แผนฯ 12 ลงทุนโครงสร้าง 3 ล้านล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/721913

 

วาดฝันคนเลิกจน-ปั้นเศรษฐกิจไทยโต 5%

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ปี 2560-2564 จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2559 เป็นต้นไป ซึ่งแผนฯ 12 จะเป็นแผนแรกที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี โดยมีเป้าหมายสำคัญ เช่น รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรกลุ่มยากจนที่มีรายได้ต่ำสุด 40% ของประชากรทั้งหมดเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 15% ต่อปี เศรษฐกิจขยายตัวไม่ต่ำกว่าปีละ 5% โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากร 8,200 เหรียญสหรัฐฯต่อปี และสัดส่วนของพื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้นเป็น 40% ของพื้นที่ทั้งหมด เพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าทางรางไม่น้อยกว่า 4% สัดส่วนค่าใช้จ่ายการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาไม่น้อยกว่า 1.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)

สำหรับตัวเลขการลงทุนตามแผนฯ 12 ในส่วนของโครงการโครงสร้างพื้นฐานมีจำนวน 40 แผนงาน วงเงินลงทุนรวม 3 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นด้านคมนาคมขนส่งมีวงเงินลงทุนรวม 1.67 ล้านล้านบาท ด้านการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกวงเงินลงทุนรวม 25,000 ล้านบาท ด้านโลจิสติกส์ วงเงินลงทุนรวม 3,900 ล้านบาท ด้านพลังงานวงเงินลงทุนรวม 1.2 ล้านล้านบาท ด้านเศรษฐกิจดิจิตอล วงเงินลงทุน 44,000 ล้านบาท และด้านสาธารณูปโภคโดยเฉพาะน้ำประปา 110,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีการเบิกจ่ายในช่วงแผนฯ 12 จำนวน 2.27 ล้านล้านบาท โดยตามแผนฯ 12 จะมียุทธศาสตร์ที่ดำเนินการทั้งสิ้น 10 ยุทธศาสตร์.

 

ลดพื้นที่ปลูกนาปรังเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/721910

 

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยในฐานะประธานการประชุมการวางแผนข้าวครบวงจรว่า ขณะนี้เล็งเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่ประชุมวันที่ 14 ก.ย.59 นี้ ให้พิจารณาลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังปี 2560 ที่จะเริ่มปลูกในเดือน พ.ย.-ธ.ค.2559 เนื่องจากผลผลิตข้าวนาปีจะมีจำนวนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้กว่า 27 ล้านตันข้าวเปลือก โดยจะลดพื้นที่ปลูกลงประมาณ 1 ล้านไร่ จากแผนการผลิตข้าวครบวงจรเดิมที่กำหนดพื้นที่เพาะปลูกไว้ประมาณ 7 ล้านไร่ นอกจากนี้ ยังลดปริมาณผลผลิตข้าวที่จะออกมาอีก 1 ล้านไร่ หรือผลผลิตข้าวจะลดลง 1 ล้านตันข้าวเปลือก จากเดิมที่จะมีผลผลิตนาปรังทั่วประเทศประมาณ 5 ล้านตันข้าวเปลือก

ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าจะใช้โครงการเดิมที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) คือ โครงการเปลี่ยนชาวนาเพาะปลูกพืชหลากหลายประมาณ 300,000 ไร่ และ เปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวเป็นปลูกข้าวโพดอีกประมาณ 700,000 ไร่ จากเดิมกำหนดไว้ที่ 500,000 ไร่ ซึ่งชาวนาที่เปลี่ยนใจเพาะปลูกหรือเข้าโครงการ ทั้งปลูกพืชอื่นและข้าวโพด รัฐบาลจะสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อจูงใจประมาณไร่ละ 2,000 บาทต่อไร่ โดยโครงการนี้ต้องใช้งบ 2,000 ล้านบาท สำหรับลดพื้นที่ปลูกข้าว นอกจากนี้ คณะกรรมการแผนข้าวครบวงจรที่มีมติลดพื้นที่ปลูกข้าว ด้วยการให้ปัจจัยการผลิต 2,000 บาทต่อไร่นั้น อาจไม่เพียงพอ จึงจะเสนอ นบข.ให้สั่งการหรือบังคับให้พาณิชย์หาตลาดรับซื้อผลผลิตจากโครงการนี้ทั้งหมด.

 

เข้าใจง่ายๆ รถ “ไฮบริด-ไฮโดรเจน” ทางเลือก…ไม่ต้องง้อน้ำมัน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/719540

 

กิจกรรม “2016 Toyota Technology Media Trip” ในญี่ปุ่นวันนี้คณะสื่อมวลชนยังอยู่ที่ “FUJI SPEEDWAY” ฟังบรรยายด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งศึกษาลงลึกในเรื่องเทคโนโลยีไฮบริด ซึ่งนับว่า โตโยต้าประสบความสำเร็จและเป็นผู้นำในตลาด ตลอดจนเจาะลึกทุกซอกมุมของรถพลังงานฟิวเซลล์ หรือ รถใช้ก๊าซไฮโดรเจน “มิไร” ที่ออกขายใช้งานจริงแล้ว

เริ่มต้นวันด้วยประเด็นสิ่งแวดล้อม โตโยต้า ยืนยันว่ายึดมั่นการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ทั้งในส่วนโรงงานและรถที่ผลิตออกสู่ตลาด เฉพาะประเด็นลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถ ดำเนินการ 2 แนวทางคือ ผลิตรถประหยัดพลังงาน และส่งเสริมใช้พลังงานทางเลือกหลากหลาย


รถโตโยต้าไฮบริดรุ่นต่างๆ ประหยัดพลังงาน

ทั้งนี้ แนวทางรถประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นั่นคือ รถไฮบริด ส่วนรถใช้พลังงานทางเลือก เช่น ใช้พลังงานไฮโดรเจนฟิวเซลล์และไฟฟ้า แต่ขณะนี้โตโยต้าจะให้ความสำคัญกับรถไฮบริด เนื่องจากเชื่อมั่นว่าจะแพร่หลายได้ง่ายมากกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ

สำหรับเทคโนโลยีไฮบริด โตโยต้า ระบุว่า ช่วยประหยัดพลังงาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสะดวกสบายกับผู้ขับขี่ ใช้ได้กับรถทุกๆ ประเภท ปัจจุบันมีประมาณ 30 รุ่น หลักๆ ขายในญี่ปุ่น อเมริกาเหนือ และยุโรป ส่วนในไทยนั้น ก่อนหน้านี้มีพรีอุสเจเนอเรชั่น 3 ออกขาย อย่างไรก็ตาม นับว่า “พรีอุส” เป็นรถไฮบริดเรือธงของโตโยต้าส่งขายทั่วโลกก็ว่าได้


พร้อมหน้า “พรีอุส” ครบทั้ง 4 เจเนอร์เรชั่น

พรีอุสเจเนอเรชั่นแรก เปิดตัวเมื่อปี ค.ศ. 1997 เจเนอเรชั่น 2 ปี ค.ศ. 2003 เจเนอเรชั่น 3 ปี ค.ศ. 2008 และล่าสุดเจเนอเรชั่น 4 เริ่มขายเมื่อปลายปี 2015 โดยทั้งเครื่องยนต์ ระบบไฮบริด และแบตเตอรี่ถูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กลง มีประสิทธิภาพมากขึ้นและพลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนได้ระยะทางไกลมากขึ้นเป็นลำดับ รวมทั้งมีการเปลี่ยนตำแหน่งวางแบตเตอรี่มาไว้บริเวณใต้เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลัง เพื่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่มากขึ้น

ระบบไฮบริดของโตโยต้าโดยรวมนั้น เป็นการผสมผสานการทำงานของเครื่องยนต์ใช้น้ำมันกับมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อใช้ขับเคลื่อนรถ มีองค์ประกอบหลักคือ อุปกรณ์แบ่งกำลัง เครื่องกำเนิดไฟฟ้า มอเตอร์ขับเคลื่อน เครื่องยนต์ แบตเตอรี่ไฮบริด และอินเวอร์เตอร์แปลงไฟฟ้า


การทำงานเทคโนโลยีไฮบริดของโตโยต้า

การทำงานของระบบไฮบริด โตโยต้า อธิบายง่ายๆ คือ ขณะออกตัวรถจะถูกขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวมาจากแบตเตอรี่ เมื่อขับขี่ปกติความเร็วคงที่ก็จะขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า เมื่อเร่งความเร็วเครื่องยนต์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วงลดความเร็วและเบรกเครื่องจะหยุดทำงาน แต่มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าชาร์จพลังงานไฟฟ้าไปสะสมในแบตเตอรี่ และขณะจอดเครื่องจะหยุดทำงาน แต่มอเตอร์ไฟฟ้าจะยังช่วยให้แอร์ และระบบอื่นๆ ทำงาน

จบช่วงไฮบริด ต่อมา เป็นคิวของรถพลังงานฟิวเซลล์ไฮโดรเจน ซึ่งโตโยต้าได้นำใส่ในรถรุ่น “มิไร” รถไม่ใช้น้ำมัน ขายแล้วในญี่ปุ่น อเมริกา และยุโรป ตั้งแต่เมื่อปลายปี ค.ศ. 2014 แต่ยังผลิตได้จำกัดประมาณ 2,000 คันต่อปี เฉพาะในญี่ปุ่นผู้ใช้งานจะได้รับการอุดหนุนจากรัฐ ราคายังแพงกว่ารถไฮบริด เชื้อเพลิงไฮโดรเจนราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 1,000 เยน เติมเต็มถังประมาณ 4 กิโลกรัม ขับขี่ได้ระยะทาง 650 กิโลเมตร


“มิไร” พร้อมถังพลังงานไฮโดรเจนปลอดภัย

“มิไร” ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮโดรเจนในการผลิตกระแสไฟฟ้า ผสานไปกับการทำงานระบบเซลล์เชื้อเพลิงและไฮบริดไว้ด้วยกัน โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน มีถังเก็บไฮโดรเจนแรงดันสูงติดตั้งบริเวณใต้เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลัง นอกจากนั้น มิไร ยังสามารถเป็นแหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้าสำรองให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าทั่วไป เช่น พัดลม โดยมีปลั๊กเสียบบริเวณกระโปรงท้าย

ก่อนหมดวันนี้ ส่งท้ายกิจกรรมด้วยการเปิดให้ทดลองขับรถไฮบริด และรถพลังงานฟิวเซลล์ไฮโดรเจนหลายรุ่น ประกอบด้วย โคโรลา ฟิลเดอร์ 1.5L, คราวน์ไฮบริด 3.5L, อัลพาร์ด ไฮบริด 2.5L พรีอุสมิไร และ เลกซัส อาร์ซี ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย


พัดลมเสียบปลั๊กใช้กระแสไฟฟ้าจากพลังงานไฮโดรเจน

ตอนต่อไปมาอ่านกิจกรรมวันสุดท้ายของ “2016 Toyota Technology Media Trip” ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้น อดใจรอ เดี๋ยวพบกัน.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

–ชนจังๆ ‘พรีอุส’ เจนฯ 4! ‘โตโยต้า’ โชว์ทดสอบการชน มาดูสภาพ

–ฟูจิซังอาย! เทสต์ไดรฟ์ “พรีอุส-คราวน์” ลองระบบความปลอดภัย

 

หลุมพรางพ่อค้า! ลือ 2 ค่ายล้อยางยักษ์ใหญ่แบนยางพาราอีสาน อุบายฉุดราคาร่วง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720528

 

ข่าวลือกระพือถึงหึ่งเรื่องยางพาราภาคอีสาน หลังมีคนพูดเป็นตุเป็นตะว่า 2 ค่ายยางรถยนต์ยักษ์ใหญ่ประกาศหยุดรับซื้อ เพราะชาวสวนดันไปใส่กรดซัลฟิวริกลงในน้ำยาง ซึ่งกรดซัลฟิวริกเจ้ากรรมนี้ มันไปทำให้คุณภาพล้อยางเสื่อมสภาพเร็ว แต่ภายหลังเช็กกันไปเช็กกันมา ปรากฏว่า ข่าวลือกลายเป็นข่าวลวง 2 ค่ายยางรถยนต์ยักษ์ใหญ่ยังอ้าแขนรับรับยางพาราอีสานเต็มที่ แต่พิษภัยที่ข่าวลือทิ้งไว้ คือ ราคายางพาราร่วงลงทันที!

ราคายางต่ำเตี้ย ชาวสวนยางหมดหนทาง เจอเล่ห์พ่อค้าฟันซ้ำ


ชาวสวนสุดปวดใจ ไฉนต้องมีข่าวร้ายทำลายความหวัง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ นายธีระชัย แสนแก้ว นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยางภาคอีสาน เกษตรกรชาวสวนยางท่านนี้ โอดครวญให้ทีมข่าวฟังว่า ในช่วงนี้ผลผลิตยางกำลังไปได้สวย เพราะเป็นช่วงฤดูฝน ชาวบ้านตั้งอกตั้งใจเก็บเกี่ยวเตรียมนำยางพาราออกขาย แต่จู่ๆ ก็มีข่าวลือออกมาว่า ค่ายยางล้อรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างมิชลิน และบริดจสโตน ประกาศแบนยางพาราในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งชาวสวนยางที่เป็นตาสีตาสาไม่มีความรู้ต่างก็ตกอกตกใจ กลัวไม่มีใครรับซื้อยาง จึงรีบตัดสินใจนำยางออกมาขายในราคาถูกให้แก่พ่อค้าที่มารับซื้อ โดยที่ชาวสวนไม่ได้ตรวจสอบข่าวลือให้เรียบร้อยเสียก่อนว่าเท็จจริงประการใด


มีข่าวลือออกมาว่า ค่ายยางล้อรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างมิชลิน และบริดจสโตน ประกาศแบนยางพาราในพื้นที่ภาคอีสาน

“เดิมทีราคายางก้อนถ้วย จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 23-25 บาท แต่หลังจากมีข่าวลือนี้ออกมา ราคาก็ตกลงมาอยู่ที่ 21-23 บาท ซ้ำร้ายพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อยางจากชาวบ้าน ยังฉวยโอกาสนี้ช้อนซื้อยางจากชาวบ้านในราคาถูก โดยไปย้ำบอกกับชาวบ้านว่า อย่างไรชาวบ้านก็ต้องนำยางออกมาขาย เพราะบริษัทใหญ่จากต่างประเทศเขาไม่รับซื้อแล้ว ส่วนชาวบ้านก็คิดว่าเข้าตาจน รีบนำยางออกมาขายกันยกใหญ่” นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยางภาคอีสาน กล่าวถึงสภาพปัญหาที่ต้องพบเจอด้วยความกลัดกลุ้ม

“จากกระแสที่บริษัทระดับโลกแบนยางพาราอีสานก็ว่าหนักกันอยู่แล้ว แต่อีกไม่นานจะมีกระแสข่าวที่ว่า คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ทบทวนเงื่อนไขการกำหนดราคาขายยางพาราในสต๊อกรัฐบาล จำนวน 3.1 แสนตัน ซึ่งข่าวนี้เสมือนพายุพัดกระหน่ำซ้ำข่าวเดิมให้ปวดหัวหนักขึ้นไปอีก โดยผมคาดว่า ทั้งสองข่าวอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคายางร่วงลงไปอีก และนี่อาจเป็นโชคดีของพ่อค้าผู้รับซื้อยางที่จะได้ซื้อยางในราคาถูก แต่จะเป็นโชคร้ายของชาวบ้านเกษตรกร” นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยางภาคอีสาน ตัดพ้อ


ยางก้อนถ้วย
ซัลฟิวริก – ฟอร์มิก ดีร้าย เหมือนต่างอย่างไร?

นายธีระชัย นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยางภาคอีสาน ถ่ายทอดประสบการณ์จากการปลูกยางพารามานานนับสิบปีว่า กรดซัลฟิวริกที่กำลังพูดถึงกันอยู่นี้ จะนิยมใช้กันมากในช่วงฤดูฝน เพราะกรดตัวนี้มีราคาถูก และเป็นตัวช่วยชั้นดีที่จะทำให้น้ำยางแข็งตัว ก่อนที่น้ำฝนจะเข้าไปผสมในน้ำยาง ซึ่งชาวสวนยางมีการใช้กรดซัลฟิวริกมานานประมาณ 20-30 ปี โดยที่ไม่มีปัญหาเรื่องคุณภาพแต่อย่างใด

ในช่วงที่ผ่านมา ชาวสวนยางพารากว่า 60% ได้ทยอยเปลี่ยนมาใช้กรดฟอร์มิกแทนกรดซัลฟิวริกกันแล้ว โดยกรดฟอร์มิกจะมีราคาแพงกว่ากรดซัลฟิวริกพอสมควร แต่ชาวบ้านก็มีความพยายามที่จะใช้กรดฟอร์มิกอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ชาวบ้านกลับพบเจอหลังพยายามเปลี่ยนตัวเองก็คือ มีคนนำ “กรดฟอร์มิกปลอม” ออกมาจำหน่าย ซึ่งนายธีระชัยกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ไม่ต่างอะไรกับการหนีเสือปะจระเข้”

ขณะที่ ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเทียบกันระหว่างกรดทั้งซัลฟิวริกและกรดฟอร์มิก ว่า ในอดีต ยางพาราที่ผสมกรดฟอร์มิกนั้น จะไม่เป็นที่นิยมสำหรับตลาดยางพาราทั่วไป เพราะฉะนั้น จะมีบริษัทเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ต้องการยางพาราที่ผสมกรดฟอร์มิก ซึ่งบริษัทที่ต้องการกรดดังกล่าว จะเป็นบริษัทที่อยู่ในกลุ่มตลาดระดับบน หรือตลาดไฮเอนด์


ข้อดีกรดฟอร์มิก

โดยปกติแล้ว ชาวสวนยางพาราทางภาคอีสานจะมีการใช้กรดซัลฟิวริกมากกว่ากรดฟอร์มิก เนื่องจากกรดฟอร์มิกมีผู้ประกอบการไม่กี่รายผลิตแบบสำเร็จรูป (ผสมแล้ว) ออกวางจำหน่าย มิหนำซ้ำ ยังมีราคาสูงกว่ากรดซัลฟิวริกอยู่พอสมควร หากชาวสวนยางพาราต้องการจะใช้กรดฟอร์มิก ชาวสวนจะต้องซื้อกรดฟอร์มิกมาผสมกับน้ำสะอาดเอง ด้วยเหตุนี้ กรดฟอร์มิกจึงไม่เป็นที่นิยมเท่าใดนัก ส่วนกรดซัลฟิวริกนั้น ปัจจุบันผู้ประกอบการได้ทำการผลิตแบบสำเร็จรูปออกวางจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไป เพราะฉะนั้น จึงง่าย และสะดวกรวดเร็วกว่าการใช้กรดฟอร์มิก

นอกจากนี้ ทีมข่าวได้สอบถามไปยัง นางปรีดิ์เปรม ทัศนกุล นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยยางสงขลา การยางแห่งประเทศไทย ขยายความถึงกรดทั้งสองประเภทให้ทีมข่าวฟังว่า กรดซัลฟิวริกนั้น เป็นกรดแก่ที่มีความเข้มข้นสูง ค่อนข้างอันตราย มีกลิ่นฉุนเหม็นแสบจมูก ช่วยให้ยางจับตัวภายใน 15-30 นาที และมักจะพบว่า เกษตรกรนิยมใช้ในอัตราที่เกินกำหนด ซึ่งจะไปส่งผลให้แผ่นยางมีสีคล้ำ เกิดฟองอากาศ แผ่นยางเหนียว แห้งช้า เนื้อแข็งกระด้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกษตรกรนำยางไปตากแดด ก็จะยิ่งทำให้ยางเสื่อมคุณภาพเร็วขึ้น ดังนั้น ยางที่ใช้กรดซัลฟิวริกในการจับตัวจัดเป็นยางคุณภาพคละ ซึ่งขายได้ราคาต่ำกว่ายางคุณภาพดี


กรดฟอร์มิกดีอย่างไร

ส่วนกรดฟอร์มิกนั้น เป็นกรดอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่จับตัวเนื้อยางได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ตกค้างในยาง มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง และช่วยให้ยางจับตัวภายใน 45-60 นาที โดยกรดฟอร์มิกเป็นสารจับตัวที่นิยมใช้ในการผลิตยางแผ่นดิบ ยางก้อนถ้วย และยางแท่ง STR 5L เนื่องจากทำให้สีของยางที่แห้งแล้วเหลืองสวย ไม่คล้ำ ไม่เหนียว เหนอะหนะ เนื้อยางยืดหยุ่นดี

“ชาวสวนยางมักเข้าใจว่า ราคาของกรดฟอร์มิกนั้น สูงกว่ากรดซัลฟิวริก แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะความจริงแล้ว ต้นทุนของกรดซัลฟิวริกนั้นค่อนข้างต่ำ แต่กลับนำมาจำหน่ายในราคาที่สูง ซึ่งกรดซัลฟิวริกจะตกอยู่ที่ขวดละ 15-20 บาท ถามว่าแพงไหม คือแพงมาก แต่ถ้าดูเผินๆ นั้น เหมือนจะไม่แพง ส่วนต้นทุนของกรดฟอร์มิกนั้น แพงกว่ากรดซัลฟิวริก เพราะฉะนั้น หากชาวสวนยางซื้อกรดฟอร์มิกมาผสมใช้เอง ชาวสวนยางจะได้กรดที่ราคาถูกกว่าการไปซื้อกรดซัลฟิวริกแบบสำเร็จรูป” นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ให้ความรู้ด้วยความเป็นห่วง


กรดซัลฟิวริกนิยมใช้กันมากในช่วงฤดูฝน เพราะเป็นตัวช่วยชั้นดีที่จะทำให้น้ำยางแข็งตัว

เกมกดราคา ขุดหลุมล่อชาวบ้านติดกับหรือไม่?

นายธีระชัย นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยางภาคอีสาน กล่าวเสียงเศร้ากับเราว่า “การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกมาให้ข่าวเท็จที่ว่า บริดจสโตนและมิชลินประกาศไม่รับซื้อยางพาราของภาคอีสานนั้น ย่อมไม่เป็นผลดีต่อกลุ่มเกษตรกร และทำให้ประเทศเสียเชื่อเสียง แต่ในอีกแง่หนึ่ง บริษัทผู้รับซื้อยางก็จะได้โอกาสซื้อยางจากชาวบ้านในราคาที่ถูก ส่วนพ่อค้าที่ขายกรดฟอร์มิกก็จะได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ไปด้วย ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าคนที่ปล่อยข่าวนี้ออกมาต้องการอะไร แต่ที่รู้ๆ คือ ชาวบ้านเดือดร้อน”

ขณะที่ คณบดีคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรฯ พูดอย่างตรงไปตรงมากับทีมข่าวว่า “เอาจริงๆ กรดฟอร์มิกและซัลฟิวริกมีราคาต่างกันเพียงเล็กน้อย หากชาวสวนยางจะเปลี่ยนมาใช้กรดฟอร์มิกแทนกรดซัลฟิวริกก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่สำหรับเรื่องนี้ ผมสงสัยว่า ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีประเด็นเหล่านี้เกิดขึ้น คนที่สร้างข่าว สร้างประเด็น เขาต้องการอะไร แต่เอาแน่ๆ สิ่งที่เขาได้ไป คือ ราคายางตกลง แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า ราคายางจะตกเพียงชั่วคราวเท่านั้น”


ข้อดีของกรดฟอร์มิก คือ ไม่คล้ำ ไม่เหนียว เหนอะหนะ เนื้อยางยืดหยุ่นดี
กยท. ยัน ยางก้อนถ้วยอีสาน ไม่โดนแบนแน่นอน

ขณะที่ นายธีธัช สุดสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวถึงปมปัญหาดังกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ทาง กยท. ได้ประสานขอข้อมูลไปยังบริษัทมิชลิน ซึ่งบริษัทมิชลินยืนยันว่าไม่ได้มีการยกเลิกซื้อยางจากเกษตรกรในภาคอีสานตามที่เป็นข่าว ส่วนกระแสข่าวที่ออกมานั้น มองว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจของกลุ่มค้ายาง และกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น


กรดซัลฟิวริก และกรดฟอร์มิก จะทำให้คุณภาพยางที่ออกมาแตกต่างกัน

ทั้งนี้ กยท. กำลังเร่งทำความเข้าใจกับเกษตรกร เพื่อชี้ให้เห็นว่ากรดทั้งสองตัวนั้น จะทำให้ผลผลิตยางออกมาในคุณภาพที่ต่างกัน ซึ่งการใช้กรดฟอร์มิก จะทำให้เกษตรกรได้ยางที่มีคุณภาพดีเยี่ยม เหมาะสำหรับแปรรูปในอุตสาหกรรมยางล้อ ส่วนกรดซัลฟิวริกนั้น เกษตรกรก็สามารถใช้ได้ และสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้เช่นกัน ดังนั้น ชาวสวนยางไม่ต้องกังวลว่า ในอนาคตจะเกิดปัญหาไม่รับซื้อยาง

“กยท. ยืนยันว่า ยางก้อนถ้วยในภาคอีสาน จะไม่โดนแบนแน่นอน เพราะกรดซัลฟิวริกเป็นกรดที่ใช้ในอุตสาหกรรม แต่สามารถนำมาใช้ในเชิงเกษตรได้” ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ทิ้งท้าย

กลยุทธ์ หรือเล่ห์กลใดๆ ที่แลกมาด้วยน้ำตาชาวสวน ควรแล้วหรือ?
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 

reporter.thairath@gmail.com
    หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

ยกเครื่อง พ.ร.บ.ขายตรง รัฐไฟเขียวแก้กฎหมายรวดเดียว 80 ฉบับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/721908

 

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ได้เห็นชอบตามที่สำนักงานคณะ กรรมการกฤษฎีกาเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม บางประการแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดในทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ….ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมาย 80 ฉบับในครั้งเดียวกัน เนื่องจากมีผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2550 มีมาตราที่ขัดกับหลักนิติรัฐ นิติธรรม คือตามปกติ ผู้ที่เป็นจำเลย ซึ่งถูกกล่าวหา จะถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน จนกว่าจะมี คำตัดสินของศาล แต่การตัดสินของ พ.ร.บ.ขายตรงฯ มีมาตราที่ระบุว่าไม่ว่าผู้นั้นจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวข้อง แต่หากเป็นกรรมการของบริษัท ก็ถือว่าผิดไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ทราบว่าไม่ผิดถึงจะหลุดจากข้อกล่าวหาได้ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาว่า ขัดกับหลักนิติรัฐ นิติธรรม

“ครั้งนี้จึงได้มีการแก้ไขใหม่ ต่อจากนี้กฎหมายใด ที่ขัดกับหลักรัฐธรรมนูญ ถ้าคนหนึ่งคนใดในบริษัทที่ผิด ให้มีความผิดเฉพาะคนนั้นคนเดียว ส่วนคนอื่นที่ไม่รู้เห็น ไม่ต้องรับผิด ไม่ว่าจะเป็นประธานบริษัท รองประธานบริษัท กรรมการบริษัท แต่หากมี ส่วนรู้เห็นก็ต้องรับผิดชอบด้วย และจะไม่แก้ไขที่ พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2550 ฉบับ เดียวแต่ให้แก้ไขในประเด็นเดียวกันของกฎหมายทั้ง 80 ฉบับ โดยจะมีบัญชีแนบท้ายระบุว่า 80 ฉบับ ที่ต้องการแก้ไข คือกฎหมายฉบับใดบ้าง และแต่ละฉบับจะแก้ไขในมาตราใด ด้วยถ้อยคำอย่างใด”.

 

ครม.อัดเพิ่ม 2 มาตรการพัฒนาท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/721903

 

รัฐต่อแวต 7% อีกปีหวังเศรษฐกิจฟื้น กัดฟันสูญรายได้ 256,900 ล้านบาท

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ขยายเวลาการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ไว้ที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2559-30 ก.ย.2560 เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว โดยขยายตัวได้ 3.2% ในไตรมาสแรกปี 2559 และ 3.5% ในไตรมาสที่ 2 เห็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว แต่ยังมีปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ และความผันผวนในตลาดเงินโลกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการบริโภค การลงทุน สร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ และไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการครองชีพของประชาชน จึงได้ขยายเวลาการลดแวตที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี ซึ่งการขยายเวลาคงแวตที่ 7% ออกไปเป็นครั้งที่ 13 นับตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา ทั้งนี้ คาดว่าการขยายเวลาการลดแวต เหลือ 7% ดังกล่าว จะส่งผลให้รัฐบาลขาดรายได้ในปีงบ ประมาณ 2560 จำนวน 256,900 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ครม.ยังได้เห็นชอบมาตรการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจและสังคมภายในท้องถิ่น ประกอบด้วย มาตรการ แรกเป็นการสนับสนุนการลงทุนร่วมระหว่างรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือแมชชิ่งฟันด์ วงเงิน 19,795 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณที่รัฐบาลจ่ายสมทบในลักษณะของเงินอุดหนุนเฉพาะกิจและเงินสะสมของ อปท.ในสัดส่วน 1 : 1 หรือฝ่ายละ 9,897.50 ล้านบาท ให้ อปท.จัดทำโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยกำหนดให้ต้องก่อหนี้ผูกพันภายในไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2560 หรือช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค.2559 และเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ 2560 หรือภายในเดือน มี.ค.2560

สำหรับมาตรการที่ 2 เป็นมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านการใช้จ่ายเงินสะสมของ อปท. โดยจะให้ อปท.ใช้เงินสะสมมาทำโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ และผู้พิการในท้องถิ่น ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่เดือน ต.ค.2559-ก.ย.2560 เช่น โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ซึ่งทั้ง 2 มาตรการจะ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้มีความคึกคักมากขึ้น.

 

ผุด 13 สูตรอาหารไทย เสิร์ฟไทยและชาวโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/721110

 

ประเทศไทยเต็มไปด้วยพืชพันธุ์ ธัญญาหาร ชาติต่างๆนิยมยกย่อง อัตลักษณ์อันโดดเด่นของอาหารไทยคือ รสชาติแรงร้อน มีความประณีตบรรจงในการปรุง และยังมีผลดีต่อสุขภาพอีกด้วย

รัฐบาลยุคก่อนมีนโยบายส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก (Kitchen of the World) โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะทำให้สำเร็จภายในปี 2550 สืบมาแม้เหตุการณ์บ้านเมืองจะผันแปร แต่การเสนอ “อาหารไทย” ต่อสายตาชาวโลกก็ไม่ได้หายไป

“มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง ชายใดได้กลืนแกง แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา” กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หรือรัชกาลที่ 2 ประกาศความเป็นอาหารไทยได้เป็นอย่างดี และยิ่งได้เสียงของ เก่ง-ธชย ประทุมวรรณ ขับขาน ย่อมทำให้คนเคลิ้มคล้อยยิ่งขึ้น

สถาบันอาหารโดยนายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ได้วางเป้าหมายว่า จะส่งเสริมมาตรฐานอาหาร “รสไทยแท้” ไปทั่วโลก พร้อมกำหนดอาหารเบื้องต้นไว้ 13 อย่าง นั่นคือ1.ส้มตำไทย 2.ผัดไทย 3.กะเพราหมู 4.ต้มยำกุ้งน้ำข้น 5.ต้มยำกุ้งน้ำใส 6.มัสมั่นไก่ 7.สะเต๊ะไก่ 8.ลาบหมู 9.ต้มข่าไก่ 10.พะแนงเนื้อ 11.แกงเขียวหวานไก่

และมีของหวาน 2 อย่างคือ 1.ทับทิมกรอบ และ 2.ข้าวเหนียวมะม่วงน้ำดอกไม้

นายยงวุฒิบอกว่า โครงการนี้มีการพัฒนาสูตรมาตรฐานอาหารไทย โดยการนำองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมการวิเคราะห์มาใช้ เพื่อให้ได้รับการยอมรับอย่างไม่มีข้อกังขา จะทำให้การผลิตอาหารไม่ว่าในระดับธุรกิจบริการอาหารหรืออุตสาหกรรมแปรรูปสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างเท่าเทียม”

เท่ากับ “เป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการผลิตเมนูอาหารแปรรูปให้มีรสไทยแท้ตามมาตรฐานที่กำหนด เช่น การปรับปรุงกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ และพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นน้ำซอส หรือผงปรุงรสให้อยู่ในรูปแบบกึ่งสำเร็จรูปที่ยังคงรสชาติ และกลิ่นอายของความเป็นอาหารไทยไว้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะปรุงที่ไหนก็จะได้รสชาติอาหารที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน”

สถาบันอาหารตั้งไว้ว่า “มีเป้าหมายยกระดับผู้ประกอบการให้ได้ 500 รายต่อปี”

ส่วนในภาคบริการ “เป็นการส่งเสริมให้ร้านอาหารไทยทั่วโลก มีการเลือกใช้วัตถุดิบที่ถูกต้องครบถ้วนตามสูตรต้นแบบการปรุงอาหารไทย และมีรสชาติอาหารไทยที่มีความเป็นเอกลักษณ์ตามมาตรฐานที่กำหนด” ดังนั้น “การรับรองมาตรฐานอาหารรสไทยแท้ จากสถาบันอาหารจะเป็นเครื่องหมายหนึ่งที่ช่วยการันตีว่าผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและระดับสากลเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก”

“ที่มา” ของอาหารทั้ง 13 รายการมาอย่างไร ทำไมสถาบันอาหารจึงได้ยืนยันว่า อาหารทั้ง 13 อย่างเป็นมาตรฐานของอาหาร “รสไทยแท้” ในเมื่อแต่ละถิ่น แต่ละภูมิภาคแม้ชื่ออาหารเดียวกัน แต่รสชาติก็เป็นไปตามความนิยมของท้องถิ่น

และนี่…ยังไม่นับรวมเจ้าตำรับอาหารต่างๆอย่างข้าวแกงแม่เสียนสุพรรณ และอีกสารพัดสารพันแม่ที่ยืนหยัดขายมารายละหลายสิบปี

คำตอบในเรื่องนี้คือ สถาบันอาหารได้มีการทดสอบ “การปรุงอาหารไทยตามสูตรต้นแบบ และการทดสอบทางประสาทสัมผัส 13 เมนูนำร่อง” มาก่อนแล้ว โดยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารโด่งดังของประเทศ อาทิ อาจารย์วันดี ณ สงขลา ผู้อำนวยการโรงเรียนวันดี, อาจารย์นฤมล เปียซื่อ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา, อาจารย์พงศ์อนันต์ ศิริแสงไพรวัลย์ โรงเรียนการเรือนยิ่งเจริญ, ชุมพล แจ้งไพร เชฟกระทะเหล็ก, บุญเชิด ศรสุวรรณ สมาคมเชฟไทย, อาจารย์ฉัตรชนก บุญไชย ม.สวนดุสิต และ รัฐพงษ์ ธีรนันทพิชิต เชฟอาหารไทยในสหรัฐอเมริกา

สถาบันอาหารเชิญผู้เชี่ยวชาญอาหารเหล่านี้มา “ปรุง” อาหารแล้วก็ชิมอาหารทั้ง 13 รายการจนเป็นที่ยอมรับ จากนั้นก็ใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์วัดรสชาติอาหารแต่ละอย่าง รวมทั้งคุณค่าทางอาหาร เพื่อเก็บไว้เป็นมาตรฐานในการกำหนดต้นแบบ

และใช้ “ตรวจสอบ” อาหารไทยต่างๆที่สถาบันอาหารรับรอง

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา สถาบันอาหารได้เปิดตัว อาหารทั้ง 13 รายการไปแล้ว ที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินี ถนนวิทยุ กทม.ท่ามกลางทูตนานาชาติ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร และผู้สนใจเป็นจำนวนมาก นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญเรื่องนี้ไม่น้อย โดยบอกว่า อุตสาหกรรมอาหารของไทยเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ มีมูลค่าการผลิตปีละ 1.64 ล้านล้านบาท

อาหารไทยได้พัฒนาจากการเป็นสินค้าแปรรูปสินค้าพืชผลเพื่อการส่งออก ไปสู่การใช้เทคนิคการผลิตที่ทันสมัย มีความมั่นคงทางด้านอาหาร และกลายเป็นผู้ผลิตอาหารสำหรับโลก

ไทยเรา “เป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารสุทธิอันดับที่ 5 ของโลก มีผู้ประกอบการทั้งสิ้น 110,000 ราย ทั้งนี้ โครงสร้างต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมอาหารมีการใช้วัตถุดิบที่มาจากภายในประเทศ คิดเป็นสัดส่วนเกือบร้อยละ 60 ของต้นทุนการผลิตรวม”

รมว.อุตสาหกรรมยังเห็นว่า อาหารไทยมีเอกลักษณ์และรสชาติเฉพาะตัว เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ปัจจุบันมีอาหารไทยกระจายอยู่ทั่วโลกประมาณ 14,000 แห่ง แนวโน้มความนิยมอาหารไทยของชาวต่างชาตินั้นก็มีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ในปัจจุบันบางเมืองใหญ่มีนักชิมที่เข้าใจรสชาติอาหารไทยเริ่มต้องการอาหารที่มีรสชาติเป็นไทยแท้ ซึ่งการสอนทำอาหารนั้นไม่ยากเท่ากับควบคุมอาหารให้รสชาติอร่อยคงที่เหมือนเดิมทุกวัน อาหารไทยส่วนใหญ่มีรสชาติหลากหลาย อาจเป็นอุปสรรคในเรื่องการควบคุมรสชาติ จึงต้องช่วยกันหาวิธีส่งเสริมอาหารไทยให้คงอัตลักษณ์ไว้ดังเดิม

หลัง รมว.อุตสาหกรรม และผู้อำนวยการสถาบันอาหารอธิบายความ เป็นมาของโครงการ และรายการอาหาร พนักงานโรงแรมได้นำอาหาร แต่ละรายการมาให้ผู้ร่วมงานชิม ทุกรายการ ผอ.สถาบันอาหารยืนยันว่า ผู้เชี่ยวชาญอาหารได้ร่วมกันกำหนดสูตร ชิมและดมกลิ่นมาแล้ว

และยังได้นำอาหารทั้ง 13 รายการไปทดสอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้เครื่องพิสูจน์กลิ่นและรส มาช่วยในการคำนวณค่ากลิ่นและรสชาติ รวมทั้งความเผ็ด ความเค็ม ความหวาน ความเปรี้ยว และอื่นๆ เพื่อรวบรวมฐานข้อมูลใช้เป็นค่ามาตรฐานอาหารไทยให้กับผลิตภัณฑ์อาหารที่ส่งออก ตลอดจนเมนูอาหารที่ให้บริการในร้านทั่วโลกอีกด้วย

หลังชมกิจกรรมบนเวทีและชิมอาหารทั้ง 13 อย่างแล้ว สังเกตจากสีหน้าของทูตประเทศต่างๆ เหมือนเปี่ยมไปด้วยความพอใจ เพราะรสอาหารแม้จะบอกว่า “รสไทยแท้” แต่ก็ดูเหมือนจะเอาใจต่างชาติอยู่ไม่น้อย อย่างต้มยำกุ้งไม่ร้อนแรงเหมือนต้มยำกุ้งทั่วไป

รสชาติอาหารไทยที่เปลี่ยนไป อาจเพราะว่ากำลังเอาใจชาวโลก.

 

ปรับทัพใช้ไม้นวมแก้หวยแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/721898

 

“เสธ.แดง” จับองค์กรการกุศลเซ็นสัญญาคุณธรรม

เสธ.แดง งัดไม้นวมเข้าสู้จับสมาคมองค์กรการกุศลและสมาคมคนพิการ ลงนามในสัญญาคุณธรรม ไม่ขายสลากเกินราคาคู่ละ 80 บาท ยันไม่ใช้ไม้แข็ง ตัดโควตาทันที หวั่นถูกคนพิการประท้วง ปรับแผนเตือนผู้ค้าสลาก 2 ครั้งก่อน หากพบยังดื้อขายสลากเกินราคาเป็นครั้งที่ 3 ค่อยลงดาบ

พล.ท.อภิรักษ์ คงสมพงษ์ ประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยภายหลังจากการลงนามบันทึกข้อตกลงคุณธรรมระหว่างสมาคมองค์กรการกุศลและมูลนิธิ 89 แห่ง ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับโควตาสลากจากสำนักงานสลากฯ รวมกันสูงถึง 90% จากจำนวนสมาคมองค์กรการกุศลและมูลนิธิกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศที่ได้รับโควตาสลาก โดยการลงนามในสัญญาคุณธรรม จะเป็นการตกลงร่วมกันที่จะไม่จำหน่ายสลากเกินกว่าราคาที่สำนักงานสลากฯกำหนดคือ คู่ละไม่เกิน 80 บาท เพื่อลดปัญหาการจำหน่ายสลากเกินราคา

“การลงนามในครั้งนี้เพื่อส่งสัญญาณให้ผู้ค้า สลากที่เป็นผู้พิการและเป็นสมาชิกในองค์กรการกุศลรับทราบว่า สำนักงานสลากฯมีมาตรการที่เข้มข้นกับผู้ค้าสลากที่ขายเกินราคา โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ กลุ่มองค์กรการกุศล ซึ่งปัจจุบันมีโควตาอยู่ในมือ 28 ล้านฉบับคู่ หรือ 56 ล้านฉบับ จากยอดพิมพ์สลากทั้งหมด 120 ฉบับต่องวด จะต้องนำสลากส่งให้สมาชิกเพื่อขายด้วยตนเองเท่านั้น หากไม่สามารถขายได้ด้วยตนเอง เนื่องจากเป็นผู้พิการรุนแรงก็ต้องขายในราคาที่กำหนดคือไม่เกินคู่ละ 80 บาท และ 2.สลากที่เหลืออีก 32 ล้านฉบับคู่ หรือ 64 ล้านฉบับ ที่สำนักงานสลากฯ ขายเอง ด้วยการกระจายผ่านตู้เอทีเอ็ม อินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง เป็นต้น จะใช้มาตรการที่เข้มข้นคือ หากพบขายเกินราคา 80 บาทต่อคู่ จะดำเนินการจับจริง โดยมีโทษจำคุก 1 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาทหรือทั้งจำและปรับ”

พล.ท.อภิรักษ์กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา สำนักงานสลากฯได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารลงพื้นที่จับกุมรายย่อยและตัดสิทธิ์โควตารายย่อยที่ซื้อสลากจากสำนักงานสลากฯ โดยตรงไปแล้ว 175 ราย และยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีกนับร้อยราย แต่องค์กรการกุศลนั้น ถือว่าสำนักงานสลากฯใช้ไม้นวมแก้ไขปัญหาเพราะไม่ต้องการให้ผู้พิการหรือสมาคมเดือดร้อนอย่างรุนแรง หากต้องถึงขั้นตัดโควตาในทันที ซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่และไม่ต้องการให้เกิดการประท้วงวุ่นวายภายหลัง และสุดท้ายรัฐบาลก็ต้องมีหน้าที่ดูแลผู้พิการให้อยู่รอดได้ในสังคม

ดังนั้น มาตรการลงโทษของสำนักงานสลากฯ เพื่อการควบคุมไม่ให้องค์กรการกุศลขายสลากเกินราคานั้น จะเริ่มต้นจากกรณีสมาชิกของสมาคมฯ นำสลากไปจำหน่ายเกินราคาแล้วถูกจับดำเนินคดี หรือการตรวจสอบสลากของกลางที่ถูกจับดำเนินคดี แล้วพบว่าเป็นสลากที่จัดสรรให้กับสมาคมฯใด สำนักงานฯจะแจ้งเตือนเป็นหนังสือให้ยกเลิกการจัดสรรให้สมาชิกที่ถูกจับดำเนินคดี หรือเป็น ผู้ได้รับการจัดสรรสลากฉบับที่เป็นของกลาง จากนั้น สมาคมฯจะต้องแจ้งรายชื่อสมาชิกที่ได้รับการจัดสรรแทนมาให้สำนักงานสลากฯ

“สำนักงานสลากฯ จะมีการแจ้งเตือนแบบเดียวกันนี้ทั้งหมด 2 ครั้ง แต่หากยังพบว่ามีการจำหน่ายสลากเกินราคาของสมาชิกหรือพบสลากของกลางที่เป็นของสมาคมฯ เป็นครั้งที่ 3 สำนักงานฯ จะดำเนินการตัดโควตาสลากตามจำนวนที่ผู้จำหน่ายเกินราคาได้รับการจัดสรรและผลการปฏิบัติต่างๆของสมาคมฯจะได้รับการบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของสำนักงานฯ เพื่อประกอบการพิจารณา ต่ออายุโควตาในเดือน ธ.ค.นี้ด้วย”

พล.ท.อภิรักษ์กล่าวต่อว่า มาตรการต่างๆ ที่สำนักงานสลากฯ กำหนดขึ้นมาใหม่ในช่วงนี้ เพราะจากการสำรวจพบว่า การจำหน่ายสลากเกินราคาเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการรวบรวมเลขชุดตั้งแต่ 5 คู่ขึ้นไป จากเดิมที่กำหนดราคาคู่ละ 80 บาท จะเพิ่มขึ้นเป็นคู่ละ 90 บาท จนถึงเลขชุด 20 ใบ ราคาจะพุ่งขึ้นไปแตะคู่ละ 120 บาท เป็นต้น ทำให้ราคาขายเฉลี่ยสลากคู่ละ 80 บาทจากเดิมมีอยู่ 80% ทั่วประเทศ ลดลงเหลือ 70%

“นโยบายของรัฐบาลคือ ไม่ต้องการมอมเมาประชาชนด้วยการพิมพ์สลากเพิ่มไปเรื่อยๆ แต่ต้องการจัดระเบียบให้สลากขายในราคาที่กำหนดคือ ไม่เกินคู่ละ 80 บาท แต่ในระหว่างนี้รัฐบาลจะไม่นำสลากรูปแบบใหม่ๆ เช่น เลขท้าย 2 ตัวและ 3 ขาย หรือหวยออนไลน์ เพราะจะยิ่งส่งผลกระทบต่อผู้ค้าสลากรายย่อยและผู้พิการ เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้จะไม่สามารถขายสลากใบๆ หรือลอตเตอรี่ผ่านสลากรูปแบบใหม่ๆได้เลย”

ส่วนแนวความคิดของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยให้สำนักงานสลากฯ นำรายได้จากการจำหน่ายสลากฯ มอบให้แก่ผู้พิการโดยตรงนั้นก็เป็นอีกข้อเสนอหนึ่งที่น่าสนใจ แต่การสำรวจผู้พิการต้องมีความชัดเจนและการจ่ายเงินต้องตรงตัวกับผู้รับเงิน แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีต้องการเห็นมากที่สุดคือ ประชาชนต้องเลิกพฤติกรรมโดยไม่สนับสนุนหรือซื้อสลากที่มีราคาเกินกว่าคู่ละ 80 บาท.

 

พาณิชย์ เร่งปั้น ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ-สปา-นวดเพื่อสุขภาพ บุกต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ย. 2559 23:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/721613

 

พาณิชย์ เร่งปั้น 3 ธุรกิจบริการ ดูแลผู้สูงอายุ สปา นวดเพื่อสุขภาพ หวังต่อยอดขยายธุรกิจบุกต่างประเทศ หลังพบแนวโน้มเติบโตสูง ปีละ 15%…

วันที่ 13 ก.ย.59 นางสาวรัตนา เธียรวิศิษฎ์สกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจบริการ 3 รายการ คือ ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ธุรกิจสปา และธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพ มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี โดยปัจจุบันรายได้ในธุรกิจทั้ง 3 กลุ่ม เพิ่มขึ้นปีละ 15% โดยเฉพาะธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ในอนาคตจะยิ่งมีความต้องการมากขึ้น เนื่องจากประชากรผู้สูงอายุเพิ่มจำนวนขึ้น ขณะที่ธุรกิจสปา และธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพ เติบโตไปตามการท่องเที่ยว ดังนั้น กรมฯ จะช่วยยกระดับธุรกิจบริการในกลุ่มนี้ให้มากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของตลาดและการแข่งขันในอนาคตให้สามารถขยายธุรกิจออกไปต่างประเทศได้

ทั้งนี้ กรมฯ ได้มีโครงการส่งเสริมพัฒนาและฝึกอบรมให้ความรู้กับ 3 ธุรกิจนี้แล้ว เพื่อให้ได้เกณฑ์มาตรฐานตามที่กรมฯ กำหนดไว้ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าธุรกิจดังกล่าวมีการบริหารจัดการเป็นระบบ มีมาตรฐาน สามารถรองรับผู้ใช้บริการได้อย่างมีคุณภาพ และสร้างความน่าเชื่อถือต่อผู้ที่เข้ามาใช้บริการ อีกทั้งเป็นการสร้างโอกาสทางการตลาด และมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศด้วย และยังเป็นการสอดรับกับนโยบายรัฐบาลและแนวโน้มตลาดที่ต้องการปรับจากภาคการผลิตสินค้าไปสู่ภาคบริการให้มากขึ้นด้วย โดยจะขยายธุรกิจออกไปทั้งในรูปแบบแฟรนไชส์และการลงทุนในต่างประเทศด้วย

“เกณฑ์ที่กรมฯ กำหนดให้ผู้ประกอบการนำไปปฏิบัติ เช่น การพัฒนาดูแลเรื่องการดำเนินธุรกิจ การดูแลลูกค้า บริการ การจัดการ การทำกลยุทธ์ เป็นต้น และเมื่อผู้ประกอบการที่เข้าอบรมผ่านเกณฑ์การพัฒนาของกรมฯ แล้ว กรมฯ จะมอบใบประกาศเพื่อเป็นการยืนยันถึงมาตรฐานของผู้ประกอบการรายนั้นๆ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาธุรกิจในอนาคตได้”

สำหรับจำนวนผู้ประกอบการ 3 กลุ่มธุรกิจ ปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 8,000 ราย แบ่งเป็นนิติบุคคล ประมาณ 1,200 ราย บุคคลธรรมดา ประมาณ 6,000 ราย แต่มีผู้ประกอบการจดทะเบียน ที่ส่งงบการเงินเพียง 700 รายเท่านั้น ส่วนมูลค่าของ 3 ธุรกิจดังกล่าว อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท และผู้ประกอบการที่เข้าโครงการของกรมฯ 846 ราย ผ่านเกณฑ์ของกรมฯ 284 ราย ซึ่งน้อยมาก ดังนั้นจึงต้องการเชิญชวนผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ เพื่อยกระดับธุรกิจรับการแข่งขันในอนาคตให้มากขึ้น.

 

เอกชน เสนอซื้อมันเส้นเสื่อมเข้าอุตสาหกรรม สุดถูกที่กก.ละ 0.10-1.60 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ย. 2559 21:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/721705

 

เอกชน 24 ราย เสนอซื้อมันเส้นเสื่อมเข้าอุตสาหกรรมสุดถูก 0.10-1.60 บาท/กก. ปริมาณ 2.16 แสนตัน ‘พาณิชย์’ ชงคณะทำงานพิจารณาผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ คาดหากขายขาดทุนเป็นประวัติการณ์

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.59 นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงผลการยื่นซองเสนอราคาประมูลมันสำปะหลังเส้นในสต็อกรัฐบาลจากโครงการแทรกแซงราคาปี 51/52, ปี 54/55 และปี 55/56 ปริมาณ 344,554 ตัน แบ่งเป็น การเปิดประมูลเพื่อเข้าอุตสาหกรรม ครั้งที่ 1/59 ปริมาณ 226,745 ตัน มีผู้ยื่นซองเสนอราคาทั้งหมด 24 ราย จากผู้ผ่านคุณสมบัติ 30 ราย โดยยื่นเสนอราคาปริมาณรวม 216,000 ตัน ราคาเสนอซื้อต่ำสุดกิโลกรัม (กก.) ละ 0.10 บาท และสูงสุด กก.ละ 1.60 บาท

ขณะที่การเปิดประมูลมันเป็นการทั่วไป หรือเพื่อการบริโภค ครั้งที่ 1/59 ปริมาณ 117,809 ตัน มีผู้เสนอราคา 5 ราย จากที่ผ่านคุณสมบัติ 11 ราย คิดเป็นปริมาณที่เสนอราคา 28,000 ตัน โดยเสนอซื้อราคาต่ำสุดที่ กก.ละ 1.20 บาท และสูงสุดที่กก.ละ 2.00 บาท ซึ่งหลังจากนี้จะนำผลการยื่นซองเสนอราคาเสนอต่อคณะทำงานระบายผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังคงเหลือในสต็อกรัฐบาลพิจารณาในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ก่อนสรุปผลเสนอประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ที่มีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ส่วนมันเส้นที่เหลือจากการประมูลครั้งนี้ คาดว่าจะพิจารณาระบายในช่วงก่อนที่ผลผลิตปี 59/60 จะออกสู่ตลาดในเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาตลาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากเปรียบเทียบราคารับจำนำหัวมันสดจากการแทรกแซงทั้ง 3 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 2.50 บาท แต่เมื่อแปรสภาพเป็นมันเส้น รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว คิดเป็นต้นทุนรับจำนำมันเส้นที่ กก.ละ 6.46 บาท ถ้าขายมันเส้นเพื่อเข้าอุตสาหกรรมกก.ละ 10 สตางค์ จะขาดทุนราว กก.ละ 6.36 บาท แต่หากเปรียบเทียบกับราคามันเส้นในตลาด ซึ่งขณะนี้เฉลี่ย กก.ละ 3 บาท จะขาดทุน กก.ละ 2.90 บาท

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่ามันเส้นที่นำมาขายเข้าอุตสาหกรรมเสื่อมสภาพมาก ไม่สามารถนำไปเป็นอาหารทั้งคนและสัตว์ได้แล้ว ทำได้เพียงเผาเป็นพลังงานทางเลือกเท่านั้น ส่วนการประมูลมันเส้นทั่วไป ราคาเสนอซื้อ กก.ละ 1.20-2.00 บาท ถือว่าใกล้เคียงกับราคาตลาด (หักค่าเสื่อมสภาพ).