สายการบินใหม่รุมตอมไทย กพท.มั่นใจปี 60 ไอเคโอปลดล็อกธงแดงชัวร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720653

 

กพท. ลั่น! หลังปลดล็อกธงแดงปีหน้า มี 10 สายการบินใหม่ ที่ขอใบอนุญาตประกอบการบินในไทย เตรียมสยายปีกทันที ขณะที่การตรวจสอบเพื่อออกใบอนุญาตเดินอากาศ ล่าสุด เริ่มกระบวนแรกแล้ว คาดตรวจเสร็จทั้ง 25 สายการบินเดือน ก.พ.60 ยันระหว่างการตรวจสอบ หากสายการบินใดติดปัญหา ถูกตัดสิทธิ์ใบอนุญาตทันที ด้านแอร์เอเชียพร้อมลุยธุรกิจการบิน ไม่หวั่นคู่แข่ง

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมกระบวนการตรวจสอบเพื่อออกใบอนุญาตเดินอากาศ (Re-AOC) จำนวน 25 สายการบิน ของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ว่า กพท. เริ่มขั้นตอนตรวจสอบสายการบินแล้ว มั่นใจว่าสายการบินที่ กพท.ออกใบรับรองให้ มีความปลอดภัยแน่นอน ทั้งนี้ กพท. แบ่งกลุ่มตรวจสอบเป็น 4 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก เป็นสายการบินที่มีส่วนแบ่งการตลาด 70% มี 8 สายการบิน ได้แก่ การบินไทย, บางกอกแอร์เวย์ส,ไทยแอร์เอเชีย, ไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์, นกแอร์, นกสกู๊ต, เคมายล์ และโอเรียนท์ไทยแอร์ไลน์

ส่วนกลุ่มที่ 2 มี 8 สายการบิน ได้แก่ ไทยสมายล์, สยามแอร์, เจ็ตเอเชีย, อาร์แอร์ไลน์, เอเชียแอตแลนติก, ไทยเวียตเจ็ต, ไทยไลออนแอร์, และนิวเจนแอร์ ขณะที่กลุ่มที่ 3 มี 7 สายการบิน ได้แก่ เอ็มเจ็ท, ทาชแอร์, เอซีเอวิเอชั่น, แอดวานซ์เอวิเอชั่น, วีไอพีเจ็ต, เอชเอส เอวิเอชั่น และสยาม-แลนด์ฟายอิ้ง และกลุ่มที่ 4 มี 2 สายการบิน คือ ซิตี้แอร์ และไทยเอ็กเพรสแอร์ คาดว่า กระบวนการขั้นตอนที่ 1 และ 2 จะแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ แต่กระบวนการทั้งหมดคาดจะแล้วเสร็จในเดือน ม.ค.-ก.พ.60 “จะปลดธงแดงได้เมื่อใด ต้องดูองค์ประกอบอื่นด้วย เช่น การเพิ่มบุคลากรด้านผู้ตรวจสอบ การปรับโครงสร้างองค์กร และการแก้ไขกฎหมายการเดินอากาศ โดยเราต้องพร้อม 100% เพราะการตรวจสอบซ้ำ ต้องผ่านอย่างเดียว”

ด้านนายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) และรักษาการผู้อำนวยการ กพท.กล่าวว่า กพท. ได้เริ่มกระบวนการตรวจสอบ Re-AOC ในขั้นตอนแรกคือ การตรวจเอกสารตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย.59 และคาดว่าขั้นตอนทั้งหมดจะทยอยแล้วเสร็จพร้อมออกใบอนุญาตให้ 8 สายการบินในกลุ่มแรกได้ภายในเดือน ก.พ.60 ซึ่ง กพท.จะรายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาไปยังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO หรือไอเคโอ) เพื่อขอให้พิจารณาปลดล็อกธงแดงภายในปีหน้า

โดยหากไอเคโอเห็นชอบการแก้ปัญหา และการตรวจสอบออกใบอนุญาตใหม่แล้ว จะส่งผลให้ไทยมีมาตรฐานตรวจสอบสายการบินที่เป็นสากล และเริ่มออกใบอนุญาตใหม่ให้กับสายการบินรายใหม่ ที่ขอทำการบินในไทยได้ในปีหน้าเป็นต้นไป ขณะนี้ พบว่า มีสายการบินใหม่ยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการเดินอากาศ (AOL) ในไทยแล้ว 10 ราย และอยู่ระหว่างเตรียมการอบรมบุคลากรเพื่อเปิดกิจการ แต่ยังไม่สามารถดำเนินกิจการได้ เพราะ กพท. ต้องตรวจสอบสายการบินเดิม 25 สายให้เสร็จก่อน อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนแรก หากสายการบินใดติดปัญหาเอกสาร หรือไม่สามารถหาเอกสารประกอบข้อมูลเพิ่มเติมตามระเบียบได้ กพท.จะตัดสิทธิ์ใบอนุญาตทันที

“เมื่อตรวจสอบสายการบินลอตเก่าเสร็จตามมาตรฐานใหม่แล้ว จะตรวจสอบเพื่อออกใบอนุญาตสายการบินลอตใหม่ในปีหน้า จากปัจจุบันได้ใบอนุญาตประกอบกิจการ หรือไลเซ่นส์แล้วประมาณ 10 ราย แต่ยังไม่สามารถทำการบินได้ เพราะยังไม่ได้รับ AOL ดังนั้น ปีหน้าจะเริ่มเห็นสายการบินใหม่ๆเกิดขึ้นในไทย”

สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบออกใบอนุญาตตามมาตรฐานใหม่ ขั้นตอนที่ 2 คือ การเชิญสายการบินเข้ามาประชุมหารือนั้น เมื่อวันที่ 12 ก.ย.59 กพท. ได้นัดหารือร่วมกับ 3 สายการบินที่มีความพร้อมดำเนินการก่อน คือ สายการบินไทย บางกอกแอร์เวย์ส และไทยแอร์เอเชีย ซึ่ง กพท.จะทยอยตรวจสอบสายการบินที่ทำการบินระหว่างประเทศในปัจจุบันให้ครบ 25 สายการบินภายใน 2 สัปดาห์นี้ โดยจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 8 ราย ส่วนขั้นตอนที่ 3 จะตรวจสอบเอกสารของแต่ละสายการบิน

หากสายการบินใดยังขาดข้อมูลประกอบ กพท.จะให้เวลาดำเนินการ 20 วัน ก่อนพิจารณาตัดสิทธิ์ใบอนุญาต เพื่อเริ่มขั้นตอนที่ 4 ตรวจภาคปฏิบัติ ซึ่งจะลงพื้นที่ทั้งในส่วนของสำนักงานของสายการบิน ศูนย์ซ่อมบำรุงและการปฏิบัติการบิน และสุดท้ายขั้นตอนที่ 5 เป็นการออกใบอนุญาตให้สายการบินใหม่ตามมาตรฐานไอเคโอ

“การตรวจสอบสายการบินขั้นตอนแรกในวันนี้ (12 ก.ย.) กพท.จะนำผลไปรายงานให้กระทรวงคมนาคมของสหภาพยุโรป (อียู) หรือ DG Move : Directorate General Mobility and Transportations ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และผู้บริหารองค์การความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป (European Aviation Safety Agency) หรือ EASA ทราบ”

ขณะที่นายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า หลังจากมาหารือกับ กพท.ครั้งแรก มั่นใจว่าไทยแอร์เอเชีย และไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ พร้อมที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ และทดสอบ ทั้งในเรื่องของเอกสาร และฝ่ายปฏิบัติ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลทางด้านการบิน ส่วนเรื่องที่หลังจากปลดล็อกธงแดงในปีหน้า และมีสายการบินกว่า 10 สายการบินสนใจขอใบอนุญาตประกอบการบิน ซึ่งจะทำให้ธุรกิจการบินมีการแข่งขันขึ้นนั้น ต้องมาดูว่า กพท.จะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นหรือไม่ ส่วนไทยแอร์เอเชียพร้อมทำธุรกิจทางด้านการบินอยู่แล้ว.

 

ปัดฝุ่นที่ดินหมอชิตเก่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720643

 

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมการตามมาตรา 72 ของ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 ที่มีนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติให้บริษัท บางกอกเทอร์มินอล จำกัด เดิมคือบริษัท ซันเอสเตทส์ จำกัด ผู้รับสัมปทานโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุหมอชิตจำนวน 18 ไร่ ที่อยู่บนถนนพหลโยธิน หรือสถานีหมอชิตเก่า ตั้งแต่เมื่อปี 2539 ให้เป็นผู้บริหารและพัฒนาที่ดินราชพัสดุหมอชิตต่อไป หลังจากไม่มีข้อยุติได้มานานถึง 20 ปี

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบในเร็วๆนี้ โดยในระหว่างนี้บริษัทบางกอกเทอร์มินอล ต้องออกแบบรายละเอียดให้แล้วเสร็จและส่งแบบให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) พิจารณา คาดว่าภายในเดือน ม.ค.2560 จะสามารถลงนามในสัญญาได้ ภายใต้เงื่อนไขหลักสำคัญคือ มูลค่าโครงการจากเดิม เมื่อปี 2539 มีมูลค่า 18,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26,000 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 550 ล้านบาท และค่าเช่าที่ดิน 57 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาสัญญา 30 ปี โดยทยอยจ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนค่าปรับเป็นเงิน 1,000 ล้านบาท ในการก่อสร้างตอม่อที่จอดรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ลงทุนไปก่อนหน้านี้ และกระทรวงการคลังได้ชดใช้ให้ไปแล้ว ทางบริษัทบางกอกฯตกลงจะจ่ายหนี้เงินต้นและพร้อมดอกเบี้ยเพื่อยุติปัญหาทั้งหมด.

 

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง หลัง จนท.เฟด ค้านรีบขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ย. 2559 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720695

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันจันทร์ หลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับการรีบขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 12 ก.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 239.62 จุด หรือ 1.32% ปิดที่ 18325.07 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 31.23 จุด หรือ 1.47% ปิดที่ 2159.04 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 85.98 จุด หรือ 1.68% ปิดที่ 5211.89 จุด

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นหลังจาก นางลาเอล เบรนาร์ด ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ กล่าวว่า เฟดควรมีแนวทางการขึ้นดอกเบี้ยทีละเล็กน้อย และค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวกระชับนโยบายล่วงหน้า ตรงข้ามกับคำพูดในวันศุกร์ของนายธนาคารหลายคนของเฟด ที่หนุนการขึ้นดอกเบี้ยโดยเร็ว ซึ่งทำให้หุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก

 

ฟื้นเชื่อมั่นเงินออนไลน์ 4 หน่วยงานผนึกกำลังงัด 5 แนวทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720638

 

กสทช.-ธปท.-สมาคมธนาคาร-ค่ายมือถือ ผนึกกำลังฟื้นความเชื่อมั่นธุรกรรมการเงินออนไลน์ ย้ำมือถือหรือซิมหายให้แจ้งธนาคารพาณิชย์ที่ใช้บริการก่อน เพื่อระงับบริการ จากนั้นแจ้งค่ายมือถือ เพื่อขอซิมการ์ดใหม่ โดยทั้งสองกรณีจะต้องแสดงตัวตนพร้อมบัตรประชาชน เพื่อป้องกันสวมรอย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 ก.ย.59 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ประชุมร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการธุรกรรมทางการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยใช้เวลาในการหารือราว 1 ชั่วโมง

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ถือเป็นครั้งแรกทั้ง 4 หน่วยงานได้หารือกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการทางการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงการยกระดับการสร้างความเข้าใจให้ประชาชนด้วย โดยนับจากนี้ไปจะมีความร่วมมือในการทำงานอย่างใกล้ชิด ทั้งการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และหาแนวทางป้องกันปัญหาในอนาคต และการหารือครั้งนี้ไม่ใช่ลักษณะวัวหายแล้วล้อมคอก เพราะระบบการป้องกันที่ธนาคารและค่ายมือถือมีอยู่ ถือว่าเป็นระบบที่ดี แต่เพราะคนโกงมักจะหาช่องทางต่างๆมาโกง ดังนั้นทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพื่อป้องกันการโจรกรรมการเงินออนไลน์

สำหรับการประชุมครั้งนี้มีข้อสรุปที่จะทำร่วมกันมี 5 เรื่อง คือ 1.กรณีโทรศัพท์มือถือที่ผู้บริโภคนำไปใช้กับบริการทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นบริการพร้อมเพย์ บริการโมบายแบงก์กิ้ง และอินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง เกิดการสูญหาย ขอให้ผู้ใช้บริการแจ้งไปยังธนาคารพาณิชย์ที่ใช้บริการให้รับทราบและยกเลิกบริการดังกล่าวก่อนโดยไม่ต้องแจ้งความที่สถานีตำรวจ 2.แจ้งค่ายมือถือเพื่อออกซิมการ์ดใหม่ ซึ่งจะต้องแสดงตัวตนพร้อมบัตรประชาชน

3.กรณีที่พิสูจน์ได้ว่าผู้ใช้บริการได้แจ้งให้ธนาคารพาณิชย์ระงับบริการพร้อมเพย์, บริการโมบายแบงก์กิ้ง และอินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้งแล้ว ผู้ใช้บริการไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น 4. ในระหว่าง ที่ยังไม่มีระบบการเชื่อมต่อตรงระหว่างธนาคารพาณิชย์กับค่ายมือถือนั้น ให้ธนาคารพาณิชย์แจ้งเบอร์ โทรศัพท์ที่ใช้บริการพร้อมเพย์ บริการโมบายแบงก์กิ้ง และอินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้ง ให้ค่ายมือถือได้รับทราบ เพื่อดูแลเป็นพิเศษ 5.การออกซิมการ์ดใหม่สำหรับเลขหมายที่ใช้บริการพร้อมเพย์, บริการโมบายแบงก์กิ้ง และอินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้งนั้น ผู้ใช้บริการจะต้องมาด้วยตนเอง ไม่สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการ ได้ เพื่อป้องกันการสวมรอยและปลอมแปลงสำเนา

“มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น 6 เดือน ซึ่งในระหว่างนี้ทั้ง 4 หน่วยงานต้องร่วมทำงานกันอย่างใกล้ชิด ในการศึกษาและนำเสนอแนวทางรายละเอียด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการ โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตามนโยบายระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติหรือ เนชั่นแนล อี เพย์เม้นท์ของรัฐบาล ในระยะยาวต่อไป”

นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ธปท.มีการระแวดระวังเรื่องการโจรกรรมทางการเงินออนไลน์ตลอดเวลา และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่การโจรกรรมทางการเงินก็มีหลากหลายรูปแบบและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือการยกระดับการทำความเข้าใจในการใช้บริการทางการเงินออนไลน์ให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น

ขณะที่นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ปัจจุบันการโจรกรรมทางการเงินออนไลน์มีหลากรูปแบบ ล่าสุดมีการหลอกลวงผ่านเว็บไซต์ของธนาคารพาณิชย์ และมีการปลอมแปลงอีเมล ซึ่งธนาคารก็ได้แจ้งให้ประชาชนได้ทราบแล้ว ขณะเดียวกัน ก็ต้องไปแจ้งความดำเนินคดี เพื่อนำคนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

ด้านนายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นมติใหม่ เพื่อกำกับดูแลให้ดียิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมาไม่มีการหารือและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน และไม่เข้าใจในการให้บริการของกันและกัน แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นการทำความเข้าใจ การร่วมมือกัน น่าจะนำไปสู่ความมั่นคง ความเชื่อมั่น เชื่อถือให้กับประชาชนได้.

 

ใช้สิทธิ์ซื้อแอลพีจีราคาถูกลดลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720628

 

นายชิษณุพงศ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ นายกสมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) เปิดเผยว่า หลังจากที่รัฐบาลปล่อยให้ราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) สะท้อนกลไกตลาดโลก ทำให้ราคาได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดเดือน ก.ย.นี้ อยู่ที่ 20.29 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ส่งผลให้ไม่มีผู้มา ขอลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ซื้อแอลพีจีราคาเดิม 18.13 บาทต่อกก.ตามโครงการบรรเทาผลกระทบผู้มีรายได้น้อย จากการขึ้นราคาแอลพีจีเพิ่มเติม เนื่องจากส่วนต่างราคาเฉลี่ยถังละ 15 กิโลกรัม (กก.) แต่เดิมต่างกันถึง 100 บาทต่อถัง แต่ขณะนี้เหลือเพียง 30 บาทต่อถัง โดยเฉพาะภาคครัวเรือนพบว่ามีการใช้สิทธิ์เฉลี่ยลดลง

“โครงการนี้ ต้องการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วย รวม 7.68 ล้านราย ร้านค้าหาบเร่แผงลอยขายอาหาร 332,000 ราย ทำให้การใช้สิทธิ์ในภาพรวมลดลง โดยภาคครัวเรือนขอใช้สิทธิ์ 1-2% ผู้ค้ากลุ่มหาบเร่แผงลอยใช้สิทธิ์ 87% จากผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่แผงลอย จากเดิมกลุ่มนี้เคยใช้สิทธิ์ 90% หลังจากที่ราคาแอลพีจีเริ่มถูกลง และโครงการนี้รัฐบาลได้ต่ออายุไปจนถึงสิ้นปีนี้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเดือน ก.ย.นี้ มีผู้มาใช้สิทธิ์ในกลุ่มครัวเรือน 166,912 ราย จากผู้มีสิทธิ์ 7.45 ล้านราย หาบเร่แผงลอยมาใช้สิทธิ์ 172,544 รายจากผู้มีสิทธิ์ 374,000 ราย.

 

“เฟด” พ่นพิษตลาดหุ้นไทยดิ่ง 33 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720633

 

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า หุ้นไทยยังคงปรับตัวลงหนักจากแรงขายของนักลงทุนสถาบันในประเทศ และพอร์ตโบรกเกอร์ที่ขายออกมาหนักสุดกดดัชนีหุ้นไทยแดงเถือกมาปิดทำการที่ 1,411.85 จุด ลดลง 33.43 จุด หรือลดลง 2.31% ขณะที่มีมูลค่าการซื้อขาย 53,983.22 ล้านบาท โดยสถาบันในประเทศขายสุทธิ 3,290.54 ล้านบาท และพอร์ตโบรกเกอร์ขายสุทธิ 2,062.73 ล้านบาท โชคดีที่ต่างชาติยังคงเข้าซื้อ โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 3,424.32 ล้านบาท และรายย่อยซื้อสุทธิ 1,928.96 ล้านบาท

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า สาเหตุที่หุ้นไทยปรับตัวลงแรง มีปัจจัยหลักคือความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์หน้าหรือไม่ ทั้งนี้ในแง่ของปัจจัยทางเทคนิคปัจจุบันยังหาจุดกลับตัวของดัชนีหุ้นไทยไม่เจอ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้แม้จะมีแนวรับกี่แนวรับ ดัชนีหุ้นไทยก็หลุดแนวรับทั้งหมด อีกทั้งหุ้นไทยยังขาดข่าวดีใหม่ๆ เข้ามาหนุน ทั้งนี้แนะนำนักลงทุนชะลอการลงทุนจนกว่าจะซื้อขายเหนือ 1,450 จุด

นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงินตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากกรณีที่ดัชนีหุ้นไทยช่วงเดือน ก.ย. มีการปรับตัวลงแรง คาดว่าเป็นผลจากนักลงทุนขายทำกำไรหลังข่าวดีออกมาหมดแล้ว หรือ Sell On Fact โดยเฉพาะกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดี ประกอบกับตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน ส.ค. ดัชนีหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นถึง 20% ในสกุลเงินบาท และเพิ่มขึ้น 25% ในสกุลเงินดอลลาร์ โดยพฤติกรรมนักลงทุน คือขายเพื่อรักษากำไรและถือเงินสดเพื่อรอดูสถานการณ์ในช่วงที่เหลือว่าบริษัทจะเติบโตต่อเนื่องหรือไม่.

 

‘มิตซูบิชิ เอสเตท’ อสังหาฯแดนปลาดิบ ผู้พลิกโฉมย่านธุรกิจ ‘มารุโนอูจิ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/718180

 

“มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป” กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน “มารุโนอูจิ ” จากอาคารสำนักงานเก่าๆ ถูกเนรมิตให้เป็นตึกสูงระฟ้า สำนักงานอยู่ชั้นบน ส่วนชั้นล่างใช้เป็นห้างสรรพสินค้าและร้านอาหารต่างๆ มากมาย กลายเป็นย่านธุรกิจที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา…

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ได้มีโอกาสเข้าร่วมทริป “เอพี โอเพ่นเฮ้าส์” ที่นำนักศึกษาที่มีผลงานฝึกอบรมโดดเด่น เข้าดูงานเรียนรู้จากพันธมิตร บริษัทอสังหาฯ ชั้นนำตัวจริง ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น(‘เอพี ไทยแลนด์’ นำตัวแทนนักศึกษาดูงานกับ ‘MEC’ ที่ประเทศญี่ปุ่น) เพื่อไม่ให้พลาดประสบการณ์สำคัญ ก็เลยถือโอกาสแวะเยี่ยมชมอาคารภายใต้การพัฒนาของกลุ่ม มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป Mitsubishi Estate Group (MEC) ณ ย่านมารุโนอูจิ (Marunouchi) ย่านธุรกิจที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร พร้อมทั้งเรียนรู้ในกระบวนการการก่อสร้างภายใต้มาตรฐานระดับสากล


มุ่งหน้าสู่ย่านมารุโนอูจิ (Marunouchi) ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเงินของโตเกียว

อาคาร Eiraku คือที่แรกที่เราเดินทางมาถึง ตั้งอยู่บนทำเลใจกลางย่าน มารุโนอูจิ (Marunouchi) เขตศูนย์กลางทางธุรกิจสำคัญของมหานครโตเกียว อาคารแห่งนี้เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป Mitsubishi Estate Group (MEC) ได้รับการออกแบบโดย บริษัท Mitsubishi Jisho Sekkei บริษัทสถาปนิกในเครือ MEC ที่มีผลงานการออกแบบอาคารสำคัญๆ ทั้งในและนอกประเทศญี่ปุ่น


MUFG หนึ่งในบริษัทหลักของมิตซูบิชิกรุ๊ป ถือเป็นบริษัทการเงินที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

ความน่าสนใจของอาคาร Eiraku คือ การออกแบบภายใต้การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างสูงสุด อาทิ กำแพงสีเขียว และขนาดพื้นที่สีเขียวภายในอาคาร ซึ่งภายในตัวอาคารมีการเลือกใช้ไฟ LED เพื่อตอบรับแนวทางเพื่อการประหยัดพลังงาน และอาคารหลังนี้ได้รับรางวัล S-Class on CASBEE (Comprehensive Assessment System for Build Environment Efficiency: Japanese standard) อีกทั้ง ชั้นใต้ดินยังสามารถเชื่อมต่อไปยัง Underpass หรือ ระบบโครงข่ายทางเดินใต้ดินซึ่งได้มีการวางผังที่เชื่อมต่อพื้นที่ทั้งหมดในย่าน Marunouchi ทำให้สามารถเดินทางระหว่างอาคารถึงสถานีโตเกียวได้อย่างสะดวก


ออกแบบภายใต้การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างสูงสุด

ถัดมาคือ อาคาร Shin-Marunouchi Building เป็นการอนุรักษ์โครงสร้างสถาปัตยกรรมเดิมของอาคาร Shin-Marunouch ไว้อย่างสมบูรณ์ ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมรองรับพนักงานในย่าน Marunouchi อาทิ ห้องประชุม และห้องออกกำลังกาย โดดเด่นด้วย Ecozzeria พื้นที่ส่วนกลางที่พร้อมอำนวยความสะดวกภายในตัวอาคาร ออกแบบด้วยแนวคิดการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ภายใต้การทำงานร่วมกันของหลากหลายองค์กร อาทิ ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ องค์กรการศึกษา และชุมชนในการเป็นสื่อกลางในการส่งต่อแนวคิดการอนุรักษ์และการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ หน่วยงาน EGG JAPAN (Entrepreneur Group for Growing Japan) บริการให้พื้นที่สำหรับธุรกิจใหม่ อีกทั้งให้บริการการปรึกษาและพร้อมรองรับพื้นที่การจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ


หากขึ้นมาที่ชั้น 7 ในตึกชินมารุ จะได้เห็นตึกของสถานีรถไฟโตเกียวทั้งหลังอย่างเต็มตา

ตึกสถานีมารุโนะอุจิ สมบัติล้ำค่าทางวัฒนธรรมของประเทศ ตั้งอยู่ที่สถานีรถไฟใจกลางญี่ปุ่น

เดินทางต่อไปไม่ไกลมากนัก ที่อาคาร Marunouchi คือการพัฒนาเฟสที่ 3 ในย่าน Marunouchi เริ่มด้วยการประกาศสร้างอาคาร Marunouchi ในปีค.ศ. 1995 (พ.ศ.2542) สถาปัตยกรรมด้านหน้าของตัวอาคารชั้นล่าง (ความสูงประมาณ 31 เมตร) คงรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน พื้นที่ภายในอาคาร ประกอบด้วยที่ตั้งของศูนย์การค้า ร้านอาหาร และเป็นส่วนพื้นที่สำนักงานกว่า 20 ชั้น อาคาร Marunouchi เปิดต้อนรับผู้มาเยือนมากมาย อาทิ นักท่องเที่ยว และพนักงานในบริเวณใกล้เคียง พื้นที่โถงขนาดใหญ่ชั้น 1 ได้รับการออกแบบเพื่อตอบรับการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งเป็นเครื่องดึงดูดผู้คนที่ผ่านไปมา ทำให้ย่านนี้มีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนที่ใด อีกทั้งอาคารแห่งนี้ยังมี Facility ที่เตรียมพร้อมรองรับการประชุมขนาดใหญ่อีกด้วย


อาคาร Marunouchi

คงรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน

ระหว่างการเข้าเยี่ยมชม เราเดินมาถึงย่าน Marunouchi Nakadori Avenue ก็เกิดมีสายฝนโปรยปรายมาพักใหญ่ ซึ่งได้รับผลกระทบมาจากจากพายุไต้ฝุ่นลูกใหม่ “ไลออนร็อก” ถือเป็นลูกที่ 3 ในระยะกว่าสัปดาห์ ทั้งนี้ในอดีต Marunouchi Nakadori Avenue เป็นเพียงสถานที่อันแสนเงียบสงบ เนื่องจากตลอดสองข้างทางเป็นที่ตั้งของสำนักงานธนาคาร ซึ่งปิดทำการในช่วงเย็นและวันหยุด ทั้งนี้ในการพัฒนาย่าน Marunouchi เฟสที่ 3 บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท ได้เข้าพลิกโฉมถนนอันแสนเงียบสงบนี้ให้เป็นที่น่าสนใจและเป็นที่ดึงดูดผู้คนที่มาเยือนมากขึ้น ด้วยศูนย์การค้า และบูติกต่างๆ โดยตลอดสองข้างทางสามารถสัมผัสได้ถึงสีสันของกิจกรรมต่างๆ เช่น คอนเสิร์ต สตรีทโชว์ และไฟประดับประดาต้นไม้ไปในช่วงฤดูหนาว


“เสือขาว” หนึ่งในสี่เทพศักดิ์สิทธิ์ประจำทิศตะวันตก และฤดูใบไม้ร่วง ถูกตั้งไว้บริเวณถนนทอดยาวของย่านมารุโนอูจิ ที่สองข้างทางเรียงรายด้วยต้นไม้

อาคาร Marunouchi Park และ พิพิธภัณฑ์ Mitsubishi ichigokan เป็นสถานที่สุดท้ายที่เราเข้าเยี่ยมชม สำหรับการพัฒนาอาคาร Marunouchi Park ประกอบด้วย 2 อาคารที่สำคัญคือ อาคาร Marunouchi Park พื้นที่อาคารสำนักงาน และ พิพิธภัณฑ์ Mitsubishi ichigokan นับว่าเป็นอาคารประวัติศาสตร์ที่คงเอกลักษณ์อันทรงคุณค่าของงานสถาปัตยกรรมสไตล์อังกฤษเอาไว้อย่างครบถ้วน และปัจจุบันได้กลายเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจพรั่งพร้อมทั้งด้านไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรม


อาคารที่ถูกสร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก ถูกสร้างขึ้นตามแบบถนนลอมบาร์ดในกรุงลอนดอน

ร่มรื่น มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย

จะเห็นได้ว่าการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้นำโดย “มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป” อาคารสำนักงานเก่าๆ ได้ถูกปรับปรุงให้เป็นตึกสูงระฟ้า ให้สำนักงานอยู่ชั้นบนๆ และชั้นล่างใช้เป็นห้างสรรพสินค้าและร้านอาหาร นอกจากนี้ เนื่องจากย่านมารุโนอูจิ (Marunouchi) ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟโตเกียว ซึ่งเป็นสถานีที่คนพลุกพล่านมากที่สุด จึงมีโรงแรม ร้านอาหาร และแกลเลอรี่ศิลปะเกิดขึ้นเรื่อยๆ


“พระราชวังอิมพีเรียล” พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางกรุงโตเกียว

อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึง “มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป” แล้ว บริษัทนี้เป็นเป็นบริษัทอสังหาฯ ที่เก่าแก่ที่สุดบริษัทหนึ่ง มีประสบการณ์การทำ Real Estate Development มาเป็นเวลากว่า 100 ปีแล้ว และเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ที่สุดแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ โดยปัจจุบันกลุ่มนี้ถือครองที่ดินในย่าน มารุโนอูจิ (Marunouchi) ซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดย่านหนึ่งของประเทศ เอาไว้ประมาณ 30% ย่านอาคารสำนักงานที่ใครหลายๆ คนเคยเห็นเป็นกลุ่มตึกสูงอยู่ติด “พระราชวังอิมพีเรียล” พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางกรุงโตเกียวนั่นเอง.

 

กับดักคนไทย! ละเลงหวย 3 แสนล้าน เทียบสร้างรถไฟฟ้า 5 โครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/706894

 

“หวย” ไม่มีวันตายจากสังคมไทย จริงหรือ…?

หากลองตั้งคำถามกับกลุ่มคนรอบตัวในหลายๆ สาขาอาชีพว่า “เคยเล่นหวยหรือไม่” เชื่อเหลือเกินว่า คำตอบที่ได้รับแทบจะ 9 ใน 10 คน ด้วยซ้ำ ที่ตอบว่า “เคยเล่น” “เคยซื้อ” “ซื้อบ้างเป็นครั้งคราว” “เคยซื้อนานมาแล้ว” “ซื้อเป็นประจำ” หรือ “ซื้อทุกงวด” … เรียกง่ายๆ ว่า ชี้ไปที่คนไหนก็ล้วนแต่มีประสบการณ์การเล่นหวย ทั้งหวยใต้ดินและสลากกินแบ่งรัฐบาล

จากปรากฏการณ์เหล่านี้ ทำให้ดูเหมือนว่า การเล่นหวยของคนไทยนั้น ได้กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว เมื่อ “หวย” ไม่ได้ถูกมองหรือให้ค่าว่าเป็น “การพนัน” แต่กลับเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่ง หรือส่วนหนึ่งของชีวิตของคนในสังคมไทยไปแล้ว…


สลากกินแบ่งรัฐบาล หรือ “ลอตเตอรี่”
ความเชื่อที่ว่า “หวย” กับ “สังคมไทย” เป็นของคู่กัน …?

‘ซอซิ่ม’ แห่งทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เปิดประเด็นแรก ความเชื่อที่ว่า “หวย กับ สังคมไทย เป็นของคู่กัน” …? ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิตมหาวิทยาลัยบูรพา ให้คำนิยามคำว่า “หวย” ไว้ว่า ถ้าพูดถึงการเล่นหวยในประเทศไทยนั้น แยกเป็น 2 ส่วน คือ สลากกินแบ่งรัฐบาล และ หวยใต้ดิน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นและสั่งสมมานานในสังคมไทย จนเกิดเป็นความเชื่อว่า “หวยกับสังคมไทยนั้น แยกออกจากกันไม่ได้” ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะหวยเพิ่งเข้ามาสู่สังคมไทย เมื่อรัชกาลที่ 3 แต่ในอดีต ไม่เคยมีด้วยซ้ำไป …

“แต่ด้วยปัจจุบันสถานการณ์การเล่นหวยของคนไทยถือว่ารุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนิ่ง เนื่องจากสังคมไทยมีการใช้เงินตรามากขึ้น ทำให้คนมีความต้องการเงินและใฝ่ฝันถึงการมีโชค ฉะนั้น หวย จึงกลายเป็นช่องทางหนึ่งที่เข้ามาตอบสนองคนในสังคมทุกเพศทุกวัยได้ง่าย หากเทียบกับการพนันประเภทอื่นๆ”


ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิตมหาวิทยาลัยบูรพา

ด้าน ผศ.ดร.รัตพงษ์ สอนสุภาพ ผู้อำนวยการหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาผู้นำทางสังคมธุรกิจและการเมือง วิทยาลัยนวัตกรรมสังคมมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงสถานการณ์และแนวโน้มการเล่นหวยในประเทศไทยว่า ปัจจุบัน “หวยใต้ดิน” ได้กลายเป็นการพนันที่นิยมของคนในสังคมค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นการพนันที่สามารถเล่นได้ในอัตราราคาเพียงไม่กี่บาท และไม่ได้ถูกเข้มงวดโดยรัฐมากนัก หากเทียบกับการพนันประเภทอื่น รองลงมาก็คือ สลากกินแบ่งรัฐบาล หรือที่เรียกกันว่า “ลอตเตอรี่”


ผศ.ดร.รัตพงษ์ สอนสุภาพ ผู้อำนวยการหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาผู้นำทางสังคมธุรกิจและการเมือง วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
วิจัยชี้! สถานการณ์การเล่นหวยในสังคมไทย รุนแรงมากขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นว่าสถานการณ์การเล่นหวยในสังคมไทยนั้น รุนแรงมากแค่ไหน วันนี้ ‘ซอซิ่ม’ ได้สรุปข้อมูลที่น่าสนใจและคิดว่าประชาชน โดยเฉพาะคอหวยทั้งหลายควรรู้!

จากการสรุปข้อมูลจากงานวิจัยโครงการสถานการณ์ พฤติกรรม และผลกระทบการพนันในประเทศไทย ปี 2558 ข้อมูลจากศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน โดยการสำรวจประชาชนชนทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ทั้งสิ้น 52,255,051 คน ซอซิ่ม ขออธิบายให้ฟังง่ายๆ อย่างนี้ว่า …

หากย้อนดูจำนวนการเล่นหวยของคนไทยแล้ว ซอซิ่ม พบตัวเลขที่น่าสนใจว่า ทุกวันนี้มีคนไทยที่เล่นหวยรัฐบาล หรือ สลากกินแบ่งรัฐบาล มากถึง 19 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 36.5 และเล่นหวยใต้ดินถึง 16 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 31.6  ที่สำคัญ พบเป็นเยาวชนระหว่าง 15-29 ปี มากถึง 1.38 ล้านคน และเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 6 แสนคน

นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นชัดๆ ว่า คนไทยเสพติดการเล่นหวยมากแค่ไหน? ซอซิ่มพบว่า คนไทยที่เสพติดหวยรัฐบาลและหวยใต้ดิน จนถึงขั้นที่ต้องซื้อทุกงวดนั้น คิดเป็นร้อยละ 36.5 และ 41 และซื้อเป็นบางงวด ร้อยละ 63.5 และ 59

แต่ถ้าถามว่า โอกาสที่จะได้-เสียล่ะ อะไรมากกว่ากัน? ซอซิ่มขอเรียนทุกท่านอย่างนี้ว่า จากงานวิจัยดังกล่าว ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจากทั่วประเทศ เราพบแนวโน้มว่า โอกาสที่จะได้ จากการเล่นหวยทั้งสองประเภท แทบไม่ต่างกัน และที่สำคัญก็แทบไม่ต่างอะไรจากการเล่นพนันประเภทอื่นๆ อาทิ การพนันทายผลฟุตบอล ไพ่ในบ่อน ฯลฯ อีกด้วย

แต่หากจะให้แยกชัดๆ ไปเลยว่า ระหว่าง “หวยรัฐบาล” และ “หวยใต้ดิน” โอกาสได้เสียแตกต่างกันแค่ไหน? จากงานวิจัยระบุอย่างนี้ว่า ผู้เล่นที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล มีโอกาสที่จะได้ เพียงร้อยละ 11.9 เท่านั้น ขณะที่โอกาสจะเล่นเสียมากถึงร้อยละ 68.8 และเท่าทุนร้อยละ 19.3 ซึ่งไม่แตกต่างจากการเล่น “หวยใต้ดิน” เลย เพราะโอกาสที่จะเล่นได้ เพียงร้อยละ 13.8 ขณะที่โอกาสที่คุณจะเสีย ก็มากถึงร้อยละ 63.3 และเท่าทุน คิดเป็นร้อยละ 22.9


ขูดต้นไม้ ใบ้เลขเด็ด ความเชื่อที่อยู่คู่กับสังคมไทย..?
หวยใต้ดิน ไม่มีวันตายจากสังคมไทย จริงหรือ…?

จากข้อมูลการสำรวจในเบื้องต้นพบว่า พฤติกรรมการเล่นพนันในประเทศไทย หวยใต้ดิน ยังถือว่าเป็นการพนันที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับต้นๆ อยู่ เหตุใดหวยชนิดนี้ถึงยังอยู่คู่กับสังคมไทย โดยไม่มีทีท่าว่าจะหมดไปเสียที…? ผศ.ดร.รัตพงษ์ ตอบในประเด็นนี้ว่า จากการทำวิจัยและสำรวจผู้เล่นพนันหวยทั่วประเทศ พบว่า คนที่เล่นหวยใต้ดินส่วนใหญ่เป็นคนที่มีฐานะปานกลางลงไปถึงระดับล่างที่ใฝ่ฝันถึงการมีโชคและสิ่งตอบแทนด้วยเงิน แต่เหตุผลที่พวกเขาเลือกเสี่ยงโชคกับ “หวยใต้ดิน” ก็เพราะใช้เงินลงทุนน้อย คุณมีเพียง 10 บาท ก็สามารถซื้อได้ และสามารถกระจายความเสี่ยงได้หลายเลขมากกว่าหวยรัฐบาล

“ดังนั้น หากเล่นได้ ก็มีโอกาสได้เงินตอบแทน แต่หากเล่นเสีย ก็ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะด้วยวงเงินที่ซื้อนั้น ไม่ได้มากมายนัก หากเทียบกับการพนันประเภทอื่นๆ รวมถึงหวยใต้ดิน ยังถือเป็นการพนันที่โยงใยกับวัฒนธรรมชุมชน เนื่องจากผู้ซื้อผู้ขายส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านในชุมชน ทำให้การซื้อ-ขาย ไม่ต้องใช้เงินสด หวยออกเมื่อไรค่อยจ่าย แถมได้ส่วนลดอีกต่างหาก สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นเสน่ห์การเล่นหวยในสังคมไทย” ผศ.ดร.รัตพงษ์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม นอกจากสถานการณ์และพฤติกรรมการเล่นหวยในสังคมไทยแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจกว่านั้นคือ “วงเงินการเล่นหวยของคนไทย” หากคิดเป็นต่องวดและต่อปี เราลองมาคำนวณเล่นๆ ดูว่า ตัวเลขเหล่านี้มากมายแค่ไหน…

วงเงินหมุนเวียน สลากกินแบ่งฯ 77.143 หมื่นล้านบาท(ต่อปี)

สำหรับวงเงินการเล่นหวยของคนไทย ซอซิ่ม ขอเริ่มจากวงเงินการเล่น “หวยรัฐบาล” ของคนไทยนั้น เราพบว่า ผู้เล่นส่วนใหญ่ มักจะซื้อด้วยวงเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 246 บาทต่องวด โดยวงเงินสูงสุดที่ผู้เล่นซื้อ มากถึง 30,000 บาทต่องวด และต่ำสุดอยู่ที่ 80 บาทต่องวด ซึ่งคุณรู้หรือไม่ว่า หากคำนวณต่อปีแล้ว วงเงินหมุนเวียนของธุรกิจนี้นั้น มากถึง 77.143 หมื่นล้านบาทต่อปี เลยทีเดียว


วงเงินหมุนเวียน สลากกินแบ่งฯ สูงถึง 77.143 หมื่นล้านบาท(ต่อปี)
คนไทยติดหวยหนัก! ใต้ดินสะพัดกว่า 3 แสนล้าน

ขณะที่ หวยอีกประเภท อยู่คู่สังคมไทยมานานเป็นร้อยปี นั่นคือ “หวยใต้ดิน” เราพบว่า ผู้เล่นส่วนใหญ่มักจะซื้อเฉลี่ยอยู่ในวงเงิน 374 บาทต่องวด โดยวงเงินสูงสุดที่เล่นต่องวด มากถึง 100,000 บาท และต่ำสุดอยู่ที่งวดละ 10 บาท

แต่… หากประเมินไปถึงวงเงินหมุนเวียนในธุรกิจนี้ต่อปีล่ะ พวกคุณว่ามากมายแค่ไหน…? ซอซิ่ม ได้ข้อมูลเพิ่มเติมจาก รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ถึงตัวเลขวงเงินหมุนเวียนของธุรกิจหวยใต้ดินว่า “วงเงินหมุนเวียนของธุรกิจหวยใต้ดินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลง จากงานวิจัยหลายปีก่อนพบว่า มีวงเงินหมุนเวียนในธุรกิจนี้กว่าแสนล้านบาท แต่ ณ วันนี้ ปัจจุบันนี้ วงเงินหมุนเวียนของธุรกิจนี้ เพิ่มขึ้นมากถึง 3 แสนล้านบาทแล้ว”

ได้ยินดังนั้น ซอซิ่ม แทบอ้าปากค้าง ถามย้ำ รศ.ดร.สังศิต อีกครั้ง “3 แสนล้านบาทเลยเหรอคะ?…” รศ.ดร.สังศิต ย้ำชัดๆ พร้อมระบุว่า “ต้องบอกว่า เป็นวงเงินหมุนเวียน กว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี ด้วยซ้ำไป” !!!!!

คอหวยต้องรู้! วงเงินหมุนเวียนมหาศาลเหล่านี้ไปไหน? ใครกันที่ได้ประโยชน์?

มาถึงบรรทัดนี้ หลายคนคงจะอ้าปากค้างเหมือนกับซอซิ่มแล้วใช่ไหมว่า ตัวเลขการเล่นหวยที่พวกเรามองว่า เล่นเพื่อบันเทิง สนุกสนาน หรือเสี่ยงโชคขำๆ เท่านั้น แต่ไฉนตัวเลขเหล่านี้ มันช่างมากมายมหาศาลขนาดนี้ ถามว่า วงเงินเหล่านี้ ไปไหน..? ใครกันที่ได้ประโยชน์? ใช่รัฐหรือไม่?

รศ.ดร.สังศิต ไขข้อข้องใจให้ฟังว่า คนที่ได้ประโยชน์น่ะหรือ? ก็คงหนีไม่พ้นธุรกิจเอกชนสีเทาที่วางตัวเป็น “เจ้ามือ” ซึ่งอาจจะเป็นนักการเมืองท้องถิ่น รวมถึงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นส่วนหนึ่งที่รู้เห็นเป็นใจ เข้าไปเกี่ยวข้องในธุรกิจเหล่านี้ โดยการรับส่วยจากเจ้ามือหวยใต้ดิน ดังนั้น ผู้ที่ได้ประโยชน์เต็มๆ ก็คือ “เจ้ามือหวย” ซึ่งไม่ใช่รัฐบาล เพราะเป็นธุรกิจที่ผิดกฎหมายและไม่ต้องเสียภาษี


รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

“เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้ดีที่สุดว่า ใครบ้างที่จะเป็นเจ้ามือหวยเถื่อนเหล่านี้ ก็คือ “ตำรวจท้องถิ่น” โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่บางส่วนที่รับส่วย เพราะเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะคอยเช็กยอดจากเจ้ามืออยู่ตลอด ทุกงวด ว่า มีจำนวนคนมาแทงหวยกับเจ้ามือเพิ่มขึ้นหรือไม่ หากเพิ่มขึ้นก็จะเรียกปรับในอัตราที่สูงขึ้น ฉะนั้น แน่นอนว่า ตำรวจท้องถิ่นส่วนใหญ่รู้เห็นเป็นใจทั้งนั้น” รศ.ดร.สังศิต กล่าว

สอดคล้องกับ ผศ.ดร.รัตพงษ์ กล่าวในประเด็นนี้ด้วยว่า การพนันทุกประเภท ไม่เพียงเฉพาะหวยใต้ดิน ล้วนเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น ซึ่งตัวเลขเงินหมุนเวียนเหล่านี้ เป็นตัวเลขที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ของประเทศ รวมทั้งรัฐเองก็ไม่ได้ภาษีจากกิจกรรมที่เกิดขึ้น ยกเว้น กลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ก็คือ “เจ้ามือ”

ขณะที่ ดร.วิเชียร แสดงทรรศนะในประเด็นนี้ด้วยว่า วงเงินการเล่นพนันของคนไทย ถือเป็นเงินออมของประเทศที่หายไป โดยที่ไม่ได้สร้างเป็นอะไรที่แท้จริงได้เลย เนื่องจาก “เงินเล่นหวย = เงินออม” ซึ่งเงินเหล่านี้ ถือเป็นเงินครัวเรือน ไม่ใช่เงินภาครัฐ ฉะนั้น กลุ่มคนที่ได้ประโยชน์ก็คือ “เจ้ามือหวย” และ “คนเดินโพย”

“วงเงินธุรกิจนี้ นำไปสู่การส่งเสริมเศรษฐกิจนอกระบบและการบ่มเพาะการทุจริตคอร์รัปชันโดยที่พวกคุณไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการติดสินบนเจ้าหน้าที่ หรือการสร้างเครือข่ายอาชญากรรม โดยเฉพาะอาชีพรับจ้างทวงหนี้” ดร.วิเชียร กล่าว


วิจัยชี้! คนไทยเล่นสลากกินแบ่งรัฐบาล มากถึง 19 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 36.5
ละเลงหวยกว่า 3 แสนล้านบาท! เทียบโปรเจกต์รัฐ สร้างรถไฟฟ้าได้ 5 โครงการ

มาถึงจุดนี้… คงเห็นกันแล้วว่า วงเงินเล่นหวยใต้ดินที่เราเล่นกันเดือนละ 2 งวดนั้น ได้กลายเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจนอกระบบไปโดยปริยาย และคนที่ “รวย” ก็ไม่ใช่ใคร ก็คือ “เจ้ามือหวย” นั่นแหละ…

วงเงินกว่า 3 แสนล้านบาท ตัวเลขมหาศาลนี้ สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้เยอะแยะมากมาย เพราะหากลองคิดเล่นๆ เอาไปเทียบกับโครงการต่างๆ ที่รัฐสามารถสร้างได้ ซอซิ่มว่า สร้างได้หลายโครงการเลยทีเดียวเชียว

หากลองเทียบกับโครงการที่รัฐกำลังจะสร้างในเร็วๆ นี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เห็นกันชัดๆ อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ที่ต้องใช้เงินลงทุน 54,644 ล้านบาท เทียบกับวงเงินเล่นหวยของคนไทยต่อปี กว่า 3 แสนล้านบาทแล้ว โอ้โห!!! สามารถสร้างโครงการนี้ได้ถึง 5 โครงการเลยทีเดียว

หรือแม้แต่โครงการอื่นๆ เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ที่ต้องใช้เงินลงทุน 56,690 ล้านบาท สามารถสร้างได้ถึง 5 โครงการ, สร้างรถไฟ ความเร็วสูง กทม.-หัวหิน ที่ต้องใช้เงินลงทุน 94,673 ล้านบาท ได้ถึง 3 โครงการ, สร้างถนนมอเตอร์เวย์ ช่วงบางปะอิน-โคราช ที่ต้องใช้เงินลงทุน 84,600 ล้านบาท ได้ถึง 3 โครงการ และหากเทียบกับโครงการรถไฟทางคู่ นครปฐม-หัวหิน ที่ต้องใช้เงินลงทุน 20,306 ล้านบาทแล้ว จะเห็นว่าสามารถสร้างได้ถึง 14 โครงการเลยทีเดียว…

ปราบเจ้ามือหวยเถื่อนให้หมดไป ได้อย่างไร? …

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะมีวิธีแก้ปัญหาเจ้ามือหวยใต้ดินอย่างไร? รศ.ดร.สังศิต ตอบในประเด็นนี้ว่า จากการคลุกคลีกับงานวิจัยเรื่องพฤติกรรมการเล่นหวยของคนไทยมานาน พบว่า ผู้ที่เล่นหวยรัฐบาลส่วนใหญ่ แทบไม่ได้หวังถึงขั้นที่จะถูกรางวัลที่ 1 แต่จะหวังเพียงแค่ 2 ตัว กับ 3 ตัว เท่านั้น ทำให้หวยใต้ดิน จึงกลายเป็นการพนันที่ตอบโจทย์กับคนบางกลุ่มมากกว่าหวยรัฐบาล

“ฉะนั้นต่อให้ปราบเจ้ามือเหล่านี้ ผมคิดว่าก็อาจจะปราบได้ไม่จริง และปราบได้ไม่หมดหรอก แต่สิ่งรัฐจะทำได้คือ ทำให้กลายเป็นการพนันที่ถูกกฎหมายไปเลย เพื่อคนเชื่อว่ารัฐโปร่งใส ไม่มีการล็อกเลข รวมถึงรัฐต้องทำให้เห็นว่า เมื่อการพนันถูกกฎหมายแล้ว รัฐจะเอาเงินไปใช้ประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างไรบ้าง เช่น ช่วยเหลือกลุ่มคนยากจน เพื่อการศึกษาสำหรับกลุ่มคนพิการ ฯลฯ” รศ.ดร.สังศิต แสดงทรรศนะ


เงินเล่นหวย = เงินออม เงินออมเหล่านี้ สามารถไปสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวได้

นอกจากนี้ ดร.วิเชียร ยังกล่าวถึงนโยบายและมาตรการเชิงป้องกันการเล่นหวยในประเทศไทยอย่างตรงไปตรงมาว่า “ที่ผ่านมา ประเทศไทยแทบไม่มีนโยบายและมาตรการการป้องกันไม่ให้คนไทยงมงายเรื่องการเล่นหวยเลย…”

“แม้แต่การรณรงค์ให้คนไทยเล่นหวยน้อยลง หรือการสกัดนักพนันหวยหน้าใหม่ก็ไม่เคยมี แต่กลับแก้ปัญหาหวยใต้ดินโดยการเพิ่มจำนวนสลากกินแบ่งฯ ในสังคมให้มากขึ้น ซึ่งเป็นตรรกะนโยบายที่ผิดเป็นอย่างมาก คงไม่ต่างอะไรกับการปัญหายาบ้าผิดกฎหมาย รัฐก็ต้องผลิตยาบ้าขึ้นมา เพื่อแข่งกับยาบ้าที่ผิดกฎหมายงั้นหรือ? … ดังนั้น รัฐควรจะสร้างนโยบายรณรงค์ให้คนเล่นการพนันอย่างมีสติจะดีกว่า” ดร.วิเชียร แสดงทรรศนะ

ขณะที่ ผศ.ดร.รัตพงษ์ ยังแสดงทรรศนะเกี่ยวกับมาตรการเชิงป้องกันและแก้ปัญหาการเล่นหวยในสังคมไทยด้วยว่า “เมื่อไรก็ตามที่คนในสังคมยังมีความต้องการอยู่ แน่นอนว่า “การพนัน” ก็ไม่อาจแยกจากสังคมได้ ซึ่งจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของสังคม ดังนั้น ภาครัฐต้องมีการควบคุมและจัดการอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะแหล่งและประเภทของการพนัน”


ความเชื่อ “หวย” กับ ไสยศาสตร์ ในสังคมไทย
ความเชื่อ “หวย” กับ ไสยศาสตร์ ในสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึง “หวย” แล้ว หากไม่พูดถึงประเด็นนี้ก็คงไม่ได้ ความเชื่อ “หวย” กับ “ไสยศาสตร์” ในสังคมไทย ถูกกลายเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมานานนับร้อยปี แต่.. ความเชื่อเหล่านี้มาจากไหน…?

ในประเด็นนี้ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิตมหาวิทยาลัยบูรพา แสดงทรรศนะเรื่องนี้ว่า “หวย” ในสังคมไทย ถือเป็นการพนันที่ถูกเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม ความเชื่อ ความฝัน และความเชื่อในสิ่งลี้ลับ รวมไปถึงการขูดถูต้นไม้ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ถูกสั่งสมมานาน โดยที่ไม่สามารถอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ได้เหล่านี้

“ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการเล่นหวยของคนไทยทุกวันนี้ กลับถูกแรงเสริมด้วยอิทธิพลของ “สื่อ” การนำเสนอข่าวคนถูกรางวัล เลขเด็ดจากการขูดต้นไม้ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นแรงเสริมให้คนไทยมีความต้องการเล่นหวยมากขึ้น โดยที่ไม่มีใครฉุกคิดด้วยซ้ำว่า เป็นการสร้างความงมงายให้กับสังคม!…” ดร.วิเชียร กล่าว


ขูดต้นไม้ ใบ้เลขเด็ด เห็นเป็นเลขได้จริงหรือ..?
ขูดต้นไม้ ใบ้เลขเด็ด เห็นเป็นเลขได้จริงหรือ..?

อย่างไรก็ดี เพื่อความชัดเจนในทางวิทยาศาสตร์ ซอซิ่ม จึงสอบถามไปยัง ผศ.ดร.ฉัตรชัย เงินแสงสรวย หัวหน้าภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในมุมมองนักพฤกษศาสตร์ว่า สำหรับความเชื่อเรื่อง การขูดหรือถูต้นไม้นั้น เห็นเป็นเลขจริงหรือ…?

ผศ.ดร.ฉัตรชัย ไขความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า ความเชื่อเรื่องการหาเลขเด็ดจากการขูดหรือถูต้นไม้นั้น เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งตนขอไม่แสดงทรรศนะในประเด็นนี้…

“แต่หากจะให้กล่าวในเชิงวิชาการ ตามหลักวิชาพฤกษศาสตร์ ผมขอตอบเพียงสั้นๆ ว่า ไม่ว่าต้นไม้ต้นนั้นจะโดนขูดหรือถูอย่างไร ก็จะปรากฏเป็นลายไม้ ลายเส้น หรืออาจจะเป็นลายต่างๆ ที่ผิดเพี้ยนไป แต่ถึงอย่างไร ผมคิดว่าคอหวยทั้งหลาย ก็สามารถจินตนาการ นึกคิด และตีความเป็นเลขได้อยู่ดี…” หัวหน้าภาควิชาพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวทิ้งท้าย.

 ‘ซอซิ่ม’ หวังว่า ตัวเลขการเล่นหวยในสังคมไทยที่ถูกสะท้อนผ่านรายงานพิเศษชิ้นนี้ จะช่วยสะท้อนสถานการณ์การพนันในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี… ง่ายๆ เพียงลองคิดเล่นๆ ดูล่ะกันว่า แต่ละเดือน…ท่านต้องสูญเสียเงินออมไปกับการเล่นหวยเท่าไร? และต้องสูญเสียเงินให้กับเจ้ามือหวยไปมากมายแค่ไหนแล้ว..?

ที่สำคัญ… ใครกัน ที่รวย “คุณ” หรือ “เจ้ามือ” !?


    • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

 

ทำเลไหนดี? ส่องอสังหาฯ แนวรถไฟฟ้าสายใหม่ ที่ดินแพง ราคาคอนโดพุ่ง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/719710

 

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ นอกจากจะเป็นเครื่องชี้วัดความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน โดยวัดจากกำลังซื้อบ้าน ทาวน์เฮาส์ หรือคอนโดแล้ว การลงทุนในกลุ่มธุรกิจประเภทนี้ ยังถือเป็นตัวกระตุ้นชั้นดี ช่วยก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างเงิน สร้างรายได้ กระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินภายในประเทศ


ธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์

ในรอบปีที่ผ่านมา มีหลากหลายนโยบายที่จะมีผลต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ร.บ.ภาษีมรดก หรือแม้แต่การก่อสร้างรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ และเมื่อระบบขนส่งมวลชนสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าขยายตัวเพิ่มมากขึ้นแล้ว ผลที่ตามมา คือ ราคาที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ตามแนวรถไฟฟ้าก็มีมูลค่าพุ่งขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส เปิดเผยกับ “ไทยรัฐออนไลน์” เพื่อให้เห็นภาพรวมของราคาที่ดิน สิ่งปลูกสร้างตามแนวรถไฟฟ้าสายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมถึงภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปลายปีนี้ ว่า ปี พ.ศ.2558 ราคาที่ดินทั่วเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปรับเพิ่มขึ้น 3.2% ซึ่งต่ำกว่าปี 2557 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.5% และในปี 2559 นี้ ได้ปรับเพิ่มขึ้นเหลือเพียง 3% ตามภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำลง โดยเฉลี่ยแล้ว ใจกลางกรุงเทพมหานคร ปรับเพิ่มสูงสุดที่ 6.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยรวม เนื่องจากประชาชนในย่านใจกลางเมืองเข้าเมืองมาทำธุรกิจต่างๆ ได้สะดวก โดยใช้รถไฟฟ้า จึงทำให้ใจกลางเมืองเติบโตกว่าเขตนอกเมือง


ดร.โสภณ พรโชคชัย

เมื่อถามถึงการประเมินที่ดินปี 2559 ตามแนวรถไฟฟ้า ดร.โสภณ กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลลุยเส้นทางรถไฟฟ้าสายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สายสีม่วง บางซื่อ-บางใหญ่ ซึ่งได้เปิดให้บริการไปเมื่อวันที่ 6 ส.ค ที่ผ่านมานั้น รวมทั้ง สายสีแดง บางซื่อ-รังสิต สายสีเขียวเหนือ หมอชิต-สะพานใหม่-ลำลูกกา สายสีเขียวใต้ แบริ่ง-สมุทรปราการ สายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี ฯลฯ นั้น คาดว่า จะส่งผลกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ในยามซบเซาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังพบว่า ราคาที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าสายต่างๆ ได้ขยับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ราคาคอนโดตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ปรับขึ้นจากช่วง 2-3 ปีก่อน 10-25%

รถไฟฟ้าสายสีเหลือง เริ่มก่อสร้างภายใน ปี 2560 ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมกรุงเทพฯ ตอนบนกับตอนล่าง ตั้งแต่ถนนลาดพร้าว ศรีนครินทร์ และเทพารักษ์ โดยเฉพาะตามแนวถนนลาดพร้าว และศรีนครินทร์

แม้ว่าความชัดเจนของรถไฟฟ้าสายสีเหลืองจะยังไม่มากนัก แต่พบว่าปัจจัยอื่นๆ มาสนับสนุน เช่น ชุมชนขยายตัวและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่เป็นตัวเพิ่มศักยภาพที่น่าสนใจของถนนศรีนครินทร์ ทำให้ปัจจุบันมีคอนโดทั้งที่ปิดการขายหรือรอขาย ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสาย สีเหลืองทั้งหมด 23,120 ยูนิต มีอัตราการขาย 90%


ส่วนราคาขายของคอนโดในพื้นที่ตลอดแนวเส้นทาง ปรับราคาขายขึ้นต่อเนื่อง โดยราคาขาย เฉลี่ยของคอนโด แนวเส้นทางบนถนนลาดพร้าวจะอยู่ที่ประมาณ 7 หมื่นบาทต่อตร.ม. ส่วนโครงการที่อยู่ในพื้นที่ตามแนวถนนศรีนครินทร์ มีราคาขายเฉลี่ยประมาณ 6.5 หมื่นบาทต่อตร.ม. ปรับขึ้นมาจากช่วง 2-3 ปีก่อน ประมาณ 10-25%

ขณะที่ ราคาที่ดินที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปี โดยในบริเวณถนนลาดพร้าวช่วงที่เชื่อมต่อกับ สถานีรถไฟใต้ดินลาดพร้าวจะอยู่ที่ ประมาณ 3.5-4 หมื่นบาทต่อตร.ว. ราคาขายที่ดิน บนถนนศรีนครินทร์ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยอยู่ที่ประมาณ 1-3 แสนบาทต่อตร.ว. ส่วนในพื้นที่ตามแนวถนนเทพารักษ์ ต่ำกว่า 1.5 แสนต่อตร.ว.

แนวโน้มราคาคอนโดสายสีชมพูพุ่ง! มีโอกาสแตะไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นบ. ต่อตร.ม.

ยิ่งคนใช้บริการรถไฟฟ้ามากเท่าไหร่ ที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้าก็ยิ่งเป็นที่ต้องการ

รถไฟฟ้าสายสีชมพู เริ่มการก่อสร้างได้ในปี 2560 เริ่มจากแยกติวานนท์ ถนนแจ้งวัฒนะ รามอินทรา สิ้นสุดที่มีนบุรี เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าอีกเส้นทางที่เชื่อมกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ฝั่งทิศตะวันออกกับตะวันตก ตลาดคอนโดตามแนวรถไฟฟ้าสายสีชมพูเริ่มมีโครงการเปิดขายมากขึ้น ประมาณ 22,064 ยูนิต อัตราการขายเฉลี่ย 92%

ราคาขายของคอนโดปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 6 หมื่นบาทต่อตร.ม. มีคอนโดเปิดขายตั้งแต่ระดับราคา ประมาณ 3 หมื่นต่อตร.ม.ไปจนถึงมากกว่า 8.5 หมื่นบาทต่อตร.ม. ขึ้นอยู่กับทำเลและรูปแบบโครงการ ราคาขายปรับขึ้นมาจากเมื่อปี 2554 ประมาณ 10-30% แต่ถ้าเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพูมีความคืบหน้า เป็นรูปธรรมมากขึ้น ในอนาคตโครงการใหม่ที่เปิดขายหลังจากนี้ คงมีราคาเริ่มต้นที่ไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นบาท ต่อตร.ม. เพราะราคาที่ดินเริ่มปรับขึ้นไปแล้ว 10-20%

สายสีส้มทำเลดี คาด มีคอนโดเปิดขายมากขึ้น

รถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันออก ที่เริ่มจากสถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ไปทางตะวัน ออกและสิ้นสุดแยกมีนบุรี ผ่านเส้นทางสำคัญ และชุมชนดั้งเดิมที่น่าสนใจหลายแห่ง โดยราคาที่ดินตาม แนวถนนรามคำแหง เป็นทำเลที่คาดว่าจะมีโครงการคอนโดเปิดขายมากขึ้น ปัจจุบันราคาที่ดินตลอดแนวถนนรามคำแหงนั้นอยู่ที่ประมาณ 1.5- 2 แสนบาทต่อตร.ว. ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากช่วง 2 ปีก่อน


โครงการคอนโดจะเปิดขายมากขึ้น

คอนโดในพื้นที่ตลอดแนวเส้นทางสายสีส้ม ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมดประมาณ 8,497 ยูนิต โดยที่ โครงการส่วนใหญ่ขายเกือบหมดแล้ว ทำให้อัตราการขายเฉลี่ยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 97%

อีกทั้งพื้นที่รอบๆ ศูนย์วัฒนธรรมฯ ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวของเอกชนบางรายเริ่มพัฒนาโครงการบางอย่างแล้ว ราคาคอนโดในพื้นที่นี้ อยู่ที่ประมาณ 6.8 หมื่นบาท ต่อตร.ม. ยังต่ำมาก อาจจะมีราคาสูงที่ รอบๆ สถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ ที่เกิน 1 แสนตร.ม. แต่โครงการบนถนนรามคำแหง ยังขายที่ราคา 6-8 หมื่น บาทต่อตร.ม. แต่ราคาคอนโด ทั้ง 2 พื้นที่ ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 10-20%

สำหรับในกลุ่มที่กำลังก่อสร้างสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค ที่ดินย่านเยาวราช ถือว่าเป็นที่ต้องการ แต่หาซื้อค่อนข้างยาก โดยปัจจุบันราคาสูงสุดที่ 8.5 แสนบาทต่อตารางวา นอกจากนี้ ยังมีสายสีเขียวเหนือ และสายสีเขียวใต้ ก็มีการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ดินเพิ่มขึ้นประมาณ 9% เท่ากัน


ธุรกิจในพื้นที่เขตชานเมืองมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น

จากทัศนะดังกล่าว สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุด คือ โอกาสในการขยายตัวของย่านธุรกิจในพื้นที่เขตชานเมือง แต่ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า หลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ โครงการก่อสร้างพื้นฐานต่างๆ เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ตลาดจะรักษาอัตราเติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่ ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนเช่นนี้

 

กอน.ปล่อยลอยตัวราคาขายปลีกน้ำตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720630

 

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการ กอน.ว่า ที่ประชุมเห็นชอบหลักการแนวทางแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่ประเทศบราซิล ผู้ผลิตน้ำตาลอันดับ 1 ของโลก เห็นว่าขัดกับข้อตกลงองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) โดยจะยกเลิกการประกาศราคาขายปลีกน้ำตาลในประเทศ ที่ปัจจุบันกำหนดราคาไว้ที่ 23.50 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ที่จะต้องปล่อยให้เคลื่อนไหวตามทิศทางราคาตลาดโลก ที่อาจเป็นราคาอ้างอิง หรือราคาแนะนำ เช่นเดียวกับที่ บราซิล อินเดีย จีน เพื่อไม่ให้บราซิลมองว่าประเทศไทยมีการบิดเบือนหรือแทรกแซงกลไกราคาในประเทศ

นอกจากนี้ กอน.จะยกเลิกการกำหนดโควตาน้ำตาล จากปัจจุบันไทยกำหนดเป็น 3 โควตา คือ โควตา ก คือ น้ำตาลที่ใช้บริโภคในประเทศ โควตา ข คือ น้ำตาลเพื่อการส่งออก โควตา ค คือ น้ำตาลที่เหลือจากการส่งออก นำมาจำหน่ายในประเทศ โดยขณะนี้มีแนวทาง เช่นอาจเป็นการเก็บสต๊อกน้ำตาลที่ กอน. ต้องหารือในรายละเอียดต่อไป จากนั้นจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างชาวไร่ โรงงานน้ำตาลทราย และภาครัฐ มากำหนดรายละเอียดเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายใหม่ ส่วน การช่วยเหลือราคาอ้อย ก็มีวิธีการดูแลแบบอื่นๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล (สอน.) ที่จะกำหนดวิธีการ.