แอร์เอเชียประกาศงดใช้ Galaxy Note 7 บนเครื่อง-ห้ามโหลดใต้ท้องทุกกรณี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.ย. 2559 04:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/718520

 

แอร์เอเชีย และแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เเจ้งผู้โดยสาร ห้ามใช้งานสมาร์ทโฟนซัมซุง รุ่น Galaxy Note 7 บนเที่ยวบิน ทุกกรณี อีกทั้งยังห้ามโหลดมือถือรุ่นดังกล่าวไว้ใต้ท้องเครื่อง ในทุกเที่ยวบิน  ของกลุ่มสายการบินแอร์เอเชีย และ แอร์เอเชีย เอ็กซ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากกรณีที่มีการประกาศเรียกคืนผลิตภัณฑ์และระงับการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือซัมซุง รุ่น Galaxy Note 7 ทั่วโลกจากบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของแบตเตอรี่ สายการบินแอร์เอเชีย และแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ขอแจ้งให้ผู้โดยสารห้ามเปิดใช้งานโทรศัพท์มือถือซัมซุง รุ่น Galaxy Note 7 ในทุกกรณีขณะอยุ่บนเครื่องบิน

คำประกาศนี้ ให้มีผลบังคับในทันที จนกว่าจะมีประกาศเป็นอื่น โดยผู้โดยสารจะสามารถเปิดใช้งานอุปกรณ์ดังกล่าวได้อีกครั้งหลังจากเที่ยวบินของท่านเดินทางสู่จุดหมายปลายทาง และผู้โดยสารออกจากเครื่องบินแล้วเท่านั้น รวมทั้งห้ามโหลดโทรศัพท์มือถือรุ่นดังกล่าวไว้ใต้ท้องเครื่องบินในทุกเที่ยวบินที่ให้บริการของกลุ่มสายการบินแอร์เอเชีย และ แอร์เอเชีย เอ็กซ์

ผู้โดยสารสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และข้อกำหนดต่างๆ เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือซัมซุง รุ่น Galaxy Note 7 ได้ที่พนักงานภาคพื้นของกลุ่มสายการบินแอร์เอเชีย และ แอร์เอเชีย เอ็กซ์.

 

ทอท.ยึดความปลอดภัย แจง ผู้โดยสาร ห้ามนำ ‘โน้ต 7’ โหลดใส่กระเป๋า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.ย. 2559 20:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/718415

 

ทอท.ขอความร่วมมือผู้โดยสาร ห้ามนำโทรศัพท์เคลื่อนที่ “โน้ต 7” โหลดใส่กระเป๋า รวมถึงห้ามนำอุปกรณ์ที่มีขนาดของแบตเตอรี่ลิเธียมเกินกว่าที่กำหนด นำขึ้นเครื่อง เพื่อความปลอดภัย…

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) กล่าวว่า ตามที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (Federal Aviation Administration : FAA) และสำนักงานบริหารความปลอดภัยด้านการบินของสหภาพยุโรป (European Aviation Safety Agency: EASA) ได้ออกประกาศห้ามใช้งาน หรือชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์เคลื่อนที่ Samsung Galaxy Note7 บนอากาศยาน และห้ามโหลดใส่กระเป๋าที่เก็บไว้ใต้ท้องอากาศยาน นั้น ทอท.ในฐานะผู้บริหารท่าอากาศยาน 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ขอความร่วมมือผู้โดยสารไม่นำโทรศัพท์รุ่นดังกล่าวโหลดใส่กระเป๋าที่เก็บไว้ ใต้ท้องอากาศยาน เพื่อความปลอดภัยของอากาศยานและผู้โดยสาร

นอกจากนั้น ทอท.ขอความร่วมมือผู้โดยสารห้ามนำอุปกรณ์ที่มีขนาดของแบตเตอรี่ลิเธียมเกิน กว่าที่กำหนดนำขึ้นอากาศยาน โดยประเภทแบตเตอรี่สำรอง (Spare) เช่น Power Bank เป็นต้น ได้มีการกำหนดค่าความจุไฟฟ้า ดังนี้ 1.ค่าความจุไฟฟ้า 100Wh หรือ 20,000mAH หรือปริมาณลิเธียมไม่เกิน 2 กรัม อนุญาตให้นำติดตัวขึ้นเครื่องบินได้ 2.ค่าความจุไฟฟ้า 100-160Wh หรือ 20,000-32,000mAH หรือปริมาณลิเธียมไม่เกิน 2-8 กรัม นำติดตัวขึ้นเครื่องได้คนละไม่เกิน 2 ชิ้น ซึ่งจะต้องได้รับอนุญาตจากสายการบิน และ 3. ค่าความจุไฟฟ้ามากกว่า 160Wh หรือ 32,000mAH หรือปริมาณลิเธียมมากกว่า 8 กรัม ไม่อนุญาตให้นำขึ้นเครื่องบิน ซึ่งแบตเตอรี่สำรองทุกชนิด (Spare Battery) ไม่อนุญาตให้โหลดใส่กระเป๋าไว้ใต้ท้องอากาศยาน

ส่วนประเภทแบตเตอรี่ที่อยู่ในอุปกรณ์ (Portable Electronic Device : PED) เช่น แบตเตอรี่สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ Laptop Hoverboard และ Airwheel เป็นต้น ได้กำหนดค่าความจุกำลังไฟฟ้า ดังนี้ 1. ความจุไฟฟ้าไม่เกิน 100Wh หรือ 20,000mAH หรือปริมาณลิเธียมไม่เกิน 2 กรัม สามารถนำขึ้นเครื่องได้ทั้งในสัมภาระติดตัวและสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง 2. ความจุไฟฟ้าไม่เกิน 100-160Wh หรือ 20,000-32,000mAH หรือปริมาณลิเธียมระหว่าง 2-8 กรัม สามารถนำขึ้นเครื่องได้ ทั้งในสัมภาระติดตัวและสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง แต่ต้องได้รับอนุญาตจากสายการบิน และ 3. ค่ากำลังไฟฟ้ามากกว่า 160Wh หรือ 32,000mAH หรือปริมาณลิเธียมมากกว่า 8 กรัม ไม่อนุญาตให้นำขึ้นเครื่องบิน

ทั้งนี้ ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นไปตามประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การพาแบตเตอรี่ลิเธียมไปกับอากาศยาน พ.ศ.2559.

 

การบินไทย แจ้งเตือนผู้โดยสาร ห้ามใช้ ซัมซุงกาแลคซี่โน้ต 7 บนเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.ย. 2559 12:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/718118

 

การบินไทย แจ้งเตือนผู้โดยสาร ห้ามใช้งานสมาร์ทโฟน ซัมซุงกาแลคซี่โน้ต 7 บนเครื่องบิน หรือโหลดไว้ใต้ท้องเครื่อง พร้อมระบุ หากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ แตกหักเสียหาย มีอุณหภูมิสูงผิดปกติ โปรดแจ้ง จนท. ทันที

วันที่ 10 ก.ย.59 เรืออากาศเอกปรารถนา พัฒนศิริ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายความปลอดภัย ความมั่นคงและมาตรฐานการบิน บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการประกาศเรียกคืนผลิตภัณฑ์ และระงับการจำหน่ายโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ซัมซุง กาแลคซี่โน้ต 7 ทั่วโลก นั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารทุกท่าน การบินไทย ขอความร่วมมือจากผู้โดยสารที่ใช้งานสมาร์ทโฟนรุ่นดังกล่าว ห้ามเปิดใช้งาน หรือชาร์จ ระหว่างเดินทางอยู่บนเครื่องบิน และไม่เก็บสมาร์ทโฟนไว้ในสัมภาระที่โหลดใต้ท้องเครื่องบิน

นอกจากนี้ หากพบว่า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ แตกหักเสียหาย มีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างผิดปกติ มีควัน สูญหายระหว่างเที่ยวบิน หรือหลุดหายเข้าไปในช่องว่างระหว่างที่นั่ง ขอความกรุณา แจ้งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินให้ทราบทันที

ทั้งนี้ ข้อกำหนดดังกล่าว เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของบริษัทฯ และยังเป็นข้อกำหนดของสำนักงานบริหารความปลอดภัยด้านการบินของสหภาพยุโรป (European Aviation Safety Agency: EASA) อีกด้วย ซึ่งผู้โดยสารสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวได้ที่ www.thaiairways.com หรือ สอบถามข้อมูลได้ที่ THAI Contact Center 0-2356-1111 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ทองเปิดตลาด ลดลง 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 22,450

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.ย. 2559 10:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717950

 

ราคาทองวันที่ 10 ก.ย. เปิดตลาดลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,850 ขายออกบาทละ 21,950 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,451.40 ขายออกบาทละ 22,450 บาท …

เมื่อวันที่ 10 ก.ย.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.14 น. ลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 21,850.00 บาท ขายออกบาทละ 21,950.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 21,451.40 บาท ขายออกบาทละ 22,450.00 บาท

 

นายกฯเร่ขายหมูหวังเพิ่มยอดส่งออกไปญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717838

 

พลตรีวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายฮิโระชิเกะ เสะโค รมว.เศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (เมติ) เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยได้หารือถึงการค้าและการลงทุนไทย-ญี่ปุ่น โดยนายกรัฐมนตรีขอให้ รมว.เศรษฐกิจฯพิจารณาเรื่องเพิ่มโควตานำเข้าเนื้อหมูของไทย รวมถึงกล่าวถึงนโยบายส่งเสริมการลงทุนตามคลัสเตอร์ของไทย และระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ของรัฐบาลไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์และโอกาสสำหรับญี่ปุ่น ในการเข้ามาร่วมลงทุนในเรื่องการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เพื่อรองรับ เช่น รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และเส้นทางรถไฟสายตะวันออก-ตะวันตก

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณที่ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นไทยในการเป็นฐานผลิตยานยนต์ที่สำคัญของญี่ปุ่น โดยขณะนี้ไทยกำลังพัฒนาศูนย์ทดสอบยางล้อ เพื่อสร้างความมั่นใจให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นว่า ไทยจะเป็นศูนย์กลางที่ทดสอบคุณภาพล้อรถและยานยนต์ในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังหารือในประเด็นต่างๆ อาทิ ความสนใจเข้าร่วมประมูล โครงการดาวเทียม THEOS – 2 และยังหารือเพิ่มเติม เร่งสรุปการเจรจาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน (RCEP) และเข้าร่วมในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือทีพีพี ซึ่งนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลไทยสนใจในเรื่องนี้ และอยู่ระหว่างพิจารณาข้อดีข้อเสียของข้อตกลงดังกล่าว.

 

อาลีเพย์โชว์ 7 พันธมิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717833

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา อาลีเพย์ Alipay แพลตฟอร์มชำระเงินออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือในเครืออาลีบาบา (Alibaba) อี-คอมเมิร์ซชื่อดังจากประเทศจีน ได้เปิดตัวพันธมิตรธุรกิจในประเทศไทย เพื่อบุกตลาดอย่างเต็มที่จำนวน 7 รายด้วยกัน ได้แก่ แอสเซนด์ กรุ๊ป (ในเครือซีพี), เคาน์เตอร์เซอร์วิส, จีเอชแอล (GHL), เพย์สบาย (Paysbuy), พระยาเพย์ (Prayapay), ธนาคารกสิกรไทย และบริษัทบัตรกรุงไทย (KTC)

ทั้งนี้ อาลีเพย์ เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มชำระเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากประเทศจีน บริหารโดย Ant Financial Services Group และให้บริการลูกค้าที่จดทะเบียนในจีนเป็นหลัก

โดยนายแพนดา เจีย ผู้อำนวยการอาวุโส อาลีเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล แอนด์ ไฟแนนซ์ กล่าวว่า ปัจจุบันอาลีเพย์มีลูกค้าชาวจีนใช้งานอยู่ 450 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชาชนจีนทั้งหมด การมาบุกประเทศไทยก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนจีนที่เดินทางมาเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะมีเกือบ 10 ล้านคนในปีนี้ ผ่านพันธมิตรของอาลีเพย์ รวมทั้งช่วยเพิ่มโอกาสในการค้าขายให้กับร้านค้า เอสเอ็มอีในประเทศไทยด้วย โดยขณะนี้มีร้านค้าในไทยรับชำระเงินด้วยอาลีเพย์ประมาณ 10,000 ร้านค้า

นายปุณณมาส วิจิตรกุลวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แอสเซนด์ กล่าวว่า อาลีเพย์ทำตลาดผ่านพันธมิตรอย่างแอสเซนด์ ซึ่งมีใบอนุญาตให้บริการในประเทศไทย โดยแอสเซนด์นั้น เป็นพันธมิตรกับอาลีบาบามาราว 1 ปีแล้ว หลังพบยอดขายผ่านอาลีเพย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อร้าน 7-11 รับชำระเงินผ่านอาลีเพย์ เมื่อ 3 เดือนก่อน.

 

ปรับเกณฑ์เข้าตลาดหุ้น หนุนธุรกิจสตาร์ทอัพเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717830

 

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2559 ว่า การประชุมครั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เร่งรัดศึกษาแนวทางในการปรับปรุงเกณฑ์คุณสมบัติของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ได้ภายในปี 60 “จะปรับเกณฑ์คุณสมบัติของวิสาหกิจขนาดเริ่มต้นให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดได้ ซึ่งกำลังหารือกับ ก.ล.ต. เพื่อปรับกฎเกณฑ์ และต้องดูอย่างรอบคอบ” นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาแนวทางปรับปรุงกฎหมายธุรกิจ การพัฒนาระบบบัญชีของวิสาหกิจเริ่มต้น หรือ start up และกำหนดคุณสมบัติของนักลงทุน และผู้ประกอบการเริ่มต้น ซึ่งตลาดหลักทรัพย์และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมปรับแนวทางดำเนินงานเพื่อรองรับการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว โดยการแก้ไขหลักเกณฑ์นั้นจะมีในส่วนของหุ้นกู้แปลงสภาพ เพื่อแปลงหนี้สินเป็นทุน

ด้านนายกิติพงศ์ พร้อมวงศ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า ได้ดำเนินโครงการพัฒนาย่านวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup District) โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือย่านมหาวิทยาลัย ซึ่งมีมหาวิทยาลัย 30 แห่งเข้าร่วม จะส่งเสริมให้มีย่านวิสาหกิจเริ่มต้น ในวิทยาเขต มหาวิทยาลัย ให้มีพื้นที่แก่นักศึกษา นักวิจัย และผู้ประกอบการมาผลิตชิ้นงานและงานวิจัยต่างๆ ส่วนที่ 2 คือการสร้างย่านวิสาหกิจเริ่มต้น ในพื้นที่และจังหวัดต่างๆ เช่น ถนนโยธี ถนนพระราม 6 ถนนบางรัก ถนนกล้วยน้ำไท กรุงเทพมหานคร และถนนนิมมานเหมินทร์ จังหวัดเชียงใหม่.

 

รับสภาพส่งออกโต 0.3%จากเป้า 5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717820

 

ทูตพาณิชย์ประเมินสถานการณ์ ปัจจัยรุมเร้าทำให้โงหัวไม่ขึ้น

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) เพื่อประเมินสถานการณ์การส่งออกในปี 2559 และวางแผนผลักดันการส่งออกในปี 2560 ว่า คาดว่ามูลค่าการส่งออกไทยในปี 2559 จะขยายตัว 0.3% จากเดิมที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายเติบโต 5% จากปีก่อน โดยสาเหตุที่ขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมายเพราะเศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบาง และราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกปีนี้ขยายตัว 3.1% จากคาดการณ์เดิมที่คาดขยายตัว 3.2% และยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆที่ต้องติดตามอีก เช่น ผลกระทบจากเบร็กซิต การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และการเลือกตั้งของสหรัฐฯในเดือน พ.ย.นี้ รวมทั้งผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เป็นต้น

“หลายตลาดที่ทูตพาณิชย์รายงานมา เช่น จีนปีนี้ คาดว่าจะส่งออกได้เพิ่มขึ้น 1% สหรัฐฯ เพิ่ม 1% ออสเตรเลีย เพิ่ม 4% ตะวันออกกลาง เพิ่ม 2.4% ทำให้มูลค่าการส่งออกในปีนี้ประเมินเบื้องต้นน่าจะขยายตัว 0.3% แม้ว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะขยายตัว 5% แต่หากดูภาพรวมของส่วนแบ่งตลาดการส่งออกไทยแล้ว ยังถือว่าส่งออกอยู่ในเกณฑ์ดีอยู่ เพราะไทยยังรักษาส่วนแบ่งตลาดสำคัญไว้ได้” นางอภิรดีกล่าว

สำหรับในปี 2560 คาดว่าการส่งออกไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.0% จากปี 2559 เพราะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นเป้าหมายการส่งออกของไทย เช่น อินเดีย คาดเศรษฐกิจขยายตัว 7.4% อาเซียน ขยายตัว 5.1% เป็นต้น รวมถึงมีการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายในปีนี้จำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกในปีหน้า ประกอบกับราคาน้ำมันค่อยๆเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าส่งออกของไทยที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เช่น น้ำมันสำเร็จรูป ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงกำลังซื้อของตลาดตะวันออกกลาง และผู้ส่งออกน้ำมันอื่นๆน่าจะกลับมา.

 

ผุดยุทธศาสตร์คมนาคม 20 ปี “อาคม” ไฟเขียวรถไฟเร็วสูงวิ่งถึงสุราษฎร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/717818

 

ระดมสมองทำยุทธศาสตร์คมนาคมขนส่ง 20 ปี “อาคม” ยันเดินหน้าระบบราง ทุกโครงการ เปิดประมูล–ก่อสร้างได้หมดภายในปี 65 เปิดช่องเอกชนเสนอขยายรถไฟความเร็วสูงถึงสุราษฎร์ฯ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อระดมสมองและรับฟังความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงกระทรวงคมนาคม และหัวหน้าหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม ในการทำร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทยระยะ 20 ปี ว่า เป้าหมายของระบบการคมนาคมขนส่งในอีก 20 ปีข้างหน้าคือ การขนส่งคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการลดความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงการคมนาคมขนส่ง

ขณะเดียวกัน ได้กำหนดยุทธศาสตร์ใน 5 เรื่อง คือ 1.การพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งแบบบูรณาการทั้งระบบ เพื่อให้เชื่อมโยงกันในแต่ละระบบ 2.การพัฒนาบริการขนส่งสาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อเคลื่อนย้ายคนจากการใช้รถส่วนบุคคลมาใช้รถสาธารณะ 3.การปฏิรูปองค์กร กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการแยกบทบาทหน่วยงานนโยบาย การกำกับดูแล และหน่วยงานปฏิบัติให้ชัดเจน 4.การพัฒนาบุคลากรด้านคมนาคมขนส่ง เพราะปัจจุบันยังขาดแคลนบุคลากร เช่น กรณีจะดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องบุคลากร และ 5.เรื่องนวัตกรรมกับเทคโนโลยี โดยต้องเตรียมเข้าสู่การคมนาคมขนส่งในรูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ เช่น จากรถไฟทางคู่ธรรมดา ก็ต้องยกระดับเป็นรถไฟทางคู่ที่ใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

สำหรับการดำเนินงานของกระทรวงในช่วง 5 ปีนี้ เดิมมีกรอบยุทธศาสตร์การคมนาคมระยะเร่งด่วน 8 ปี คือ ระหว่างปี 2558-2565 อยู่แล้ว ซึ่งเน้นขับเคลื่อนลงทุนที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม เช่น รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑล 10 สาย แต่จะปรับเปลี่ยนใหม่ให้เป็นแผน 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนา ดังนั้น ในปี 2565 ทุกโครงการภายใต้แผนดังกล่าวจะต้องเปิดประมูล และเริ่มลงมือก่อสร้างได้

นายอาคมกล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมาได้หารือกับ รมว.คมนาคม ของประเทศมาเลเซีย เกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งได้ชี้แจงเรื่องการพัฒนารถไฟทางคู่ของไทยเพื่อเชื่อมไปยังภาคใต้ให้ทราบ โดยเฉพาะช่วงหาดใหญ่-ปาดัง–เบซาร์ นอกจากเป็นรถไฟทางคู่ธรรมดาแล้ว ยังจะพัฒนาให้เป็นไฟฟ้า เพื่อเชื่อมต่อระบบรางของมาเลเซียได้ด้วย ส่วนรถไฟความเร็วสูงที่ประเทศมาเลเซียได้ร่วมมือกับสิงคโปร์นั้น จะใช้เวลาก่อสร้าง ประมาณ 10 ปี หรือประมาณปี 2569 ถึงจะแล้วเสร็จ เพราะทั้ง 2 ประเทศมีขั้นตอนภายในจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูง เส้นทาง กทม.-หัวหิน ซึ่งอนาคตจะศึกษาไปถึงภาคใต้ เชื่อมมาเลเซียที่ชายแดนได้ด้วย โดยส่วนต่อขยายจากหัวหินไปนั้นในช่วง 5 ปีนี้ ก็คงจะเป็นเรื่องการศึกษาและออกแบบ จะแล้วเสร็จก็จะใช้เวลา 1 หรือ 2 ปี เพราะระยะทางจากหัวหินไปถึงปาดังเบซาร์ระยะทางยาวถึง 700 กม.

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า เอกชนสนใจที่จะขยายเส้นทางลงไปถึงสุราษฎร์ธานี แทนที่จะถึงเพียงหัวหินนั้น หากเอกชนเห็นว่าคุ้มค่าก็สามารถนำเสนอในช่วงการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) ได้ ซึ่งก็สามารถที่จะพิจารณาขยายเพิ่มเติมได้ หากเห็นว่าการก่อสร้างจาก กทม.-หัวหิน ไม่คุ้ม เนื่องจากผลตอบแทนเศรษฐกิจของเส้นทางดังกล่าว อาจจะไม่เท่าเส้นทาง กทม.-ระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม

ด้านนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทยระยะ 20 ปีครั้งนี้ เป็นเพียงกรอบและแนวทางการทำงานของกระทรวงคมนาคมที่สอดคล้องกับนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้แต่ละกระทรวงไปจัดทำแผนยุทธศาสตร์กระทรวงระยะยาว ซึ่งในครั้งนี้ทาง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ได้ให้ไปปรับปรุงกรอบบางส่วน และส่งกลับมาให้ รมว.คมนาคม พิจารณาภายใน 2 สัปดาห์ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

สำหรับแผนพัฒนาระยะ 5 ปีแรก (2560-2564) จะมีโครงการที่จะได้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น โครงการรถไฟฟ้า 10 สาย ระยะแรกแล้วเสร็จ ส่วนแผนระยะต่อไปจะสนับสนุนให้ประชาชนมาใช้รถไฟฟ้า มากขึ้น, ยกระดับการให้บริการขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศ ไทย (รฟท.), ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยการเปลี่ยนรถดีเซลไปใช้รถไฟระบบไฟฟ้า เป็นต้น.

 

สื่อสิ่งพิมพ์ถดถอย แต่ไม่สิ้นความขลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/716983

 

“สื่อใหม่” หรือ “New Media” ยุคปัจจุบันมีอิทธิพลสูงมากต่อผู้เสพสื่อ หลายประเทศมีอัตราการอ่านข่าวสารข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย มากกว่าอ่านจากสื่อสิ่งพิมพ์

สำนักข่าวยอนฮับ เกาหลีใต้ บอกว่า ที่เกาหลีใต้มีอ่านข่าวจาก New Media ถึง 40 ล้านคน อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ 13 ล้านคน

ในจำนวนคนอ่านหนังสือพิมพ์ 8 ล้านคน…อ่านข่าวบันเทิง อีก 3 ล้านคน…อ่านข่าวกีฬา ที่เหลืออีก 2 ล้านคน…อ่านข่าวทั่วๆไป

ข้อมูลนี้สะท้อนมาจากการประชุม “2016 Media Cooperation Forum on Belt and Road” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน (China National Convention Center) กรุงปักกิ่ง จัดโดยหนังสือพิมพ์ People’s Daily หนังสือพิมพ์แห่งชาติของจีน เมื่อไม่นานมานี้

การประชุมครั้งนี้มีสื่อมวลชนจาก 78 ประเทศทั่วโลกรวม 210 ชีวิตเข้าร่วมประชุม ถือเป็นการประชุมครั้งสำคัญของวงการสื่อมวลชนโลก

ในส่วนของประเทศไทย สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุม นายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ นายกสมาคมฯ นำคณะเป็นตัวแทนสื่อไทย นายภูวนารถ ณ สงขลา จากหนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ อุปนายกสมาคมฯ นางฐิตาภา ทรงเผ่า จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ กรรมการสมาคม และ น.ส.อรอนงค์ อรุณลักษณ์ ผู้สื่อข่าว CRI ประเทศไทย

ความมุ่งมั่นตั้งใจของจีน ต้องการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเผยแพร่ข่าวสาร ข้อมูลต่างๆของจีนไปยังสื่อต่างๆทั่วโลกโดยตรง ด้วยความเข้าใจที่ตรงกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในเขต 1 แถบ 1 เส้นทาง ของ “เส้นทางสายไหม” ตามนโยบายของนายสี จิ้นผิง ผู้นำจีน

ยุคนิวมีเดีย…สื่อใหม่กำลังมาแรง ท่ามกลางกระแสการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เปลี่ยนแปลงไป ความเห็นโดยรวมในที่ประชุมยังย้ำในประเด็นสำคัญ…“ขอให้สื่อมีความรับผิดชอบต่อสังคม”

ท่ามกลางการท้าทายในยุคสื่อใหม่ “สื่อออนไลน์” ที่มาแรง ควรแสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน และการเผยแพร่ต่างๆต้องเป็นข้อเท็จจริง เนื่องจากปัจจุบันข่าวในสื่อใหม่ มีทั้งข่าวลวง…ข่าวเท็จ

ที่สำคัญ…ที่ประชุมมีความเห็นว่า นักข่าวควรยืนหยัดในจริยธรรม ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อสร้างสมานฉันท์ทั่วโลกและการเชื่อมต่อเรื่องข่าวสาร ทำให้สื่อควรแสวงหาความคิดเห็นให้รอบด้าน

การเผยแพร่ต่างๆต้องเข้าใจบทบาทที่ต่างกันเพราะเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ไม่เหมือนกันและอย่าใช้สื่อปลุกระดมความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า “สื่อใหม่” จะมาแรงมาก แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ความสำคัญของสื่อสิ่งพิมพ์ก็ยังมีอยู่ เนื่องจากสื่อสิ่งพิมพ์ยังต้องมีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงมาแก้ไขข่าวลวง ข่าวเท็จ ยุติการแพร่กระจายข่าวเท็จ ค้นหาความจริงมาเสนอแก่ผู้บริโภคข่าวเพื่อความถูกต้อง…

ทำให้โอกาสที่ “สื่อสิ่งพิมพ์” จะหายไปจากโลกนี้ เหมือนอย่างที่หลายคนหวั่นไหว ดูท่าจะไม่เป็นความจริง เพียงแต่อาจจะลดน้อย ลงไปตามกระแสโลกที่ก้าวเข้าสู่ความทันสมัยของการรับรู้ข่าวสารมากขึ้นเท่านั้น

ในประเด็นการเสนอข่าวของสื่อต่างๆที่เกี่ยวกับ “ลัทธิชาตินิยม” กับความ “รักชาติ” เป็นอีกเรื่องร้อนที่น่าสนใจ มีการเสนอแนะความเห็นหลากหลาย ทั้งยังยกตัวอย่างถึงลัทธิชาตินิยมและความรักชาติ ที่เคยทำให้บางประเทศเกือบพัง และกลายเป็นศัตรูกันมาแล้ว

สรุปได้ว่า “สื่อ” อย่าปลุกระดมความขัดแย้งจาก “ลัทธิชาตินิยมและความรักชาติ” แต่ควรใช้ข้อเขียนสร้างสันติให้กับประเทศ สร้างค่านิยมของชาติ รับผิดชอบต่อสังคม เปิดใจให้กว้างและมีความให้อภัยกัน

ในพิธีลงนามความร่วมมือด้านข่าวระหว่างจีนกับสำนักข่าวต่างๆในเขต 1 แถบ 1 เส้นทาง จัดที่สำนักงานใหญ่หนังสือพิมพ์
People’s daily ในตอนหนึ่งของการแนะนำสื่อออนไลน์ หนึ่งในผู้บริหาร เล่าให้ที่ประชุมฟังว่า…

ประเทศที่เป็นอันดับ 1 ใน 10 ประเทศในโลกนี้ ที่คนจีนชอบมาเที่ยวมากที่สุด นั่นคือ “ไท่กั๋ว” หรือ “ประเทศไทย” เหตุผลที่มาเที่ยว หาใช่เพราะมีศิลปวัฒนธรรมงดงามแต่อย่างใดไม่ ทว่าเป็นเพราะรักที่คนไทยเป็นคน “มีน้ำใจ” ที่สุด นี่คือคำพูดของ “จีน” ต่อหน้าสื่อทั่วโลก ที่เราเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อ “ไทย” ในด้านการท่องเที่ยว

ชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน บอกว่า ความคิดเห็นของเพื่อนสื่อมวลชนทั่วโลกแสดงให้เห็นถึงบทบาท ความสำคัญ ความรับผิดชอบของสื่อ ทั้งสื่อกระแสหลัก และสื่อใหม่ ที่พัฒนาตามเทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งสำคัญต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างสุขุมรอบคอบ การยืนหยัดบนสิทธิและหน้าที่ที่ถูกต้อง

“การชูธงการพัฒนาอย่างสันติ การสร้างสติให้แก่ผู้คนในสังคม การสร้างค่านิยม…ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในภูมิภาคและประชาคม”

และก่อนที่สื่อทุกคนจากทุกสำนักของ 78 ประเทศทั่วโลก จะโบกมืออำลาปักกิ่ง ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะนาย “หลิว หยุนซาน” กรรมการประจำกรมการเมือง เลขาธิการสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการกลาง พรรคคอมมิวนิสต์จีน บุคคลสำคัญอันดับที่ 5 ที่ศาลามหาประชาชน ใกล้จัตุรัสเทียนอันเหมิน

“โลกนี้มีข่าวและเหตุการณ์เกิดขึ้นให้รายงานมากมาย เช่น ก่อการร้ายในฝรั่งเศส เยอรมนี เหตุการณ์ในตุรกี…การยิงกันในอเมริกา การเลือกตั้งในอเมริกา เบื้องหลังข่าวพวกนั้นทำให้เราเห็นว่าตอนนี้คนบนโลกสนใจเรื่องอะไรบ้าง”

จีนไม่ใช่ “Anti–globalization”…ต่อต้านโลกาภิวัตน์ ตามที่หลายสื่อเคยเข้าใจ แต่จีนเป็น “Globalization”…โลกาภิวัตน์ และอยากให้หลายประเทศมาร่วมมือพัฒนากัน ตอนนี้สงครามเย็นจบลงแล้ว

“โลกเราไม่สามารถถูกนำโดยประเทศใดประเทศหนึ่งได้…ประเทศหนึ่งเปรียบดังดอกไม้ ปัญหาแตกต่างทางวัฒนธรรมก็ยังเป็นปัญหาถึงปัจจุบัน แต่เราอย่ากลัวความแตกต่าง เราสามารถอยู่ด้วยกันได้” หลิว ว่า

เส้นทางสายไหมโบราณเต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม… จีนเองเป็นประเทศที่เป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมเป็นตัวอย่างที่ดี จีนไม่ได้มีวัฒนธรรมเดียวมีชนกลุ่มน้อยมากมายรวมอยู่กัน ทั้งพุทธ อิสลาม ฯลฯ

“People’s daily” เป็นสื่อที่ใหญ่มากที่สุดในจีน เข้าถึงคนมากมาย คิดว่าคนจีนทุกคนอ่าน และถ้าเขาอยากอ่านข่าวที่เชื่อถือได้ที่สุด เขาจะเลือก People’s daily

“กิจกรรมนี้เป็นการรวมมีเดียที่ใหญ่มาก รอบหน้าน่าจะจัดได้ใหญ่กว่านี้ ชวนคนมาร่วมได้มากกว่านี้ แต่จำนวนไม่ใช่สิ่งที่สนใจมากไปกว่า…การที่สารเราสามารถสื่อสารไปอย่างถูกต้อง ถึงผู้รับสารได้มากที่สุด”

จีนใหญ่มาก คนก็เยอะมาก และเป็นเรื่องยากมากที่จะเข้าใจจีนได้ทั้งหมด รู้จัก “ปักกิ่ง”…ไม่ได้หมายความว่ารู้จัก…“จีน” บางข่าวที่รายงานไปออกมาจากเมืองหนึ่งๆ ก็เหมือนใบไม้ใบหนึ่งจากต้นไม้ อยากให้ได้ไปเยือนหลายๆที่ เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้นและรายงานข่าวที่สมบูรณ์ขึ้น

นี่คือ “คำคม” ที่แฝงนัยสำคัญของผู้นำจีนคนสำคัญ ที่ฟังแล้วชวนให้ “รู้จักจีน” มากขึ้นไม่มากก็น้อย.