AIS สั่งปลดพนักงานทุจริตเผยข้อมูลลูกค้า ยัน มาตรฐานปลอดภัยสำคัญสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ย. 2559 20:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/721573

 

เอไอเอส ยัน ให้ความปลอดภัยกับข้อมูลลูกค้าอย่างสูงสุด พร้อมเอาผิดพนักงานทุจริตนำข้อมูลลูกค้าไปเผยแพร่แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมาย…

วันที่ 13 ก.ย.59 นางวิไล เคียงประดู่ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ชี้แจงจากกรณีที่ลูกค้าเอไอเอส ได้โพสต์ลงเว็บไซต์พันทิป เรื่องที่มีพนักงานเอไอเอสถือวิสาสะ นำข้อมูลลูกค้าไปให้บุคคลภายนอก ว่า เอไอเอสมีมาตรการที่เข้มงวด และให้ความสำคัญกับกฎข้อบังคับในเรื่องนโยบายความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้าอย่างสูงสุดมาโดยตลอด สำหรับกรณีดังกล่าว บริษัทได้ทำการตรวจสอบแล้ว พบว่า พนักงานมีเจตนากระทำความผิดจริง โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ กระทำผิดกฎข้อบังคับ ในเรื่องนโนบายความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า โดยบริษัท ได้พิจารณาให้พนักงานคนดังกล่าวพ้นสภาพทันที และได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว โดยในเบื้องต้น ทางบริษัทยังไม่ทราบเหตุจูงใจการกระทำของพนักงานรายดังกล่าว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการดำเนินการทางกฎหมาย และขอยืนยันว่า บริษัทจะเอาผิดพนักงานที่มีเจตนาทุจริตให้ถึงที่สุด

ด้าน นายแพทย์ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า กรณีนี้มีความผิดตามกฎหมาย เพราะถือว่าเป็นการนำข้อมูลส่วนตัวไปเปิดเผยโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยผู้เสียหายสามารถฟ้องต่อศาลแพ่ง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้ ซึ่งต้องไปพิสูจน์ความเสียหายต่อไป นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังสามารถร้องเรียนผ่านคอลเซ็นเตอร์ 1200 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนผู้ประกอบการ ต้องแสดงความรับผิดชอบ และชี้แจงข้อมูล ซึ่งในส่วนของ กสทช. อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. กสทช. 2553 และ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดบทลงโทษไว้ ซึ่ง กสทช. อาจเชิญมาให้แก้ไขให้ถูกต้อง-ยุติการกระทำ หากไม่ปฏิบัติตาม จะมีโทษตั้งแต่ เตือน ปรับ พักใช้ และเพิกถอนใบอนุญาตตามลำดับต่อไป.


http://www.thairath.co.th/clip/72003

หุ้นไทยปิดตลาดพุ่งแรง 34.99 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,446.84 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ย. 2559 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/721555

 

หุ้นไทยปิดตลาดเพิ่มขึ้น 34.99 จุด เปลี่ยนแปลง +2.48% ดัชนีอยู่ที่ 1,446.84 จุด มูลค่าการซื้อขาย 58,278.28 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 13 ก.ย. 59 ปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 34.99 เปลี่ยนแปลง +2.48% ดัชนีอยู่ที่ 1,446.84 จุด มูลค่าการซื้อขาย 58,278.28 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

ด้าน นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นมาก่อนหน้านี้กำลังเปลี่ยน หลังจากเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงทำจุดต่ำสุดในรอบ 2 เดือน ปิดตลาดที่ 1,455.38 จุด ลดลง -31.82 จุด อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า เป็นเพียงช่วงขาลงระยะสั้นเท่านั้น จากเม็ดเงินลงทุน (Fund Flow) ที่ไหลออก จากปัจจัยความไม่แน่นอนในประเทศ โดยเป็นการขายเพื่อกระจายความเสี่ยง ดังนั้นดัชนีหุ้นไทยที่จุดต่ำกว่า 1,450 จุด มีโอกาสดีดกลับได้ ช่วงนี้จึงแนะนำใหันักลงทุนขายปรับลดพอร์ต พร้อมถือเงินสดเพิ่ม รอลงทุนรอบใหม่

“ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา SET Index ปรับตัวลงจนหลุดแนวกรอบ 1,477 จุด จากปัจจัยความไม่แน่นอน จึงมีการเทขายเพื่อกระจายความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม เรามองว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้นเท่านั้น และตลาดมีโอกาสที่จะดีดกลับได้ นับเป็นโอกาสในการจับจังหวะลงทุน” นายสาห์รัช กล่าว.

 

พณ. เปิดยุทธศาสตร์ 20 ปี ตั้งเป้า เบอร์ 1 ผู้นำสินค้าเกษตรเชิงนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ย. 2559 16:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/721370

 

พาณิชย์ เปิดยุทธศาสตร์ 20 ปี ดันไทยเป็นผู้นำสินค้าเกษตรเชิงนวัตกรรมเบอร์ 1 โลก เตรียมลดควบคุมราคาสินค้า ปล่อยตามกลไกตลาด ลั่น ถ้าไม่ทำตามยุทธศาสตร์นี้ ไทยแข่งขันยาก เสียโอกาสการค้า-ลงทุนในอนาคตแน่นอน …

วันที่ 13 ก.ย.59 นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า หลังจากแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์ในระยะ 20 ปี (ปี 59-79) ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ขณะนี้ แต่ละกรมในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ จะต้องจัดสรรงบประมาณตามแผนงบประมาณประจำปี เพื่อนำมาดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว

“แผนยุทธศาสตร์พาณิชย์ 20 ปี จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ที่เน้นการใช้นวัตกรรม ใช้เทคโนโลยีในทุกๆ ด้าน ซึ่งตั้งเป้าว่า หากไทยเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี จะทำให้ไทยก้าวเป็นผู้นำการค้าของโลก หรืออย่างต่ำต้องเป็นที่ 1 ในภูมิภาค โดยเฉพาะด้านสินค้าเกษตรเชิงนวัตกรรม ตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นที่ 1 ของโลก แต่หากไม่เดินตามแผน แม้ไทยจะยังค้าขายต่อไปได้ปกติ แต่จะเสียโอกาสด้านการค้า และการลงทุน ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศ ที่มีการปรับตัวและเตรียมพร้อมที่ดีกว่า”

สำหรับแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว ได้กำหนดแผนเร่งด่วนที่ต้องทำภายใน 18 เดือน ใน 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาผู้ประกอบการแบบครบวงจร โดยจัดตั้งสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม เพื่อช่วยผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าเกษตรขั้นสูงเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม เร่งรัดแก้ปัญหาคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าที่ค้างอยู่ เร่งรัดแก้ปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อให้ไทยพ้นจากบัญชีที่ต้องถูกจับตาเป็นพิเศษ (พีดับบลิวแอล) ตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ภายในปี 60

นอกจากนี้ ยังมียุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการค้าให้มีประสิทธิภาพ โดยจะปฏิรูประบบการผลิตและการค้าสินค้าเกษตร โดยใช้การตลาดนำการผลิต เช่น ข้าว ปาล์มน้ำมัน น้ำตาล มันสำปะหลัง เพื่อแก้ปัญหาปริมาณส่วนเกิน หรือคุณภาพไม่ตรงตามความต้องการ ปฏิรูปกฎหมายต่างๆ ของกระทรวงฯ เช่น กฎหมายแข่งขันทางการค้า กฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กฎหมายการจัดตั้งนิติบุคคลเดียว เป็นต้น

ขณะที่ ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างบทบาทผู้บริโภคนั้น จะสำคัญมาก เพราะอนาคตกระทรวงฯต้องลดบทบาทการควบคุมราคาสินค้า และปล่อยลอยตัวตามกลไกตลาด หรือหากควบคุม จะทำให้น้อยที่สุด เพราะในอนาคตการค้าขายผ่านอี-คอมเมิร์ซ จะขยายตัวมากขึ้น ทำให้การควบคุมเป็นไปได้ยาก หน้าที่ของกระทรวงฯต้องอำนวยความสะดวก แต่ไม่ได้หมายความ จะยกเลิกทั้งหมด แต่จะทำเฉพาะสินค้าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น

สำหรับยุทธศาสตร์สุดท้าย คือ การบูรณาการกับระบบการค้าโลก โดยจะกระชับความร่วมมือกับกลุ่ม CLMVT (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย) เพื่อลดอุปสรรคการค้า การลงทุน สร้างภาพลักษณ์สินค้า และบริการของไทยให้เป็นที่ยอมรับ ผลักดันการส่งออกด้วยการตลาดนำการผลิต สร้างความเข้าใจและใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น

 

ขนส่ง ลุยจัดระเบียบรถสาธารณะ แค่ ส.ค.เดือนเดียว พบแท็กซี่ทำผิด 880 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ย. 2559 16:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/721260

 

ขนส่ง เผยผลการจัดระเบียบรถโดยสารสาธารณะ เดือน ส.ค.59 เขต กทม. พบแท็กซี่กระทำความผิดสูงสุด 880 ราย รองลงมารถตู้โดยสาร 298 จยย.สาธารณะอีก 148 ราย พร้อมเปรียบเทียบปรับสูงสุดทุกราย ย้ำ รถโดยสารสาธารณะ ต้องให้บริการที่ดี มีความปลอดภัย เพื่อให้ ปชช.มีความมั่นใจในการใช้บริการ…

วันที่ 13 ก.ย.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงผลการจัดระเบียบรถแท็กซี่ รถตู้โดยสารสาธารณะ และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ภายในเขตกรุงเทพมหานคร ด้วยการตรวจสอบการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยตามนโยบายของรัฐบาล เฉพาะเดือนสิงหาคม 2559 ดำเนินการตรวจสอบการให้บริการรถโดยสารสาธารณะทั้ง 3 ประเภท รวมทั้งสิ้น 16,798 ราย พบการกระทำความผิดรวม 1,326 ราย ประกอบด้วย เป็นการตรวจสอบรถแท็กซี่ จำนวน 9,910 ราย โดยพบการกระทำความผิด 880 ราย ความผิดส่วนใหญ่ ได้แก่ ใช้รถไม่ตรวจรอบมิเตอร์ตามที่กำหนด จำนวน 282 ราย ใช้รถไม่จดทะเบียนหรือไม่ชำระภาษี จำนวน 205 ราย นำรถแท็กซี่หมดอายุมาใช้ จำนวน 96 ราย ขับรถไม่แสดงใบอนุญาตหรือสำเนาคู่มือรถ จำนวน 76 ราย และปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร จำนวน 69 ราย เป็นต้น

สำหรับการตรวจสอบการให้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะ จำนวน 5,949 ราย พบการกระทำความผิด จำนวน 298 ราย ความผิดส่วนใหญ่ ได้แก่ ใช้ความเร็วเกิดอัตราที่กฎหมายกำหนด จำนวน 100 ราย นำรถออกนอกเส้นทางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 51 ราย ไม่นำรถเข้าตรวจสภาพตามระยะเวลาที่กำหนด จำนวน 31 ราย อุปกรณ์ส่วนควบของตัวรถไม่มั่นคงแข็งแรงหรือไม่ถูกต้อง จำนวน 25 ราย แก้ไขดัดแปลงเพิ่มจำนวนที่นั่ง จำนวน 7 ราย เป็นต้น

ในส่วนของการตรวจสอบการให้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะ จำนวน 939 ราย พบการกระทำความผิด จำนวน 148 ราย ยังคงพบการฝ่าฝืนนำรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการ จำนวน 112 ราย ไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง จำนวน 31 ราย ไม่แสดงใบอนุญาตขับรถจำนวน 3 ราย และใช้รถไม่จดทะเบียนหรือไม่ชำระภาษี จำนวน 2 ราย

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามข้อหาความผิดทุกราย พร้อมบันทึกประวัติการกระทำผิดไว้ที่ศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะ และผู้กระทำความผิดทุกคนต้องเข้ารับการอบรมเพื่อสร้างจิตสำนึกการให้บริการที่ดี ปรับปรุงพฤติกรรมการให้บริการให้มีคุณภาพ และป้องกันการกระทำความซ้ำซาก โดยกรมการขนส่งทางบกมีมาตรการพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถสาธารณะ สำหรับผู้กระทำความผิดที่ไม่มีการพัฒนาปรับปรุงการให้บริการ โดยเฉพาะความผิดซ้ำซากในข้อหาความผิดเดิม เพื่อคัดกรองผู้ขับรถที่ไม่มีคุณภาพ ออกจากระบบการให้บริการรถโดยสารสาธารณะของประเทศ

สำหรับกรณีแท็กซี่สิ้นอายุการใช้งาน ได้ดำเนินการยึดแผ่นป้ายทะเบียนไว้เพื่อป้องกันการนำรถให้บริการประชาชน ซึ่งการฝ่าฝืนใช้รถแท็กซี่สิ้นอายุการใช้งานส่วนใหญ่จะพบให้บริการอยู่ในพื้นที่รอบนอกกรุงเทพมหานคร เช่น มีนบุรี นนทบุรี จึงขอให้ประชาชนที่จะใช้บริการตรวจสอบเบื้องต้นด้วยการสังเกตสภาพรถที่อาจเก่าหรือทรุดโทรมผิดปกติ ไม่มีป้ายวงกลมแสดงการต่อทะเบียน เนื่องจากการใช้บริการรถที่ผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นรถแท็กซี่สิ้นอายุ รถแท็กซี่ป้ายดำ รถจักรยานยนต์ป้ายดำ ผู้โดยสารจะไม่ได้รับความคุ้มครองและยากต่อการติดตามตัวในกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือการให้บริการไม่พึงประสงค์ โดยสามารถแจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน โทร.1584 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

‘พิเชฐ’ ยก 3 ฉาก เปลี่ยนผ่านประเทศ ชี้ ประชาชนอยู่ได้ด้วยนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ย. 2559 14:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/721085

 

รมว.วิทยาศาสตร์ฯ เผย เด็กยุคใหม่ต้องมีการปรับตัวให้ทันโลก ยก 3 ฉากเปลี่ยนผ่านประเทศ “เกาเหลาไม่งอก-น้ำพริกปลาทู-ต้มยำกุ้งน้ำโขง” พร้อมระบุ ประชาชนอยู่ได้ด้วยนวัตกรรม มุ่งแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิตและส่งออก…

วันที่ 13 ก.ย.59 ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า เด็กที่เกิดและเติบโตในยุคนี้จะต้องมีการปรับตัวให้ทันโลก เนื่องจากมีหลากหลายมิติที่ไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะมันคือความเป็นความตายและความอยู่รอดของเศรษฐกิจ วันนี้เรามาตั้งหลักดูว่า ในอีก 3-4 ปี ข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร และจะสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไทยได้อย่างไรจึงจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ได้โดยไม่รู้สึกแปลกแยก ช่วงเวลานี้เป็นเป็นช่วงเวลาที่เราทุกคนต้องเลือกว่าจะบินต่อไปให้สูง หรือว่าจะไปพะวักพะวงอยู่กับทิฐิ หรือปัญหาแบบเดิมอยู่


ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า การได้มีโอกาสทำงานในรัฐบาลตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เห็นว่ารัฐบาลสามารถปรับเปลี่ยนได้หลายสิ่งบนอุปสรรคหลายอย่าง ที่ยังคงซ่อนอยู่ใต้พรม ตอนนี้รัฐบาลกำลังรื้อพรมเพื่อดูว่ามีอะไรที่ยังติดขัดเป็นปัญหา เพื่อที่จะแก้ไขให้ได้ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่นับจากนี้ เราจึงเห็นความร่วมมือของหลายกระทรวง หลายหน่วยงานได้ร่วมสร้างปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเป็นคือการทำงานในรูปของประชารัฐ โดยความร่วมมือของรัฐบาล เอกชน และภาคประชาสังคม ประคับประคอง พยุงให้ประเทศเดินต่อไปได้

นอกจากนี้ ยังได้ยกตัวอย่างการกำหนดซีนนารีโอ แพลนนิ่ง หรือ ฉากทัศน์ ของประเทศไทย ที่ได้ทำงานร่วมกับสถาบันคลังสมองของชาติ ศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค และสํานักงานนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เมื่อหลายปีก่อน โดยได้จัดทำภาพอนาคตประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งก็คือปี 2562 ที่เป็นไปได้มากที่สุด 3 แบบ คือ 1. เกาเหลาไม่งอก 2. น้ำพริกปลาทู และ 3.ต้มยำกุ้งน้ำโขง โดยฉากแรก เกาเหลาไม่งอก เปรียบได้กับภาวะที่เรายินดีกับสิ่งที่ประเทศกำลังเผชิญ หรือชาเฉยกับสิ่งเหล่านั้น แล้วปล่อยให้เกิดสงครามกลางเมือง หากเลือกแบบนั้น วันนี้เราจะไม่มีสีหน้าแบบนี้ ประเทศชาติคงตึงเครียดไปทุกระบบ ทั้งสังคม วัฒนธรรม ลุกลามไปถึงเศรษฐกิจจากฐานรากจะพังพินาศ


เกาเหลาไม่งอก เปรียบได้กับภาวะที่เรายินดีกับสิ่งที่ประเทศกำลังเผชิญ หรือชาเฉยกับสิ่งเหล่านั้น แล้วปล่อยให้เกิดสงครามกลางเมือง

ส่วนสถานการณ์ที่ 2 คือ น้ำพริกปลาทู หรือเปลี่ยนได้กับยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่มี 3 เสาหลักเป็นส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่ สังคมไทยที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยการใช้เทคโนโลยีมาเชื่อมโยงเป็นความยั่งยืนที่เกิดจากภายใน สถานการณ์ที่ 3 คือ ต้มยำกุ้งน้ำโขง เราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เรามีเครือข่ายเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือที่เรียกว่า CLMVT ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และไทย ให้พัฒนาไปพร้อมๆ กัน แบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง


ต้มยำกุ้งน้ำโขง เราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เรามีเครือข่ายเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือที่เรียกว่า CLMVT

“ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องตั้งหลัก ตั้งโจทย์ให้ถูกทาง เราจะไม่มุ่งส่งออกพืชผลทางการเกษตรเป็นอันดับ 1 แต่ในทางกลับกันเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ยังคงยากจน แต่เราจะมุ่งแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิตและส่งออก เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูง เกษตรกรอยู่ได้ เหมือนเช่นที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ผลักดันให้เกิดโครงการเมืองนวัตกรรมอาหาร ก็เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว และเป็นหนึ่งโครงการของรัฐบาลที่จะทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร เติบโตอย่างก้าวกระโดด” รมว.วิทยาศาสตร์ฯ กล่าว.

 

‘พิชัย’ โวยส่งออกติดลบ จี้ รบ.แจงทางแก้ ศก. ช่วงแถลงผลงาน 2 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ย. 2559 11:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720923

 

พิชัย นริพทะพันธุ์ โวยส่งออกติดลบต่อเนื่อง ลงทุนในประเทศหดหาย เรียกร้องรัฐบาล ชี้แจงแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจในการแถลงผลงาน 2 ปี …

วันที่ 13 ก.ย. 59 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลกำลังจะแถลงผลงาน 2 ปี จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้แถลงด้วยว่า จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในอนาคตอย่างไร โดยที่สองปีที่ผ่านมา การส่งออกที่แท้จริงติดลบมาตลอด 19 เดือน และยังมีแนวโน้มที่จะติดลบต่อเนื่องอีก ปีนี้ที่บอกว่าการส่งออกจะโต 5% กลับเป็นจะติดลบ 2% และจะติดลบมากขึ้น ถ้าหักลบการส่งออกทองคำ หลังจากที่ปีที่แล้วการส่งออกติดลบแล้ว 5.78% แล้วที่บอกว่าปีหน้า การส่งออกจะโต 3% ก็อาจจะเป็นไปได้ยาก อีกทั้ง การลงทุนจากต่างประเทศก็หดหายไปจนเกือบหมด ซึ่งจะทำให้การส่งออกในอนาคตลดลงตามไปด้วย จะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร

“การที่อ้างว่า มีการขอการส่งเสริมการลงทุนกันเพิ่มขึ้น แต่ความจริงคือ มีแต่การขอ แต่ไม่มีการลงทุนที่แท้จริงเลย ซึ่งจะส่งผลให้ไม่มีการจ้างงาน และปัญหาว่างงานจะเพิ่มขึ้นมาก รัฐบาลจะแก้ไขอย่างไร แถมการลงทุนขนาดใหญ่ในภาครัฐก็ยังล่าช้า โดยประชาชนส่วนใหญ่กำลังลำบาก เพราะรายได้ลดลงอย่างมาก และการที่รัฐบาลอ้างว่า เศรษฐกิจดีทำให้หุ้นขึ้น แต่ตอนนี้หุ้นกลับตกลงกว่า 100 จุดแล้ว จากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ไม่รองรับ แล้วรัฐบาลจะว่าอย่างไร”

นอกจากนี้การที่รัฐบาลจะพยายามปรับปรุงประเทศ โดยเสนอแนวทางประเทศไทย 4.0 แต่กลับยังสับสนและไม่มีทิศทางที่แน่นอน เหมือนรัฐบาลเองก็ยังไม่เข้าใจว่า จะปรับเปลี่ยนประเทศให้พัฒนาได้อย่างไร การใช้เทอมว่าเป็น 4.0 ก็แสดงว่าจะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้อยู่เสมอ แต่กลับไปทำยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่ห้ามเปลี่ยนแปลง แถมยังลงรายละเอียดในแต่ละกระทรวง ซึ่งจะเป็นปัญหาในอนาคต จึงอยากให้รัฐบาลได้พัฒนากรอบคิดให้ดี และดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ในการพัฒนาประเทศมากกว่าจะเป็นแค่คำเรียกเก๋ๆ ที่ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติใดๆ และประชาชนกลับลำบากมากขึ้นทุกวัน โดยอยากเห็นแนวทางที่รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม.

 

รฟม. แจง รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อสายหลักสะดวก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ย. 2559 10:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720913

 

รฟม. แจง ปมรถไฟฟ้าสายสีเหลืองไม่เชื่อมต่อสายสีเขียว ปชช.หวั่นซ้ำรอยสายสีม่วง เผย ได้ออกแบบเป็นขนส่งมวลชนขนาดรอง เส้นทางสามารถเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายหลักได้อย่างสะดวก …

เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 59 ตามที่มีกระแสข่าวปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ประเด็นเรื่อง โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว–สำโรง มีแนวเส้นทางไม่เชื่อมต่อกับแนวเส้นทางของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต ทำให้ผู้ใช้บริการต้องเดินทางหลายต่อ ซึ่งอาจส่งผลให้มีแนวโน้มที่จะขาดทุน เมื่อเปิดให้บริการเช่นเดียวกับรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (รถไฟฟ้าสายสีม่วง) เนื่องจากการเดินทางไม่สะดวกนั้น

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ชี้แจงว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว–สำโรง (สายสีเหลืองฯ) เป็นโครงการตามแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 ที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กำหนดแนวเส้นทาง และศึกษาออกแบบเบื้องต้นไว้เมื่อปี 2552 โดยออกแบบให้เส้นทางของรถไฟฟ้าสายสีเหลือง เป็นขนส่งมวลชนขนาดรอง (Feeder Line) ทำหน้าที่ป้อนผู้โดยสารเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนหลัก (Main Line) 4 สาย เข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ได้แก่ รถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ส่วนตะวันออก) ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ–มีนบุรี (สายสีส้ม) Airport Rail Link และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง–สมุทรปราการ (สายสีเขียว)

ต่อมา เมื่อ รฟม. ในฐานะหน่วยงานปฏิบัติ ได้รับมอบผลการศึกษาออกแบบจาก สนข. มาแล้ว รฟม. ได้ศึกษาทบทวนในรายละเอียดเท่าที่จำเป็น เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ในปัจจุบันที่แตกต่างไปจากเมื่อครั้งที่ สนข. ศึกษาฯ อีกครั้งหนึ่ง ผลการศึกษาทบทวนฯ พบว่า ผู้โดยสารของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ส่วนใหญ่จะเดินทางด้วยระยะทางสั้นๆ เพื่อเปลี่ยนถ่ายการเดินทางกับรถไฟฟ้าสายหลัก สอดคล้องกับคุณลักษณะของแนวเส้นทางที่ออกแบบให้เป็น Feeder Line ในการนี้ รฟม. จึงได้ออกแบบให้ผู้โดยสารสายสีเหลือง สามารถเดินทางเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายหลักได้อย่างสะดวก ดังนี้

1) สถานีรัชดา เชื่อมต่อโดยตรงกับอาคารจอดรถ 9 ชั้น และสถานีลาดพร้าวของสายเฉลิมรัชมงคล

2) สถานีลำสาลี มีทางเดินเชื่อมต่อกับสถานีลำสาลีของสายสีส้ม

3) สถานีพัฒนาการ มีทางเดินยกระดับเชื่อมต่อโดยตรงกับสถานีหัวหมากของ Airport Rail Link

4) สถานีสำโรง มีทางเดินยกระดับเชื่อมต่อโดยตรงกับสถานีสำโรงของสายสีเขียว

ทั้งนี้ กรณีที่มีแนวคิดเสนอให้มีการต่อขยายแนวเส้นทางของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ไปเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางเชื่อมต่อได้สะดวก โดยเสนอให้ต่อขยายไว้ 2 แนวทาง คือ 1) ให้ต่อขยายจากสถานีรัชดา ไปตามแนวถนนลาดพร้าว และเชื่อมต่อกับสถานีห้าแยกลาดพร้าว 2) ให้ต่อขยายจากสถานีรัชดาไปตามแนวถนนรัชดาภิเษก และเชื่อมต่อกับสถานีรัชโยธินนั้น ในทางด้านเทคนิค พบว่า ใต้แนวถนนลาดพร้าวจากแยกรัชดา-ลาดพร้าว ไปถึงแยกตัดกับถนนพหลโยธิน มีอุโมงค์รถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคลอยู่แล้ว การก่อสร้างโครงสร้างยกระดับบนถนนลาดพร้าวเหนือแนวอุโมงค์ จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะกระทบต่อความปลอดภัยของโครงสร้างอุโมงค์ ดังนั้น ทางเลือกที่ 1 จึงไม่เหมาะสมที่จะดำเนินการอย่างยิ่ง

ส่วนทางเลือกที่ 2 รฟม. ได้ออกแบบโครงสร้างของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ให้สามารถต่อขยายเส้นทางไปตามถนนรัชดาภิเษกได้อยู่แล้ว หากในอนาคตสภาพการณ์ต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป และปรากฏว่ามีความเหมาะสมที่สมควรจะต่อขยายเส้นทางออกไปอีก รฟม. จะได้ศึกษาออกแบบเพื่อต่อขยายต่อไป

 

ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 22,500

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ย. 2559 09:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720838

 

ทองเปิดตลาดวันที่ 13 ก.ย. 59 ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,900 ขายออกบาทละ 22,000 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,512.04 ขายออกบาทละ 22,500 บาท …

เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.21 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,900.00 บาท ขายออกบาทละ 22,000.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,512.04 บาท ขายออกบาทละ 22,500.00 บาท

 

ลุ้นบอร์ดพีพีพีไฟเขียวบริหารมอเตอร์เวย์ ประเคนเอกชนบำรุงและเก็บค่าผ่านทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ย. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720663

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีวาระการประชุมเพื่อพิจารณาโครงการบริหารจัดการและบำรุงรักษาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) 2 โครงการ ได้แก่ มอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา และโครงการมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ของกรมทางหลวง โดยให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางและบำรุงรักษามอเตอร์เวย์ทั้ง 2 เส้นทาง มีมูลค่ารวม 15,000 ล้านบาท ระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี

ทั้งนี้ โครงการมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา ระยะทาง 205.12 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 76,600 ล้านบาท ส่วนโครงการมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 106.27 กม. วงเงินรวม 49,120 ล้านบาท โดยคาดว่าทั้ง 2 โครงการจะเปิดให้บริการได้ในปี 63 อย่างไรก็ตาม มติ ครม.ที่ผ่านมาได้เห็นชอบการปรับแผนการดำเนินงานโครงการมอเตอร์เวย์ทั้งสองเส้นทาง จากเดิมให้กระทรวงการคลังจัดหาแหล่งเงินกู้ เป็นการใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 59-63 ตามข้อเสนอของสำนักงบประมาณ.

 

นักธุรกิจไทยเจ๋งแห่ช็อปกิจการต่างชาติ 7 เดือนเฉียด 4 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720658

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานตัวเลขการออกไปลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุน และนักธุรกิจไทย 7 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.59) ทั้งจากการออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ และการลงทุนในตราสารหนี้ และตราสารทุนในต่างประเทศ มียอดเงินทุนออกไปลงทุนในต่างประเทศสุทธิ 11,224 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทย 381,616 ล้านบาท (34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)

ทั้งนี้ เป็นการลงทุนโดยตรงในกิจการในต่างประเทศ 9,452 ล้านเหรียญ หรือ 321,368 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อหุ้นกิจการในต่างประเทศ เพื่อเป็นพันธมิตรขยายธุรกิจ และการลงทุนตั้งโรงงานเพื่อย้ายฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา มียอดลงทุน 10,568 ล้านเหรียญ ขณะที่การลงทุนในตราสารทุน และตราสารหนี้ในต่างประเทศ มีเงินทุนออกไปลงทุนทั้งสิ้น 1,772 ล้านเหรียญ หรือ 60,248 ล้านบาท โดยเป็นการออกไปลงทุนในตราสารทุน 641 ล้านเหรียญ และลงทุนตราสารหนี้ทั้งสิ้น 1,131 ล้านเหรียญ

สำหรับแนวโน้มของการไปลงทุนต่างประเทศนั้น เนื่องจาก ธปท.ได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์การนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้การออกไปลงทุนในต่างประเทศง่าย สะดวกมากขึ้น รวมทั้งสามารถลงทุนได้ในวงเงินที่สูงขึ้น เช่น การขยายวงเงินซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ ซึ่งทำให้การลงทุนเพื่อย้ายฐานการผลิตทำได้สะดวกมากขึ้น และมองว่าโอกาสที่ธุรกิจไทยจะไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศยังมีต่อเนื่อง ส่วนกรณีการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ต่างประเทศนั้น ธปท.ได้ทยอยผ่อนคลายกฎเกณฑ์แล้ว เชื่อว่าจะมีการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน.