในกระเป๋าตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ย. 2559 12:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/722243

 

ซูเปอร์โพล เผย คนอำนาจเจริญส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.4 มีความสุขที่สุด เวลานึกถึงเงินในกระเป๋าตัวเอง ส่วนกลุ่มคนที่ไม่มีความสุขที่เหลือ ระบุ เกิดจากปัญหาหนี้สิน ค่าครองชีพ เศรษฐกิจไม่ดี ..

วันที่ 14 ก.ย. 59 ดร.นพดล กรรณิกา ประธานชมรมขับเคลื่อนวิชาการเพื่อวิจัยความสุขชุมชน สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดผลสำรวจเรื่อง จังหวัดไหนสุขสุดเมื่อนึกถึงเงินในกระเป๋าของตัวเอง กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 77 จังหวัดของประเทศ จำนวน 30,800 ตัวอย่าง พบว่า เมื่อถามถึง ความสุข เวลานึกถึงเงินในกระเป๋าของตัวเอง พบว่า ร้อยละ 57.8 ระบุว่า มีความสุข ในขณะที่จำนวนมาก หรือร้อยละ 42.22 ไม่มีความสุข และเมื่อจำแนกตามเพศ พบว่า ชายมีสัดส่วนของคนที่มีความสุขเมื่อนึกถึงเงินในกระเป๋าของตัวเองมากกว่าหญิงอยู่เล็กน้อย คือ ร้อยละ 58.35 ต่อ ร้อยละ 56.14 และเมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า ผู้ที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี กลับมีความสุขเมื่อนึกถึงเงินที่อยู่ในกระเป๋าของตัวเองมากกว่า คนที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี คือ ร้อยละ 59.01 ต่อ ร้อยละ 50.04

ที่น่าสนใจคือ การจัดอันดับประชาชนในทั้ง 77 จังหวัดของประเทศในเรื่องความสุข เมื่อนึกถึงเงินในกระเป๋าของตัวเอง พบว่า จังหวัดอันดับที่ 1 ที่ประชาชนมีความสุขเมื่อนึกถึงเงินในกระเป๋าของตัวเอง ได้แก่ จังหวัดอำนาจเจริญ (72.41) รองลงมาใน 10 จังหวัดแรก ได้แก่ อุดรธานี (65.04) ลำปาง (64.07) จันทบุรี (63.62) กระบี่ (63.46) ลำพูน (63.00) สุโขทัย (62.38) ศรีสะเกษ (62.07) และระยอง (61.91)

ในขณะที่ จังหวัดที่ประชาชนมีความสุขน้อยสุด เมื่อนึกถึงเงินในกระเป๋าของตัวเองใน 5 อันดับสุดท้ายของประเทศ ได้แก่ ชลบุรี (43.60) อุทัยธานี (42.00) ภูเก็ต (41.6) ปทุมธานี (40.40) และ สุดท้ายได้แก่จังหวัด ขอนแก่น (40.00) ตามลำดับ


“ที่น่าพิจารณาคือ มี 20 จังหวัดเป้าหมายที่คนไม่ถึงครึ่งมีความสุขเมื่อนึกถึงเงินในกระเป๋าตัวเอง และเมื่อถามเฉพาะกลุ่มคนที่ไม่มีความสุขว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่มีความสุข เมื่อนึกถึงเงินในกระเป๋าของตัวเอง ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 88.5 ระบุ หนี้สิน รองลงมาคือร้อยละ 73.4 ระบุ ค่าครองชีพ ร้อยละ 68.9 ระบุ การเล่นพนัน เสียเงินค่าหวยใต้ดิน ร้อยละ 61.2 ระบุ เศรษฐกิจไม่ดี ร้อยละ 55.8 ระบุ ติดเหล้า ติดบุหรี่ ติดยาเสพติด ร้อยละ 45.3 ระบุ ความไม่มั่นคงในอาชีพ ต้องเปลี่ยนงานบ่อย คนต่างด้าวเยอะ ถูกแย่งอาชีพ ตกงาน และร้อยละ 15.8 ระบุอื่นๆ ได้แก่ ไม่มีที่ทำกิน ภาระเยอะ ไม่มีโอกาสเรียนสูง ปัญหาสุขภาพ ถูกหลอกลวง ต้มตุ๋น เป็นต้น” ดร.นพดล กล่าว