ห้าม “ซัมซุง” นำเข้าโน้ต 7 ขายในไทย กพท.ไม่ให้เปิดมือถือ-ชาร์จ! ฝ่าฝืนเจอโทษปรับ 2 หมื่นบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720635

 

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าปัจจุบันยังไม่มีการนำเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ซัมซุง กาแล็คซี่ โน้ต 7 (Galaxy Note 7) เข้ามาในประเทศไทย และล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ก.ย. สำนักงาน กสทช.ได้มีหนังสือถึงบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ผู้ยื่นขอใบรับรองมาตรฐาน เครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์หรือมือถือซัมซุง กาแล็คซี่ โน้ต 7 ให้ระงับการนำเข้ากาแล็คซี่ โน้ต 7 ในรุ่นที่ถูกเรียกคืนจากบริษัท ซัมซุง มาจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว

“จากนี้ไป หากซัมซุงจะนำเครื่องมือถือซัมซุงกาแล็คซี่ โน้ต 7 รุ่นที่ไม่มีปัญหาการถูกเรียกคืน มาจำหน่ายในไทยได้ ต้องมีผลการทดสอบมาตรฐาน ความปลอดภัยทางไฟฟ้ามาแสดงกับสำนักงาน กสทช. และสำนักงาน กสทช.จะประสานงานกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในการตรวจสอบอุปกรณ์ดังกล่าวโดยการสั่งระงับการนำเข้า เป็นผลจาก บริษัทซัมซุง สำนักงานใหญ่ ประเทศเกาหลีใต้ ได้ประกาศแนะนำลูกค้าที่ซื้อซัมซุง กาแล็คซี่ โน้ต 7 ให้นำเครื่องมาเปลี่ยนใหม่ หลังเกิดเหตุการณ์แบตเตอรี่ระเบิด”

นายจุฬา สุขมานพ รักษาการ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กล่าวถึงมาตรการเชิงป้องกัน เกี่ยวกับซัมซุง กาแล็คซี่ โน้ต 7 ว่า โทรศัพท์รุ่นดังกล่าวมีปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ และเมื่อวันที่ 9 ก.ย.ได้มีหน่วยงานด้านการบินพลเรือนของประเทศต่างๆ ออกคำเตือนเพื่อป้องกันอันตรายบนเครื่องบิน กพท.จึงต้องออกประกาศแจ้งเตือน เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในทางปฏิบัติ เป็นหลักเกณฑ์ให้ตรงกับหลายๆประเทศ คือ ห้ามโหลดซัมซุง กาแล็คซี่ โน้ต 7 ไว้ใต้ท้องเครื่องบิน แต่ให้ถือขึ้นเครื่องได้ และต้องปิดเครื่องและห้ามชาร์จโทรศัพท์ หรือเมื่อเกิดสิ่งผิดปกติ ให้แจ้งลูกเรือบนเครื่องบินให้ทราบ และกำชับให้สายการบินแจ้ง ให้ผู้โดยสารบนเครื่องทราบด้วย

“พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จะต้องประกาศแนวทางปฏิบัติให้ผู้โดยสารบนเครื่องรับทราบด้วยทุกครั้ง และคอยกำกับดูแลให้เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติ หากผู้โดยสารรายใดฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตาม หรือฝ่าฝืนคำแนะนำของพนักงาน ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 8 วรรค 2 ตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2558 ข้อหาฝ่าฝืนใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในเวลาที่ห้ามใช้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท”.

 

ไทยเบฟตอกย้ำ “ผู้นำ” เครื่องดื่มอาเซียน ลุ้นเพิ่มรายได้ตลาดต่างประเทศเป็น 50%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720625

 

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังปรับโครงสร้างองค์กรและฝ่ายจัดการใหม่ครั้งใหญ่ เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ 5 ประการตามวิสัยทัศน์ 2020 (2563) ของกลุ่มไทยเบฟฯ คือ การเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ, ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์,ตราสินค้าที่โดนใจ, การขายและการกระจายสินค้าที่แข็งแกร่ง และความเป็นมืออาชีพ เพื่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์หลัก 3 กลุ่ม คือ กลุ่มธุรกิจสุรา เบียร์ และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์แล้ว ยังต้องการตอกย้ำความเป็น “ผู้นำ” เครื่องดื่มระดับภูมิภาคอาเซียนต่อเนื่องด้วย โดยจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากตลาดต่างประเทศเป็น 50% จากปัจจุบันมีประมาณกว่า 40% “การขยายธุรกิจนับจากนี้ จะให้ความสำคัญกับการบุกตลาดกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนา (ซีแอลเอ็มวี) และไทยมากขึ้น เพราะหากพิจารณาตลาดในอาเซียนจะพบว่า เวียดนาม เมียนมา เป็นดาวรุ่งของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ก็จะมองประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้า อาเซียนบวก 3 ได้แก่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และอาเซียนบวก 6 ที่มีอินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ด้วย”

นายฐาปนกล่าวว่า ปี 2559 ที่เริ่มปีงบประมาณตั้งแต่เดือน ต.ค.2559-ก.ย.2560 บริษัทได้เตรียมงบกว่า 9,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนปรับปรุงระบบการทำงาน ระบบการบริหารจัดการ ซึ่งกลุ่มเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ยังเป็นกลุ่มสินค้าที่บริษัทให้ความสำคัญในการทำตลาด ปี 2563 สัดส่วนรายได้ของบริษัทจะมาจากธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และนอนแอลกอฮอล์เป็น 50% เท่ากัน.

 

นักลงทุน-สถาบันการเงิน เชื่อมั่นหุ้นกู้บีเจซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ย. 2559 02:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720588

 

นักลงทุนและสถาบันการเงินเชื่อมั่นในบีเจซี ออกหุ้นกู้ยอดจำหน่ายสูงสุด ในประวัติการออกหุ้นกู้ของประเทศไทย

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี เปิดเผยว่า จากการที่ บมจ. เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ได้เข้าซื้อกิจการ บมจ. บิ๊กซี ซูเปอร์เซนเตอร์ เมื่อเดือนมีนาคม 2559 บริษัทได้มีการรีไฟแนนซ์เงินกู้ระยะสั้น ที่ใช้ในการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคมที่ผ่านมา บมจ. เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ได้เข้าซื้อหุ้นของ บมจ. บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และได้มีการทำ Tender offer หุ้นบิ๊กซี ทำให้บริษัทได้ถือหุ้นบิ๊กซีร้อยละ 97.94 โดยในการเข้าซื้อกิจการ บริษัทได้ใช้เงินกู้ระยะสั้นสกุลเงินยูโร และสกุลเงินบาทเป็นแหล่งเงินทุน นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในในการเพิ่มทุนโดยให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นกู้เดิม (Rights Offering) 2 ครั้ง โดยมีผู้ใช้สิทธิในการซื้อหุ้นมากกว่าจำนวนหุ้นที่มี (0versubscribe) ทำให้ต้องมีการจัดสรรและบริษัทสามารถเพิ่มทุนได้รวมจำนวน 83,610 ล้านบาท และส่งผลให้ระดับหนี้สินของบริษัทลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2559 บริษัทได้มีการออกหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ แบบไม่มีประกัน อายุ 3 ปี 5 ปี 7 ปี และ 10 ปี ซึ่งหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับอันดับความน่าเชื่อถือระดับ A+ (แนวโน้มคงที่) จาก บริษัท ทริส เรทติ้ง จำกัด เสนอขายนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ โดยมูลค่าหุ้นกู้รวมอยู่ที่ 54,000 ล้านบาท จากเดิมที่บริษัทตั้งใจจะออกหุ้นกู้มูลค่า 50,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากหุ้นกู้ของบริษัทได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ บริษัทจึงได้เพิ่มมูลค่าหุ้นกู้เป็น 54,000 ล้านบาท ซึ่งการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ได้สร้างประวัติศาสตร์ โดยเป็นหุ้นกู้ที่มีมูลค่าใหญ่ที่สุดที่ออกในครั้งเดียวของประเทศไทย โดยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของหุ้นกู้ที่ออกครั้งนี้อยู่ที่ร้อยละ 2.98 ทั้งนี้ บริษัทขอขอบคุณนักลงทุนทุกท่านที่เชื่อมั่นในผลประกอบการและศักยภาพในการเติบโตของบริษัท และให้การต้อนรับการออกหุ้นกู้ของบริษัทเป็นอย่างดี

“เงินกู้ดังกล่าว เป็น สกุลเงินบาทมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทได้นำเงินจากการออกหุ้นกู้และเงินกู้ก้อนใหม่ไปรีไฟแนนซ์เงินกู้ระยะสั้นที่ใช้ในการเข้าซื้อกิจการบิ๊กซีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้บริษัทลดต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับในการกู้เงินสกุลยูโร บริษัทได้มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนและทำให้บริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในส่วนนี้เพิ่มเติม สำหรับแผนทางการเงินระยะยาว บริษัทคาดว่าจะมีการออกหุ้นกู้เพิ่มเติมเพื่อใช้ในการรีไฟแนนซ์เงินกู้สกุลเงินบาทและเพื่อลดต้นทุนทางการเงินในระยะยาวต่อไป” นายอัศวิน กล่าว

 

ผู้ส่งออกต้องรับมือ สหรัฐฯ ออกกฎคุมความปลอดภัยอาหารฉบับใหม่สิ้นปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ย. 2559 22:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720433

 

ทูตพาณิชย์ เผย สหรัฐฯ เตรียมออกกฎหมายความปลอดภัยอาหารฉบับใหม่ปลายปีนี้ ตรวจเข้มอาหารนำเข้า ทั้งจดทะเบียนโรงงาน ติดฉลากสินค้า แจ้งข้อมูลแหล่งที่มา เตือนผู้ส่งออกเตรียมให้พร้อมรับมือ

เมื่อวันที่ 12 ก.ย.59 น.ส.ประนิตา เกิดพิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า ปลายปี 59 องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) จะออกกฎหมายใหม่ Food Safety Modernization ACT เพื่อควบคุมและป้องกันความปลอดภัยอาหารคนและสัตว์ ควบคุมผักผลไม้สด กำหนดโปรแกรมตรวจสอบผู้ผลิตและส่งออกในต่างประเทศ และผู้ขายวัตถุดิบ โดย FDA กำหนดให้ผู้ผลิตและส่งออกอาหารไปสหรัฐฯ ต้องจดทะเบียนโรงงานกับ FDA และต้องต่ออายุทะเบียนทุก 2 ปี, ตัวสินค้าต้องบรรจุแบบ Air tight เช่น เครื่องกระป๋อง ต้องจดทะเบียน Food Canning Establishment และกำหนดให้ฉลากสินค้า ต้องมี 3 ข้อมูลสำคัญ คือ คุณค่าโภชนาการ แหล่งกำเนิดสินค้า และส่วนผสมอาหาร

“หลังกฎหมายนี้บังคับใช้ จะตรวจสอบอาหาร โดยเน้นสิ่งแปลกปลอม สีอาหาร เชื้อแบคทีเรีย การแจ้งข้อมูลบนฉลาก ซึ่งเข้มงวด และลงลึกในการตรวจสอบมาก คาดจะกระทบการส่งออกอาหารไทยไปสหรัฐฯ ผู้ส่งออกไทยต้องปรับตัวให้พร้อมในการปฏิบัติตาม”

นอกจากนี้ สินค้าไทย ยังเผชิญปัญหาต่างๆ อีก ทั้งการถูกจัดให้อยู่ระดับ 2 แบบจับตามอง (Tier 2 Watch List) ตามรายงานการค้ามนุษย์ ซึ่งแม้อันดับดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ผู้นำเข้ารายสำคัญกลับมานำเข้า หรือเพิ่มนำเข้าจากไทยได้ นอกจากนี้ สินค้าไทย คือ ปลา กุ้ง เสื้อผ้า อ้อย และสิ่งลามก ยังติดบัญชีแดงใช้แรงงานเด็ก และแรงงานบังคับ ของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งตามกฎหมายการอำนวยความสะดวกการค้าและการบังคับ การค้า เปิดช่องให้ศุลกากรสหรัฐฯ ยับยั้งการนำเข้าสินค้าดังกล่าวได้ หากมีผู้ร้องเรียน ซึ่งจะกระทบต่อการนำเข้าสินค้าดังกล่าวของไทยไปสหรัฐฯ.

 

ฮันจินชิปปิ้งล้มละลาย’พาณิชย์’ สั่งด่วนช่วยผู้ส่งออกไทยขนถ่ายสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ย. 2559 22:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720328

 

‘พาณิชย์’ สั่งทูตพาณิชย์ทั่วโลกช่วยผู้ส่งออกไทยขนถ่ายสินค้า หลังฮันจินล้มละลาย ด้าน ‘สรท.’ ห่วงค่าระวางเรือปรับขึ้น เหตุต้องหาเรือรองรับบริการ ส่วน TIFFA หวั่นมีสายเดินเรืออื่นล้มละลายตาม เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี

เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 59 นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ มอบหมายให้ผู้อำนวยการส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั่วโลก ติดตามผลกระทบจากกรณีที่สายการเดินเรือฮันจินชิปปิ้ง ของเกาหลีใต้ล้มละลาย โดยให้ติดตามเรือของฮันจินที่เทียบท่าเรือในประเทศต่างๆ เพื่อขนถ่ายสินค้าของผู้ประกอบการไทยซึ่งขณะนี้ได้เร่งช่วยเหลือเรือของฮันจินที่เทียบท่าเรือของอิตาลี สเปน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) แล้ว อย่างไรก็ตาม กรมฯจะติดตามผลกระทบอย่างใกล้ชิด และขอให้ผู้ประกอบการทำประกันความเสี่ยงไว้ด้วย

ด้านนายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า เป็นห่วงว่าค่าระวางเรือจะปรับขึ้นในระยะสั้นจากผลกระทบของฮันจินล้มละลาย เพราะผู้ส่งออกต้องเปลี่ยนมาใช้บริการสายการเดินเรืออื่นทดแทน ซึ่งทำให้ต้นทุนของผู้ส่งออกเพิ่มขึ้น แต่หากเป็นการปรับขึ้นค่าระวางเรือระยะสั้น คงไม่ขอให้ภาครัฐช่วยเหลือ ถ้าเป็นการปรับขึ้นถาวร ก็อยากให้ภาครัฐช่วยดูแลด้วย

“เรื่องฮันจินล้มละลายถือว่าอยู่เหนือความคาดหมายมาก แม้ว่าขณะนี้ การเดินเรือจะมีการแข่งขันรุนแรง แต่หลายบริษัทก็ได้ปรับตัวด้วยการควบรวมกิจการ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดได้ คิดว่าไม่น่าจะมีล้มละลายอีก”

ส่วนนายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ นายกสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) กล่าวว่า เกรงว่า สายการเดินเรืออื่นๆ มีสิทธิ์จะล้มละลายตามฮันจิน เพราะขณะนี้สายเดินเรือทั่วโลกต่างแข่งขันสูง ในขณะที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ทำให้การบริการสายเดินเรือมีมากความกว่าความต้องการใช้บริการ จากการส่งออกทั่วโลกที่ลดลง ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวด้วยการทำประกันความเสี่ยงรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

 

‘พาณิชย์’ ห่วงมันราคาร่วง เล็งส่งมาตรการช่วยเหลือเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ย. 2559 21:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720430

 

‘พาณิชย์’ ห่วงราคาหัวมันสดร่วงเหลือ 1.20 บาท/กก. จากปีก่อน 2.30 บาท/กก. เตรียมอัดมาตรการช่วยเหลือเพิ่ม ทั้งให้เอกชนช่วยทำมันผลิตโซฮอล์และดึงโรงแป้งรับซื้อผลผลิตล่วงหน้าแลกชดเชยดอกเบี้ยให้

เมื่อวันที่ 12 ก.ย.59 น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาหัวมันสำปะหลังสดในประเทศอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 1.20 บาท จากเดือน ส.ค.ที่ราคาเฉลี่ย กก.ละ 1.25 บาท ขณะที่ราคาเฉลี่ยปี 58 อยู่ที่ กก.ละ 2.30 บาท เพราะจีนลดการซื้อมันเส้นจากไทย ที่สำคัญมีคู่แข่งคือ เวียดนาม ที่เสนอขายตัดราคาไทย อีกทั้งราคาแป้งมันในตลาดโลกลดลงจากปี 58 ที่ตันละ 400 เหรียญสหรัฐฯ ล่าสุดเหลือเพียงตันละ 200 เหรียญฯ รวมทั้งคุณภาพของหัวมันสดไม่ดี เชื้อแป้งลดลงด้วย ซึ่งเป็นผลกระทบภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังหาแนวทางช่วยเหลืออยู่ ทั้งการหาตลาดใหม่ เน้นการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น รวมทั้งให้ภาคเอกชนช่วยดูดซับผลผลิตไปผลิตแก๊สโซฮอล์ หรือสินค้าที่มีนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าได้มากขึ้น เช่น ขนมขบเคี้ยว วอดก้า เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการรองรับก่อนที่ผลผลิตมันฤดูกาลใหม่จะทยอยออกสู่ตลาดในช่วงเดือนธ.ค.59-ม.ค.60

นอกจากนี้ จะหารือกับผู้อำนวยการส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ ในกลุ่มประเทศที่นำเข้ามันสำปะหลังจำนวนมาก เพื่อจัดกิจกรรมการเจรจาธุรกิจในการนำผู้ซื้อผลิตภัณฑ์มันจากทั่วโลกเข้ามาพบปะกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง เพื่อให้มีตลาดมากขึ้น คาดว่าจะจัดกิจกรรมได้ภายในเดือน ก.ย.นี้ อีกทั้งจะเจรจากับโรงแป้งมัน ให้ช่วยรับซื้อหัวมันสดมาผลิต และสต็อกสินค้าไว้ก่อนในช่วงที่หัวมันสดออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยกระทรวงฯ จะไปเจรจากับสถาบันการเงิน เพื่อให้เพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่โรงแป้งมัน

“เรื่องมาตรการสินเชื่อและการชดเชยดอกเบี้ยให้กับโรงแป้งมัน คงต้องหารือกับทางธนาคารว่าจะสามารถช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง หากต้องใช้งบประมาณจากรัฐบาล ก็อาจจะต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป นอกจากนี้การขอความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ เรื่องของกฎหมายหลักประกันธุรกิจ ก็จะเป็นช่องทางหนึ่งให้ผู้ประกอบการนำมันสำปะหลังเป็นหลักประกันในการขยายวงเงินได้อีกช่องทางในการเพิ่มสภาพคล่อง” น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว.

 

ขนส่ง ยืดเวลาขึ้นทะเบียนตุ๊กๆ เพิ่มอีก 6 เดือน สิ้นสุด 17 ม.ค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ย. 2559 18:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720110

 

ขนส่งทางบก ยืดเวลาจดทะเบียนรถตุ๊กๆ เขต กทม. ตามโครงการสามล้อเอื้ออาทรเพิ่มอีก 6 เดือน สิ้นสุด 17 ม.ค. ปี 60 เพื่อสนับสนุนอาชีพอย่างยั่งยืน หวังดึงรถเข้าระบบถูกกฎหมาย พร้อมอนุรักษ์เป็นยานพาหนะสร้างเอกลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ …

วันที่ 12 ก.ย.59 นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้ขยายระยะเวลา การรับจดทะเบียนรถยนต์สามล้อรับจ้าง หรือรถตุ๊กๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร ตามโครงการสามล้อเอื้ออาทร ของกระทรวงคมนาคม จากเดิมที่กำหนดให้ดำเนินการจดทะเบียน ภายในวันที่ 17 กรกฎาคม 59 ผ่านมา โดยขยายระยะเวลาออกไปสิ้นสุดวันที่ 17 มกราคม 60 หลังพบว่า จากจำนวนผู้ได้รับสิทธิสามารถจดทะเบียนเป็นรถยนต์รับจ้างสามล้อ ทั้งหมด 412 ราย มีผู้นำรถมาจดทะเบียนจำนวน 287 ราย คงเหลือที่ยังไม่ได้มาจดทะเบียนอีก 125 ราย เนื่องจากปัญหาจากกระบวนการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินใช้เวลานาน ส่งผลให้การสั่งผลิตรถล่าช้า จึงไม่สามารถ นำรถมาจดทะเบียนได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด

ดังนั้น จึงได้ขยายเวลาการนำรถมาจดทะเบียนออกไปอีก 6 เดือน เพื่อให้ผู้ที่ได้รับสิทธิที่ยังไม่ได้นำรถมาจดทะเบียนสามารถดำเนินการจดทะเบียนได้ โดยจะสิ้นสุดกำหนดระยะเวลา รับจดทะเบียนภายในวันที่ 17 มกราคม 2560 ซึ่งเป็นการสนับสนุนสร้างอาชีพอย่างยั่งยืน ให้กับผู้ที่ประสงค์จะประกอบอาชีพขับรถยนต์รับจ้างสามล้อที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ หากพ้นกำหนดระยะเวลาที่ขยายออกไปแล้ว จะไม่มีการผ่อนผันยืดเวลาเพิ่มเติมอีก และให้ถือว่าสิทธิการจดทะเบียนที่ได้รับเป็นโมฆะ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมได้ผลักดันโครงการสามล้อเอื้ออาทร ให้มีการจดทะเบียนรถรับจ้างเพิ่มขึ้น 2,500 คัน ในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อสนับสนุนให้ผู้ขับรถตุ๊กๆ มีรถเป็นของตัวเอง และควบคุมให้รถใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน ด้วยการกำหนดคุณสมบัติให้รถทุกคัน ต้องใช้ก๊าซเอ็นจีวี

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการในการควบคุมการให้บริการเช่นเดียวกับรถโดยสารสาธารณะประเภทอื่นๆ ซึ่งต้องให้บริการที่ดี ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถตุ๊กๆ เป็นหนึ่งในยานพาหนะที่เป็นเอกลักษณ์ ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่ดีให้กับประเทศไทย เพราะนักท่องเที่ยวนิยมใช้บริการ จึงขอให้ผู้ขับรถตุ๊กๆ ให้บริการที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว

 

ตลท. การันตี หุ้นไทยยังแกร่ง ชี้ ก.ย.ดัชนีปรับลงแรง เทขายทำกำไรตามปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ย. 2559 18:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720268

 

ตลท. ชี้ ดัชนีหุ้นไทยช่วงเดือน ก.ย. ปรับลงแรง ถือเป็นการขายทำกำไรของนักลงทุนตามปกติ หลังบริษัทจดทะเบียนออกมาดี มั่นใจ ตลาดหุ้นไทยยังแข็งแกร่ง-เป็นที่น่าสนใจของต่างชาติ เพราะผลตอบแทนดีกว่าตลาดแห่งอื่นในภูมิภาค…

วันที่ 12 ก.ย.59 นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวถึง ดัชนีหุ้นไทยช่วงเดือน ก.ย. ที่ปรับลงแรงจากระดับ 1,550 จุด ลงมาที่ 1,430 จุด หรือปรับลดลงประมาณร้อยละ 5 ซึ่งถือว่าเป็นการขายทำกำไรตามปกติ คาดว่า เป็นผลจากนักลงทุนขายทำกำไรตามปกติ หลังบริษัทจดทะเบียนออกมาดี และตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน ส.ค. ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นถึง 20% ในสกุลเงินบาท และเพิ่มขึ้น 25% ในสกุลเงินดอลลาร์ โดยนักลงทุนขายเพื่อรักษากำไรและถือเงินสด เพื่อรอดูสถานการณ์ในช่วงที่เหลือว่าบริษัทจะเติบโตต่อเนื่องหรือไม่ และหลังจากนี้ต้องจับตากระแสเงินทุนต่างประเทศที่จะไหลเข้าออกผันผวนตามค่าเงินของแต่ละประเทศ

ส่วนภาวะตลาดหลักทรัพย์ เดือน ส.ค. พบว่า ตั้งแต่ต้นปี 2559 ถึงสิ้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทย ปิดที่ 1,548.44 จุด เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน 20.2% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดในเอเชีย และเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 1.6% ซึ่งชนะ 5 ตลาดในภูมิภาค ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ และยังชนะดัชนีเอ็มเอสซีไอต่างๆ เช่น เอ็มเอสซีไอ เวิลด์ MSCI Frontier Markets index เป็นต้น แม้ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.จนถึงขณะนี้ ดัชนีหุ้นไทยปรับลงแล้วประมาณ 5-6% แต่หุ้นไทยยังคงขึ้นสูงสุด เมื่อเทียบกับดัชนีต่างๆ

ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market capitalization) ของ SET อยู่ที่ 14,962,071 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.81% จากสิ้นปีก่อน ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) อยู่ที่ 378,830 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.11% จากสิ้นปีก่อน

สำหรับกำไรบริษัทจดทะเบียนไทย ในครึ่งปี 2559 พบว่า เติบโต 6% เมื่อเทียบปีก่อน เติบโตเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาค รองจากอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่เติบโต 20% ซึ่งคาดว่าช่วงครึ่งปีหลัง กำไรบริษัทจดทะเบียนจะดีขึ้นจากผลบวกของการเร่งลงทุนของภาครัฐ เอกชนเริ่มลงทุนตามการบริโภคครัวเรือนเริ่มดีขึ้น และการท่องเที่ยวยังดีต่อเนื่อง รวมถึงเริ่มเห็นบางอุตสาหกรรมดีขึ้นแล้ว.

 

‘กอบกาญจน์’ รับ ปราบทัวร์ศูนย์เหรียญกระทบท่องเที่ยว แค่ระยะสั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ย. 2559 18:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720233

 

รมว.ท่องเที่ยวฯ รับ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” กระทบท่องเที่ยวบางพื้นที่ในระยะสั้น แต่ภาพรวม ตัวเลข นทท. ไม่ลดลง ขณะที่ สทน. เผย การปราบธุรกิจท่องเที่ยวผิดกฎหมาย เป็นผลดีกับประเทศ คนเที่ยวฟรีลดลง ได้รายได้เพิ่มขึ้น…

วันที่ 12 ก.ย.59 นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในการปราบปรามธุรกิจท่องเที่ยวผิดกฎหมาย “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” แม้ว่าปัญหานี้จะมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเฉพาะบางพื้นที่ในระยะสั้น แต่จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมไม่ลดลง ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 1–11 ก.ย. 59 นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนเพิ่มขึ้น 33.74% จากปีที่แล้ว และตั้งแต่ 1 ม.ค.–11 ก.ย. 59 นักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้น 19.34% ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวม เพิ่มขึ้น 12.10%

ด้าน นายยุทธชัย สุนทรรัตนเวช นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) เปิดเผยว่า การปราบปรามธุรกิจท่องเที่ยวผิดกฎหมาย “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ถือว่าเป็นการจัดระเบียบการท่องเที่ยว กวาดล้างกลุ่มคนที่ไม่ดีออกไป ซึ่งจะส่งผลดีกับประเทศแน่นอน เพราะในอนาคตไทยจะได้รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เพราะคนที่มาเที่ยวฟรีจะลดลง คาดว่า ภายในสิ้นปีนี้ รายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศไทยคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลควรมีมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอย่างต่อเนื่องด้วย.

 

กสทช. ผนึก 3 หน่วยงาน หารือสร้างเชื่อมั่น ปชช. ใช้บริการ ‘พร้อมเพย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.ย. 2559 18:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/720090

 

กสทช. ผนึก 3 หน่วยงาน หารือสร้างเชื่อมั่นประชาชนใช้บริการทางการเงินผ่านมือถือ พร้อมช่วยยกระดับความปลอดภัยในการใช้บริการ…

วันที่ 12 ก.ย.59 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย และนายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ประชุมหารือ เรื่อง การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการธุรกรรมทางการเงินผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้บริการของ 2 อุตสาหกรรม ณ สำนักงาน กสทช.

ทั้งนี้ได้มีข้อสรุปของการประชุมหารือ ดังนี้ โดยระยะสั้น มีการดำเนินการ 5 เรื่อง

1. สำนักงาน กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะกำหนดแนวทางปฏิบัติร่วมกันในการพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในขณะเดียวกัน สำนักงาน กสทช. จะออกหนังสือกำชับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ดำเนินตามกระบวนการพิสูจน์ตัวตน และกำหนดมาตรการให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานอย่างเคร่งครัดด้วย

2. ธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะร่วมกันประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการ Mobile Banking, Internet Banking และ Prompt Pay โดยในกรณีโทรศัพท์เคลื่อนที่สูญหาย จะต้องแจ้งให้ธนาคารพาณิชย์ที่ใช้บริการอยู่ทราบ เพื่อยกเลิกการใช้บริการดังกล่าว และแจ้งผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อขอออกซิมการ์ดใหม่ ซึ่งจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตน

3. ในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าผู้ใช้บริการได้ดำเนินการแจ้งให้ธนาคารพาณิชย์ระงับบริการ Mobile Banking, Internet Banking และ Prompt Pay ผู้ใช้บริการไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

4. ในระหว่างที่ยังไม่มีระบบการเชื่อมต่อตรงระหว่างธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ให้ธนาคารพาณิชย์แจ้งหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้งาน Mobile Banking, Internet Banking และ Prompt Pay ให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทราบ เพื่อจะได้มีการดูแลเป็นกรณีพิเศษ

5. การออกซิมการ์ดใหม่สำหรับเลขหมายที่มีการใช้บริการ Mobile Banking และ Internet Banking ผู้ใช้บริการจะต้องดำเนินการด้วยตนเองเท่านั้น ไม่สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการได้

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 4 หน่วยงาน จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการศึกษาและนำเสนอแนวทางในรายละเอียด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการให้กับประชาชน โดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตามนโยบายรัฐบาล National e-Payment ในระยะยาวต่อไป.